หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 620 องค์หญิงถูกกักบริเวณ
เล่มที่ 21 ตอนที่ 620 องค์หญิงถูกกักบริเวณ
ทำร้ายนาง?! ท่านแม่ทัพกองราชองครักษ์พลันหน้าเปลี่ยนสี ในดวงตาเต็มไปด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ “จะอย่างไรองค์หญิงก็เป็นพระขนิษฐาของรัชทายาท คงไม่ปฏิบัติกับนางเช่นนั้น…”
“ในเมื่อท่านแม่ทัพเข้าใจกระจ่างเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องส่งตนเองไปตายด้วย? รัชทายาทขังองค์หญิงสี่ไว้ ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทรงต้องการดึงดูดให้แม่ทัพออกไปปรากฏตัว หรือท่านคิดว่ารัชทายาทจะเห็นแก่ท่านแม่ทัพที่สร้างผลงานให้แคว้นเฉินมาหลายปี และยอมให้พวกท่านสมปรารถนา?” คำพูดของจี้จิ่นราวกับหินก้อนใหญ่ที่กดทับลงมาในใจของเจาจวิ้น เขารู้ตนเองดี ฐานะของตนไม่คู่ควรกับองค์หญิง
“ขอเพียงข้าปรากฏตัวออกไป รัชทายาทย่อมปล่อยนาง” ใช้ชีวิตของเขาไปแลกกับอิสรภาพของนาง ควรค่าแล้ว
จี้จิ่นย่อมเข้าใจความหมายของเขา แต่ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่เห็นด้วย “ข้าไม่รู้ว่าความรู้สึกระหว่างท่านแม่ทัพและองค์หญิงลึกล้ำเพียงใด แต่หากท่านแม่ทัพเป็นอะไรไป เชื่อว่าองค์หญิงสี่คงไม่เบิกบานพระทัย ตอนนี้สองแคว้นจะเป็นพันธมิตรกัน องค์ชายเถี่ยเจินทรงต้องพระทัยองค์หญิงสี่ เช่นนั้นรัชทายาทย่อมไม่ทำให้เรื่องนี้ใหญ่โต พรุ่งนี้ข้าจะเข้าวังไปตรวจดู หวังว่าท่านแม่ทัพจะอดทนเข้าไว้ คิดให้ดีว่าจะยอมศิโรราบต่อชะตาชีวิตหรือไม่”
เจาจวิ้นเงยหน้าขึ้น มองไปยังบุรุษเบื้องหน้าที่มีหน้าตางดงามหล่อเหลาแต่กลับเย็นชาและหยิ่งทะนง อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก “ท่านอัครมหาเสนาบดี…เหตุใดจึงช่วยข้า?”
จี้จิ่นเบนสายตา มองไปยังแสงจันทร์ที่อยู่ท่ามกลางฟากฟ้า “บางทีอาจเป็นเพราะไม่คุ้นชินกับความไร้ใจของราชวงศ์กระมัง”
อะไรนะ?! ทั้งๆ ที่เป็นคำพูดกบฎ แต่เมื่อเจาจวิ้นได้ฟังเขากลับรับรู้ได้ถึงความเจ็บปวดในคำพูดนั้นอย่างหาได้ยากยิ่ง เหตุใดท่านอัครมหาเสนาบดีจึงได้เปลี่ยนไปเพียงนี้?
บุรุษรูปงามเผยรอยยิ้มขมขื่นออกมาบนใบหน้า จากนั้นจึงมองไปยังเจาจวิ้น “ไม่ว่าจะเพื่อตัวท่านแม่ทัพเอง หรือเพื่อองค์หญิง หลังจากพรุ่งนี้ค่อยหารือกันเถิด”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ จี้จิ่นก็หมุนตัวเดินหายไปจากสายตาของท่านแม่ทัพกองราชองครักษ์
แสงอาทิตย์แรกของแคว้นเฉินสาดส่องลงบนหลังคาอันเปล่งประกายอร่ามในราชวัง เหล่าข้าราชบริพารวุ่นวายแต่เช้าเฉกเช่นที่เคยเป็นมา ไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็นว่าเมื่อคืนเกิดความเปลี่ยนแปลงอันใดขึ้น
“ปล่อยข้าออกไป! รีบปล่อยข้าออกไป! ข้าต้องการพบรัชทายาท ข้าต้องการพบรัชทายาท!” เสียงของหย่งเวยแหบแห้ง ทรุดตัวนั่งลงกับพื้น พิงประตูห้องอย่างไร้เรี่ยวแรง น้ำตาทำให้ดวงหน้าของนางพร่าเลือน ในใจคิดถึงความปลอดภัยของท่านแม่ทัพกองราชองครักษ์เพียงอย่างเดียว ไม่ทราบว่าเมื่อคืนเขาเกิดเรื่องเหนือคาดอันใดขึ้นหรือไม่ เขาจะปรากฎตัวหรือไม่? ถูกรัชทายาทจับตัวหรือไม่? ตอนนี้ไปอยู่ที่ใด?
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงปลดสลักประตูดังขึ้น หย่งเวยดวงตาเป็นประกาย ถือโอกาสที่ประตูเปิดออกพุ่งออกไป คิดไม่ถึงว่าคนด้านนอกจะเตรียมการไว้นานแล้ว องครักษ์สองคนร่วมแรงกันดันองค์หญิงกลับเข้าไป “องค์หญิง กระหม่อมล่วงเกินแล้ว!”
เนื่องด้วยสตรีผู้นี้ดิ้นรนทั้งคืน อีกทั้งเดิมทีร่างกายก็อ่อนแออยู่แล้ว การผลักในครานี้ทำให้นางล้มลงกับพื้นในสภาพน่าสังเวช
นางข้าหลวงก้มหน้าลงด้วยความกระวนกระวาย รีบวางกระยาหารในมือลง “องค์หญิงเสวยหน่อยเถิดเพคะ”
คิดไม่ถึงว่าองค์หญิงสี่จะลุกขึ้นจากพื้นอย่างรวดเร็วราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวด พุ่งตัวเข้าหานางข้าหลวงที่ถอยหลบไม่ทัน จับแขนของนางแน่น “ปล่อยข้าออกไป! ไปกราบทูลเสด็จพี่รัชทายาทว่าข้าต้องการออกไป!”
“องค์หญิง พระองค์ปล่อยพระหัตถ์เถิด ละเว้นบ่าวด้วย บ่าวไม่กล้า!”
“ช่วยข้า! ช่วยข้าด้วย…”
องครักษ์ที่อยู่ด้านนอกรีบดึงนางข้าหลวงผู้นั้นออกไป ลงสลักประตูอีกครั้ง เหลือไว้เพียงสตรีที่ร้องไห้สะอึกสะอื้นไม่หยุด
ภายในห้องทรงพระอักษร สีหน้าของตงฟางซวี่มืดครึ้มยิ่งนัก ขันทีใหญ่ที่อยู่ข้างกายกลั้นใจไม่กล้าเงยหน้า ในวังเกิดเรื่องใหญ่เพียงนี้ จินตนาการถึงอารมณ์ของรัชทายาทได้เลยทีเดียว เพียงแต่เขาเองก็เห็นองค์หญิงสี่เติบโตมา คิดไม่ถึงว่าสตรีอ่อนโยนผู้นั้นจะทำเรื่องเช่นนี้ออกมาได้ ตกลงแล้วบุรุษผู้นั้นเป็นใครกันแน่?
“ถวายพระพรรัชทายาท”
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงขันทีน้อยดังขึ้น
“เข้ามา”
“ทูลรัชทายาท เรียกข้าราชบริพารในตำหนักองค์หญิงสี่มาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เรียกมาแล้ว? ตงฟางซวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “กล่าวว่าอย่างไร?”
ขันทีน้อยก้มหน้าลง “พวกเขากล่าวว่าตั้งแต่ปีที่แล้ว ทุกช่วงระยะหนึ่งองค์หญิงจะกันพวกเขาออกไปก่อนมืด ไม่ให้พวกเขาไปรบกวน ทว่าตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นมา ทุกสองสามวันล้วนเป็นเช่นนี้ เพียงแต่พวกเขาเองก็ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด”
ถึงกับ…เริ่มตั้งแต่ปีที่แล้วเชียวหรือ! ตงฟางซวี่ยากจะบรรยายอารมณ์ของตนในยามนี้ วังหลังถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเชียวหรือ หย่งเวยมีฐานะเป็นองค์หญิง ทำเรื่องน่าอับอายไร้มารยาทเช่นนี้ได้ที่ไหนกัน?!
เขามองไปทางขันทีที่อยู่ข้างกาย “นางข้าหลวงที่ชื่อฉ่ายเอ๋อร์ผู้นั่นเล่า?”
ขันทีใหญ่เดินเข้ามา “บ่าวสั่งให้คนไปสอบถามแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีข่าวมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“หากข้ารู้ว่ามันเป็นผู้ใด จะหั่นศพมันเป็นหมื่นชิ้น! ไป ไปหาแม่นมมาผู้หนึ่ง ให้ไปตรวจสอบองค์หญิงสี่”
ขันทีทั้งสองถอยออกมาจากห้องทรงพระอักษร ในมุมมืดสายตากังวลคู่หนึ่งเก็บทุกอย่างนี้เอาไว้ มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่าเขาในยามนี้อยากพุ่งเข้าไปยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างในห้องทรงพระอักษรมากเพียงใด แต่เมื่อคิดถึงคำพูดของท่านอัครมหาเสนาบดี หรือจะกล่าวว่าเขาต้องยอมศิโรราบต่อโชคชะตาเช่นนี้จริงๆ? จำได้ว่าตนเคยรับปากหย่งเวยไว้ว่าจะมอบความสุขให้นาง หรือเมื่อคำสัญญาของตนต้องมาเผชิญกับความเป็นจริงจะไม่อาจสู้ได้?
“ท่านแม่ทัพ” องครักษ์ที่อยู่ข้างกายกล่าวเตือนเสียงเบา ตอนนี้ข้างกายของรัชทายาทไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยนัก เขากลัวว่าท่านแม่ทัพจะบุ่มบ่ามทำอะไรออกไปจึงรีบดึงมือเขาไว้
“ข้าไม่เป็นไร”
“ข้าสั่งให้คนไปตรวจสอบดูแล้ว องค์หญิงหย่งเวยเพียงถูกขังเท่านั้น ไม่ได้รับความลำบากขอรับ”
ไม่ได้รับความลำบาก? เขาจะไม่เข้าใจเวยเอ๋อร์ของตนเชียวหรือ? แม้ภายนอกนางจะดูแข็งแกร่ง แต่ในใจอ่อนแอหาใดเปรียบ เชื่อว่านางต้องกำลังเป็นห่วงตนอยู่แน่นอน เฉกเช่นตนที่กำลังเป็นห่วงนาง
แม่นมผู้หนึ่งและนางข้าหลวงอีกหลายคนเดินมุ่งไปยังตำหนักของหย่งเวยด้วยสีหน้าเคร่งเครียด ขณะเดียวกัน หย่งหนิงเดินผ่านสวนบุปผาหลวงมาพอดี มองไปยังคนกลุ่มนั้นด้วยความสงสัย “แปลกยิ่งนัก พวกนางจะไปที่ใด?”
“องค์หญิงเพคะ พวกเรากลับตำหนักกันเถิด” นางข้าหลวงข้างกายกลัวว่าหย่งหนิงจะเกิดนึกสนุกจนก่อเรื่องอะไรขึ้นมาอีก อย่างไรเสียมีเรื่องให้น้อยลงยังคงดีกว่า
“นั่นไม่ใช่ทางไปตำหนักของพี่หญิงสี่หรือ? ไป พวกเราไปดูกันเถิด!”
“รอก่อนเพคะองค์หญิง…นี่…”
พบว่าตำหนักขององค์หญิงสี่ในวันนี้แปลกประหลาดยิ่งนัก ด้านนอกมีองครักษ์ยืนเฝ้าอยู่หลายคน แต่กลับไม่เหมือนองครักษ์คนอื่น หย่งหนิงมองเพียงปราดเดียวก็จำพวกเขาหลายคนได้ นั่นเป็นคนที่อยู่ข้างกายรัชทายาทตงฟางซวี่
คนกลุ่มนี้เดินเข้าไปในตำหนักด้วยความระมัดระวัง หย่งหนิงรีบตามเข้าไป คิดไม่ถึงว่าจะถูกองครักษ์หลายคนนั้นขวางเอาไว้ “องค์หญิง เข้าไปไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ”
“เพราะเหตุใดเล่า? ข้าอยากไปเล่นกับพี่หญิงสี่!”
“วันนี้องค์หญิงสี่ทรงประชวร เชิญองค์หญิงเสด็จกลับเถิด”
ไม่สบาย? ดวงตาของหย่งหนิงเปล่งประกาย อย่างไรก็ตามนางไม่ไม่ใช่องค์หญิงที่ซุกซนเอาแต่ก่อเรื่องจนเคยชินเฉกเช่นกาลก่อนอีกต่อไป จึงยักไหล่กล่าวว่า “เอาเถิด เช่นนั้นข้าไปแล้ว”
ในดวงตาขององครักษ์เหล่านั้นเต็มไปด้วยความระแวง ดรุณีน้อยผู้นี้หายไปในมุมหนึ่งจริงๆ อย่างไรก็ตาม นางกลับเลี้ยวไปยังสวนบุปผาอีกแห่งหนึ่ง นางชำนาญเส้นทางในพระราชวังแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง ย่อมรู้ว่าสถานที่ใดไม่มีคนเฝ้า
“องค์หญิง พระ พระองค์ทรงทำอะไรเพคะ?!”
หย่งหนิงพับแขนเสื้อของตนขึ้น “เจ้าอยู่ที่นี่ช่วยข้าดูต้นทาง หากมีคนมาให้รีบตะโกนเรียกข้า!” หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ ดรุณีน้อยก็ปืนขึ้นไปบนต้นไม้ต้นหนึ่งอย่างชำนาญยิ่งนัก พริบตาเดียวก็ปีนขึ้นไปถึงยอดไม้ ยื่นศีรษะข้ามกำแพงไป ที่นี่สามารถมองเห็นสถานการณ์ในตำหนักของหย่งเวยได้พอดี
“พวกเจ้า พวกเจ้ากำลังทำอะไร?!” หย่งเวยมองไปยังแม่นมหยาบกร้านเบื้องหน้าด้วยความหวาดกลัว นางข้าหลวงหลายคนเข้ามาจับนางไว้
“องค์หญิงเพคะ บ่าวเสียมารยาทแล้ว! องค์หญิงอย่าทรงดิ้น มิเช่นนั้นหากบ่าวทำให้องค์หญิงบาดเจ็บคงไม่ดี”
“ปล่อยข้า! พวกเจ้าจะทำอะไร?! โอหัง!”
เสียงนี้ดังแว่วเข้าหูหย่งหนิงที่อยู่บนต้นไม้ นางขมวดคิ้วมองไปที่ห้องซึ่งถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนา นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เสียงนี้มิใช่พี่หญิงสี่หรือ นางอยู่ในห้องหรือ? อย่างไรก็ตาม เสียงกรีดร้องเช่นนั้นหายไปในเวลาไม่นาน ไม่ทราบว่าผ่านไปนานเพียงใด แม่นมและนางข้าหลวงหลายคนจึงถอยออกมา ประตูถูกลงสลักอีกครั้ง
หย่งหนิงยากจะเชื่อสายตาตัวเอง ท่าทางพี่หญิงสี่จะเกิดเรื่องแล้ว! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
“อา องค์หญิง!”
ใต้ต้นไม้มีเสียงเรียกของนางข้าหลวงดังขึ้น หย่งหนิงตกใจจนเท้าลื่นโดยไม่ทันระวัง ทั้งร่างร่วงหล่นลงมาโดยพลัน อย่างไรก็ตาม ความเจ็บปวดในจินตนาการกลับไม่เกิดขึ้น ร่างของนางถูกมือแกร่งจับไว้ เมื่อมองไปจึงพบใบหน้าเหนื่อยล้าและเด็ดเดี่ยวของท่านแม่ทัพกองราชองครักษ์
“ท่านแม่ทัพ?!”
เจาจวิ้นวางหย่งหนิงลงด้วยความระมัดระวัง “เหตุใดองค์หญิงจึงมาประทับอยู่ที่นี่ได้?” เสียงของเขาเจือไปด้วยความเหนื่อยล้าที่อยากจะปกปิด
หย่งหนิงดวงตาเป็นประกาย มองไปยังนางข้าหลวงที่ตกใจจนนิ่งไป เมื่อรู้ตัวอีกฝ่ายจึงรีบถอยหลังไปหลายก้าวแล้วหมุนตัวไป ยามนี้นางจึงแอบดึงเจาจวิ้นไปด้านข้าง “พี่หญิงสี่เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่? เหตุใดเสด็จพี่รัชทายาทจึงขังพี่หญิงไว้?”
เจาจวิ้นรู้ว่าองค์หญิงหย่งหนิงเป็นเพียงผู้เดียวที่รู้ความจริง เมื่อเห็นดรุณีน้อยเบื้องหน้าเผยสีหน้าใส่ใจออกมา ดวงตาของเขาพลันเต็มไปด้วยความตำหนิตนเอง “ล้วนเป็นข้า…ที่ทำร้ายนาง”
…
“เสด็จพี่ วันนี้รัชทายาทเรียกพวกเราไปเที่ยวชมทะเลสาบ ไม่มิสู้เชิญองค์หญิงสี่ไปด้วยกันเป็นอย่างไร?” เถี่ยเจินจื่อเหวยมองไปยังบุรุษที่จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวเบื้องหน้า เอ่ยลองเชิงขึ้นมาประโยคหนึ่ง
“หือ? เจ้าว่าอะไร?”
“เสด็จพี่ มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรือไม่? สองวันมานี้เห็นท่านเหม่อลอย มีสิ่งใดปิดบังน้องหรือ?”
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยหัวเราะ “น้องใส่ใจแล้ว พี่เพียงกำลังคิดเรื่องบางอย่างเท่านั้น”
จื่อเหวยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “น้องสั่งให้คนไปเชิญองค์หญิงสี่ที่ตำหนักแล้ว เสด็จพี่เตรียมตัวให้ดีเถิด เมื่ออยู่ต่อหน้าหญิงงามอย่าได้เสียกริยาเล่า” เสียงของนางเจือไปด้วยความหยอกล้อ อย่างไรก็ตาม ในใจกลับคาดหวังยิ่งนัก ไม่ทราบว่าองค์หญิงที่เสด็จพี่ของตนต้องใจจะเป็นสตรีเช่นไร
อย่างไรก็ตาม บ่าวไพร่ที่ส่งออกไปกลับกลับมามือเปล่า “ทูลองค์หญิง วันนี้องค์หญิงสี่ทรงประชวร มิอาจเสด็จมาได้เพคะ”
“ประชวร? นางเป็นอะไร?!” เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยยืนขึ้นด้วยความเคร่งเครียด “ไม่ ไม่ได้ ข้าต้องไปดูให้เห็นกับตา!”