หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 624 ความสัมพันธ์พี่น้องขาดสะบั้น
เล่มที่ 21 ตอนที่ 624 ความสัมพันธ์พี่น้องขาดสะบั้น
พระราชวังในยามค่ำคืนมีแสงจากตะเกียงส่องสว่าง คนแต่ละตำหนักที่อยู่ในการหลับใหลก็ถูกความวุ่นวายนี้ทำให้สะดุ้งตื่น
“อุแว้!” ทารกที่อยู่ในห่อผ้าร้องไห้ไม่หยุด ตู้หย่วนซิ่วที่อยู่ห้องข้างๆ รีบตามมา รับตงฟางเนี่ยนเยาว์วัยที่อยู่ในอ้อมกอดของแม่นมมาอุ้ม มองไปทางเสียงเอะอะด้วยความกังวล
“ด้านนอกเกิดอะไรขึ้น?”
บนใบหน้าของแม่นมเต็มไปด้วยความหวาดกลัว “ดูเหมือนกำลังจับมือสังหารเพคะ”
“ด้านนอกเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงเอะอะเช่นนี้?!” หย่งผิงลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างอดรนทนไม่ไหว “ดึกเพียงนี้แล้ว เหตุใดไม่ให้ผู้อื่นพักผ่อน!”
เพียงแต่นางและหย่งเล่อล้วนถูกรัชทายาทกักบริเวณ ไม่อาจเหยียบย่างออกจากตำหนักได้แม้เพียงครึ่งก้าว นางหยิบเสื้อคลุมมาคลุมแล้วจึงเดินไปที่ประตู มองไปยังทิศทางที่มีแสงสว่างตลอดจนเสียงฝีเท้าที่เดินผ่านไปไม่หยุด ขมวดคิ้วแน่น รู้สึกว่าพระราชวังในคืนนี้ผิดปกติยิ่งนัก บรรยากาศน่ากลัวตลบอบอวลไปทั่ว
“พี่หญิงสี่!” เสียงอุทานดังมาจากทิศทางหนึ่ง หย่งหนิงพาคนกลุ่มหนึ่งไล่ตามไปด้วยความร้อนรน มองเพียงปราดเดียวก็พบหย่งเวยและแม่ทัพกองราชองครักษ์ถูกล้อมอยู่
“พวกเจ้ากำลังทำอันใด?! วางธนูลงเสีย!”
“องค์หญิง! อย่าเข้าไปเพคะ!” นางข้าหลวงข้างกายดึงนางไว้ด้วยความกระวนกระวาย เพียงแต่ดรุณีน้อยกลับสะบัดการพันธนาการของนางแล้วพุ่งไปด้านหลังตงฟางซวี่ แต่กลับถูกองครักษ์เหล่านั้นขวางไว้ “เสด็จพี่รัชทายาท นี่ท่านกำลังทำอันใด?! นั่นคือพี่หญิงสี่นะ!”
นางคิดไม่ถึงว่าเรื่องราวจะพัฒนามาจนถึงขั้นนี้ได้ เหตุใดเสด็จพี่รัชทายาทจึงต้องการสังหารให้ได้?!
ตงฟางซวี่ทำราวกับไม่ได้ยินเสียงหย่งหนิง มองตรงไปเบื้องหน้า “หย่งเวย ข้าจะให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้าย มานี่เสีย”
ฝ่ามือหยาบกร้านทว่าอบอุ่นสัมผัสใบหน้าหย่งเวยเบาๆ เจาจวิ้นใบหน้าเปื้อนเลือดแต่กลับยิ้มอ่อนโยนออกมา “หย่งเวย ชาตินี้ข้าไม่อาจดูแลท่านได้ ชาติหน้าข้าจะชดเชยให้”
“เจาจวิ้น…”
อย่างไรก็ตาม บุรุษเบื้องหน้ากลับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง การกระทำเพียงเท่านี้ก็ทำให้หย่งเวยเข้าใจกระจ่าง “ไม่ เจาจวิ้น ข้าไม่ไป มิใช่กล่าวกันดีแล้วหรือ แม้ตายก็จะตายด้วยกัน!”
“เสด็จพี่ เกิดอะไรขึ้น?!” ยามนี้เถี่ยเจินจื่อเหวยตามมาถึงแล้ว มองไปยังบุรุษสตรีคู่นั้นที่เปียกชุ่มไปด้วยเลือดท่ามกลางแสงของคบเพลิง ส่วนบุรุษข้างกายกลับจ้องมองไปทางพวกเขาเขม็ง “นางยอมตายพร้อมเขาจริงๆ…”
“เสด็จพี่ ท่านกำลังกล่าวอันใดอยู่?!”
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยสูดหายใจลึก เบี่ยงตัวออกจากทุกคนคิดจะเดินไปหาตงฟางซวี่ แต่กลับถูกองครักษ์ขวางไว้ “รัชทายาท ปล่อยพวกเขาไปเถิด หรือพระองค์คิดจะฆ่าขณิษฐาของพระองค์จริงๆ ?”
ตงฟางซวี่ปลายตามองเขาเล็กน้อย “นี่เป็นกิจของแคว้นเฉินของพวกเรา” ความหมายก็คือไม่จำเป็นต้องให้เขาที่เป็นคนนอกมาสอดมือ
“องค์หญิงสี่และท่านแม่ทัพมีความรักจริงใจต่อกัน ครั้งนี้เป็นเพราะอวิ๋นเหวย หากเกิดอะไรขึ้นกับพวกเขา อวิ๋นเหวยก็มิอาจสงบใจ!”
องค์หญิงสี่?! เถี่ยเจินจื่อเหวยเข้าใจทุกสิ่งทุกอย่างขึ้นมาโดยพลัน ที่แท้สตรีที่ถูกล้อมอยู่นั้นก็คือองค์หญิงที่เสด็จพี่ต้องใจ! แต่ยามนี้นางกลับอยู่ในอ้อมกอดของบุรุษอื่น มิน่าเล่า ก่อนหน้านี้เสด็จพี่จึงจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ที่แท้เป็นเพราะสตรีที่ชอบมีผู้อื่นในใจแล้ว!
“องค์ชายจิตใจดีงาม แต่กฎเกณฑ์ของพระราชวังแห่งแคว้นเฉินของพวกเรามิอาจฝ่าฝืน!”
“กฏวังของแคว้นพระองค์ก็คือการแยกคนรักออกจากกันหรือ?!” เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยยากจะเข้าใจยิ่ง เหตุใดแคว้นเฉินจึงไร้ใจเพียงนี้!
ขันทีใหญ่สัมผัสถึงความโกรธที่แผ่ออกมาจากร่างของตงฟางซวี่ได้อย่างชัดเจน เขารีบเดินอ้อมทุกคนมาข้างกายเถี่ยเจินอวิ๋นเหวย “องค์ชาย รัชทายาทเองก็ลำบากพระทัย องค์ชายกับองค์หญิงเสด็จกลับตำหนักไปพักผ่อนก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
“ใช่แล้ว เสด็จพี่ จะอย่างไรนี่ก็เป็นเรื่องในแคว้นเฉิน พวกเรากลับกันก่อนเถิด” จื่อเหวยไม่ชอบบรรยากาศในยามนี้ยิ่งนัก เมื่อเห็นว่าเสด็จพี่ของตนดูคล้ายกับจะฉีกหน้ารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินได้ทุกเมื่อจึงรีบดึงมือเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยไว้ “เสด็จพี่อย่าทรงลืม พวกเราต้องการเป็นพันธมิตรกับแคว้นเฉิน! สถานการณ์ของเถี่ยเจินในยามนี้…”
ในคำพูดของนางแฝงไปด้วยเจตนาลึกล้ำที่มีเพียงเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยผู้เดียวจะเข้าใจ บุรุษผู้นั้นสูดหายใจลึก แต่ยังคงไม่ก้าวออกไป ทำเพียงมองไปยังทิศทางนั้นด้วยความกังวลและเคร่งเครียด
“ข้าจะนับถึงสาม หย่งเวย หากเจ้าไม่กลับมา อย่ามาตำหนิที่เสด็จพี่เช่นข้าไม่คิดถึงความสัมพันธ์พี่น้อง!”
“ไม่! เสด็จพี่รัชทายาท ท่านทำเช่นนี้ไม่ได้!”
“จับนางไว้!” ตงฟางซวี่ออกคำสั่ง พลันมีคนมาจับหย่งหนิงที่คิดจะวิ่งไปเบื้องหน้าเอาไว้ ดรุณีน้อยผู้นั้นดิ้นอย่างรุนแรง หย่งเวยมองดวงหน้าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยน้ำตา ในใจแปรเปลี่ยนไปนับร้อยรสชาติจนบรรยายไม่ถูก
“หนึ่ง!”
“หย่งเวย” แม่ทัพกองราชองครักษ์อ้าปากเล็กน้อย หย่งเวยส่ายศีรษะเบาๆ “ข้าไม่ไปจากเจ้าแน่ เจ้าเคยกล่าวแล้วว่าจะไม่ทอดทิ้งข้า”
ในดวงตาของบุรุษเต็มไปด้วยความอาวรณ์ ใช่แล้ว เพียงแต่น่าเสียดาย เขาต้องผิดคำพูดอีกแล้ว
“สอง!”
มองไปยังทิศทางของตงฟางซวี่อย่างเด็ดเดี่ยว จ้องสายตาของอีกฝ่ายเขม็ง เจาจวิ้นรู้ว่าขอเพียงตนตาย รัชทายาทย่อมไม่ทำร้ายหย่งเวย เขาหมุนตัวคิดจะกระโดดขึ้นกำแพงวัง มีเพียงเช่นนี้จึงจะทำให้ตนเป็นเป้าธนูเพียงผู้เดียว เพียงแต่หย่งเวยจะไม่เข้าใจเขาได้อย่างไร ถึงกับโถมตัวไปกอดเอวเขาแน่นท่ามกลางเสียงอุทานของทุกคน “อย่า! หากจะตาย พวกเราก็ตายด้วยกัน!”
“หย่งเวย ท่าน…”
การเคลื่อนไหวเช่นนี้กระตุ้นโทสะของตงฟางซวี่อย่างถึงที่สุด ทั้งยังต่อหน้าทุกคนเช่นนี้ด้วย ทั้งๆ ที่เขามอบทางรอดให้นางแล้ว ในฐานะที่เป็นเชื้อพระวงศ์กลับไม่รู้จักรักตัวเองเพียงนี้! เช่นนั้นก็มาตำหนิเขาไม่ได้!
“สาม!”
“อย่า! เสด็จพี่รัชทายาท!” หย่งหนิงกรีดร้องเสียงแหลมจนสะเทือนทั่วฟ้า ตอนนี้เอง ด้านหลังกลับมีเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ทุกคนหันไปมองโดยไม่รู้ตัว พบว่ามีรถม้าที่มีเปลวเพลิงลุกโชนพุ่งตรงมายังพวกเขา
“คุ้มครองรัชทายาท!”
พริบตาเดียวรอบด้านพลันสับสนอลหม่าน ตงฟางซวี่ถูกคนคุ้มกันแน่นหนา มีองครักษ์ผู้หนึ่งเดินไปเบื้องหน้าคิดจะขวางรถม้าคันนั้นไว้ ในช่วงเวลาสับสน กลับมีรถม้าอีกคันหนึ่งวิ่งควบเข้ามา มุ่งหน้าตรงไปยังทิศทางของเจาจวิ้นและหย่งเวย
“ขึ้นรถ!”
บุรุษชุดดำผู้หนึ่งคว้าพวกเขาเอาไว้ทันเวลา ดินปืนสีดำถูกบุรุษขว้างออกไป พริบตาเดียวก็ระเบิดท่ามกลางหมู่องครักษ์ เกิดควันหนาแน่นตลบอบอวล
“อ้าก!” เสียงร้องโอดครวญดังขึ้นไม่ขาดสาย
“ฝ่าบาท! พระองค์ไม่ได้รับบาดเจ็บใช่หรือไม่?!” รอบด้านฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นกำมะถันเข้มข้น ท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย ตงฟางซวี่รีบมองไปยังบริเวณที่หย่งเวยยืนอยู่เมื่อครู่นี้ อย่างไรก็ตาม เหลือเพียงองครักษ์เจ็ดแปดคนที่นอนร้องโอดครวญอยู่บนพื้นตลอดจนเงาของรถม้าที่แล่นไกลออกไปเรื่อยๆ
ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เชียวหรือ! ตกลงในวังของเขามีพวกเนรคุณซ่อนอยู่มากน้อยเพียงใดกันแน่?!
“ตามไป! จับพวกเขากลับมาให้ข้า!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“องค์หญิง พระองค์ได้รับบาดเจ็บหรือไม่?!” นางข้าหลวงข้างกายรีบเข้ามาประคองหย่งหนิงที่ล้มลงกับพื้น “พี่หญิงสี่เล่า?! พี่หญิงสี่เล่า?!”
“พวกองค์หญิงสี่หนีไปแล้วเพคะ”
หนีไปแล้ว?! บนใบหน้าของหย่งหนิงเผยท่าทียินดีออกมาโดยพลัน แต่กลับมีเงาอึมครึมสูงใหญ่บดบังนางเอาไว้ เมื่อเงยหน้าขึ้นมองพลันต้องพบกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยโทสะของตงฟางซวี่ ดรุณีน้อยจึงรีบเก็บรอยยิ้ม เผยท่าทางโกรธเกรี้ยวเช่นเดียวกันออกมา
…
ภายในห้องทรงพระอักษร
ตั๋วเงินปึกหนึ่งถูกโยนลงที่เท้าหย่งหนิง นี่คือของที่พบบนเตียงหย่งเวย ซึ่งก็คือสัมภาระที่ถูกหย่งหนิงซ่อนไว้ในผ้าห่มท่ามกลางความวุ่นวาย “เจ้าถึงกับช่วยหย่งเวยหนีเชียวหรือ?!”
หย่งหนิงเม้มปากอย่างดื้อรั้น แต่กลับไม่ยอมมองตงฟางซวี่แม้เพียงสายตา
“เจ้าคิดว่าข้าจะไม่ลงโทษเจ้าจริงๆ หรือ?!”
ดวงหน้าเล็กๆ พลันเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน “เสด็จพี่รัชทายาทย่อมลงโทษหย่งหนิงเป็นแน่ หากเสด็จพี่รัชทายาททรงโปรด ก็สามารถฆ่าหย่งหนิงตอนนี้ได้เลย”
“อะไรนะ เจ้า…”
ดวงตากระจ่างใสคู่นั้นเบนขึ้นมา สบตากับเขาโดยไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย “หากไม่ใช่เพราะพี่ซู หย่งหนิงคงไม่มีชีวิตกลับมาแล้ว”
“เจ้าคิดจะพูดอะไร ตอนนี้เจ้าก็ไม่กลัวตายแล้วหรือ?!”
“กลัวนั้นย่อมต้องกลัวแน่นอน! เพียงแต่ตอนนี้ยังมีผู้ใดหยุดยั้งเสด็จพี่รัชทายาทได้อีกเล่า?” หย่งหนิงเงยหน้าขึ้น ในดวงตาเต็มไปด้วยความผิดหวังที่มีต่อตงฟางซวี่ นางรู้ว่าการจากไปของพี่ซูส่งผลกระทบต่อเสด็จพี่รัชทายาทไม่น้อย แต่นางคิดว่านี่ไม่ใช่สาเหตุที่อีกฝ่ายเปลี่ยนไปเย็นชาไร้ใจเพียงนี้ “ไม่เพียงแค่หย่งหนิง หากพี่ซูรู้ว่าเสด็จพี่รัชทายาทเปลี่ยนไปจนมีสภาพเช่นทุกวันนี้ พี่ซูคงปวดใจมากเช่นกัน”
“เจ้ากล่าวอันใด?!”
เสียงเพล้งดังขึ้น ในห้องทรงอักษรมีเสียงข้าวของถูกทำลายดังแว่วมา ขันทีใหญ่ที่อยู่ด้านนอกตกใจจนรีบเข้ามาดู พบว่ามีถ้วยชาแตกเต็มพื้น มือเล็กๆ ของหย่งหนิงมีเลือดไหลออกมาสายหนึ่ง
“องค์หญิง พระองค์ได้รับบาดเจ็บ!” คำพูดนี้ของขันทีใหญ่คล้ายกับต้องการกล่าวให้ตงฟางซวี่ฟัง เพียงแต่บุรุษที่อยู่ในความโกรธเกรี้ยวเพียงแค่ดวงตาเปล่งประกาย “ไสหัวไป! เด็กๆ พาหย่งหนิงออกไป หากไม่มีคำสั่งของข้า ไม่อนุญาตให้นางออกจากตำหนักแม้เพียงครึ่งก้าว!”
“องค์หญิง รีบไปเถิดพ่ะย่ะค่ะ รีบไปเถิด” นี่เป็นครั้งแรกที่ขันทีใหญ่เห็นรัชทายาทโกรธองค์หญิงหย่งหนิงรุนแรงเพียงนี้ รีบพาดรุณีน้อยที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจออกไป
บนระเบียงทางเดินราวกับยังมีเพลิงโทสะเมื่อครู่นี้ของตงฟางซวี่วนเวียนอยู่ ขันทีใหญ่ปรายตามองไปยังดวงหน้าของหย่งหนิงที่แขวนไปด้วยน้ำตา กล่าวปลอบใจอย่างอับจนหนทางประโยคหนึ่ง “องค์หญิง ตอนนี้ฝ่าบาทเองก็ลำบากพระทัยเช่นกัน” เขาเห็นตงฟางซวี่เติบโตมา ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างฮองเฮาและรัชทายาทย่ำแย่ยิ่ง ขุนนางในราชสำนักล้วนไม่พอใจ เขาไม่อยากเห็นผู้ที่ใส่ใจรัชทายาทถอยห่างจากพระองค์อีก
หย่งหนิงสูดจมูก ขันทีใหญ่ทอดถอนใจเบาๆ “อีกสักครู่บ่าวจะให้หมอหลวงไปรักษาองค์หญิง”
“ข้าไม่ชอบเสด็จพี่รัชทายาทแล้ว!”
“…โธ่ องค์หญิง จะทรงตรัสเช่นนี้ไม่ได้!” ความจริงขันทีใหญ่ทราบดี การที่ตงฟางซวี่มีความอดทนต่อหย่งหนิงนั้น นอกจากเพราะรักใคร่ขณิษฐาผู้นี้แล้ว ยังเป็นเพราะองค์หญิงหย่งหนิงสนิทสนมกับท่านหมอเป็นที่สุด รัชทายาทไม่อยากทำร้ายคนข้างกายของท่านหมอ แต่นี่มิได้หมายความว่าหย่งหนิงจะเอาแต่ใจต่อไปได้ รัชทายาทในตอนนี้ได้รับความกดดันมากมาย ผู้ใดก็ไม่ทราบว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น
“ยังดีที่พี่ซูไม่ได้กลับมา ข้าไม่อยากให้พี่ซูอยู่กับเสด็จพี่รัชทายาทแล้ว!”
เมื่อกล่าวเช่นนี้จบ ขันทีใหญ่พลันสูดหายใจเย็นยะเยือก “องค์หญิง! คำพูดนี้อย่าได้ตรัสเบื้องพระพักตร์รัชทายาทเด็ดขาด!” เขาสิ้นไร้หนทางกับองค์หญิงเอาแต่พระทัยพระองค์นี้จริงๆ เพียงแต่ขันทีใหญ่เข้าใจกระจ่างยิ่งกว่าผู้ใด หากท่านหมออยู่ด้วย รัชทายาทอาจไม่เปลี่ยนไปจนมีสภาพเช่นทุกวันนี้
ฮองเฮา…โธ่ คำพูดเหล่านี้มิใช่อะไรที่บ่าวไพร่อย่างพวกเขาจะกล่าวได้ รัชทายาทเป็นเช่นนี้ มิใช่เพราะฮองเฮาบีบบังคับหรือ?