หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 625 พี่น้องไม่ลงรอย
เล่มที่ 21 ตอนที่ 625 พี่น้องไม่ลงรอย
ในกระท่อมแห่งหนึ่งภายในป่า
“เจาจวิ้น! เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” ในที่สุดคนทั้งสองที่หนีเอาชีวิตรอดมาตลอดก็มีโอกาสพักหายใจ แขนซ้ายที่ขาดไปของบุรุษถูกพันแผลง่ายๆ เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น มองไปยังบุรุษชุดดำที่อยู่ด้านข้าง “ท่านอัครมหาเสนาบดีเล่า?”
“ใต้เท้ายังต้องจัดการเรื่องในวัง ท่านแม่ทัพพักรักษาตัวอยู่ที่นี่อย่างวางใจเถิด”
สีหน้าของหย่งเวยเจือไปด้วยความกังวลที่ยังไม่สลายไปแม้แต่น้อย “เหตุใดพวกเราไม่รีบหนีเล่า? หากคนของรัชทายาทตามมา…”
“องค์หญิงโปรดวางพระทัย ท่านอัครมหาเสนาบดีจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว เชื่อว่ารัชทายาทต้องคิดว่าพวกเราถือโอกาสหนีไปตอนกลางคืน ดังนั้นใต้เท้าจึงตัดสินใจให้หลบอยู่ในภูเขาสักหลายวัน จากนั้นค่อยหาโอกาสพาท่านทั้งสองไปส่งยังสถานที่ที่ไม่มีผู้ใดรู้จักพวกท่าน” บุรุษชุดดำอธิบายอย่างอดทน หย่งเวยจึงค่อยวางใจลง พวกเขามีชีวิตอยู่ได้ก็นับเป็นวาสนาแล้ว ตอนนี้ยิ่งหวงแหนช่วงทุกเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันกับอีกฝ่าย
“เจาจวิ้น…”
“เวยเอ๋อร์ ไม่เป็นไร เชื่อใจท่านอัครมหาเสนาบดีเถิด”
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขานึกถึงพี่น้องที่เสียสละเพื่อเขา ความรู้สึกผิดในใจยังคงมิอาจสลายไปได้เนิ่นนาน
พระราชวังแห่งแคว้นเฉินในยามเช้าฟุ้งกระจายไปด้วยบรรยากาศอันเคร่งเครียด ทุกคนราวกับกำลังวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเปลี่ยนแปลงเมื่อคืนนี้ องค์หญิงสี่ถึงกับมีความรู้สึกส่วนตัวกับท่านแม่ทัพกองราชองครักษ์ ทั้งสองก่อความวุ่นวายในวังแล้วพากันหนีไป เลือดจำนวนมากบนถนนในวังทำให้ข้าราชบริพารต้องล้างกันทั้งคืน ตอนนี้ถูกปิดกั้นเอาไว้ มิให้ผู้ใดเข้าใกล้
“ทูลฝ่าบาท มีศพทั้งหมด 49 ศพ จัดการเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว มี 36 ศพในนั้นเป็นคนของกองราชองครักษ์แห่งพระราชวังพ่ะย่ะค่ะ”
เสียงปังดังขึ้น ตงฟางซวี่ขว้างพู่กันในมือลงไปบนโต๊ะอย่างเย็นชา 36 คน? ในวังของเขาถึงกับเลี้ยงดูกบฏ 36 คนเชียวหรือ! “จับคนอื่นๆ ที่สนิทสนมกับแม่ทัพกองราชองครักษ์มาสอบถามให้หมด ยอมฆ่าคนผิดหนึ่งคน ไม่ยอมปล่อยให้รอดไปได้แม้เพียงคนเดียว!”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
“อีก 13 ศพที่เหลือเล่า?”
“ทูลฝ่าบาท อีกสาม 13 คนที่เหลือ ฐานะไม่แน่ชัด”
ฐานะไม่แน่ชัด?! หรือจะกล่าวว่า เจาจวิ้นยังสมรู้ร่วมคิดกับกลุ่มอำนาจอื่นอีก? เพียงแต่จะอย่างไรตงฟางซวี่ก็ไม่เข้าใจ ในพระราชวังแห่งนี้กลายเป็นสถานที่ที่ผู้อื่นอยากจะเข้าก็เข้าอยากจะไปก็ไปตั้งแต่เมื่อใดกัน ดังนั้นเขามั่นใจว่าในวังต้องมีสายของผู้อื่นอยู่เป็นแน่!
หากเป็นเพียงพวกเนรคุณ เขายังไม่จำเป็นต้องกังวลเพียงนี้ ตงฟางซวี่คิดว่าสิ่งที่ทำให้ผู้คนหวาดกลัวที่สุดก็คือ ในวังจะมีสายลับของแคว้นอื่นอยู่หรือไม่ ในยามนี้เขาพลันคิดไปถึงคนผู้หนึ่งที่อยู่ในวังเงียบๆ มาโดยตลอด ผู้ที่ร่วมมือกับเขาผู้นั้น
ภายในป่าที่ไร้ซึ่งผู้คน
“ในที่สุดฝ่าบาทก็คิดถึงกระหม่อมแล้ว” เสียงหยอกล้อดังขึ้นมาจากมุมหนึ่ง ตงฟางซวี่หันไป พบบุรุษปิดหน้าปิดตาด้วยผ้าสีดำผู้หนึ่งปรากฎตัวออกมาช้าๆ
“ระยะนี้ข้ายุ่งอยู่กับการดูแลวังหลัง ทางด้านจักรพรรดิเซียวมีการเคลื่อนไหวอะไรบ้าง?”
บุรุษปลดผ้าปิดหน้าสีดำออก เผยให้เห็นองคาพยัพอันทรงเสน่ห์ของคนต่างแคว้น หลานเซียงเหลียงแย้มยิ้มเล็กน้อย “กระหม่อมซื่อสัตย์ภักดีมาโดยตลอด ปกติก็รายงานเรื่องของรัชทายาทให้จักรพรรดิเซียวได้ฟังเล็กน้อยเท่านั้น”
ตั้งแต่ที่หลานเซียงเหลียงติดต่อกับตงฟางซวี่ครั้งที่แล้ว ทั้งสองก็บรรลุข้อตกลงที่จะรับมือกับเซียวอี้เชินด้วยกัน เขาใช้ฐานะสายลับอยู่ในวังของไทเฮามาโดยตลอด ผ่านไปทุกชั่วระยะหนึ่งจะรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในวังกลับไปยังแคว้นอี้ นี่เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเซียวอี้เชินจึงสามารถรู้ถึงการเคลื่อนไหวที่สำคัญในวังของแคว้นเฉินได้อย่างทันท่วงที
ตงฟางซวี่แค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง ราวกับไม่กังวลว่าหลานเซียงเหลียงจะทรยศเขาแม้แต่น้อย
“รัชทายาทเป็นผู้สูงศักดิ์ มีกิจธุระมากมาย ไทเฮาของแคว้นพระองค์ประชวรหนักมานานแล้ว รัชทายาทไม่คิดจะไปทอดพระเนตรเสียหน่อยหรือ?”
ตั้งแต่ที่จักรพรรดิแห่งแคว้นเฉินสวรรคต ไทเฮาก็ได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจนประชวรติดเตียง ตงฟางซวี่ทำเพียงไปเยี่ยมสองสามครั้ง อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งไทเฮาล้วนตรัสให้เขาแต่งตั้งตู้หย่วนซิ่วเป็นฮองเฮา นานไปเขาจึงไม่คิดไปไถ่ถามอีก เพียงแค่มีข้าราชบริพารมารายงานเรื่องพระอาการของไทเฮาเป็นระยะเท่านั้น กระทั่งความสัมพันธ์กับฮองเฮายังเป็นเช่นนี้ แล้วไทเฮาเล่าจะเป็นเช่นไร? ตงฟางซวี่ไม่คิดจะถูกคนเหล่านี้พันธนาการอีกต่อไป คิดเพียงจะทำเรื่องที่ตนคิดว่าถูกต้อง
“ทำเรื่องของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว”
หลานเซียงเหลียงแย้มยิ้ม ล้วนกล่าวกันว่าดวงจันทร์ยังมีมืดมีสว่างมีเต็มมีพร่อง เพียงแต่การเปลี่ยนแปลงของรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินผู้นี้เกินความคาดหมายของเขาไปมากจริงๆ อย่างไรก็ตาม เขากลับชื่นชมวิธีการที่เริ่มโหดเหี้ยมขึ้นเรื่อยๆ ของอีกฝ่าย ในเมื่อเป็นเจ้าแห่งแคว้นเฉิน เหตุใดต้องถูกสตรีในวังเหล่านั้นชี้นิ้วสั่งด้วยเล่า จะอย่างไรหากแคว้นเฉินจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไรเขาก็ไม่ใส่ใจ สิ่งที่เขาใส่ใจก็คือ รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินผู้นี้จะช่วยตนแก้แค้นอันใหญ่หลวงให้สำเร็จได้เมื่อใด!
“เช่นนั้นครั้งนี้ฝ่าบาททรงมีสิ่งใดจะรับสั่ง?”
“เรื่องในวังเมื่อคืนนี้ เจ้ารู้มากน้อยเพียงใด?”
หลานเซียงเหลียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยแล้วจึงหันหลังกลับมา “พระองค์คือเจ้านายสูงสุดในวังแห่งนี้ เรื่องที่พระองค์ไม่ทราบแน่ชัด กระหม่อมจะทราบได้อย่างไร” ในคำพูดเจือไปด้วยความหยอกล้อและไม่ใส่ใจอยู่หลายส่วน ทำให้ในใจของตงฟางซวี่พลันไม่พอใจ
“เจ้าโทษข้าที่เรียกคำสั่งโจมตีแคว้นอี้กลับมาหรือ?”
หลานเซียงเหลียงไม่กล่าวคำใด เขาจะไม่ใส่ใจได้อย่างไรเล่า? ทั้งๆ ที่ยามนี้เป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมเพียงนี้ แต่รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินถึงกับยอมละทิ้งโอกาสที่จะทำลายแคว้นอี้ให้ย่อยยับเพียงเพราะความรู้สึกรักใคร่ของบุรุษสตรี มีหลายครั้งที่หลานเซียงเหลียงคิดจะไปจากแคว้นเฉินแห่งนี้ กลับไปยังแคว้นอี้ เรียกรวมพลของตนไปลอบสังหารอีกฝ่ายอย่างฉับพลัน!
เพียงแต่เขาเข้าใจดี จำเป็นต้องใจเย็นเสียหน่อย มิเช่นนั้นความอดทนหลายปีของตนคงเลือนหายไปกับสายน้ำ
“ความแค้นที่ข้ามีต่อจักรพรรดิเซียวไม่น้อยไปกว่าเจ้า ปล่อยให้เขามีชีวิตอยู่อีกระยะหนึ่งจะเป็นไร ข้าต้องการยืมพลังอำนาจของจักรพรรดิเซียว เมื่อช่วงเวลาสุกงอม จะต้องมอบโอกาสแก้แค้นให้เจ้าเป็นแน่!”
“ช่วงเวลา? พระองค์ตรัสลึกซึ้งเกินไป กะรหม่อมไม่เข้าใจ” ทั้งๆ ที่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดล้วนถูกเขาทำให้เสียเปล่าไปแล้วแท้ๆ!
ดวงตาของตงฟางซวี่มืดครึ้มลง ราวกับไม่มีความอดทนมากนัก “ขอเพียงนางกลับมา ข้าจะต้องรวบรวมพลังทั้งหมดต่อสู้เป็นตายกับจักรพรรดิเซียวเป็นแน่!”
หลานเซียงเหลียงย่อมทราบดีว่าคนผู้นั้นที่เขากล่าวถึงคือผู้ใด เพียงแต่ตอนนี้ต่อให้ตนเสียใจก็ไม่มีประโยชน์ เพราะการร่วมเป็นพันธมิตรกับรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินทำให้ตนอาจจะเสียโอกาสอันหาได้ยากยิ่งไป เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาทำได้เพียงเลือกที่จะเชื่อใจคนผู้นี้ อย่างไรก็ดี หลานเซียงเหลียงเองก็มีแผนการของตน เขาใส่ใจการเคลื่อนไหวของแคว้นเฉินและแคว้นอี้มาตลอด รู้ว่าเซียวอี้เชินถึงกับคิดจะแตะต้องแคว้นเหลียนเพียงเพราะสตรีผู้นั้น เขารู้สึกสนใจยิ่ง แคว้นอี้จะพลิกผันภายใต้น้ำมือเซียวอี้เชินจนกลายเป็นสภาพเช่นไร
“พระองค์ต้องการทราบสิ่งใด?”
“ในวังยังมีสายลับคนอื่นอยู่หรือไม่?”
“ที่ฝ่าบาททรงตรัสหมายถึงกลุ่มอำนาจที่ช่วยองค์หญิงสี่หนีไปกระมัง?” คำพูดของหลานเซียงเหลียงเจือไปด้วยความขบขันที่ไม่คิดปกปิดแม้แต่น้อย เมื่อคืนนับว่าเขาได้เห็นเรื่องสนุกสนานแล้ว คิดไม่ถึงว่าแคว้นเฉินแห่งนี้จะเกิดเรื่องมีสีสันเพียงนี้ขึ้นได้ ในสายตาของอีกฝ่ายเจือไปด้วยความไม่พอใจ หลานเซียงเหลียงไหวไหล่ “แคว้นเฉินมีบุคคลผู้มีความสามารถปรากฏตัวขึ้นมากมาย หรือฝ่าบาททรงไม่เห็นว่าผู้ใดที่มีความสามารถไปมาอิสระในวังแห่งนี้?”
“เจ้ารู้?”
ทว่าบุรุษตรงข้ามกลับสวมผ้าปิดหน้าอีกครั้ง “คนผู้นี้กระหม่อมล่วงเกินมิได้ อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจะช้าจะเร็วพระองค์ก็ต้องทราบ ทูลลา!”
“เจ้า…”
ตงฟางซวี่มองบุรุษที่เดินจากไปด้วยท่าทีมืดครึ้ม ย้อนคิดไปถึงคำพูดของหลานเซียงเหลียงเมื่อครู่นี้ ผู้ที่มีความสามารถที่จะไปมาอิสระภายในวัง อีกทั้งยังไม่ถูกผู้อื่นรู้…
ในสมองของเขาพลันเปล่งประกาย หรือว่าจะเป็น…
เงาร่างเงาหนึ่งเดินอยู่บนระเบียงทางเดินอย่างเชื่องช้า บนใบหน้าของบุรุษรูปงามเจือไปด้วยท่าทีสงบนิ่ง ราวกับไม่กังวลแม้แต่น้อยว่าต่อไปจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น
“ทูลรัชทายาท ท่านอัครมหาเสนาบดีมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“ให้เขาเข้ามา”
เสียงประตูค่อยๆ ถูกเปิดออกดังขึ้น จี้จิ่นยกชายอาภรณ์เดินเข้าไป ส่วนตงฟางซวี่ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมอง “ถวายพระพรรัชทายาท”
“ท่านอัครมหาเสนาบดี ดูเหมือนระยะนี้ท่านจะยุ่งมาก”
“ฝ่าบาทใส่พระทัยเกินไปแล้ว กระหม่อมเพียงทำเรื่องของตนเท่านั้น”
“เรื่องของตนหรือ?” ตงฟางซวี่ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน มองไปยังใบหน้าเบื้องหน้าที่เก็บซ่อนได้ลึกล้ำจนไม่เผยพิรุธแม้แต่น้อย คำพูดของหลานเซียงเหลียงทำให้เขาคิดขึ้นมาได้ ก่อนหน้านี้ยามที่เหมยเฟยก่อกบฏ ในวังคุ้มกันแน่นหนา ผู้ใดพาตนเข้ามาในวังโดยที่ผู้อื่นไม่รู้ตัว มิใช่คนเบื้องหน้านี่หรือ? ยามนั้นเขามีความคิดหนึ่งแล่นเข้ามา หากอัครมหาเสนาบดีผู้นี้เป็นศัตรูของตน เกรงว่าคงรับมือไม่ง่าย
คิดไม่ถึงว่าช่วงเวลาเช่นนี้จะเกิดขึ้นจริงๆ
“เรื่องของใต้เท้า รวมไปถึงเรื่องวังหลังของข้าด้วยหรือไม่?”
จี้จิ่นเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เขาย่อมฟังความหมายในคำพูดของตงฟางซวี่ออกเขา คิดไม่ถึงว่ารัชทายาทจะตรวจสอบมาถึงตนได้เร็วเพียงนี้ แต่แล้วอย่างไรเล่า เพียงแค่เรื่องที่ตนคิดเกิดขึ้นเร็วเสียหน่อยเท่านั้น
“ขอพระองค์อธิบายให้ชัดเจน”
ตงฟางซวี่มองไปยังคนเบื้องหน้าอย่างลึกล้ำ ยิ่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายยากจะคาดเดา หากท่านอัครมหาเสนาบดีช่วยองค์หญิงสี่หนีไปจริงๆ จะมีประโยชน์อันใดต่อเขาเล่า? ตลอดมาคนผู้นี้ไม่ใส่ใจเรื่องเกี่ยวกับตน องค์หญิงสี่และท่านแม่ทัพยิ่งไม่มีความเกี่ยวพันกับเขา เหตุใดเขาต้องทำเช่นนี้ด้วย?
ตงฟางซวี่เริ่มสงสัยในการคาดเดาของตน เพียงแต่นอกจากจี้จิ่นแล้ว เขาก็คิดไม่ออกว่าผู้ใดจะมีความสามารถมากมายเพียงนี้
“ในมือข้ามีศพ 13 ศพที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน เชื่อว่าด้วยความสามารถของท่านอัครมหาเสนาบดีต้องตรวจสอบออกมาแทนข้าได้เป็นแน่ ใช่หรือไม่?”
สีหน้าของจี้จิ่นไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย ทำเพียงคารวะครั้งหนึ่ง “กระหม่อมน้อมรับพระบัญชา”
อีกด้านหนึ่ง
“เสด็จพี่ ข้าไม่ไป”
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยมองไปยังสตรีเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจ “จื่อเหวย นี่เจ้า…”
“จะอย่างไรก็เป็นเพียงสตรีเพียงผู้เดียว ไปแล้วก็ไปเถิด หรือเสด็จพี่จะไม่สนใจเรื่องการเป็นพันธมิตรระหว่างชนเผ่าเถี่ยเจินของพวกเรากับแคว้นเฉินเพียงเพราะองค์หญิงสี่ผู้นั้น?”
“หรือเมื่อคืนเจ้าไม่เห็น? รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินเป็นคนเช่นนั้น หากพวกเราเป็นพันธมิตรกับแคว้นเฉินที่เป็นเช่นนี้จะมีประโยชน์อันใด!” เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยคิดว่า หากเป็นพันธมิตรกับกับคนที่ไม่มีน้ำใจไมตรีต่อน้องสาวของตน ย่อมเป็นการอยู่กับเสืออย่างไม่ต้องสงสัยเลย
“จื่อเหวยไม่คิดว่ารัชทายาทจะทำเรื่องใดผิด ก่อนหน้านี้พระสนมผู้หนึ่งของเสด็จพ่อมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งกับผู้อื่น มิใช่ว่าถูกเสด็จพ่อโยนให้วัวเหยียบตายหรือ?!”
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยขมวดคิ้ว “สองเรื่องนี้เหมือนกันหรือ?!”
“เหตุใดจึงไม่เหมือนกันเล่า?! อีกอย่าง เสด็จพี่เกลียดชังรัชทายาท แต่จื่อเหวยชอบพระองค์!”
อะไรนะ?! เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยมองไปยังสตรีที่มีสีหน้าจริงจังเบื้องหน้า “เจ้า เจ้าพูดจริงหรือ…” ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดน้องสาวของตนจึงได้ชอบคนเช่นนั้น นอกจากใบหน้าหล่อเหลารูปงามแล้ว เขาพบว่ารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินเย็นชาไร้หัวใจจริงๆ หากแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์เข้าไป ยากจะรับประกันว่าสองแคว้นจะเป็นพันธมิตรที่ดีต่อกันได้
Venus36
น่ากลัวไปแล้วรัชทายาท เห็นด้วยอวิ๋นซูมานึกไม่ออกเลยจะเจออะไร คนบ้าคนคลั่ง