หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 626 ปะทะชายารอง
เล่มที่ 21 ตอนที่ 626 ปะทะชายารอง
“ในเถี่ยเจิน มีบุรุษดีๆ มากมายที่ชมชอบเจ้า เหตุใด…”
“เสด็จพี่อย่าได้ทรงลืมจุดประสงค์ที่เสด็จพ่อให้จื่อเหวยมาที่แคว้นเฉิน” เถี่ยเจินจื่อเหวยไม่คิดว่าการมาเยือนแคว้นเฉินในฐานะองค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์จะเป็นเรื่องที่ทำให้นางลำบากใจ นางเชื่อว่าด้วยความสามารถของนาง ขอเพียงนางเต็มใจ จะต้องทำให้บุรุษทั่วทั้งใต้หล้าหลงรักนางได้แน่ ต้องทราบว่าในชนเผ่าเถี่ยเจิน บุรุษในชนเผ่าทั้งหมดล้วนห้อมล้อมนาง นางคุ้นชินกับความทะนงตนที่ได้เป็นศูนย์กลางของผู้คนเช่นนั้นแล้ว ทว่าตั้งแต่มาถึงแคว้นเฉิน นางกลับพบว่ารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินไม่สนใจใยดีตน นี่ไปกระตุ้นความรู้สึกอยากเอาชนะในใจของเถี่ยเจินจื่อเหวย บางที ใบหน้าของตนอาจไม่งดงามที่สุด แต่ความสามารถของนางจะต้องเป็นหนึ่งไม่มีสองแน่นอน
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยสูดหายใจลึก “หากเจ้าเต็มใจกลับไป พี่สามารถโน้มน้าวเสด็จพ่อได้ ยิ่งไปกว่านั้น รัชทายาทแห่งแคว้นเฉินไม่มีใจรับสนม…”
“เสด็จพี่กล่าวเรื่องน่าขันแล้ว ใต้หล้านี้มีบุรุษใดบ้างที่ไม่อยากมีสามภรรยาสี่อนุ? แม้จื่อเหวยจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัชทายาทจึงปฏิเสธ แต่รอให้พระองค์ทอดพระเนตรเห็นส่วนดีของจื่อเหวยเสียก่อน จะต้องโปรดปรานจื่อเหวยมากขึ้นเป็นแน่ ในเรื่องนี้เสด็จพี่วางพระทัยได้”
“ก่อนหน้านี้มิใช่ว่าองค์ชายถั้วป๋าก็…”
“เสด็จพี่อย่าทรงตรัสถึงคนผู้นั้นเลย! ตื้นเขินยิ่งนัก! อีกอย่างชนเผ่าถั้วป๋าจะนำมาเทียบกับแคว้นเฉินได้หรือ? หากต้องการให้ชนเผ่าเถี่ยเจินของพวกเรายิ่งใหญ่ ย่อมต้องเป็นพันธมิตรกับแคว้นที่แข็งแกร่ง หรือเสด็จพี่ไม่เข้าใจเหตุผลนี้?”
เถี่ยเจินจื่อเหวยยืนขึ้น “เสด็จพี่ ตอนนี้จื่อเหวยจะไปถามรัชทายาทให้ชัดเจน รอให้กำหนดวันแต่งตั้งสนมเสียก่อน เสด็จพี่ก็กลับไปทูลรายงานเสด็จพ่อเรื่องนี้ได้”
“เจ้า…”
สตรีเบื้องหน้าไม่สนใจเขาอีก หมุนตัวเดินหายไปจากสายตาของอวิ๋นเหวยโดยไม่หันกลับมามอง
“องค์หญิงเพคะ องค์ชายทรงเป็นห่วงพระองค์” นางสนองพระโอษฐ์ข้างกายคิดถึงสายตาผิดหวังของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเมื่อครู่นี้ขึ้นมา ยามปกติ ความสัมพันธ์ขององค์ชายและองค์หญิงดีเป็นที่สุด ไม่เคยมีปากเสียงกันมาก่อน วันนี้เมื่อเห็นใบหน้าโกรธเคืองของเจ้านายตน นางจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปาก
“ต้องเป็นเพราะองค์หญิงสี่แน่! ในเมื่อนางไม่ชอบเสด็จพี่ เหตุใดเสด็จพี่ต้องสงสารนางด้วย ข้าไม่คิดว่ารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินทรงทำผิดที่ใด เสด็จพี่ชอบองค์หญิงสี่ นั่นเป็นวาสนาของนางแล้ว หากแต่งมายังเถี่ยเจินของพวกเราจะทำให้นางอัดอั้นตันใจหรือไร? ถึงกับหนีไปกับองครักษ์ต่ำต้อยผู้หนึ่ง ข้ารู้สึกว่าองค์หญิงสี่ผู้นี้ดวงตาไร้แววยิ่งนัก”
ภายในสวนบุปผาหลวง เงาร่างหลายร่างดึงดูดความสนใจของเถี่ยเจินจื่อเหวย
เสียงร้องและดิ้นเช่นนั้นทำให้แม่นมสองคนทำอะไรไม่ถูก “องค์ชายน้อย อย่าร้องเลยเพคะ ทอดพระเนตรเถิด! ตรงโน้นมีดอกไม้งาม ทั้งยังมีผีเสื้อด้วยเพคะ! โธ่ องค์ชายน้อยทรงเป็นอะไรกันแน่?”
ตู้หย่วนซิ่วขมวดคิ้ว “เนี่ยนเอ๋อร์ มาหาแม่เถิด…”
นางตบหลังทารกน้อยเบาๆ เพียงแต่ตงฟางเนี่ยนยังคงร้องไห้ไม่หยุด “เนี่ยนเอ๋อร์หิวหรือ?”
“ชายารองเพคะ เมื่อครูบ่าวให้องค์ชายเสวยไปแล้ว เพียงแต่พระองค์เสวยไปได้ไม่กี่คำก็ไม่ยอมเสวยอีก ไม่ทราบว่าเหตุใดจึงร้องไห้ขึ้นมา มิสู้ให้หมอหลวงมาตรวจดูเป็นอย่างไร?”
ชายารอง?! สายตาของเถี่ยเจินจื่อเหวยหยุดอยู่บนใบหน้าของตู้หย่วนซิ่ว มิใช่กล่าวว่าชายารองประชวรหรือ? เหตุใดตอนนี้จึงมีเรี่ยวแรงมาเดินเล่นในสวนบุปผาหลวงได้เล่า? เด็กในอ้อมกอดของนาง หรือจะเป็นองค์ชายน้อยเพียงหนึ่งเดียวแห่งแคว้นเฉิน?
“มิสู้ให้องค์หญิงเช่นข้าดูเสียหน่อยเป็นไร”
ตอนนี้เอง เบื้องหน้ามีเงาร่างงดงามร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้น ตู้หย่วนซิ่วเงยหน้าขึ้นมอง พบกับใบหน้าไม่คุ้นเคย
องค์หญิง? นางพลันคิดขึ้นมาได้ องค์หญิงและองค์ชายแห่งชนเผ่าเถี่ยเจินยังประทับเป็นแขกอยู่ในวัง เมื่อมองเครื่องแต่งกายอันแปลกประหลาดบนร่างของสตรีผู้นี้อีกครั้ง เชื่อว่าต้องเป็นองค์หญิงแห่งชนเผ่าเถี่ยเจินเป็นแน่
ไม่รอให้ตู้หย่วนซิ่วได้สติกลับมา เถี่ยเจินจื่อเหวยก็ยื่นมือไปคิดจะรับทารกในอ้อมกอดนางมา นางพลันเบี่ยงตัวออกโดยไม่รู้ตัว รอบด้านจมลงสู่บรรยากาศกระอักกระอ่วนโดยพลัน
“ชายารองทรงไม่เชื่อใจจื่อเหวยหรือเพคะ?” สตรีงดงามเผยท่าทีไม่พอใจ ตู้หย่วนซิ่วแย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน ไม่ค่อยคุ้นชินกับวิธีการตรงไปตรงมาเช่นนี้ของอีกฝ่าย “…มิใช่ เพียงแต่อีกครู่หมอหลวงจะมาแล้ว ไม่จำเป็นต้องลำบากองค์หญิง…”
“วิชาแพทย์ของจื่อเหวยโดดเด่นในชนเผ่าเถี่ยเจิน กระทั่งอาการประชวรของเสด็จพ่อล้วนมีหม่อมฉันเป็นผู้รักษา” คำพูดของนางเจือไปด้วยความไม่พอใจ ทั้งยังมีความภาคภูมิใจที่ไม่คิดจะปิดบังแม้แต่น้อย
ตู้หย่วนซิ่วชะงักไปครู่หนึ่ง แต่กลับไม่ทราบว่าควรจะกล่าวเช่นไรดี
“เหนียงเหนียงทรงกังวลว่าจื่อเหวยจะทำร้ายองค์ชายน้อยกระมัง? เหตุใดจื่อเหวยต้องทำเรื่องเช่นนี้ด้วย” เถี่ยเจินจื่อเหวยยิ่งมั่นใจว่าชายาองค์รัชทายาทผู้นี้ไม่ต้องรับตน มิเช่นนั้นเหตุใดจึงใช้ความคิดของคนถ่อยมาตัดสินบัณฑิตเช่นนี้? “พระวรกายของเหนียงเหนียงดีขึ้นบ้างแล้วหรือไม่? ของขวัญที่จื่อเหวยนำมาจากเถี่ยเจินช่วยเรื่องอาการประชวรของเหนียงเหนียงได้พอดี”
อาการประชวร?! สายตาของตู้หย่วนซิ่วเจือไปด้วยความสงสัยอยู่หลายส่วน
ตงฟางซวี่มักจะพยายามหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะได้พบกับตู้หย่วนซิ่ว งานเลี้ยงในครั้งนั้นเขาไม่ได้ส่งคนมารับชายารอง ดังนั้นตู้หย่วนซิ่วย่อมไม่ทราบเรื่องที่เขากล่าวว่าตนไม่สบายต่อหน้าขุนนางทั้งหลาย อีกทั้งของขวัญเหล่านั้น ตงฟางซวี่ก็ไม่ได้สั่งให้คนนำมามอบให้
ตงฟางเนี่ยนที่อยู่ในอ้อมกอดดิ้นแรงยิ่งขึ้น เสียงร้องไห้ทำลายสถานการณ์กระอักกระอ่วนโดยพลัน เถี่ยเจินจื่อเหวยยื่นมือมาอีกครั้ง “จื่อเหวยจะจับชีพจรให้องค์ชายน้อย ไม่นานก็ทราบว่าองค์ชายน้อยทรงประชวรที่ใด”
แม่นมที่อยู่ข้างกายสบตากัน จนใจที่อีกฝ่ายเป็นองค์หญิงแห่งชนเผ่าเถี่ยเจิน พวกนางที่เป็นบ่าวไพร่มิกล้าขัดขวาง เพียงแค่จับชีพจรคงไม่เกิดอุบัติเหตุอันใด
ตู้หย่วนซิ่วเคร่งเครียดอย่างยิ่ง ไม่นานสตรีผู้นั้นก็ยื่นมือกลับไป “องค์ชายน้อยไม่เป็นไร อาจร้อนเล็กน้อยเท่านั้น”
นางเงยหน้าขึ้นมองอาทิตย์เจิดจ้าในวันนี้ แล้วจึงมองไปยังห่อผ้าหนาที่คลุมอยู่บนร่างตงฟางเนี่ยนอีกครั้ง “ชายารองเพคะ หากไม่รังเกียจ ลดอาภรณ์ให้องค์ชายน้อยสักชิ้นเถิด อากาศเช่นนี้ทำให้องค์ชายไม่สบายตัวแล้ว”
ทุกคนพลันเข้าใจกระจ่างขึ้นมา ใช่แล้ว เมื่อเห็นว่าบนหน้าผากขององค์ชายน้อยมีเหงื่อซึมออกมา เช่นนั้นอาจเป็นไปได้
จริงดังคาด เมื่อปลดผ้าออกชั้นหนึ่ง เสียงร้องของตงฟางเนี่ยนจึงค่อยสงบลง ตู้หย่วนซิ่วมองไปยังเถี่ยเจินจื่อเหวยอย่างซาบซึ้งใจ “ขอบพระทัยองค์หญิง”
“จื่อเหวยยังมียาอยู่เม็ดหนึ่ง หากให้องค์ชายน้อยเสวย จะรู้สึกสบายขึ้นมาก…”
ยาลูกกลอนสีดำปรากฏขึ้นระหว่างนิ้วของนาง หลายคนพากันหน้าเปลี่ยนสี เนิ่นนานผ่านไปตู้หย่วนซิ่วยังคงไม่เคลื่อนไหว “นี่…ขอบพระทัยในน้ำพระทัยขององค์หญิง ทว่าเนี่ยนเอ๋อร์ไม่ร้องแล้ว”
การปฏิเสธในครั้งนี้ทำให้เถี่ยเจินจื่อเหวยควบคุมอารมณ์ของตนไม่อยู่อีกต่อไป “ชายารอง นี่เป็นเพียงยาระบายความร้อนของจื่อเหวยเท่านั้น หรือทรงคิดว่าเป็นยาพิษ?”
ทุกคนอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเย็นยะเยือก นิสัยขององค์หญิงเถี่ยเจินผู้นี้จะตรงไปตรงมาเกินไปหรือไม่ ต้องทราบว่ายาที่มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจนเช่นนี้ ผู้ใดล้วนมิกล้าให้องค์ชายน้อยเสวย หากมีอะไรเกิดขึ้น มิใช่ว่าต้องการเอาชีวิตพวกนางหรอกหรือ?
“เปิ่นกงมิได้หมายความเช่นนั้น เพียงแต่…” ตู้หย่วนซิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย พลันนั้นบริเวณไม่ไกลมีเงาร่างหนึ่งผ่านทางมา เขาค่อยๆ หยุดยืน ขันทีใหญ่ที่มักจะติดตามตงฟางซวี่เผยความประหลาดใจบนใบหน้า นี่…เหตุใดองค์หญิงเถี่ยเจินจึงอยู่ด้วยกันกับชายารองได้? บรรยากาศเช่นนั้นดูแล้วไม่ค่อยดีนัก
“ถวายพระพรชายารอง ถวายพระพรองค์หญิง”
“กงกงมาพอดี ไม่ทราบว่าตอนนี้รัชทายาททรงประทับอยู่ที่ใด? ในเมื่อแคว้นเฉินไม่ต้อนรับจื่อเหวยเพียงนี้ ให้จื่อเหวยกลับไปก็พอแล้ว เหตุใดต้องทำให้ได้รับความอัปยศเพียงนี้!”
ความอัปยศ?! ขันทีพลันหน้าเปลี่ยนสี เป็นไปไม่ได้กระมัง ชายารองกระทำเรื่องราวโดยรู้จักแยกแยะหนักเบามาตลอด ความอัปยศนี้มาจากที่ใดกันเล่า?
สายตาของตู้หย่วนซิ่วเผยความจนใจออกมาโดยพลัน “องค์หญิงเข้าใจผิดแล้ว เปิ่นกงมิได้มีเจตนาทำให้ทรงอัปยศ…”
“เช่นกันเหตุชายารองจึงต้องกล่าวว่าประชวร มิยอมพบจื่อเหวย กระทั่งของขวัญที่จื่อเหวยมอบให้ก็มิทรงรับ?”
“…” ใบหน้าของตู้หย่วนซิ่วเต็มไปด้วยความสงสัย ขันทีใหญ่ได้ฟังพลันเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น “โธ่องค์หญิง รัชทายาทและองค์ชายอ๋องกำลังรอพระองค์อยู่ที่ศาลาพอดี มิสู้เสด็จไปก่อนเป็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?
“ดี จื่อเหวยจะไปถามให้กระจ่างชัด!”
สตรีผู้นั้นสะบัดชายแขนเสื้อเดินไปเบื้องหน้า ตู้หย่วนซิ่วมองไปทางขันทีใหญ่ด้วยความกังวล “นี่…”
“เหนียงเหนียงไม่จำเป็นต้องกังวล ฝ่าบาทจัดการได้พ่ะย่ะค่ะ” ไม่กล่าวไม่ได้ว่าองค์หญิงเถี่ยเจินผู้นี้เป็นตัวสร้างเรื่องที่ดียิ่งนัก จะต้องลากชายารองเข้าไปเกี่ยวพันให้ได้ หากข่าวแพร่ไปถึงพระกรรณฮองเฮา มิใช่ว่ารัชทายาทจะลำบากหรือ
อีกด้านหนึ่ง
“องค์ชายไม่ต้องร้อนพระทัย ข้าสั่งลงไปแล้ว เชื่อว่าอีกไม่นานจะมีข่าวขององค์หญิงสี่”
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยลังเลครู่หนึ่ง “เป็นอวิ๋นเหวยไร้วาสนาต่อองค์หญิงสี่ พระองค์…ปล่อยพวกเขาไปเถิด”
“ข้ามิใช่คนผิดคำพูด ในเมื่ออนุญาตให้องค์หญิงสี่แต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับองค์ชายแล้วย่อมไม่ยอมให้เปลี่ยนแปลงโดยง่าย” ตงฟางซวี่ชะงักไปครู่หนึ่ง “มิเช่นนั้น องค์ชายมีตัวเลือกอื่นในใจหรือไม่?
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยยากจะบรรยายอารมณ์ของตนในยามนี้ยิ่งนัก “เจตนาดีของพระองค์ อวิ๋นเหวยขอรับไว้ด้วยใจ…” จะให้เปลี่ยนตัวองค์หญิงเชื่อมสัมพันธ์หรือ? คิดอย่างไรก็รู้สึกยากจะรับไหว
“ฝ่าบาท องค์หญิงเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ” ขันทีใหญ่เดินมาข้างกายตงฟางซวี่ เพียงแต่น้ำเสียงที่เขากล่าวทำให้ตงฟางซวี่พบว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น
พบว่าสีหน้าของเถี่ยเจินจื่อเหวยเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยวอันยากจะเลือนหาย “จื่อเหวยถวายพระพรรัชทายาทเพคะ”
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยได้เห็นพลันคิดว่า น้องของตนเป็นอะไรไปอีกเล่า?
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่ทราบว่ารัชทายาทจะอภิเษกกับจื่อเหวยยามใดเพคะ?” สตรีผู้นั้นเงยหน้าขึ้น มองตรงไปยังตงฟางซวี่ คำถามเช่นนี้ทำให้ทุกคนพลันใบหน้าแข็งค้าง ไม่รอให้ตงฟางซวี่ตอบรับ สีหน้าของจื่อเหวยก็ปรากฏความน้อยเนื้อต่ำใจขึ้นหลายส่วน “เมื่อครู่หม่อมฉันเดินผ่านสวนบุปผาหลวง พบชายารองและองค์ชายน้อย หม่อมฉันมีเจตนาดี ต้องการจับชีพจรให้องค์ชายน้อย แต่ชายารองกลับไม่รับน้ำใจ ไม่ทราบว่าในพระทัยของรัชทายาท จื่อเหวยเป็คนน่ารังเกียจเช่นนี้หรือ?”
ตงฟางซวี่ปลายตามองไปยังขันทีข้างกาย “มีเรื่องเช่นนี้ด้วยหรือ?”
“ทูลฝ่าบาท ชายารองทรงประทับอยู่ที่นั่นจริงๆ เพียงแต่…” มีเรื่องที่องค์หญิงกล่าวมาหรือไม่ เขาเองก็ไม่แน่ใจชัดเจน
“จื่อเหวยเห็นว่าองค์ชายน้อยมีอาการร้อนภายในจึงคิดจะป้อนยาให้องค์ชายน้อยเสวย แต่ชายารองกลับหลีกเลี่ยงหม่อมฉันราวกับงูพิษ ในชนเผ่าเถี่ยเจิน จื่อเหวยไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้มาก่อน!”
ยา?! นับว่าทุกคนเริ่มเข้าใจแล้ว
“ทูลฝ่าบาท จื่อเหวยเคยเรียนรู้จากหมอพเนจร ทั้งยังถวายการรักษาให้เสด็จพ่อและคนในเผ่าบ่อยๆ บางทีชายารองอาจเข้าใจผิด” เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากอธิบายสักหลายประโยค
“คิดไม่ถึงว่าองค์หญิงจะรู้วิชาแพทย์ด้วย” ในยามที่ตงฟางซวี่กล่าวคำนี้ น้ำเสียงเจือไปด้วยความห่างเหินจางๆ
มุมปากของสตรีงดงามยกขึ้นเล็กน้อย “จื่อเหวยไม่เพียงเข้าใจวิชาแพทย์ กระทั่งศิลปะทั้งสี่แขนงอันได้แก่ เพลงฉิน หมากรุก การเขียนพู่กัน การวาดภาพ หรือจะเป็นการร้องเล่นเต้นระบำ ขี่ม้ายิงธนู ล้วนทำได้ ทั้งยังมีความสามารถอ่านผ่านตามิลืมเลือนอีกด้วย!” ในชนเผ่าเถี่ยเจินไม่มีสตรีใดเทียบนางได้ เสด็จพ่อจึงเห็นนางเป็นดังสมบัติล้ำค่า!