หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 21 ตอนที่ 627 อาศัยใต้รั้วผู้อื่น
เล่มที่ 21 ตอนที่ 627 อาศัยใต้รั้วผู้อื่น
ตงฟางซวี่ย่อมไม่พลาดสายตายโสโอหังไม่เห็นผู้ใดเช่นนั้นของเถี่ยเจินจื่อเหวย พลันรู้สึกน่าขันขึ้นมาบ้าง
“แล้วอย่างไรต่อเล่า?”
“ฝ่าบาทไม่ทรงคิดว่าไม่มีสตรีใดยอดเยี่ยมเฉกเช่นเถี่ยเจินจื่อเหวยหรือเพคะ? ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด ขอเพียงจื่อเหวยเรียนรู้ย่อมเรียนรู้ได้ทั้งสิ้น ตั้งแต่เล็กล้วนเป็นเช่นนี้! คราวนี้ชนเผ่าเถี่ยเจินของพวกเราต้องการเป็นพันธมิตรกับแคว้นเฉินอย่างจริงใจ จื่อเหวยยินยอมปรนนิบัติเป็นมือเป็นเท้าให้พระองค์ชั่วชีวิต หวังว่าพระองค์จะกำหนดวันให้เร็วเสียหน่อย และปฏิบัติต่อจื่อเหวยให้ดีเพคะ”
ตงฟางซวี่เลิกคิ้วขึ้น สายตามองไปยังเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยที่อยู่ด้านข้าง “ท่านก็คิดเช่นนี้หรือ?”
อีกฝ่ายชะงักไปเล็กน้อย เขารู้สึกได้จางๆ ว่าบรรยากาศไม่ถูกต้อง แต่คำพูดของเถี่ยเจินจื่อเหวยคือจุดประสงค์ที่พวกเขามาในครั้งนี้พอดี หากสองแคว้นแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กัน ย่อมหวังให้รัชทายาทปฏิบัติต่อผู้ที่เป็นดั่งสมบัติค่าของเถี่ยเจินอย่างดี “เถี่ยเจินจื่อเหวยคือสตรีที่ยอดเยี่ยมที่สุดในเถี่ยเจินของพวกเรา นางมีใจปฏิพัทธ์ต่อฝ่าบาท หวังว่าฝ่าบาท…จะรับน้ำใจนี้ไว้”
“เพราะยอดเยี่ยมหรือ? ข้าคิดว่าองค์หญิงและองค์ชายยังไม่เข้าใจแคว้นเฉินดีนัก”
ขันทีใหญ่ที่อยู่ข้างกายย่อมฟังความหมายในคำพูดของตงฟางซวี่ออก อย่างไรก็ตาม องค์หญิงแห่งชนเผ่าเถี่ยเจินผู้นี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของเขามากนัก พวกเขาคิดว่าแคว้นเฉินไร้ซึ่งผู้คนแล้วจริงๆ หรือ? เพียงเพราะยอดเยี่ยมจึงต้องให้ฝ่าบาทปฏิบัติต่อนางให้ดีหรือ? คิดว่ายอดเยี่ยมแล้วฝ่าบาทต้องรับนางเป็นสนมแน่นอนเช่นนั้นหรือ?
“องค์หญิงมีความสามารถทางด้านศิลปะสี่แขนง สามารถขับร้องร่ายรำได้ แล้วสตรีในวังหลังแห่งแคว้นเฉินของข้ามีผู้ใดทำไม่ได้บ้าง? ขี่ม้ายิงธนูได้ เช่นนั้นองค์หญิงจะเก่งกาจยิ่งกว่าแม่ทัพผู้กินตำแหน่งโหวของแคว้นเฉินหรือ? อ่านผ่านตามิลืมเลือน ในราชสำนักย่อมมีผู้มีความสามารถเยาว์วัยไม่น้อยที่อ่านสิบบรรทัดพลันท่องได้ลื่นไหลราวสายน้ำ หากกล่าวถึงวิชาแพทย์ องค์หญิงจะยอดเยี่ยมกว่าหมอหลวงแห่งแคว้นเฉินของข้าหรือ? แม้ว่าองค์หญิงจะเป็นผู้ที่รวบรวมความยอดเยี่ยมมากมายเพียงนี้ไว้ที่ตัว แต่สิ่งที่ข้าต้องการคือผู้ที่ได้ใจข้า ผู้ที่เข้าใจความเจ็บปวดของข้า ต่อให้นางไม่มีความสามารถใดเลย ต่อให้นางเป็นคนธรรมดาที่มิอาจธรรมดาไปได้มากกว่านี้แล้ว ข้าล้วนยินดีลำบากไปกับนางชั่วชีวิต”
เถี่ยเจินจื่อเหวยชะงักไปเล็กน้อย นางคิดไม่ถึงว่าความยอดเยี่ยมของตนจะไม่มีค่าอันใดในสายตาของรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม ตนไม่อาจไม่ยอมรับว่าสิ่งที่เขากล่าวมีเหตุผลจริงๆ ตลอดมานางคิดว่าตนมีความยอดเยี่ยมที่ผู้อื่นไม่อาจเทียบ ดังนั้นควรได้รับความรักจากผู้อื่น เพียงแต่…กลับยังมีคนเฉกเช่นรัชทายาทแห่งแคว้นเฉิน ข้างกายของเขารวบรวมบุคคลผู้มีความสามารถอยู่มากมาย เห็นความยอดเยี่ยมจนคุ้นชิน อีกทั้งยังไม่ขาดแคลนผู้จริงใจและซื่อสัตย์
“แต่ว่า เถี่ยเจินจื่อเหวยมีความจริงใจ…”
“องค์ชายกับองค์หญิงประทับอยู่ที่แคว้นเฉินอีกสักหลายวันเถิด จะได้เข้าใจผู้คนและสิ่งต่างๆ ของแคว้นเฉินให้มาก ในเมื่อต้องการเป็นพันธมิตรกัน ย่อมต้องรู้จักซึ่งกันและกันถึงจะถูก” ในคำพูดของตงฟางซวี่เจือไปด้วยความหมายลึกล้ำ ปลายตามองไปยังบุรุษและสตรีเบื้องหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงพาขันทีใหญ่เดินหายไปจากสายตาของพวกเขา
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยและเถี่ยเจินจื่อเหวยสบตากัน ในใจเกิดความรู้สึกย่ำแย่เช่นเดียวกัน
“จื่อเหวย ในเมื่อรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินไม่ใส่พระทัยถึงเพียงนี้ มิสู้พวกเรา…” เขาทราบดีว่าน้องสาวของตนมีความหยิ่งทนงสูงล้ำมาโดยตลอด ถูกรัชทายาทกล่าวฉีกหน้าเช่นนี้ เกรงว่าในใจของนางคงรับไม่ไหว
“ไม่ เสด็จพี่ ตั้งแต่เล็กจนโตจื่อเหวยไม่เคยแพ้ผู้ใด ต่อให้เป็นเรื่องขี่ม้ายิงธนูก็มิแพ้บุรุษในชนเผ่า ข้าจะทำให้พระองค์รับข้าเป็นสนมให้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าจะทำให้พระองค์ทราบว่า จื่อเหวยคือสตรีที่มีเพียงหนึ่งไม่มีสองในแผ่นดินนี้!”
เมื่อเห็นว่าในดวงตาของสตรีเบื้องหน้ามีความปรารถนาที่จะเอาชนะลุกโชน เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยพลันรู้สึกจนใจ ตั้งแต่เด็กนางไม่เคยได้รับความพ่ายแพ้อันใดมาก่อน ครั้งนี้ได้พบรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินกลับทำให้นางยิ่งต้องการพิสูจน์ตนเอง เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยรู้สึกว่ารัชทายาทแห่งแคว้นเฉินเป็นตัวตนที่อันตรายยิ่งนัก ทว่ายามนี้ ในใจของเขามีแผนการของตนแล้ว
ความจริงตงฟางซวี่สั่งให้คนไปสืบจนกระจ่างชัดแล้ว ในยามนี้เถี่ยเจินกำลังเผชิญหน้ากับการทดสอบอันยิ่งใหญ่ อ๋องเถี่ยเจินยกทัพจับศึกไปทั่วทุกสารทิศ เผชิญหน้ากับศัตรูไม่น้อย ครั้งนี้ดูเหมือนพวกเขาจะพบกับศัตรูที่ยากจะรับมือ ดังนั้นจึงร้อนใจต้องการเป็นพันธมิตรกับแคว้นเฉิน ให้แคว้นเฉินเป็นโล่ที่แข็งแกร่งเบื้องหลังพวกเขา ในเมื่อพวกเขาต้องการขอร้องตน ตงฟางซวี่จึงคิดว่าเขาปฏิบัติต่อผู้อื่นดีเกินไปแล้ว ถึงเวลาให้พวกเขาเข้าใจความหนักเบาของเถี่ยเจินแล้ว
“ฝ่าบาท จะทรงเสด็จไปทอดพระเนตรองค์ชายน้อยหรือไม่?” ขันทีใหญ่ที่อยู่ข้างกายสังเกตสีหน้าของตงฟางซวี่อย่างระมัดระวัง
บุรุษรูปงามสีหน้าแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นทำเพียงตอบรับอย่างเรียบเฉย “อืม”
ยามนี้เอง บุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้ผู้หนึ่งพลันปรากฏตัวข้างกายตงฟางซวี่ “ฝ่าบาท ทางด้านแคว้นเหลียนมีข่าวมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อะไรนะ?! ดวงตาของตงฟางซวี่เปล่งประกาย รีบยกชายอาภรณ์มองไปยังเส้นทางเบื้องหน้า “ให้หมอหลวงสักหลายคนไปตรวจดูองค์ชายน้อยเสีย” จากนั้นจึงเดินตามองครักษ์ผู้นั้นไปยังทิศทางของห้องทรงอักษร
ขันทีใหญ่เผยท่าทีจนใจ นี่พระองค์…ไม่เสด็จไปแล้วหรือ?
“มีข่าวของท่านหมอหรือไม่?”
“ทูลฝ่าบาท เป็นเช่นที่จักรพรรดิเซียวกล่าว ท่านหมออาจจะอยู่ในเขตแดนของแคว้นเหลียน!”
ตงฟางซวี่ยากจะบรรยายอารมณ์ของตนในยามนี้ยิ่งนัก เขารอมาเนิ่นนาน ในที่สุดก็ได้รับข่าวที่แม่นยำแล้ว “เรื่องนี้ไปมาเช่นไร?”
“กระหม่อมตรวจสอบพบว่า ในวันที่ท่านหมอเกิดเรื่องมีกองทัพลึกลับเข้าไปยังแคว้นเหลียน ยิ่งไปกว่านั้นยังจงใจปิดซ่อนร่องรอยเอาไว้ อีกทั้งระยะนี้ ในเขตแดนแคว้นเหลียนมีคนส่งจดหมายไปมากับจักรพรรดิเซียวบ่อยครั้ง นี่คือจดหมายที่กระหม่อมสกัดไว้ได้และทำเลียนแบบออกมาพ่ะย่ะค่ะ” องครักษ์เงารีบหยิบกระดาษสีขาวแผ่นหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ด้านบนมีตัวอักษรอยู่จางๆ
เมื่อรับมาอ่าน สายตาของบุรุษรูปงามพลันเต็มไปด้วยความยินดี “ไม่ผิดแน่ จะต้องเป็นนางแน่นอน! ต้องใช่แน่นอน! นางอยู่ที่แคว้นเหลียนจริงๆ…”
บนใบหน้าของตงฟางซวี่เผยรอยยิ้มสว่างไสวเป็นครั้งแรกในรอบหลายวัน
…
เขตแดนแคว้นเหลียน ในจวนแม่ทัพมีเสียงตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยวดังขึ้น
“ข้าทายามานานเพียงนี้แล้ว เหตุใดอาการบาดเจ็บของข้าจึงไม่ดีขึ้นอีก? คุณหนูกงซุนรักษาข้าเช่นนี้หรือ?” ซูหว่านหรงจ้องมองชุนเซียงที่กำลังแกะผ้าพันแผลให้นางด้วยความโกรธเกรี้ยว เพียงแต่อีกฝ่ายราวกับคุ้นชินต่อการกล่าวโทษและการด่าทอในทุกวันของนางแล้ว “เหตุใดเจ้าจึงไม่พูด ร้อนตัวหรือไร?!”
อย่างไรก็ตาม เมื่อผ้าพันแผลที่มือทั้งสองถูกแกะออก พลันปรากฏผิวที่มีรอยช้ำออกมา สีม่วงแดงผสานกัน ทำให้ซูหว่านหรงอุทานด้วยความตื่นตะลึง “นี่…เหตุใด เหตุใดจึงกลายเป็นเช่นนี้ได้! มือของข้า…มือของข้า…คุณหนูกงซุนให้ยาอะไรกับข้ากันแน่?!”
“หรือคุณหนูซูไม่เคยเห็นบาดแผล? บาดแผลหายดีแล้ว ตอนนี้อยู่ในช่วงฟื้นตัว จะรู้สึกไม่สบายอยู่บ้างย่อมเป็นเรื่องปกติ”
“เช่นนี้นับว่าปกติหรือ?! ไม่ เจ้าเรียกคุณหนูกงซุนมาเสีย หว่านหรงจะถามนางด้วยตัวเอง!” เดิมทีมือของนางขาวนวลเรียวยาว ตอนนี้กลับกลายเป็นเช่นนี้ จะให้ซูหว่านหรงรับไหวได้อย่างไร?!
บาดแผลที่น่าหวาดกลัวยิ่งกว่านี้ชุนเซียงล้วนเคยเห็นมาแล้วทั้งสิ้น นางคิดว่าซูหว่านหรงจงใจทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ “วันนี้คุณหนูไม่อยู่ที่จวนเจ้าค่ะ”
“เจ้า….มือของข้า…มือของข้า….”
ใบหน้าเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าพลันมีน้ำตาแห่งความน้อยเนื้อต่ำใจไหลลงมา ความจริงวันนี้ก่อนอวิ๋นซูจะออกไปนอกจวนได้กำชับมาเป็นพิเศษแล้วว่า หากบาดแผลผสานกันดีแล้ว ให้ช่วยทายาลบรอยแผลเป็นให้นาง ทว่าชุนเซียงไม่ชอบซูหว่านหรงผู้นี้จึงคิดจะยืดเวลาออกไปอีกสักวันสองวันแล้วจึงค่อยช่วยนาง เพียงแต่ตอนนี้เมื่อเห็นสตรีผู้นี้มีท่าทางโศกเศร้า ชุนเซียงจึงรู้สึกอดรนทนไม่ไหวอยู่บ้าง
“คุณหนูซูโปรดวางใจ ทายาเล็กน้อย รอยแผลจะค่อยๆ จางลงเจ้าค่ะ”
“จะเป็นไปได้อย่างไร! รักษาบาดแผลมานานเพียงนี้แล้ว…พวกเจ้า พวกเจ้าล้วนรังแกข้า องค์ชายเล่า? ข้าต้องการพบองค์ชาย….”
รังแกหรือ?! ปรนนิบัติให้กินดีอยู่ดี ทั้งยังมาเปลี่ยนยาพันแผลให้นางทุกวัน และต้องทนรับการโวยวายไร้เหตุผลของนางอีกด้วย ชุนเซียงรู้สึกว่าคุณหนูของตนรับตัวยุ่งยากมาแล้ว! คุณหนูซูท่านนี้ก็ดียิ่ง ไม่รู้จักบุญคุณแม้แต่น้อย
“บ่าวจะช่วยส่งข่าวให้คุณหนูซู แต่หากยังมิพันแผลอีก บาดแผลอาจจะติดเชื้อ เช่นนั้นบ่าวไม่รับประกันว่าจะหายดีหรือไม่”
คำพูดของชุนเซียงทำให้ซูหว่านหรงเงียบลงโดยพลัน เมื่อเทียบกับการระบายความไม่พอใจของตนแล้ว นางกลัวว่าจะมีรอยแผลเป็นน่าเกลียดไปชั่วชีวิตยิ่งกว่า ตอนนี้ทำได้เพียงระงับความไม่พอใจในใจเอาไว้ ปล่อยให้อีกฝ่ายจัดการบาดแผลของตนต่อไป
“พี่ชุนเซียง?” ในมือของซูหลิงเอ๋อร์ถือก้อนหญ้าอยู่ก้อนหนึ่ง มองไปรอบๆ หาเงาร่างอันคุ้นเคย
ลมอันบ้าคลั่งสายหนึ่งพัดมา ได้ยินเสียงอุทานดังขึ้น ก้อนหญ้าในมือปลิวไปในพริบตา ซูหลิงเอ๋อร์รีบไล่ตามไป คิดไม่ถึงว่าก้อนหญ้ากลับถูกพัดเข้าไปยังห้องแห่งหนึ่งที่เปิดประตูทิ้งไว้
ซูหว่านหรงในยามนี้กำลังมองมือทั้งสองของตนด้วยความกระสับกระส่าย คิดถึงท่าทีและน้ำเสียงของชุนเซียงเมื่อครู่นี้ นางยิ่งรู้สึกว่าตนใช้ชีวิตที่ต้องอยู่ใต้รั้วผู้อื่นมามากพอแล้ว แต่ที่ทำให้นางยิ่งรู้สึกอัดอั้นตันใจก็คือ ทั้งๆ ที่เกลียดชังที่นี่ แต่นางกลับไม่มีความมั่นใจว่าหากบาดแผลหายดีแล้ว องค์ชายจะให้ตนอยู่ข้างกายหรือไม่?
นางลืมไปแล้วว่าการที่องค์ชายเสด็จมาเยี่ยมครั้งที่แล้วเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อใด หากพระองค์มีใจคิดจะส่งนางไปจริงๆ เช่นนั้นนางจะยังมีโอกาสได้พบองค์ชายอีกหรือไม่? มีเพียงอยู่ในจวนแม่ทัพแห่งนี้ ซูหว่านหรงจึงจะมีความหวัง บางทีอาจมีโอกาสได้พบเงาร่างหล่อเหลาของเขาอีกก็เป็นได้
หลังจากได้ใกล้ชิดกับอวิ๋นซูหลายครั้ง ซูหว่านหรงพบว่า แม้ว่าตนจะกล่าวเย้ยหยันทั้งทางลับทางแจ้งเช่นไร อีกฝ่ายล้วนทำราวไม่ได้ยิน หากแสดงท่าทีไม่พอใจออกมาบ้าง อย่างน้อยยังกระตุ้นจิตใจที่ต้องการเอาชนะของซูหว่านหรงได้ เพียงแต่นางรู้สึกราวกับตนกำลังชกลงไปบนปุยนุ่น ไม่มีการตอบกลับอันใดแม้แต่น้อย นี่ทำให้ซูหว่านหรงรู้สึกว่าอวิ๋นซูมั่นใจในตนเองจนไม่เห็นนางอยู่ในสายตา
ตอนนี้เอง ก้อนหญ้าก้อนหนึ่งกลิ้งเข้ามาจากด้านนอก ชนกับเท้าของซูหว่านหรง นางพลันได้สติกลับมา อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว นี่มันอะไรกัน? สาวใช้หยิ่งยโสผู้นั้น ยามจากไปถึงกับไม่ช่วยนางปิดประตูเชียวหรือ! ซูหว่านหรงเหยียบก้อนหญ้าก้อนนั้นอย่างดุดัน ค่อยๆ เดินไปที่ประตู ความจริงแผลของนางไม่ปวดเพียงนั้นแล้ว แต่นางไม่กล้าแสดงออกมา ด้วยกลัวว่าหากคุณหนูกงซุนรู้จะหาโอกาสบอกให้องค์ชายส่งนางออกไป
กำลังคิดจะปิดประตู เบื้องสายตากลับปรากฏใบหน้าเล็กๆ ที่ดูขลาดเขลาขึ้น
“พี่สาว ก้อนหญ้าของหลิงเอ๋อร์ถูกพัดเข้ามาที่นี่…”
เด็กที่ไหนกัน? “ก้อนหญ้า? ไม่มี ข้าไม่เห็นก้อนหญ้าอันใดทั้งสิ้น”
เป็นเช่นนั้นหรือ? เมื่อครู่นางเห็นว่ามันถูกพัดเข้ามาในนี้แท้ๆ “เช่นนั้นพี่สาวเคยเห็นพี่ชุนเซียงหรือไม่?”
นังสาวใช้ผู้นั้นหรือ?! ซูหว่านหรงมองไปยังใบหน้าไร้เดียงสาของซูหลิงเอ๋อร์ ในใจเกิดความเย็นยะเยือกพาดผ่าน “นางหรือ เพิ่งจะออกไป”
“พี่สาวชุนเซียงไปที่ใดหรือเจ้าคะ?” ดรุณีน้อยวัยเยาว์มิได้ยินความเกลียดชังในน้ำเสียงของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย
ซูหว่านหรงแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง “ผู้ใดจะรู้เล่า” กำลังคิดจะปิดประตู ทว่าราวกำลังคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “น้องสาว เจ้าตามหาชุนเซียงหรือ? ข้าคิดได้แล้ว นางไปทางโน้น” ยกมือขึ้นชี้ไปยังทิศทางหนึ่ง ซูหลิงเอ๋อร์มองไป พบกับทะเลสาบสีฟ้าคราม
“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สาว!” นางแย้มยิ้มไร้เดียงสาออกมา จากนั้นจึงเดินไปยังซุ้มประตูโค้ง หายไปในมุมหนึ่ง
บนใบหน้าของซูหว่านหรงปรากฏรอยยิ้มเย็นชา ค่อยๆ ก้าวออกมาจากห้อง จากนั้นจึงปิดประตูโค้ง สกัดกั้นทางถอยของดรุณีน้อยผู้นั้น
“น่ารำคาญยิ่ง”
Venus36
รัชทายาท ฝันเหรอ อวิ๋นซูจะสนใจ ส่วนคุณหนูน่ารพคาญมากกก