หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 634 องค์ชายสี่ประชวร
เล่มที่ 22 ตอนที่ 634 องค์ชายสี่ประชวร
บนระเบียงทางเดิน สาวใช้ประคองฟู่หย่าที่ได้รับความตื่นตระหนกออกไปยังทิศทางนอกตำหนักด้วยความเคร่งเครียด ไม่คิดว่าจะชนเข้ากับคนผู้หนึ่งบริเวณทางเลี้ยว
ได้ยินเสียงอู้อี้ดังขึ้น ฟู่หย่าสั่นสะท้านไปทั้งร่าง กำลังจะล้มลงไปด้านหลัง บุรุษตรงข้ามรีบยื่นมือมาประคองเอวนางอย่างว่องไว ความเจ็บปวดที่คาดคิดไม่ได้เกิดขึ้น สตรีลืมตาอย่างแปลกใจ สิ่งที่ตกสู่ม่านสายตาคือใบหน้าหล่อเหลาเปี่ยมความกังวล
“คุณหนูฟู่ ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?” หลานอวิ๋นมองไปยังใบหน้าเล็กๆ อันขาวซีดเบื้องหน้าด้วยความเป็นห่วง สตรีในอ้อมกอดได้สติกลับมาในที่สุด ยืดตัวขึ้นอย่างกระอักกระอ่วน เพียงแต่ดวงตาคู่นั้นกลับดูไม่มั่นคงนัก
“แม่ทัพหลาน…เสียมารยาทแล้ว…” นางส่งสายตาครั้งหนึ่งเพื่อกระตุ้นนางข้าหลวงข้างกาย ไม่คิดว่าเพิ่งจะเดินไปก้าวเดียว บาดแผลบริเวณขาของนางจะเกิดความเจ็บปวดอันเสียดแทงจิตใจออกมาระลอกหนึ่ง สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนไป ขมวดคิ้วย่อเอวลง ดูแล้วน่าอนาจยิ่งนัก
“คุณหนูฟู่ ได้รับบาดเจ็บที่ใดหรือ?!” หลานอวิ๋นเห็นมือของอีกฝ่ายกุมอยู่บนขาของนางเบาๆ พลันคิดไปเรื่องที่นางได้รับบาดเจ็บก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ “หรือแผลจะฉีก?”
“ไม่ ไม่ร้ายแรงอันใด…ขอบคุณแม่ทัพหลาน”
หลานอวิ๋นรู้สึกว่าฟู่หย่าในวันนี้ดูแปลกไปบ้าง ก่อนหน้านี้ยามได้พบสตรีผู้นี้ นางมักจะมีท่าทีสงบนิ่งไม่ตื่นตระหนก แต่เมื่อครู่ถึงกับวิ่งออกมาเช่นนั้น ช่างทำให้เขาตื่นตะลึงยิ่ง เมื่อมองไปยังสีหน้าขาวซีดของอีกฝ่ายในยามนี้ ทั้งยังมีเหงื่อที่ผุดซึมออกมาบนหน้าผาก หลานอวิ๋นพลันรู้สึกว่าอาจจะเกิดเรื่องอะไรบางอย่างขึ้นก็เป็นได้
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย หมุนตัวไปแล้วย่อตัวลง “คุณหนูฟู่ ให้ข้าแบกท่านออกไปเถิด”
ดวงตาของฟู่หย่าเกิดความแปลกใจพาดผ่าน เบื้องหน้าคือแผ่นหลังกว้างของบุรุษ บนร่างของอีกฝ่ายมีกลิ่นหอมจางๆ ตลอดมาความประทับใจที่นางมีต่อหลานอวิ๋นก็คือ เป็นคนสนิทขององค์ชายใหญ่ทั้งยังเป็นแม่ทัพที่โหดเหี้ยมหยิ่งทนง ไม่เคยคิดว่าจะมีวันที่แม่ทัพท่านนี้ยอดลดเกียรติมาช่วยเหลือตนด้วย
สิ่งที่แปลกก็คือ บนร่างของหลานอวิ๋นมีบรรยากาศที่ทำให้ผู้คนใจสงบแผ่ออกมา ทำให้ฟู่หย่าที่เดิมทีตื่นตระหนกค่อยๆ สงบลง นางหันไปมองด้านหลังครู่หนึ่ง เมื่อพบว่าไม่มีความผิดปกติอันใดจึงค่อยมองไปยังบุรุษเบื้องหน้าอีกครั้ง…
“คุณหนูฟู่รู้สึกไม่สะดวกหรือ? หากทนไหว ข้าจะไปเรียกเกี้ยวมารับ ส่งคุณหนูฟู่ออกจากวังเป็นอย่างไร”
ฟู่หย่าจึงค่อยได้สติกลับมา ตนไม่ยอมตอบเนิ่นนาน แต่ผู้อื่นกลับยังย่อตัวคุกเข่ารออยู่ ช่างเสียมารยาทเหลือเกิน! “ขอบคุณท่านแม่ทัพที่ใส่ใจ ข้าไม่เป็นไรมากเจ้าค่ะ”
นางส่งสายตาครั้งหนึ่ง สาวใช้ข้างกายจึงรีบเอ่ยปาก “คุณหนู บ่าวจะไปหาเกี้ยว!” มีแม่ทัพหลานอยู่ด้วย เชื่อว่าคงไม่เกิดเรื่องเหนือคาดอันใดขึ้นแน่ สาวใช้รีบวางตำราแพทย์ในมือลงด้านข้าง วิ่งหายไปจากสายตาของคนทั้งสอง
“คุณหนูฟู่ยังรู้สึกเจ็บที่ใดอยู่หรือไม่? มิสู้เรียกหมอหลวงมาตรวจดูเป็นอย่างไร?”
สีหน้าเมื่อครู่นี้ของนางทำให้หลานอวิ๋นไม่อาจวางใจได้ แม้ยามปกติทั้งสองจะไม่ได้มีการไปมาหาสู่อันใด แต่เรื่องเกี่ยวกับฟู่หย่าเขาเองก็ได้ยินมาไม่น้อย โดยเฉพาะครั้งที่แล้ว เรื่องที่นางช่วยหมอหลวงทุกคนจัดการเรื่ององค์ชายห้าจนได้รับบาดเจ็บ ทำให้เขารู้สึกว่าสตรีเช่นนางน่าทะนุถนอมยิ่งนัก
ฟู่หย่าส่ายศีรษะเบาๆ สายตาของหลานอวิ๋นตกอยู่บนตำราแพทย์ด้านข้าง เข้าใจกระจ่างขึ้นมาโดยพลัน “คุณหนูฟู่ยังตรวจสอบพิษที่องค์ชายห้าได้รับอยู่หรือ?”
ดวงตาของสตรีสว่างวาบ เป็นเช่นนี้จริงๆ นิสัยของนางก็เป็นเช่นนี้เอง เมื่อมีความสงสัยจะต้องคลายให้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นนางรู้ว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับซ่างกวนเมิ่ง หากไม่หาข้อพิสูจน์ออกมา ฟู่หย่ารู้สึกว่าตนไม่อาจวางใจได้ สิ่งที่นางกังวลที่สุดก็คือซ่างกวนเมิ่งจะทำเรื่องที่ส่งผลร้ายต่อองค์ชายใหญ่อันใดออกมาอีก หากไม่มีหลักฐานแน่ชัด เกรงว่าคงไม่ทำอาจทำให้ซ่างกวนเมิ่งเก็บความน่าหวาดกลัวของตนไปได้
“เพียงแค่ว่างจนเบื่อหน่าย จึงหาเรื่องฆ่าเวลาเท่านั้น” นางมองไปยังหลานอวิ๋นอย่างลึกล้ำ ลังเลว่าควรจะบอกเรื่องที่ได้เห็นเมื่อครู่นี้กับเขาหรือไม่ ให้เขาไปกล่าวเตือนองค์ชายใหญ่เสียหน่อย เพียงแต่สิ่งสำคัญก็คือ หากเรื่องนี้แพร่ออกไป เกรงว่าจะนำพาความยุ่งยากมาให้องค์ชายใหญ่ไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นใบหน้าเช่นนั้นของซ่างกวนเมิ่งทำให้ฟู่หย่ายากจะเชื่อยิ่งนัก เรื่องนี้จะมีสิ่งต้องห้ามอันใดอยู่หรือไม่?
เพียงไม่นานก็มีขันทีน้อยสี่คนแบบเกี้ยวออกมาปรากฏตัวเบื้องหน้า ไม่รอให้ฟู่หย่ากล่าวอันใด หลานอวิ๋นก็ยกกองตำราแพทย์แทนนาง “คุณหนูฟู่ ข้าจะไปส่งท่าน”
“ขอบคุณแม่ทัพหลานเจ้าค่ะ”
บุรุษข้างกายแตกต่างจากที่ตนคิดยิ่งนัก นางไม่คิดว่าแม่ทัพหลานที่หยิ่งทนงจะช่วยเหลือผู้คนอย่างเต็มใจเช่นนี้ แต่ก็ถูกแล้ว เขาและองค์ชายใหญ่เป็นคนประเภทเดียวกัน ภายนอกเย็นชาภายในอบอุ่น แข็งแกร่งกว่าราชวงศ์คนอื่นๆ ในพระราชวังมากนัก
“คุณหนูฟู่ รักษาตัวด้วย”
เมื่อเห็นสตรีผู้นั้นขึ้นเกี้ยวอย่างปลอดภัย หลานอวิ๋นจึงส่งตำราในมือไปให้สาวใช้ข้างกาย จากนั้นจึงกำชับว่า “ต่อไปหากเข้าวังแล้วคุณหนูของเจ้ามีความต้องการอันใดก็ไปกราบทูลที่ตำหนักองค์ชายใหญ่ได้ หากข้าอยู่ก็มาหาข้าได้โดยตรง”
นางข้าหลวงชะงักเล็กน้อย จากนั้นจึงได้สติกลับมาโดยเร็ว “เจ้าค่ะ”
ฟู่หย่าคิดไม่ถึงว่าหลานอวิ๋นจะกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา ความหมายของเขาก็คือ องค์ชายใหญ่จะช่วยตนอย่างสุดความสามารถเช่นนั้นหรือ? ในใจพลันเกิดความรู้สึกอบอุ่นไหลผ่าน อารมณ์เคร่งเครียดเมื่อครู่นี้ถูกแทนที่ด้วยความกังวล ไม่ นางต้องตรวจสอบความตื้นลึกหนาบางของเรื่องราวให้ชัดเจนเสียก่อน ซ่างกวนเมิ่งผู้นี้ต้องมีปัญหาเป็นแน่!
จนกระทั่งเกี้ยวค่อยๆ หายไปจากสายตาของหลานอวิ๋น บุรุษจึงค่อยเก็บสายตากลับมาแล้วหมุนตัวเดินจากไป
“คุณหนูเจ้าคะ แม่ทัพหลานละเอียดรอบคอบจริงๆ ก่อนหน้านี้บ่าวยังกลัวเขาแทบแย่”
สาวใช้หันไปมอง ย่อมเห็นเงาร่างของบุรุษที่กำลังยืนรออยู่ ในใจพลันเกิดความรู้สึกดีๆ กับแม่ทัพหลานขึ้นมาจนอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากกล่าวกับคุณหนูของตน
ฟู่หย่าแย้มยิ้มเล็กน้อย ไม่ได้ใคร่ครวญความหมายในคำพูดของสาวใช้ให้ลึกล้ำ ในสมองปรากฏภาพใบหน้าอันน่าหวาดผวาของซ่างกวนเมิ่งขึ้นอีกครั้ง ร่างกายพลันเกิดความรู้สึกเย็นยะเยือก เกรงว่าแม้เวลาจะผ่านไปนาน นางก็คงมิอาจลืมภาพน่ากลัวนี้ได้
…
ในตำหนักของหวงฝู่อี้ ใต้หอสูง ขันทีน้อยที่ถูกทำให้ตกใจจนสลบค่อยๆ สะดุ้งตื่น เขามองไปรอบด้านอย่างระวาดระแวง ผีเล่า? คล้ายกับว่าเขาเห็นผีสตรีที่น่าหวาดกลัวอย่างยิ่งผู้หนึ่ง…
“องค์ชาย? องค์ชาย?!” ขันทีน้อยพลันคิดขึ้นมาได้ รีบวิ่งล้มลุกคลุกคลานขึ้นไปบนหอสูง คิดไม่ถึงว่าสิ่งที่ตกลงสู่ม่านสายตากลับเป็นใบหน้าเขียวม่วงของหวงฝู่อี้
“องค์ชาย พระองค์เป็นอะไรไป?! ทรงตื่นเถิดองค์ชาย!” เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้ เหตุใดองค์ชายจึงหมดสติไปได้เล่า? คุณหนูฝันเล่า? บนพื้นระเกะระกะเช่นนี้ ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ไม่นาน หมอหลวงผู้หนึ่งก็ถูกประคองมานั่งลงข้างเตียง ขมวดคิ้วจับชีพจรให้หวงฝู่อี้
“อี้เอ๋อร์?” อวี้กุ้ยเฟยได้ยินข่าวนี้จึงรีบกลับมาจากด้านนอก มองเพียงปราดเดียวก็พบบุรุษที่นอนอยู่บนเตียงด้วยสีหน้าย่ำแย่หาใดเปรียบ เบื้องหน้าพลันมืดลง
“เหนียงเหนียงโปรดระวัง!” ขันทีน้อยข้างกายรีบเดินเข้าไปประคองนาง คิดไม่ถึงว่าจะเกิดเสียงเพี้ยะดังขึ้น อวี้กุ้ยเฟยตบลงบนแก้มของเขาอย่างรุนแรงครั้งหนึ่ง “บ่าวสุนัข! เจ้าดูแลองค์ชายสี่เช่นไร? เหตุใดจู่ๆ องค์ชายจึงหมดสติไปได้?”
ขันทีน้อยตกใจ รีบคุกเข่าโขกหัว “บ่าวสมควรตาย! บ่าวสมควรตาย!”
“ยังไม่รีบพูดมาอีก!”
พูด? พูดอะไร? เขาจะพูดได้หรือว่าระหว่างองค์ชายกับคุณหนูซ่างกวนมีการไปมาหาสู่สนิทสนม ทั้งยังให้เขาพาเหล่าข้าราชบริพารทั้งหมดถอยออกไป ต้องการใกล้ชิดกันสองคน? คำพูดเช่นนี้หากแพร่ออกไป ชีวิตน้อยๆ ของตนคงรักษาไว้ไม่ได้แล้ว! “บ่าว…บ่าว…”
ตอนนี้เอง หมอหลวงข้างเตียงพลันลุกขึ้นยืน อวี้กุ้ยเฟยเดินเข้าไปโดยไม่สนใจขันทีที่กำลังโขกหัวขอชีวิต “อี้เอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง? เหตุใดจึงหมดสติไปเล่า?”
สีหน้าของหมอหลวงเจือไปด้วยความสับสน เขาขมวดคิ้ว “เหนียงเหนียง กระหม่อมไม่เคยเห็นชีพจรแปลกประหลาดเช่นนี้มาก่อน เกรงว่าด้วยความสามารถของกระหม่อมเพียงผู้เดียวจะมิอาจตรวจหาสาเหตุของอาการได้!”
“นี่…นี่หมายความว่าอย่างไร? อี้เอ๋อร์สุขภาพดีมาตลอด…”
“การวินิจฉัยเบื้องต้นของกระหม่อมก็คือ คล้ายกับถูกพิษ แต่อาการประชวรบนพระวรกายขององค์ชายยังมีส่วนที่น่าสงสัยอยู่หลายส่วน ดังนั้นกระหม่อมจึงไม่กล้าตัดสินใจพ่ะย่ะค่ะ”
อวี้กุ้ยเฟยดวงใจหดเกร็ง จากนั้นจึงจ้องไปยังขันทีน้อยที่อยู่บนพื้นอย่างดุดัน “ยังไม่รีบไสหัวไปอีก เรียกหมอหลวงทั้งหมดมาเสีย!”
“พะ พ่ะย่ะค่ะ บ่าวน้อมรับพระบัญชา!”
ตอนนี้เอง สายตาของหมอหลวงหยุดอยู่บนหลังมือของหวงฝู่อี้ เมื่อครู่เขายังไม่พบ เหตุใดตอนนี้ถึงกับมีรอยแผลที่แปลกประหลาดเช่นนี้ได้ เขารีบม้วนแขนเสื้อขึ้น ยกมือขึ้นมาตรวจสอบอย่างละเอียด “นี่มัน…”
ประเดี๋ยวก่อน เหตุใดกระทั่งบริเวณลำคอก็มี?!
ในใจของหมอหลวงรู้สึกแปลกใจ รีบดึงผ้าห่มออก ตรวจสอบร่างกายของหวงฝู่อี้อย่างละเอียด
“แปลก! แปลกยิ่งนัก! เหนียงเหนียงทรงทอดพระเนตรเถิด…”
อวี้กุ้ยเฟยรีบเดินเข้าไป พบว่าภายใต้อาภรณ์ที่ถูกแหวกออก บริเวณอกแกร่งถึงกับปรากฏรอยสีเขียวม่วงอยู่หลายแห่ง ราวกับรอยแผลที่เน่าเปื่อยมานาน ยิ่งไปกว่านั้นยังมีกลิ่นย่ำแย่โชยออกมาเล็กน้อย
สตรีสูงศักดิ์รีบใช้ผ้าเช็ดหน้าอุดจมูกของตนไว้ “นี่มันอะไรกัน? เหตุใดร่างกายของอี้เอ๋อร์จึงมีรอยแผลมากมายเพียงนี้?”
หมอหลวงส่ายศีรษะ แต่ไหนแต่ไรเขาไม่เคยพบพิษที่ทำให้เน่าเปื่ยไปทั้งร่างเช่นนี้มาก่อน สายตาเลื่อนไปช้าๆ เขาพบว่ายิ่งเป็นส่วนล่างของร่างกาย รอยแผลเหล่านี้ยิ่งหนาแน่น
“เหนียงเหนียงโปรดหลบออกไปด้วยพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมต้องตรวจสอบพระวรกายทั้งหมดขององค์ชาย”
“ได้ๆๆ หมอหลวง อี้เอ๋อร์ก็ลำบากเจ้าแล้ว ต้องรักษาเขาให้ได้!” อวี้กุ้ยเฟยถอยออกไป เพียงไม่นานก็มีหมอหลวงหลายคนตามมาถึง ทุกคนล้อมอยู่หน้าเตียง มองไปยังร่างกายที่มีบาดแผลทั่วทั้งร่าง ไม่อยากเชื่อสายตาตนเองโดยสิ้นเชิง
ขันทีน้อยที่เฝ้าอยู่ด้านข้างมาโดยตลอดมีความกังวลเต็มใบหน้า สายตาของเขาหยุดอยู่บริเวณส่วนล่างของหวงฝู่อี้ จากนั้นเขาทนมองไม่ไหวจนต้องเบนสายตาออกไป ความรู้สึกเช่นนี้ทำให้ผู้คนขนลุกยิ่งนัก เขาอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงซ่างกวนเมิ่ง หรือเป็นเพราะองค์ชายสนิทสนมกับคุณหนูซ่างกวนจึงเกิดประชวรแปลกประหลาดเช่นนี้?
“โธ่…” เสียงทอดถอนใจแต่ละเสียงดังแว่วมา หมอหลวงหลายท่านสบตากัน “ทุกท่าน พวกท่านคิดว่าจะใช่…”
“กามโรค?” ขันทีน้อยอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเสียงเบา หมอหลวงหลายคนพลันมองมาที่เขา อีกฝ่ายรีบก้มหน้า ลงแย่แล้ว ตนปากมากอีกแล้ว!