หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 636 เจตนาสังหารพลุ่งพล่าน
เล่มที่ 22 ตอนที่ 636 เจตนาสังหารพลุ่งพล่าน
“ละลายหรือ? ความหมายของเจ้าก็คือใบหน้าถูกทำลายหรือ?” หมอหลวงฟู่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ฟู่หย่ารีบใคร่ครวญในใจว่าควรจะอธิบายกับบิดาของตนเช่นไร
“ลูกมีสหายผู้หนึ่ง จู่ๆ วันหนึ่งผิวหนังบนใบหน้าของนางก็หลุดลอกออกมา ทั้งยังมีเลือดไหลไม่หยุด ดูแล้วคล้ายกับละลายก็มิปาน” เมื่อคิดถึงใบหน้าเช่นนั้น สีหน้าของฟู่หย่ายิ่งดูไม่ได้
หมอหลวงฟู่พลันเบิกตากว้าง “ถึงกับมีเรื่องเช่นนี้เชียวหรือ? หากมิได้เกิดจากแรงภายนอก ใบหน้าของมนุษย์จะหลุดลอกออกมาง่ายเพียงนั้นได้อย่างไร? สหายของเจ้าผู้นี้อาจจะถูกพิษกระมัง? ตอนนี้ใบหน้าฟื้นคืนสู่สภาพเดิมแล้วหรือไม่?”
สายตาฟู่หย่าพลันเปล่งประกาย จะอย่างไรหมอหลวงฟู่ก็มิอาจเข้าใจบุตรีของตนผู้นี้ “ทำไม สถานการณ์ไม่ดีมากหรือ?”
“ตั้งแต่วันนั้น…ลูกก็มิได้พบนางอีก แต่ในใจมิอาจปล่อยวางได้ จึงคิดมาถามท่านพ่อเสียหน่อย”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ สีหน้าของหมอหลวงฟู่เคร่งเครียดอยู่บ้าง “หย่าเอ๋อร์ หากถูกพิษจริงๆ เช่นนั้นสหายของเจ้าผู้นี้คงไปเกี่ยวพันกับความยุ่งยากอย่างลึกล้ำเสียแล้ว พ่อหวังว่าเจ้าจะไม่ฝืนนำตนเองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย หากเจ้าคิดจะช่วยนางจริงๆ ในสำนักหมอหลวงมีตำราบันทึกพิษเล่มหนึ่งที่พ่อคัดลอกเองกับมือ พรุ่งนี้พ่อจะเข้าวังไปตรวจรักษาให้องค์ชายสี่ เจ้าไปกับพ่อได้ แต่เจ้ายืมอ่านได้เพียงสามวันก็ต้องนำกลับไปคืน จำไว้!”
เขารู้ดีว่าบุตรีของตนรู้จักแยกแยะมาโดยตลอด ทว่ายังต้องกล่าวเตือนสักประโยค แม้จะกังวล แต่เขาเข้าใจดีว่าเรื่องที่ฟู่หย่าตัดสินใจแล้วมิอาจเปลี่ยนแปลงได้โดยง่าย “หากมีความลำบากอันใด จำไว้ว่าต้องมาบอกพ่อ”
ตำราบันทึกพิษ? “เจ้าค่ะ ท่านพ่อ อาการประชวรขององค์ชายสี่…มิใช่ว่ามีหมอหลวงหลายท่านรับผิดชอบอยู่หรือ?” เมื่อกล่าวถึงองค์ชายสี่ ในใจของฟู่หย่าพลันเกิดความรังเกียจอย่างบรรยายไม่ถูก
แม้เรื่องราวจะยังไม่ตัดสินชี้ขาด ทว่าคนในพระราชวังล้วนรู้กันอย่างลับๆ ว่าซ่างกวนเมิ่งคือพระชายาองค์ชายใหญ่ในอนาคต ทว่าเขายังทำเรื่องไร้ศีลธรรมเช่นนี้ออกมาได้ ฟู่หย่าไม่รู้สึกเห็นใจเรื่องที่องค์ชายสี่ได้พบแม้แต่น้อย นี่จะต้องเป็นการลงโทษที่สวรรค์ประทานให้เขาเป็นแน่ ย้อนคิดไปถึงก่อนหน้านี้ที่เขานัดตนไปบนหอสูงอีกครั้ง ฟู่หย่ายิ่งรู้สึกราวกับมีตาข่ายแห่งความรังเกียจกักขังนางไว้ ผู้ใดจะทราบว่ายามนั้นในใจขององค์ชายสี่จะมีความคิดสกปรกโสมมเช่นไร แม้นางจะไม่เข้าใจว่าเหตุใดภายหลังจึงกลายเป็นซ่างกวนเมิ่งไปได้ก็ตาม
รอให้นางตรวจสอบความร้ายกาจของเรื่องนี้ให้กระจ่างชัดเสียก่อน จะต้องกล่าวเตือนองค์ชายใหญ่เป็นแน่ ในดวงตาของสตรีลุกโชนไปด้วยประกายแน่วแน่ไร้ซึ่งความหวาดกลัว
วันต่อมา
“อ๊าก!” เสียงกรีดร้องดังแว่วมาจากห้องของหวงฝู่อี้ นางข้าหลวงที่ได้รับคำสั่งจากหมอหลวงให้เช็ดตัวหวงฝู่อี้ตกใจจนวิ่งออกไป
“เกิดอะไรขึ้น?”
“พะ พระพักตร์ขององค์ชาย…” น้ำตาของนางข้าหลวงไหลออกมาไม่หยุด นางไม่กล้าคิดถึงภาพที่ตนได้เห็นเมื่อครู่นี้ ต่อให้เป็นเพียงการบรรยายก็ทำให้นางรู้สึกมวนท้องแล้ว
ขันทีใจกล้าหลายคนรีบวิ่งเข้าไปในห้องบรรทมขององค์ชาย ไหนเลยจะรู้ว่าเพียงไม่นานพวกเขาล้วนถอยออกมาด้วยสีหน้าขาวซีดหอบหายใจรุนแรง “หะ เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้? ระ รีบไปตามหมอหลวงเร็วเข้า!”
ยามนี้เกี้ยวของหมอหลวงฟู่หยุดอยู่นอกตำหนักขององค์ชายสี่ เมื่อเขาก้าวลงพื้นพลันเห็นข้าราชบริพารหลายคนวิ่งออกมาจากด้านในด้วยท่าทีกระวนกระวาย ยามที่เห็นเขาก็รีบเดินเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน “หมอหลวงฟู่ มาได้จังหวะพอดี เร็วเถิด องค์ชายแย่แล้ว!”
พบว่าภายในตำหนักประทับฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้น ในยามที่หมอหลวงฟู่เดินเข้ามา มองเพียงปราดเดียวก็พบบุรุษบนเตียงที่ใบหน้าเต็มไปด้วยเลือด ทั้งยังมีข้อมือที่ถูกเผยสู่อากาศ ผิวหนังทั้งร่างราวกับละลายก็มิปาน หลุดลอกออกมาทีละชิ้น คละเขาไปด้วยเลือดและเนื้อสีแดงสด!
ในใจหมอหลวงฟู่พลันเกิดเสียงดังสนั่น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาพบเหตุการณ์เช่นนี้ เพียงแต่ในสมองกลับมีคำพูดของฟู่หย่าเมื่อคืนนี้แล่นขึ้นมา หรือว่า…บุตรีของตนจะรู้อะไรบางอย่าง?
ไม่รอให้เขามีปฏิกิริยากลับมา บุรุษบนเตียงพลันลืมตาแล้วลุกขึ้นนั่ง ชักกระตุกไปทั้งร่าง “อ๊าก!” เสียงกรีดร้องอันน่าหวาดกลัวเสียดแทงเส้นประสาทของทุกคน หวงฝู่อี้เกิดคลั่งขึ้นมาแล้ว “เร็ว รีบกดองค์ชายไว้ อย่าปล่อยให้องค์ชายทำร้ายพระองค์เอง!”
เสียงของหมอหลวงฟู่เตือนสติทุกคนที่กำลังอยู่ในความตกใจ ขันทีหลายคนลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเดินเข้าไปใช้แรงกดแขนขาของหวงฝู่อี้เอาไว้ ไม่นานบนร่างของเขาก็อาบยอมไปด้วยเลือดสดๆ
ผ้าห่มเปียกชุ่มไปด้วยเลือดนานแล้ว ข้าราชบริพารทั้งหลายรู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่โถมเข้าสู่จมูก พวกเขาอดกลั้นความรู้สึกมวนท้อง พยายามพันธนาการหวงฝู่อี้ที่กำลังดิ้นเอาไว้ หมอหลวงหลายท่านได้ยินเรื่องราวก็รีบตามมา เมื่อทุกคนได้เห็นเหตุการณ์เช่นนี้ล้วนสั่นสะท้านจนกล่าวคำใดไม่ออก
…
“คุณหนูเมิ่ง ทางตำหนักองค์ชายสี่เชิญหมอหลวงฟู่ไปแล้วเจ้าค่ะ” สาวใช้ข้างกายรายงาน ดวงตาซ่างกวนเมิ่งเปล่งประกาย กระทั่งหมอหลวงฟู่แก่หง่อมก็เชิญมาแล้ว ท่าทางอาการของหวงฝู่อี้คงไม่ดีนัก
นางก้มหน้าลงมองนิ้วทั้งห้าอันเรียวยาวขาวนวลของตน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโหดเหี้ยม จะไปเยี่ยมเสียหน่อยดีหรือไม่? หากมีโอกาสก็ทำให้หวงฝู่อี้หลุดพ้นจากความทรมานที่ไม่มีผู้ใดรับไหวเสีย เพียงแต่ซ่างกวนเมิ่งคิดว่าปล่อยให้เขารับความลำบากเฉกเช่นที่ตนเคยได้รับไปอีกสักหลายวันก็ไม่เลวนัก เพียงแต่นางกังวล หมอหลวงฟู่มีประสบการณ์ลึกล้ำ วิชาแพทย์ของเขาก็ล้ำเลิศยิ่งนัก จะตรวจพบอันใดหรือไม่?
แม้คนนอกตระกูลอู่จะมิอาจได้สัมผัสวิชาต้องห้าม แต่หมอหลวงฟู่มีความรู้ลึกซึ้ง มิอาจกำจัดความเป็นไปได้ที่ว่าเขาอาจเข้าใจเรื่องเช่นนี้แล้ว ถึงตอนนั้นหากตรวจสอบพบอะไรขึ้นมา ตนคงพบความลำบากไม่น้อย
คิดถึงตรงนี้ซ่างกวนเมิ่งก็ยืนขึ้น พาสาวใช้ผู้นั้นเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักขององค์ชายสี่
ยามนี้หมอหลวงหลายท่านกำลังร่วมแรงกันอุดบาดแผลของหวงฝู่อี้ที่มีเลือดซึมออกมาไม่หยุด บนใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยเหงื่อ บุรุษผู้นั้นค่อยๆ หลับไหล เสียสติรับรู้ไปอีกครั้ง
สีหน้าของหมอหลวงทุกท่านย่ำแย่ยิ่งนัก “อาการประชวรเช่นนี้เกินขอบเขตของกามโรคไปแล้ว…”
“เหตุใดข้ารู้สึกราวกับองค์ชายถูกพิษเล่า?”
หมอหลวงหลายท่านสบตากัน จากนั้นดวงตาของทุกคนพลันหยุดอยู่บนร่างหมอหลวงฟู่ “ใต้เท้าฟู่ พบความผิดปกติอันใดหรือไม่ขอรับ?”
หมอหลวงฟู่รู้สึกราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่ในใจ “อาการเช่นนี้หายากยิ่งนัก ข้าต้องกลับไปพลิกตำราเสียหน่อย ถึงตอนนั้นค่อยหารือกับใต้เท้าทุกท่านอีกครั้ง”
“ทางด้านกุ้ยเฟย…” ด้วยสภาพเช่นนี้ขององค์ชายสี่ เกรงว่าคงมิอาจปิดบังได้
“ทางด้านกุ้ยเฟยและองค์จักรพรรดิ ข้าจะกราบทูลตามความจริง”
หมอหลวงทั้งหลายทอดถอนใจ เช่นนี้ก็ดี หมอหลวงฟู่มีคุณธรรมสูงส่ง เชื่อว่ากุ้ยเฟยคงไม่ทำให้เขาลำบากใจ ทุกคนหันไปมองบนเตียง รู้สึกกดดันยิ่งนัก
“ใต้เท้าทั้งหลายอยู่ที่นี่คอยสังเกตอาการขององค์ชายไปพลางๆ ก่อน ข้าจะกลับไปยังสำนักหมอหลวง หาตำราสักหลายเล่ม”
“ขอรับ ใต้เท้าฟู่โปรดวางใจ ที่นี่ก็มอบให้พวกเราชั่วคราวเถิด”
ชายชราผมขาวพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงถอยออกไปท่ามกลางสายตาทุกคน
ภายในสวนบุปผา เงาร่างงดงามร่างหนึ่งเดินไปเดินมาอยู่บนระเบียงทางเดินเนิ่นนาน มองไปยังประตูตำหนักที่อยู่ไกลออกไป อารมณ์หงุดหงิดของซ่างกวนเมิ่งค่อยๆ สงบลง ดูแล้วคนในตำหนักยังไม่มีผู้ใดทราบเรื่องของตนกับหวงฝู่อี้ มิเช่นนั้นคงไม่สงบนิ่งเพียงนี้ ส่วนขันทีน้อยผู้นั้น จนกระทั่งตอนนี้ยังคงไม่มีความกล้าพูดอะไรออกมา อีกอย่าง ต่อให้พวกเขาสงสัยก็ไม่มีข้อพิสูจน์อันใด
ส่วนฟู่หย่า ซ่างกวนเมิ่งกังวลเรื่องคนผู้นี้ยิ่งกว่า
เงาร่างของชายชราค่อยๆ ปรากฏขึ้นเบื้องหน้าซ่างกวนเมิ่ง เมื่อเห็นหมอหลวงฟู่ขมวดคิ้วแน่น นางพลันสูดหายใจลึก จากนั้นจึงเดินเข้าไป
“หมอหลวงฟู่ เหตุใดวันนี้จึงเข้าวังได้เจ้าคะ?”
เสียงที่ดังแว่วมาจากเบื้องหน้าทำให้หมอหลวงฟู่ที่กำลังอยู่ในความครุ่นคิดได้สติกลับมา ซ่างกวนเมิ่งสังเกตท่าทีของเขา พบว่ายามที่เขามองตนไม่มีความผิดปกติอันใด พลันนั้นจึงยิ่งมั่นใจว่าฟู่หย่ามิได้กล่าวอะไรกับเขา
“คุณหนูเมิ่ง ข้าได้รับพระบัญชาให้เข้าวัง ตอนนี้กำลังจะกลับไปที่สำนักหมอหลวง”
น้ำเสียงของชายชราเจือไปด้วยความระมัดระวัง ย่อมมิอาจปล่อยให้เรื่องที่ตนรักษาหวงฝู่อี้แพร่ออกไปได้
“เป็นเช่นนี้นี่เอง หลายวันก่อนพบคุณหนูฟู่ คล้ายกับนางมีเรื่องในใจ เมิ่งเอ๋อร์เป็นห่วงยิ่งนัก” ซ่างกวนเมิ่งกล่าวลองเชิง ราวกับต้องการเห็นอะไรบางอย่างจากหมอหลวงฟู่
หมอหลวงฟู่ชะงักไปเล็กน้อย บุตรีของตนมีความสัมพันธ์กับนางตั้งแต่เมื่อใดกัน? ไม่เคยได้ยินนางกล่าวถึงมาก่อน…
“ยามนี้บุตรีของข้าอยู่ในวัง คุณหนูเมิ่งโปรดวางใจ บุตรีของข้าไม่เป็นไร”
อยู่ในวัง?! ในใจของซ่างกวนเมิ่งส่งเสียงดังสนั่น รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างไปหลายส่วน “คุณหนูฟู่ไปที่ใดหรือเจ้าคะ? เมิ่งเอ๋อร์มีของบางอย่างต้องการมอบให้นางกับมือ”
“เชื่อว่ายามนี้บุตรีของข้าคงอยู่ที่สำนักหมอหลวง มิสู้ให้ข้าไปเรียกนางมา…”
“ไม่ๆๆ ไม่จำเป็นต้องลำบาก ข้าคิดจะไปเดินเล่นในสวนบุปผาพอดี ไม่เสียเวลาหมอหลวงฟู่แล้ว ลาก่อนเจ้าค่ะ” หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ ซ่างกวนเมิ่งพลันหมุนตัวเดินหายไปจากสายตาหมอหลวงฟู่โดยไม่หันกลับมามอง ทิ้งไว้เพียงท่าทีสงสัยเต็มใบหน้าของอีกฝ่าย
ฟู่หย่าในยามนี้เพิ่งจะเดินออกมาจากสำนักหมอหลวง ในมือของนางถือตำราบันทึกพิษเล่มนั้นไว้ สายตาปรายมองไปยังทิศทางหนึ่งเป็นระยะ ไม่ทราบว่าท่านพ่อตรวจวินิจฉัยได้ความเช่นไรบ้าง?
“คุณหนูฟู่”
ยามนี้ เสียงอันคุ้นเคยดังแว่วขึ้นจากเบื้องหลัง ฟู่หย่าร่างกายแข็งค้าง ซ่างกวนเมิ่งรีบเดินเข้ามาราวกับกลัวว่านางจะหนีก็มิปาน เมื่อได้ยินเสียงของนาง ฟู่หย่าอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงภาพเหตุการณ์เมื่อวันนั้น ราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบหันไปมอง เบื้องหน้ากลับเป็นใบหน้างดงามไร้ข้อตำหนิ
หากมิได้เห็นกับตา ทั้งกลิ่นคาวเลือดยังเข้มข้นเกินไป ฟู่หย่าคงคิดว่าเป็นตนมองพลาดไปเอง
“ในมือของคุณหนูคืออะไรหรือ?” ดวงตาของซ่างกวนเมิ่งมีประกายพาดผ่าน ฟู่หย่ารีบแสร้งทำเป็นส่งหนังสือให้สาวใช้ข้างกายราวไม่มีอะไร จงใจกล่าวอย่างสงบนิ่ง “เพียงแค่ตำราแพทย์ธรรมดาจำนวนหนึ่ง”
“อ้อ? ตำราแพทย์? ก่อนหน้านี้หลายวันมิใช่เพิ่งมาหยิบตำราแพทย์ไปหรือ?” ในน้ำเสียงของซ่างกวนเมิ่งเจือไปด้วยความอันตรายหลายส่วน ฟู่หย่าดวงตาเปล่งประกาย ตนไม่อยากกล่าวถึงเรื่องเมื่อวันนั้นต่อหน้าอีกฝ่าย เหตุใดนางจึง…ยามนี้ในใจของฟู่หย่ายิ่งรู้สึกมั่นใจ สภาพของซ่างกวนเมิ่งในวันนั้นจะต้องเกี่ยวข้องกับอาการขององค์ชายสี่ในวันนี้เป็นแน่!
สตรีชะงักไปเล็กน้อย “ตำราแพทย์หลายเล่มนั้นอ่านจบแล้ว ดังนั้นวันนี้จึงนำกลับมาคืน” นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าดวงตาอันคมกริบของซ่างกวนเมิ่งกำลังทิ่มแทงมาบนใบหน้าของนาง มือที่อยู่ในแขนเสื้ออดไม่ได้ที่จะกำแน่น เงยหน้าขึ้นสบตากับอีกฝ่ายอย่างสงบนิ่งราวกับไม่มีเรื่องอะไร
ดวงตาของซ่างกวนเมิ่งในยามนี้คือใบหน้างดงาม แต่กลับน่าหวาดกลัวยิ่งกว่าปีศาจเสียอีก แม้บนใบหน้าของอีกฝ่ายจะเจือไปด้วยรอยยิ้ม แต่กลับเห็นสายตาลึกล้ำราวคมมีดของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
“พอดีเลย เมิ่งเอ๋อร์มีปัญหาเรื่องวิชาแพทย์ต้องการถกกับคุณหนูฟู่ คุณหนูฟู่จะยอมเสียเวลาเดินไปสวนบุปผาหลวงกับเมิ่งเอ๋อร์เสียหน่อยได้หรือไม่?”
นางเลิกคิ้วขึ้น ทว่าน้ำเสียงกลับไม่ยินยอมให้อีกฝ่ายปฏิเสธแม้แต่น้อย
ยามนี้ หลังภูเขาจำลองบริเวณไม่ไกลมีเงาร่างหนึ่งเปล่งประกาย ดึงดูดความสนใจของฟู่หย่า มีคนอยู่ในที่ลับหรือ? หรือว่า…เป็นคนที่ซ่างกวนเมิ่งเตรียมมา? อีกฝ่ายคิดจะทำอะไรกันแน่?