หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 637 ฟู่หย่าถูกพิษ
เล่มที่ 22 ตอนที่ 637 ฟู่หย่าถูกพิษ
ซ่างกวนเมิ่งย่อมไม่พลาดความตื่นตระหนกในดวงตาฟู่หย่า บนใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้มบางเบา “คุณหนูฟู่ไม่จำเป็นต้องหวาดกลัว ที่นี่คือพระราชวัง เมิ่งเอ๋อร์จะทำสิ่งใดได้เล่า?”
น้ำเสียงของนางคละเคล้าไปด้วยความยั่วยุอันเข้มข้น “เมิ่งเอ๋อร์เพียงต้องการถกปัญหาบางอย่างกับคุณหนูฟู่ เชื่อว่าคุณหนูฟู่คงไม่หักหน้ากันกระมัง?”
ยามนี้เอง ได้ยินเสียงอู้อี้ดังขึ้น สาวใช้ที่อยู่ด้านหลังฟู่หย่ามาโดยตลอดรู้สึกเจ็บแปลบที่ลำคอ ไม่ทราบว่ามีบุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้หนึ่งปรากฏตัวข้างกายนางเมื่อใด ฟันฝ่ามือไปที่หลังคอสาวใช้ผู้นั้นจนสลบ ฟู่หย่าพลันหน้าเปลี่ยนสี ส่วนซ่างกวนเมิ่งกลับแย้มยิ้มพลางยื่นมือออกไปดึงข้อมือของนาง
“แต่ไหนแต่ไรเมิ่งเอ๋อร์ไม่ชอบให้มีผู้อื่นอยู่ด้วยยามสนทนา วางใจเถิด ขอเพียงคุณหนูฟู่ไปที่สวนบุปผากับเมิ่งเอ๋อร์ ไม่นานก็จะได้เห็นสาวใช้กลับไปอย่างมีชีวิต”
“…” ต่ำทรามยิ่งนัก! เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ฟู่หย่ารู้ว่าต่อให้ตนต่อต้านก็ไม่มีประโยชน์ ยิ่งไปกว่านั้น ซ่างกวนเมิ่งกล่าวได้ถูกต้อง ที่นี่คือพระราชวัง นางจะทำอะไรกับตนภายใต้การจับจ้องของทุกคนได้เล่า? นางมองไปยังสาวใช้ที่ถูกชายชุดดำพาตัวออกไปด้วยความกังวลครู่หนึ่ง จากนั้นจึงสูดหายใจลึก เดินตามซ่างกวนเมิ่งไปยังทิศทางของสวนบุปผาแห่งหนึ่ง
ภายในสวนบุปผาที่ไร้ซึ่งผู้คน ในศาลาจัดเตรียมขนมอันปราณีตไว้หลายจาน นางข้าหลวงผู้หนึ่งยืนอยู่มุมหนึ่ง ถือกาน้ำชาอยู่ในมือ เพียงแต่ท่าทีของนางทำให้ฟู่หย่าอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ความรู้สึกอันแปลกประหลาดแผ่ออกมาจากส่วนลึกของจิตใจ ไม่ทราบว่าในสมองคิดไปถึงซากศพเดินได้ตั้งแต่เมื่อใด
“คุณหนูฟู่ เชิญนั่ง”
ซ่างกวนเมิ่งยกมือขึ้นชี้ไป จากนั้นจึงมองไปยังนางข้าหลวงที่ยืนเงียบอยู่ด้านข้าง “รินชา”
นางข้าหลวงก้าวออกมาด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ รินชาด้วยท่าทีแข็งค้าง จากนั้นจึงถอยกลับไปอยู่ที่มุมเดิม
“เชื่อว่าคุณหนูฟู่คงไม่เคยมาที่นี่กระมัง? นี่คือตำหนักที่ฮองเฮาทรงจัดเตรียมไว้ให้เมิ่งเอ๋อร์โดยเฉพาะ เพื่อให้เมิ่งเอ๋อร์เข้าออกวังหลังได้อย่างอิสระ” ในน้ำเสียงของซ่างกวนเมิ่งมีความภาคภูมิใจที่ไม่อาจปกปิด ฟู่หย่ารู้สึกไม่สบายไปทั้งร่าง ตำหนักแห่งนี้ดูผิวเผินงดงาม สวนบุปผาก็ล้ำเลิศ แต่กลับให้ความรู้สึกเหน็บหนาวอึมครึมยิ่งนัก ราวกับ…ไร้ซึ่งชีวิตก็มิปาน เฉกเช่นนางข้าหลวงที่ดูราวกับหุ่นกระบอกผู้นี้
“ขนมเหล่านี้ ไม่ทราบว่าถูกปากคุณหนูฟู่หรือไม่” ซ่างกวนเมิ่งแย้มยิ้ม ผลักขนมจานหนึ่งไปเบื้องหน้าฟู่หย่า
“ขอบคุณคุณหนูเมิ่ง เพียงแต่อาการบาดเจ็บของข้ายังไม่หายดี มิอาจทานขนมหวานได้”
ซ่างกวนเมิ่งเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ เป็นเมิ่งเอ๋อร์มิได้ใคร่ครวญให้รอบคอบแล้ว เช่นนั้นชาเล่า ชาเป็นสิ่งที่ดื่มได้บ่อยๆ กระมัง?” นางรู้ว่าฟู่หย่ามีความระแวดระวังตนเอง เช่นนั้นแล้วอย่างไรเล่า ในเมื่อส่งมาถึงประตูแล้วก็ไม่มีเหตุผลที่จะพ่ายแพ้
ฟู่หย่ามองไปยังน้ำใสไร้ซึ่งสีสันในถ้วยชา เนิ่นนานผ่านไปยังคงไม่มีการเคลื่อนไหว
“ทำไม คุณหนูฟู่กังวล กลัวว่าเมิ่งเอ๋อร์จะวางยาพิษในนั้นหรือ?” เพิ่งจะกล่าวจบ ซ่างกวนเมิ่งก็ยื่นมือไปหยิบถ้วยชาเบื้องหน้าตนขึ้นดื่ม จากนั้นจึงแย้มยิ้มบางเบา รินชาอีกถ้วยหนึ่งส่งไปเบื้องหน้าซ่างกวนเมิ่ง เป็นการบอกนางกลายๆ ว่าตนดื่มหมดแล้ว ราวกับต้องการพิสูจน์ว่าชานี้ไม่มีลูกไม้อันใด
ในศาลาพลันเงียบลง ฟู่หย่ารู้ว่าซ่างกวนเมิ่งกำลังรอให้ตนเคลื่อนไหว มองไปยังน้ำชาในถ้วยอีกครั้ง ลังเลครู่หนึ่งแล้วจึงหยิบขึ้นมาจรดอยู่บริเวณจมูกพลางสูดดมเบาๆ ไร้สีไร้กลิ่น แต่มิได้หมายความว่าไม่มีพิษ
สตรีฝั่งตรงข้ามพลันยืนขึ้นแล้วหมุนตัวไป ราวกับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยว่าตนจะดื่มหรือไม่ ฟู่หย่าปลายตามองไปยังนางข้าหลวงที่ยืนเงียบอยู่ที่มุม รีบเทน้ำชาในมือของตนลงบนอาภรณ์ ไม่หลงเหลือร่องรอยอันใดไว้อีก
หางตาของซ่างกวนเมิ่งปลายมองไป เก็บทุกสิ่งทุกอย่างนี้ไว้ในสายตา มุมปากของปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยัน จากนั้นจึงมองไปยังดอกไม้ที่บานสะพรั่งกระถางหนึ่งเบื้องหน้า “ช่วงนี้เมิ่งเอ๋อร์รู้สึกร่างกายไม่สบาย เรียกหมอหลวงหลายคนมาตรวจแล้วก็มิอาจรักษาให้เมิ่งเอ๋อร์ได้ ครั้งนี้เชิญมาโดยมิได้นัดหมาย ไม่ทราบว่าคุณหนูฟู่จะจับชีพจร ตรวจรักษาให้เมิ่งเอ๋อร์ได้หรือไม่?
จับชีพจรตรวจรักษา? หัวใจของฟู่หย่าสั่นไหว คิดไปถึงคำพูดของบิดาตนโดยพลัน หรือซ่างกวนเมิ่งจะถูกพิษจริงๆ ต้องการให้ตนแก้พิษให้? ไม่ หากเป็นเช่นนี้จริงๆ นางควรหาบุคคลผู้มีความสามารถที่เชื่อถือได้โดยตรงถึงจะถูก ไม่ว่าอีกฝ่ายจะมีจุดประสงค์อันใด ฟู่หย่าก็คิดจะลองดูเสียหน่อย
“คุณหนูเมิ่งไม่จำเป็นต้องเกรงใจ เพียงแต่ข้ามีความรู้ต่ำต้อย อาจช่วยได้ไม่มากนัก”
“คุณหนูฟู่ถ่อมตัวแล้ว ก่อนหน้านี้ หมอหลวงทุกท่านล้วนไม่ทราบว่าองค์ชายห้าถูกพิษใด แต่คุณหนูฟู่มองปราดเดียวก็มองออก เห็นได้ว่าวิชาแพทย์ของคุณหนูฟู่เหนือกว่าหมอหลวงหลายท่านนัก ไม่ว่าพิษใด เมื่ออยู่ในสายตาของคุณหนูฟู่ ล้วนมิอาจปกปิด” ซ่างกวนเมิ่งกล่าวพลางยื่นมือออกไป เผยข้อมือเรียวบางขาวนวลของตน
ฟู่หย่ามองอีกฝ่ายเล็กน้อย จากนั้นจึงยื่นมือไป วางลงบนชีพจรของนาง
ชีพจรปกติ ไม่มีความแปลกประหลาดแม้แต่น้อย เพียงแต่ผิวหนังเย็นยะเยือกจนทำให้ผู้คนแปลกใจ ราวกับนางไม่ใช่คนที่มีชีวิตอยู่ก็มิปาน ฟู่หย่าขมวดคิ้วเล็กน้อย ถึงกับ…มิได้ถูกพิษเชียวหรือ? แต่เรื่องในวันนั้นจะอธิบายอย่างไรเล่า? หากจะกล่าวว่าเป็นหน้ากากหนังมนุษย์ แต่จะละลายไปถึงเลือดเนื้อได้อย่างไร? ฟู่หย่ายากจะบรรยายอารมณ์ของตนในยามนี้ ดึงมือกลับมาด้วยความสงสัย “ข้าละอายใจนัก ชีพจรของคุณหนูเมิ่งไม่มีสิ่งใดผิดปกติ”
“เช่นนั้นหรือ? เพียงแต่เหตุใดเมิ่งเอ๋อร์มักรู้สึกง่วงงุน เวียนศีรษะตาพร่าเล่า?”
กลิ่นหอมจางๆ โชยมาตามลม ฟู่หย่ามองไปรอบด้านครู่หนึ่ง “อาการเหล่านี้ของคุณหนูเมิ่งเกิดขึ้นหลังจากเข้าพักในตำหนักนี้ใช่หรือไม่?”
“คุณหนูฟู่รู้ได้อย่างไร?”
“ในลานเรือนปลูกต้นยี่โถมากเกินไป แม้ควรค่าแก่การชื่นชม แต่กลิ่นของต้นยี่โถมีพิษ สูดดมนานไปย่อมรู้สึกไม่สบายกาย คุณหนูเมิ่งให้คนย้ายพวกมันไปให้ไกลจะเป็นการดีที่สุด”
ซ่างกวนเมิ่งพลันเผยท่าทีเข้าใจกระจ่างออกมา “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ คุณหนูฟู่มีความรู้กว้างขวางจริงดังคาด เมิ่งเอ๋อร์ไม่เคยรู้มาก่อนว่าต้นยี่โถก็มีพิษด้วย ใช่แล้ว ที่นี่มีดอกไม้ชนิดหนึ่งที่เมิ่งเอ๋อร์ชอบเป็นที่สุด คุณหนูฟู่รีบเข้ามาดูหน่อยเถิดว่ามันมีพิษหรือไม่?”
อีกฝ่ายเดินไปยังบริเวณที่ยืนอยู่เมื่อครู่นี้อย่างกระตือรือร้น ท่าทีอดรนทนไม่ไหวเช่นนั้นราวกับกำลังเร่งสตรีข้างโต๊ะก็มิปาน
ฟู่หย่าลุกขึ้นยืน เดินเข้ามาใกล้ด้วยความจนใจ เบื้องหน้าคือดอกไม้ที่หาได้ยากยิ่ง เกษรสีแดง กลีบดอกสีม่วง “ข้าไม่เคยเห็นดอกไม้ชนิดนี้มาก่อน ขอแบ่งกลับไปสักดอกเพื่อนำไปตรวจสอบหาพิษได้หรือไม่?”
“ย่อมได้ ลำบากคุณหนูฟู่แล้ว”
ดวงตาของซ่างกวนเมิ่งมีประกายไหลผ่าน จากนั้นจึงชี้ไปยังดอกไม้ที่บานสะพรั่ง “ดอกนั้นก็แล้วกัน”
ฟู่หย่าพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงยื่นมือ ไปได้ยินเสียงฉึกดังขึ้น ความรู้สึกเจ็บแปลบแล่นกลับมา บนนิ้วถึงกับถูกตำจนมีเลือดไหลออกมาหยดหนึ่ง
“โธ่ ลืมเตือนคุณหนูฟู่เสียแล้วว่าดอกไม้นี้มีหนาม”
“…ไม่เป็นไร บาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้น” นางมองซ่างกวนเมิ่งครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเด็ดดอกไม้ดอกนั้นมา ใส่เข้าไปในแขนเสื้อของตน
เดิมทีคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฟู่หย่าคิดไม่ถึงว่าซ่างกวนเมิ่งกลับปล่อยนางมาเช่นนี้
“เสียเวลาคุณหนูฟู่เนิ่นนานเพียงนี้แล้ว มิสู้เมิ่งเอ๋อร์สั่งให้คนไปส่งคุณหนูนอกวังเป็นอย่างไร?” ทั้งสองไม่กล่าวถึงเรื่องที่เกิดขึ้นบนหอสูงเมื่อวันนั้นแม้เพียงคำเดียว ฟู่หย่าเอ่ยปากปฏิเสธโดยไม่รู้ตัว “ขอบคุณคุณหนูเมิ่ง ข้ากลับเองก็พอแล้ว สาวใช้…”
“สาวใช้ผู้นั้นหรือ รอคุณหนูฟู่ออกไปก่อน เมิ่งเอ๋อร์จะสั่งให้คนพานางไปส่งข้างกายคุณหนูเอง เช่นนั้น…คุณหนูฟู่เดินดีๆ เมิ่งเอ๋อร์ไม่ส่งแล้ว”
ในใจฟู่หย่าเปี่ยมไปด้วยความแปลกใจ อย่างไรก็ตาม นางไม่คิดจะอยู่ที่นี่ต่อแม้เพียงเค่อเดียว หรือคุณหนูเมิ่งจะเปลี่ยนความคิดแล้ว?
ไม่รอให้นางคิดมากความ เท้าก็ก้าวออกไปยังทิศทางนอกตำหนักอย่างอดรนทนไม่ไหวแล้ว
หัวใจหนักอึ้งเต้นตึกตักไม่หยุด สตรีอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าลงก่อนจะหันกลับไปมอง อย่างไรก็ตามยังคงไม่เห็นเงาร่างของซ่างกวนเมิ่งเดินตามมา หรือนางจะคิดมากไปเอง? ไม่ นี่เป็นไปไม่ได้ นางควรรู้ว่าตนเห็นสภาพน่าหวาดกลัวของนางในยามนั้นแล้ว ตกลงครานี้นางใช้วิธีการแข็งกร้าวบีบบังคับให้ตนมาที่นี่เพื่อเหตุใดกันแน่?
“คุณหนู!”
เสียงอันตื่นตระหนกดังขึ้นจากมุมหนึ่ง สาวใช้คนเมื่อครู่วิ่งเข้ามาด้วยท่าทีร้อนรน บนใบหน้าเต็มไปด้วยน้ำตา
“เจ้าไม่เป็นไรใช่หรือไม่? พวกเขาทำร้ายเจ้าหรือไม่?”
สาวใช้ส่ายศีรษะ “คุณหนู ท่านไปที่ใดมาเจ้าคะ? ตอนที่บ่าวได้สติ พบว่าตนอยู่ในห้องแห่งหนึ่งที่ไร้ซึ่งผู้คน แต่กลับไม่เห็นคุณหนู บ่าวเป็นห่วงยิ่งนัก!”
ฟู่หย่ามองไปด้านหลัง “อย่าเพิ่งกล่าวเลย พวกเราออกจากวังก่อน…”
นางขยับเท้าเล็กน้อย เบื้องหน้าพลันพร่าเลือน สาวใช้เห็นคุณหนูของตนร่างกายโอนเอนจึงรีบยื่นมือไปประคอง “คุณหนู เป็นอะไรเจ้าคะ?”
ฟู่หย่ากระพริบตา ส่ายศีรษะเล็กน้อย “เพียงแค่…รู้สึกเวียนหัวเท่านั้น”
นางไม่ได้กินของที่ซ่างกวนเมิ่งจัดเตรียม ทั้งยังไม่ได้ดื่มชา คงไม่อาจถูกพิษได้กระมัง อาจเป็นเพราะเคร่งเครียดเกินไปจึงทำให้เกิดปฏิกิริยาเช่นนี้ เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฟู่หย่าพลันหน้าเปลี่ยนสี กุมหัวใจของตนโดยไม่รู้ตัว
เมื่อครู่ราวกับมีอะไรบางอย่างแล่นผ่านหัวใจของนาง ความรู้สึกชาอันแปลกประหลาดเช่นนั้นทำให้ฟู่หย่าขมวดคิ้วด้วยความสงสัย อย่างไรก็ตาม มีเสียงหนึ่งในสมองบอกนางว่า ไปจากที่นี่ก่อนค่อยว่ากัน
เพียงแต่ทุกย่างก้าวทำให้นางรู้สึกราวกับเรี่ยวแรงบนร่างถูกผู้คนแย่งชิงออกไปก็มิปาน กระทั่งหัวใจก็เต้นเร็วยิ่งขึ้น ใบหน้าที่เดิมทีงดงามเยือกเย็นเจือไปด้วยสีม่วงจางๆ ในเวลาเพียงชั่วพริบตา สาวใช้พลันตื่นตระหนักครั้งใหญ่ “คุณหนู บะ ใบหน้าของท่าน…”
ฟู่หย่าในยามนี้กล่าวคำใดไม่ออกอีกต่อไป นางหายใจกระชั้นถี่ ยกมือขึ้นยันรั้วหินด้านข้าง
“คุณหนูฟู่?”
ยามนี้เอง ด้านหลังมีเสียงอันคุ้นเคยดังแว่วมา สาวใช้มีความยินดีเต็มใบหน้า “แม่ทัพหลาน!”
หลานอวิ๋นเดินเข้ามาใกล้ ฟู่หย่าในยามนี้กำลังก้มหน้า ดูท่าทางอ่อนแอยิ่งนัก
บุรุษรีบก้มตัวลง พบว่าสีหน้าของฟู่หย่าซีดขาว ยามนี้กำลังหลับตาลงด้วยท่าทีเจ็บปวด “คุณหนูฟู่? คุณหนูฟู่? ได้ยินข้าหรือไม่?”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูคล้ายไม่มีเรี่ยวแรงจะตอบกลับ หลานอวิ๋นจึงอุ้มฟู่หย่าขึ้นโดยไม่แม้แต่จะคิด “ไป ไปตำหนักองค์ชายใหญ่!”
“แต่ว่า…”
ดวงตาของสาวใช้เกิดความลังเล หลานอวิ๋นเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาโดยพลัน “ไปหาอาภรณ์มาคลุมคุณหนูฟู่เอาไว้” ในพระราชวังมีหูตามากมาย ตนเองทำเช่นนี้ หากแพร่ออกไปจะเป็นการทำลายชื่อเสียงคุณหนูฟู่จริงๆ สาวใช้ผู้นั้นถอดเสื้อนอกของตนออกมาตัวหนึ่งโดยไม่แม้แต่จะคิด คลุมใบหน้าฟู่หย่าเอาไว้ จากนั้นทั้งสองจึงเดินหายไปจากระเบียงทางเดินอย่างรวดเร็ว
Venus36
คุณหนูฟู่คู่กับแม่ทัพหลานแล้วแหละ เหมาะๆๆๆ โดนพิษแน่ๆๆๆ