หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 22 ตอนที่ 638 ศพเดินได้
เล่มที่ 22 ตอนที่ 638 ศพเดินได้
ภายในศาลา ซ่างกวนเมิ่งมองไปยังทิศทางที่ฟู่หย่าเดินจากไปเมื่อครู่นี้ บนใบหน้าเผยรอยยิ้มโหดเหี้ยม
หมุนตัวเดินไปเบื้องหน้ากิ่งดอกไม้เมื่อครู่นี้ ยื่นมือไปดึงกิ่งดอกที่ฟู่หย่าเลือกไป กิ่งไม้ที่เคยเป็นสีเขียวมรกตกลับกลายเป็นสีดำ สีดำเช่นนั้นเข้มขึ้นเรื่อยๆ ราวกับกำลังกัดกร่อนกิ่งดอกไม้นั้นไม่หยุด
ซ่างกวนเมิ่งยกมือขึ้น มองรอยแผลเป็นจางๆ บนปลายนิ้วของตน เลือดที่เดิมทีเป็นสีแดงสดแข็งตัวจนกลายเป็นจุดสีดำ มุมปากของนางยกโค้งขึ้นเล็กน้อย เชื่อว่าแม้ในยามฝันฟู่หย่าผู้นั้นก็คิดไม่ถึงว่า ยามนี้ตนไม่จำเป็นต้องอาศัยพิษรูปแบบใด เฉกเช่นที่ผู้อาวุโสกล่าว ตัวนางก็คือพิษ!
เมื่อครู่นางจงใจให้หนามของดอกไม้ทิ่มผิวหนังของตน ทาเลือดพิษของนางลงไปบนดอกไม้ดอกนั้น ส่วนฟู่หย่าก็ถูกทิ่มมือนิ้วเช่นเดียวกัน หยดเลือดจึงเข้าไปในร่างกายนางผ่านทางบาดแผล เชื่อว่าคงไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าบนโลกใบนี้จะมีวิธีวางยาพิษที่ล้ำเลิศเช่นนี้ด้วย
แม้ฟู่หย่าจะระมัดระวังเช่นไร สุดท้ายก็ป้องกันได้ไม่รอบด้าน
แน่นอนว่าสิ่งที่นางต้องการไม่ใช่ชีวิตของอีกฝ่าย แต่เป็น…
“ยามนี้องค์ชายใหญ่อยู่ในตำหนักหรือไม่?” นอกตำหนักของเฟิ่งหลิง องครักษ์สองคนสบตากัน พบว่าแม่ทัพเบื้องหน้าอุ้มสตรีที่สลบไสลไม่ได้สติไว้ผู้หนึ่ง ใบหน้าของสตรีผู้นั้นถูกชุดคลุมคลุมเอาไว้ สภาพเช่นนี้ทำให้ผู้คนตกตะลึงไปชั่วครู่ จากนั้นจึงค่อยพยักหน้า
หลานอวิ๋นอุ้มฟู่หย่าเดินเข้าไปโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง
ยามนี้เฟิ่งหลิงเพิ่งจะเปลี่ยนอาภรณ์สีดำของตนออก ด้านนอกก็มีเสียงหนึ่งดังเข้ามา “องค์ชาย? องค์ชาย?!”
ไม่รอให้เขามีปฏิกิริยากลับมา หลานอวิ๋นก็ใช้มือผลักประตูให้เปิดออกแล้วทะยานมาเบื้องหน้าเขา “องค์ชาย ตอนนี้พระองค์มีหมอหลวงที่เชื่อใจได้หรือไม่?!”
“ศิษย์พี่ นี่ท่าน…” เหตุใดเขาจึงปรากฏตัวที่นี่ได้ ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ตนบอกกล่าวเขาไปแล้วว่าวันนี้จะออกไปทำธุระนอกตำหนัก
หลานอวิ๋นไม่มีเวลาอธิบายอันใดอีก รีบดึงเฟิ่งหลิงให้เดินไปยังทิศทางของฟู่หย่า
ยามนี้ ตามช่องประตูห้องที่เปิดอยู่เล็กน้อยมีเสียงอุทานดังแว่วมา “คุณหนู คุณหนูตื่นเถิด อย่าทำให้บ่าวตกใจเลย…”
คุณหนู? ในยามที่เฟิ่งหลิงเดินเข้าไปในห้อง พบว่าฟู่หย่านอนสลบไสลไม่ได้สติอยู่บนเตียงอย่างสงบ “คุณหนูฟู่ นี่นาง…”
สาวใช้ข้างเตียงรีบลุกขึ้นยืน คารวะเฟิ่งหลิงด้วยท่าทีร้อนใจ “ถวายพระพรองค์ชายใหญ่ องค์ชายใหญ่ ช่วยคุณหนูของบ่าวด้วยเถิด!”
“นี่มัน…”
“องค์ชาย กระหม่อมพบคุณหนูฟู่ที่ลานแห่งหนึ่ง ยามนั้นสีหน้าของนางก็ย่ำแย่มากแล้ว กล่าวได้ไม่กี่ประโยคก็มีสภาพเช่นนี้ พระองค์ทอดพระเนตรสีหน้าของนางเถิด…” มองไปตามทิศทางที่หลานอวิ๋นชี้นิ้ว เฟิ่งหลิงเห็นดวงหน้าเล็กๆ ของฟู่หย่ากเป็นสีเขียวม่วง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผิวบริเวณหน้าผาก ราวกับมีม่านเมฆอึมครึมปกคลุมอยู่ก็มิปาน ท่าทางน่าหวาดกลัวยิ่งนัก
ถูกยาพิษหรือ? เฟิ่งหลิงมองไปยังสาวใช้ผู้นั้นโดยพลัน “คุณหนูฟู่กินอะไรในวังบ้างหรือไม่?”
“…บ่าว บ่าวไม่ทราบเพคะ”
“ไม่ทราบ?”
บนใบหน้าของสาวใช้เปี่ยมไปด้วยความสับสน นางทรุดตัวลงคุกเข่าดังพลั่ก “ยามบ่าวได้สติก็พบว่าตัวเองอยู่ในห้องแห่งหนึ่ง เมื่อหาทางออกได้จึงค่อยพบคุณหนู ระหว่างนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง บ่าวเองก็ไม่ทราบจริงๆ!”
บุรุษทั้งสองพลันสบตากัน “ยามพวกเจ้าเข้าวังมา ได้พบผู้ใดหรือไม่?”
สาวใช้พยายามย้อนนึกไปถึงทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้าที่นางจะหมดสติไป นางเบนสายตาขึ้นมองเฟิ่งหลิงอย่างระมัดระวัง สายตาเช่นนี้ทำให้เขาเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมา “กล่าวมาเถิดไม่เป็นไร”
“…เป็นคุณหนูซ่างกวนเพคะ บ่าวกับคุณหนูไปสำนักหมอหลวงเพื่อหาตำราแพทย์ ยามออกมาได้พบกับคุณหนูซ่างกวน จากนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง บ่าวเองก็จำไม่ได้…”
ซ่างกวนเมิ่ง? ถึงกับเป็นนางเชียวหรือ
เฟิ่งหลิงรู้ดีว่าเรื่องนี้คงเกี่ยวข้องกับซ่างกวนเมิ่งเป็นแน่ เพียงแต่เหตุใดนางต้องเพ่งเล็งฟู่หย่าด้วย? ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้พวกนางมิได้มีเรื่องกระทบกระทั่งกัน…
“คุณหนูฟู่มีเรื่องระทบกระทั่งอันใดกับคุณหนูซ่างกวนหรือ?” จริงดังคาด หลานอวิ๋นคิดเช่นเดียวกับเฟิ่งหลิง
สาวใช้ส่ายศีรษะด้วยความสับสน พลันนั้นเรากับนางคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “ก่อนหน้านี้คุณหนูเคยไปที่ตำหนักองค์ชายสี่ จากนั้น…ดูเหมือนจะเกิดอะไรบางอย่างขึ้น คุณหนูออกมาด้วยท่าทีกระวนกระวาย เพียงแต่ไม่ได้บอกบ่าวว่านางเห็นสิ่งใด”
หวงฝู่อี้? เหตุใดจึงเกี่ยวพันกับเขาด้วย
บุรุษทั้งสองมองไปยังฟู่หย่าที่ดวงตาทั้งสองปิดสนิทอยู่บนเตียง หากถูกพิษ เช่นนั้นจะเสียเวลานานมิได้
เพียงแต่ฐานะของฟู่หย่าค่อนข้างพิเศษ หากเรียกหมอหลวงในวังมา เกรงว่าหมอหลวงฟู่คง…
ยามนี้เอง สาวใช้ที่หันไปมองพลันส่งเสียงอุทานออกมา “คุณหนู?! คุณหนูท่านฟื้นแล้วหรือ?!”
สตรีบนเตียงค่อยๆ ลุกขึ้นนั่ง ลืมตาขึ้นเล็กน้อย เพียงแต่ในดวงตากลับไม่มีประกายแม้แต่ครึ่งส่วน สาวใช้ลุกขึ้นยืนด้วยความยินดีเต็มใบหน้า ยื่นมือไปสัมผัสฟู่หย่า ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่มีปฏิกิริยาแม้แต่น้อย
“คุณหนูฟู่รู้สึกเช่นไรบ้าง? ไม่สบายที่ใดหรือไม่?” หลานอวิ๋นรีบเอ่ยปากถาม ทว่าสิ่งที่ตอบกลับมีเพียงดวงตาไร้แววคู่นั้น ทั้งยังมีใบหน้าชาชืดหาใดเปรียบ
“คุณหนูฟู่? คุณหนูฟู่?”
“คุณหนู ท่าน ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ? อย่าทำให้บ่าวตกใจเลย…”
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าพวกเขาจะเรียกเช่นไรฟู่หย่ากลับดูคล้ายมิได้ยิน ทำเพียงมองไปเบื้องหน้าด้วยท่าทีเหม่อยลอย นั่งอยู่เช่นนั้น ไม่สนใจโดยสิ้นเชิง
เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว ในใจเกิดความรู้สึกไม่ดี “อาจต้องให้ซูเอ๋อร์มาดูเสียหน่อย”
รถม้าคันหนึ่งแล่นเข้าสู่พระราชวังอย่างรวดเร็ว ในยามที่อวิ๋นซูได้รับข่าวจากในวังก็วางธุระในมือลงแล้วรีบออกจากจวนมากทันที นางใช้เส้นทางเล็กๆ แห่งหนึ่งเดินไปยังตำหนักของเฟิ่งหลิงภายใต้การนำของข้าราชบริพาร เมื่อเข้าประตูไปก็สังเกตุเห็นว่าในตำหนักฟุ้งกระจายไปด้วยบรรยากาศอันแปลกประหลาด
“ซูเอ๋อร์…” เฟิ่งหลิงที่ยืนอยู่มุมหนึ่งมีความอ่อนโยนในแววตา ทว่าสายตาของอวิ๋นซูกลับหยุดอยู่บนร่างของสตรีที่นั่งตัวตรงอยู่ข้างโต๊ะด้วยความสงสัย “คุณหนูฟู่? นี่…”
สีหน้าของหลานอวิ๋นแปลกประหลาดจนบรรยายไม่ถูก เขายื่นมือออกไป โบกไปมาเบื้องหน้าฟู่หย่า เพียงแต่สตรีทำเพียงมองตรงไปเบื้องหน้า ไม่แม้แต่จะกระพริบตา
“เรื่องนี้สำคัญมาก ซูเอ๋อร์ เจ้ามองออกหรือไม่ว่าคุณหนูฟู่ถูกพิษแปลกประหลาดอันใด?” เฟิ่งหลิงเชื่อมั่นในวิชาแพทย์ของอวิ๋นซู หากเทียบตระกูลอู่แห่งแคว้นเหลียนกับตระกูลอวิ๋นแห่งแคว้นอี้ ตระกูลอวิ๋นย่อมชนะขาด เรื่องนี้มีความเกี่ยวพันกับซ่างกวนเมิ่ง อีกทั้งยังมีเหตุผลให้เฟิ่งหลิงเชื่อว่า พฤติกรรมอันผิดปกติเช่นนี้ของฟู่หย่าต้องเกี่ยวข้องกับตระกูลอู่สายในเป็นแน่
อวิ๋นซูเดินมาข้างกายฟู่หย่า มองดูท่าทีของนาง ในสมองพลันเกิดความรู้สึกคุ้นเคยอยู่หลายส่วน
“คุณหนูฟู่? คุณหนูฟู่?” นางส่งเสียงเรียกเบาๆ เฉกเช่นผู้อื่น แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีปฏิกิริยาแม้เพียงครึ่งส่วน
ยื่นมือออกไปจับลงบนชีพจรของอีกฝ่าย อวิ๋นซูขมวดคิ้ว ชีพจรแปลกประหลาดเพียงนี้เชียว…มองไปยังท่าทีของอีกฝ่ายอีกครั้ง ถึงกับทำให้นางคิดถึงหลิ่วอวิ๋นชิงแห่งจวนชางหรงโหวของแคว้นเฉินขึ้นมา!
“คุณหนูฟู่ถูกพิษ เพียงแต่…เกรงว่าคงไม่ง่ายเพียงแค่ถูกพิษเท่านั้น”
ถูกพิษ?! สาวใช้ตกใจจนใบหน้าขาวซีด เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้ได้? ก่อนหน้านี้คุณหนูยังดีๆ อยู่เลย
“คุณหนูฟู่กินอะไรไปหรือไม่? ใกล้ชิดกับผู้ใดหรือไม่?” ในใจของอวิ๋นซูเกิดรสชาติที่ไม่อาจบรรยาย นางคิดไม่ถึงว่าก่อนหน้านี้หลายวันที่ได้พบคุณหนูฟู่ นางยังคงมีท่าทีสงบเยือกเย็นอีกทั้งยังฉลาดเฉลียว ตอนนี้กลับกลายไปมีสภาพเช่นนี้ คล้ายกับ…ซากศพเดินได้ก็มิปาน
สาวใช้ร้องไห้ไม่หยุด สะอึกสะอื้นจนกล่าวคำใดไม่ออก “บ่าว…บ่าวไม่ทราบจริงๆ เจ้าค่ะ…”
ได้ยินเสียงปังครั้งหนึ่ง หลานอวิ๋นถึงกับใช้ฝ่ามือตบลงไปบนโต๊ะด้วยท่าทีอันตราย “ข้าจะไปถามซ่างกวนเมิ่งให้ชัดเจน!”
ซ่างกวนเมิ่ง?!
“ศิษย์พี่ อย่าได้บุ่มบ่าม!” เฟิ่งหลิงรีบไปขวางเบื้องหน้าเขาไว้ หลานอวิ๋นหน้าอกกระเพื่อม มองไปยังสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้น คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “เจ้าพูดว่าคุณหนูฟู่เห็นอะไรบางอย่างที่ตำหนักองค์ชายสี่ นั่น…เป็นวันที่ข้าพบพวกเจ้าใช่หรือไม่?”
“ตอบท่านแม่ทัพหลาน เป็นวันนั้นเจ้าค่ะ…ฮือๆ…”
“องค์ชายสี่? มิใช่ว่าองค์ชายสี่ถูกพิษ จนกระทั่งตอนนี้ยังคงสลบไสลไม่ได้สติหรือ?” อวิ๋นซูมองสีหน้าหลานอวิ๋น ท่าทางเรื่องนี้คงซับซ้อนยิ่งนัก
เฟิ่งหลิงเข้าใจความคิดในใจของเขาขึ้นมาโดยพลัน สูดหายใจลึก “ซูเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้คุณหนูฟู่ได้พบคุณหนูซ่างกวนมาก่อน จากที่ข้ารู้ ระหว่างพวกนางไม่เคยมีการกระทบกระทั่งกันมาก่อน หากเป็นการกระทำของคุณหนูซ่างกวนจริงๆ เช่นนั้นจะเป็นเพราะเหตุใดกันเล่า?”
อวิ๋นซูพลันเข้าใจคำพูดเมื่อครู่นี้ของหลานอวิ๋นจนกระจ่างแจ้ง ความหมายของพวกเขาก็คือ ระหว่างองค์ชายสี่และซ่างกวนเมิ่งมีความลับที่บอกผู้อื่นไม่ได้อยู่ใช่หรือไม่?
มองไปยังใบหน้าไร้อารมณ์เบื้องหน้า อวิ๋นซูขมวดคิ้วแน่น จากนั้นจึงยื่นมือไปเลิกแขนเสื้อของฟู่หย่าขึ้นเล็กน้อย
นางจำได้ว่าหลิ่วอวิ๋นชิงในยามนั้นก็มีสภาพเช่นนี้ ราวกับหุ่นกระบอกให้ผู้คนชักใย จากนั้น หลังจากที่แผนร้ายของหลิ่วอวิ๋นฮว๋าถูกเปิดโปงจึงค่อยรู้ว่านางถูกพิษอันแปลกประหลาด เพียงแต่…นี่ไม่ใช่ยาพิษธรรมดา แต่เกี่ยวข้องกับวิชาหนอนกู่ หลังจากหลิ่วอวิ๋นฮว๋าตายไป ผู้ที่ถูกวางยาพิษก็สูญเสียการควบคุม รวมกับการรักษาของตน หลิ่วอวิ๋นชิงจึงเปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้น
เพียงแต่สภาพของฟู่หย่าไม่เหมือนกับหลิ่วอวิ๋นชิง นี่ยังจำเป็นต้องรอให้อวิ๋นซูตรวจสอบความจริงให้ลึกซึ้งเสียก่อนจึงจะมั่นใจได้
ยามนี้เอง สายตาของนางหยุดอยู่บนแขนเสื้อของฟู่หย่า สีม่วงแดงบริเวณหนึ่งด้านในแขนเสื้อดึงดูดความสนใจของนาง “นี่คือ…” นางพลิกกระเป๋าในแขนเสื้อของนางออกเบาๆ จนปรากฏดอกไม้สดดอกหนึ่งออกมา
บุรุษทั้งสองรีบเดินล้อมเข้ามา กระทั่งสาวใช้ผู้นั้นก็มีใบหน้าหน้าสงสัย
“ดอกไม้นี้แปลกประหลาดยิ่งนัก”
พบว่าบริเวณกิ่งที่หักมีสีดำอันเข้มข้น ดวงตาของอวิ๋นซูสว่างวาบ รีบนำดอกไม้ไปวางไว้บนโต๊ะ แช่ไว้ในน้ำชา ทุกคนมองไปยังการกระทำของนางด้วยความสงสัย สตรีสุขุมเยือกเย็นหยิบเข็มเงินเล่มหนึ่งออกมา จิ้มลงไปในน้ำชา เพียงไม่นานก็ปรากฏความมืดมนจนกลายเป็นสีดำ
“ดอกไม้นี้ถึงกับมีพิษเชียวหรือ?!”
เพียงแต่…ต่อให้ดอกไม้นี้มีพิษ จะทำให้ฟู่หย่าถูกพิษได้อย่างไรเล่า?
“องค์ชายทราบหรือไม่ ตำหนักใดปลูกดอกไม้ชนิดนี้?”
อวิ๋นซูมองไปทางเฟิ่งหลิง อย่างไรก็ตามเขากลับส่ายศีรษะเล็กน้อย “ดอกไม้นี้ ดูแล้วไม่ใช่ดอกไม้ของคนในพระราชวัง บางทีคงเป็นพระสนมในตำหนักใดนำมาพร้อมกับสินเดิมกระมัง”
หากกล่าวเช่นนี้ เมื่อครู่ฟู่หย่าต้องไปที่ตำหนักใดนอกเหนือจากสวนบุปผาหลวงเป็นแน่ เพียงแต่พิษนี้…
ราวกับอวิ๋นซูคาดเดาอะไรบางอย่างได้แล้ว นางจับนิ้วของฟู่หย่าขึ้นมาดู พบว่าที่ปลายนิ้วของนางมีจุดสีดำจริงดังคาด หากไม่สังเกตให้ละเอียด เกรงว่าทุกคนคงมองข้ามบาดแผลเล็กๆ นี้ไปเป็นแน่
Venus36
ของให้คุณหนูฟู่ปลอดภัย ถึงมืออวิ๋นซุแล้วรอดแน่