หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 702 หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
เล่มที่ 24 ตอนที่ 702 หัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ได้
นางข้าหลวงผู้นั้นรับจดหมายมาอย่างระมัดระวังแล้วผงกศีรษะเบาๆ “จำได้แล้วเพคะ บ่าวก็คือคนในตำหนักขององค์หญิงหย่งเจีย ได้รับคำสั่งให้มาส่งจดหมายให้องค์ชายโดยเฉพาะ!
หย่งผิงแย้มยิ้มด้วยความพึงพอใจแล้วจึงโบกมือครั้งหนึ่ง นางข้าหลวงเบื้องหน้าจึงถอยออกไป นางคิดว่าแผนการนี้ของตนยอดเยี่ยมยิ่งนัก หากต้องรอให้องค์ชายเถี่ยเจินมาเลือก มิสู้ลงมือก่อนจะดีกว่า! นางคิดว่านิสัยของตนยอดเยี่ยมที่สุด เป็นไปได้มากว่าจะถูกเลือก ส่วนหย่งเจียมีนิสัยขี้ขลาด ไม่กล้าอธิบายให้ชัดเจน ต่อให้ถูกเข้าใจผิดก็คงไม่พูดอะไร เมื่อถึงตอนนั้นหากองค์ชายเถี่ยเจินรู้ความจริง มิแน่ว่าหย่งเจียคงอยู่ระหว่างทางไปชนเผ่าเถี่ยเจินแล้ว!
ความยุ่งยากลำบากใจถูกแผนการอันแยบยลของตนแก้ไขแล้ว อารมณ์ของนางดียิ่งนัก ถึงกับฮัมเพลงเบาๆ เดินไปยังสวนบุปผาอีกแห่งหนึ่ง รอนางข้าหลวงผู้นั้นกลับมารายงานอย่างสงบ
อย่างไรก็ตาม นางกลับพบคนผู้หนึ่งบริเวณทางเลี้ยว
“เอ๋ พี่หญิงอารมณ์ดีเพียงนี้เชียวหรือ? เสด็จแม่เพิ่งจะจากไป ตอนนี้ถึงกับฮัมเพลงเชียวหรือ?” หย่งเล่อขมวดคิ้ว มองไปยังสีหน้าที่เปลี่ยนไปอย่างฉับพลันของอีกฝ่าย
“น้องหญิงฟังผิดแล้ว หย่งผิงเพียงพึมพำกับตนเองเท่านั้น”
แน่นอนว่าหย่งเล่อไม่เชื่อคำพูดของอีกฝ่าย เพียงแต่ยามนี้เบื้องหลังของนางกลับว่างเปล่า ออกมาจากตำหนักถึงกับไม่พานางข้าหลวงมาเชียวหรือ? หย่งผิงกำลังเล่นลูกไม้อันใดอยู่ แต่ก็ช่างเถิด ยามนี้อารมณ์ของตนดียิ่งนัก คร้านจะไปคิดเล็กคิดน้อยกับนาง! เดิมทีคิดจะให้คนส่งจดหมายสวมรอยเป็นหย่งผิง แต่เมื่อคิดดูอีกครั้ง คนผู้นี้ถูกหลอกได้ง่ายที่ไหนกัน ไม่แน่ว่าอาจจะก่อเรื่องราวใหญ่โต ถึงตอนนั้นหากถูกตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นแผนการของตนจนรัชทายาทร่วงรู้ จุดจบของตนคงไม่ดีเป็นแน่ แต่หากเปลี่ยนเป็นหย่งเจีย…หึๆ เด็กโง่ผู้นั้นคงทำได้เพียงงุนงง ไหนเลยจะคิดได้ว่าความจริงจดหมายฉบับนั้นเป็นตนที่เขียนให้องค์ชายเถี่ยเจิน
หย่งเล่อคิดว่าหน้าตาของตนโดดเด่นกว่าน้องหญิงทั้งสอง ตอนนี้พี่หญิงหย่งเวยก็ไม่อยู่แล้ว โอกาสที่ตนจะถูกเลือกมีมากยิ่งนัก ดังนั้นนางจึงจำเป็นต้องลงมือบีบบังคับก่อน!
“น้องหญิงต้องระวังทางเสียหน่อย หากไปชนผู้อื่นคงไม่ดี” หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้หย่งเล่อก็เดินผ่านไหล่นางไป มิได้มองอีกแม้เพียงสายตา
เมื่อเห็นเงาร่างนั้นเดินจากไป หย่งผิงก็แค่นเสียงออกมาครั้งหนึ่ง เมื่อส่งหย่งเจียไปแล้ว วันหน้าก็เหลือเพียงนางกับหย่งเล่อที่จะแข่งขันกัน แม้พวกนางจะเป็นพี่น้อง แต่เรื่องการแต่งงานตนไม่ยอมประนีประนอมง่ายๆ แน่! อย่างไรก็ตาม ครั้งต่อไปนางหวังว่าจะมีแคว้นเล็กๆ มาแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ ถึงตอนนั้นก็ส่งพี่หญิงไปเสีย ทางที่ดีส่งไปยังสถานที่ที่กันดารยิ่งกว่าชนเผ่าเถี่ยเจินให้ได้ ถึงตอนนั้นคงทำให้พี่หญิงร้องไห้ไม่ออก!
“พี่หญิง”
ทันใดนั้นด้านหลังมีเสียงเบาๆ ดังขึ้น หย่งผิงพลันได้สติกลับมา “อา นะ น้องหญิง เหตุใดจึงอยู่ที่นี่ได้…” นางมองไปยังใบหน้าสงบนิ่งของหย่งเจียด้วยความร้อนตัว เบนสายตาออกโดยไม่รู้ตัว
หย่งเจียมองไปยังทิศทางที่หย่งผิงมองเมื่อครู่นี้ นั่นมิใช่พี่หญิงหย่งเล่อหรอกหรือ? พวกนางทะเลาะกันอีกแล้วหรือ?
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่กล่าวคำใด หย่งผิงจึงเดินถอยหลังไปก้าวหนึ่ง “มะ มองอะไร?”
หย่งเจียดึงสายตากลับมา “มะ ไม่…”
นางรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่หญิงหย่งผิงและพี่หญิงหย่งเล่อไม่ดีมาโดยตลอด ตนมิจำเป็นต้องกล่าวให้มากความจะได้ไม่นำพาความยุ่งยากมาสู่ตัว
เมื่อเห็นสายตาหวาดกลัวของอีกฝ่าย หย่งผิงพลันมีความมั่นใจขึ้นมาในพริบตา ดูเอาเถิด ต่อให้หย่งเจียเห็นกับตาว่าตนส่งจดหมายให้องค์ชายเถี่ยเจิน นางก็คงคิดไม่ถึงว่าตนจะสวมรอยเป็นนาง ตัวโง่งมเช่นนี้รีบส่งออกไปเสียหน่อยจะเป็นการดี ก่อนหน้านี้มิใช่ว่านางกล่าวว่าจักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นเฉินเป็นวีรบุรุษรูปงามหรือ? องค์ชายเถี่ยเจินผู้นี้ก็หน้าตาไม่เลว ไม่นับว่าปฏิบัติย่ำแย่กับนางเกินไป
“ตอนนี้เสด็จแม่เพิ่งจะสวรรคต น้องหญิงอย่าได้เดินไปเดินมาตามใจจะได้ไม่ตกเป็นขี้ปากผู้อื่น” หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ หย่งผิงก็เดินไปจากสายตาของหย่งเจียราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
…
ภายในสวนฮวาหมิง เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยรู้สึกหงุดหงิดใจอยู่บ้าง เมื่อครู่ยามที่ปรากฏระลอกคลื่นในทะเลสาบ เขาเห็นเงาร่างอันคุ้นเคยยืนอยู่บริเวณนั้น บนใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความยินดี กำลังคิดจะเอ่ยปากจึงพบว่าผู้สวมใส่อาภรณ์ไร้สีสันนั้นมิใช่คนในใจของตน
สวมอาภรณ์ไว้ทุกข์สีขาว? ทั้งยังเป็นสตรีผู้หนึ่ง ดูแล้วคงเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นเฉินกระมัง
เมื่อคิดถึงองค์หญิง เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยจึงทอดถอนใจออกมา ช่างเถิด ตนยังไม่อยากหาเรื่องใส่ตัวให้มากมาย เดิมทีคิดจะมาเดินเล่นในสวนบุปผาแห่งนี้เพื่อคิดถึงเหตุการณ์ที่ได้พบกับองค์หญิงหย่งเวยในครั้งแรก ตอนนี้ไม่มีอารมณ์แล้ว
เมื่อหมุนตัวกำลังจะเดินจากไป กลับมีนางข้าหลวงผู้หนึ่งเดินเข้ามา “บ่าวถวายพระพรองค์ชายเพคะ”
จดหมายฉบับหนึ่งปรากฏในมือของนาง เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยยื่นมือไปรับโดยไม่รู้ตัว “นี่คือ…”
“นี่เป็นจดหมายที่องค์หญิงหย่งเจียสั่งให้บ่าวนำมามอบให้องค์ชาย ขอให้องค์ชายทรงทอดพระเนตรดูเสียหน่อย บ่าวทูลลาก่อนเพคะ” ไม่รอให้เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยมีปฏิกิริยากลับมา นางข้าหลวงผู้นั้นก็ถอยออกไปแล้ว
บนจดหมายปรากฏตัวอักษรงดงามเป็นชื่อของตน องค์หญิงหย่งเจียหรือ? เขาเปิดออกอ่านด้วยความสงสัย เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยอ่านเนื้อหาในจดหมายจนจบอย่างงุนงง อะไรนะ? อีกฝ่ายเกิดรักแรกพบกับตน? ต้องการตามตนกลับไปยังชนเผ่าเถี่ยเจิน? องค์หญิงหย่งเจีย…หย่งเจีย…ในสมองคิดไปถึงใบหน้าขององค์หญิงหย่งเจียไม่หยุด แต่กลับไม่มีความทรงจำใดแม้แต่น้อย
“บ่าวถวายพระพรองค์ชายเพคะ”
เพียงไม่นานก็มีนางข้าหลวงอีกคนหนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้าเขาแล้วคารวะ
“บ่าวเป็นคนในตำหนักขององค์หญิงหย่งเจีย ได้รับคำสั่งจากองค์หญิงให้นำจดหมายมามอบให้องค์ชายเพคะ”
“…” เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยมองไปยังนางข้าหลวงเบื้องหน้าด้วยความแปลกใจ เนิ่นนานผ่านไปก็ยังไม่ขยับ
นางข้าหลวงเบนสายตาขึ้นมอง “องค์ชายเพคะ?” เหตุใดเขาจึงไม่รับเล่า นี่มันจะดีได้อย่างไรกัน?
“เจ้าคือคนในตำหนักขององค์หญิงหย่งเจียหรือ?” เสียงนี้เจือไปด้วยความสงสัยอันเข้มข้น
“เพคะ บ่าวเป็นนางข้าหลวงข้างกายองค์หญิง” นางรู้ดีว่านางข้าหลวงในวังมีมากมายเพียงนี้ องค์ชายคงจำไม่ได้แน่นอน
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยลังเลครู่หนึ่งแล้วจึงยื่นมือออกไปรับจดหมายในมือของอีกฝ่ายมา “ข้ารับไว้แล้ว เจ้าถอยไปเถิด”
“เพคะ บ่าวทูลลา”
เขามองจดหมายในมือ ลายมือที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงปรากฏอยู่เบื้องหน้า เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้ม องค์หญิงหย่งเจียหรือ? นี่กำลังแสดงละครอันใดอยู่ ชื่นชมเขา ทั้งยังสั่งให้คนนำจดหมายสองฉบับที่มีลายมือแตกต่างมาส่งอีกด้วย
เขาเปิดออกอ่านด้วยความสนุกสนาน ในจดหมายมีเนื้อหาเช่นเดียวกัน แม้จะเปลี่ยนวิธีพูดแต่ก็แสดงชัดเจนว่าต้องการกลับชนเผ่าเถี่ยเจินด้วยกันกับตน
ไม่รู้ว่าจดหมายฉบับใดเป็นของจริงจดหมายฉบับใดเป็นของปลอม หรือบางทีอาจจะเป็นของปลอมทั้งสองฉบับ
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยไตร่ตรองเรื่องนี้พลางเดินกลับไปริมทะเลสาบโดยไม่รู้ตัว ยามนี้เองเขาพบว่าสตรีในชุดไว้ทุกข์ที่อยู่ข้างทะเลสาบยังคงอยู่ เพียงแต่กำลังเดินไปเดินมา มองไปในทะเลสาบเป็นระยะ ดูแล้วท่าทีร้อนรนยิ่งนัก
เหตุใดนางยังอยู่อีกเล่า? เขาเก็บจดหมายสองฉบับเข้าไปในอกเสื้อ เดิมทีเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยคิดจะไป แต่เมื่อเห็นท่าทีโง่งมของสตรีผู้นั้นก็อดรนทนไม่ไหว หรือนางจะพบความยุ่งยากอันใดเข้า?
“มีอะไรให้ช่วยหรือไม่?”
หย่งเจียไม่ได้เงยหน้าขึ้น เพียงแต่หางตายังคงเห็นเงาร่างในอาภรณ์ฟ้าจึงคิดไปว่าเป็นขันทีน้อยในตำหนัก “ขะ ข้าทำปิ่นตกน้ำ…” นั่นเป็นปิ่นที่หมู่เฟยมอบให้นาง นางพกปิ่นติดตัวมาตลอดหลายปี วันนี้อารมณ์ไม่ค่อยดีนักจึงคิดจะมาเดินเล่นที่ทะเลสาบ ไหนเลยจะรู้ว่ากลับมีลมพัดมา ปิ่นบนผมจึงร่วงตกลงไปในน้ำ นางกลัวน้ำ ทั้งยังไม่กล้าเรียกให้คนช่วยด้วยเกรงว่าผู้อื่นจะนินทาว่านางเดินไปเดินมาตามใจในช่วงงานพระศพของฮองเฮา พลันนั้นจึงไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรดี
ปิ่น? เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยกวาดตามองไปในทะเลสาบใส พบว่าในซอกหินบริเวณไม่ไกลมีประกายสีเงินปรากฏอยู่
ลมเย็นพัดมา บุรุษข้างกายทะยานราวกับแมลงปอโผบิน พริบตาเดียวก็เก็บปิ่นนั้นกลับมาที่ฝั่ง
นี่เป็นเพียงปิ่นเก่าๆ ที่ดูธรรมดาเท่านั้น นางถึงกับหวงแหนเพียงนี้เชียวหรือ?
“ปิ่นของข้า!” หย่งเจียยื่นมือทั้งสองไปรับด้วยความดีใจ “ขอบคุณจริงๆ …เอ๋!” นางเบนสายตาขึ้นมอง คราวนี้จึงเห็นใบหน้าของเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยอย่างชัดเจน เป็นขันทีน้อยในวังที่ไหนกัน นี่มันเถี่ยเจินอวิ๋นเหวย!
หย่งเจียตกใจจนหน้าถอดสี อดไม่ได้ที่จะถอยหลังไปหลายก้าว
ดูจากท่าทีและอาภรณ์ของนางคงเป็นองค์หญิงแห่งแคว้นเฉินจริงๆ เพียงแต่…ถึงกับให้ความสำคัญกับปิ่นธรรมดาเช่นนี้เชียวหรือ?
เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยหัวเราะเบาๆ ไหนเลยจะรู้ว่าท่าทีเช่นนี้ของเขาจะทำให้หย่งเจียถอยหลังออกไปอีกสองก้าวด้วยท่าทีหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
“องค์หญิง! องค์หญิง!” นางข้าหลวงผู้หนึ่งตามมาด้านหลัง “ในที่สุดบ่าวก็หาท่านพบแล้ว องค์หญิง ขันทีใหญ่เรียกพระองค์เพคะ!”
หย่งเจียรู้สึกราวกับคว้าฟางช่วยชีวิตเอาไว้ได้จึงรีบคารวะเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยแล้วดึงนางข้าหลวงผู้นั้นหายไปจากสายตาเขาโดยไม่หันกลับมามอง
เมื่อเห็นอีกฝ่ายหนีไปด้วยท่าทีกระวนกระวาย เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยก็อดไม่ได้ที่จะยื่นมือไปลูบคางของตน หรือหน้าตาของตนจะโหดเหี้ยมดุดันเกินไป? เหตุใดองค์หญิงจึงตกใจจนเป็นเช่นนั้นได้ เขาหัวเราะอย่างจนใจ จากนั้นจึงมองไปในทะเลสาบที่มีคลื่นกระเพื่อมเล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าจะพบเรื่องน่าสนใจที่นี่
“ทูลรัชทายาท เมื่อครู่มีนางข้าหลวงสองคนไปส่งจดหมายให้เถี่ยเจินอวิ๋นเหวย”
ยามนี้ตงฟางซวี่กำลังคัดคัมภีร์อยู่ในห้องทรงพระอักษรเพียงผู้เดียว เขาไม่รู้ว่าเหตุใดตนต้องทำเช่นนี้ เพียงแค่ต้องการคัดด้วยมือของตนจากนั้นก็นำไปเผาที่โถงไว้ทุกข์
“จดหมายอะไร?”
บุรุษในอาภรณ์สีดำนำจดหมายสองฉบับที่ถูกเผาไปกว่าครึ่งมาถวาย ที่แท้เมื่อครู่นี้เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยกลับไปถึงตำหนักของตนก็รีบนำจดหมายสองฉบับนี้ไปเผาเพื่อหลีกเลี่ยงความวุ่นวาย หลังจากจากไป บุรุษในอาภรณ์ชุดดำที่จับตาดูการเคลื่อนไหวของเขามาโดยตลอดก็รีบปรากฏตัวออกมา นำจดหมายสองฉบับนั้นกลับมา
เนื้อหาในจดหมายถูกเผาไปกว่าครึ่งแต่ยังคงเห็นเนื้อหาส่วนใหญ่ ลายมือบนจดหมายสองฉบับไม่เหมือนกันทำให้ตงฟางซวี่ขมวดคิ้ว “เหลวไหล!”
น้องหญิงทั้งสองคนนี้ไม่รู้จักเรียนรู้เลยจริงๆ เรื่องของหย่งเวยก่อนหน้านี้ยังไม่ทำให้พวกนางเรียนรู้อีกหรือ? ถึงกับใช้ชื่อของหย่งเจียเขียนจดหมายสองฉบับไปให้เถี่ยเจินอวิ๋นเหวย ช่างขายหน้าราชวงศ์ยิ่งนัก! เห็นองค์ชายของราชวงศ์อื่นเป็นตัวโง่งมหรือไร?
สีหน้าของตงฟางซวี่มืดครึ้มหาใดเปรียบ เขาจินตนาการได้เลยว่าเมื่อเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยเห็นจดหมายสองฉบับนี้จะมีท่าทีเช่นไร เนื้อหาในจดหมายถึงกับออกมาจากมือขององค์หญิงสองพระองค์แห่งแคว้นเฉิน แต่ที่ทำให้ตงฟางซวี่ปวดหัวก็คือ หย่งเล่อและหย่งผิงมิอาจถูกส่งไปยังชนเผ่าเถี่ยเจินได้อีกต่อไป มิเช่นนั้นเมื่อไปถึงที่นั่นคงกลายเป็นความขายหน้าของแคว้นเฉินแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเกรงว่าเถี่ยเจินอวิ๋นเหวยคงมีความประทับใจไม่ดีต่อพวกนาง ตอนนี้ตัวเลือกมีเพียง…