หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 711 กลับจากความตาย
เล่มที่ 24 ตอนที่ 711 กลับจากความตาย
“เจ้าไม่รู้หรือ? นี่เป็นความลับจากในวังเชียว ตอนนี้สตรีในวังหลังล้วนมีหน้าตาเหมือนกัน ฮ่าๆ …”
“นี่หมายความว่าอย่างไร?”
“จู่ๆ ช่วงนี้รัชทายาทก็มีงานอดิเรกอย่างหนึ่ง สตรีทั้งหมดที่มีหน้าตาเหมือนกันล้วนถูกส่งเข้าวัง ญาติผู้น้องของพี่สะใภ้รองที่อยู่ห่างไกลของข้ามีหลานสาวอยู่ผู้หนึ่ง เพราะมีหน้าตาเช่นนั้นจึงทำให้ต้องเข้าวัง!”
“เสี่ยวเอ้อร์ เก็บเงิน!” เสียงที่เจือไปด้วยสำเนียงอันแปลกประหลาดดังขึ้น บุรุษที่สวมชุดผ้าหยาบพลันกวาดตามองไปทางหน้าต่าง พบบุรุษสามคนวางเงินแล้วลุกขึ้นเดินจากไป ที่เอวพกกระบี่หยกที่ดูไม่เข้ากับการแต่งกายของพวกเขา
บุรุษในชุดผ้าหยาบรีบหยิบเงินออกมาจากแขนเสื้อ วางลงบนโต๊ะแล้วจึงตามออกไป
พบว่าบุรุษทั้งสามถึงกับเดินตรงไปยังถนนเล็กๆ แห่งหนึ่งที่อยู่นอกจวนชางติ้งโหว จ้องมองการเคลื่อนไหวบริเวณประตูด้วยท่าทีลับๆ ล่อๆ แต่กลับไม่มีการเคลื่อนไหวอื่น
บุรุษในชุดผ้าหยาบมองหาแผงขายของบริเวณไม่ไกล รีบเดินไปนั่งลง “ขอเต้าหู้ที่หนึ่ง!”
คนเหล่านี้น่าสนใจจริงๆ ทุกวันล้วนมาที่นี่เพื่อจับตาดูหลายชั่วยาม ตกลงจวนชางติ้งโหวทำเรื่องอะไรที่ไปล่วงเกินคนของแคว้นเหลียนกันแน่? พวกเขาจะกลับไปยามใด?
รถม้าคันหนึ่งหยุดอยู่บริเวณประตูจวนโหว เฟิ่งอวี่ลงจากรถ บุรุษหลายคนเพิ่มความระมัดระวังขึ้นโดยพลัน แต่ที่ทำให้ผู้คนสนใจก็คือพวกเขาราวกับกำลังระวังใครบางคน มักจะมองไปรอบด้าน บางครั้งก็มีคนจากไปแต่ไม่นานก็ย้อนกลับมา
ยังคงเป็นเช่นเดิม มองหาหลังคาเหมาะๆ แห่งหนึ่งเพื่อพักผ่อน ส่วนบุรุษสามคนนั้นยังคงอยู่ในซอย บุรุษในอาภรณ์ชุดหยาบหาวเล็กน้อย ทว่าเพียงพริบตาเดียวบุรุษสามคนนั้นก็หายไปแล้ว
“อะไรกัน? สมควรตาย!” ช่างทำให้ผู้อื่นไม่ได้พักได้ผ่อนแม้แต่เค่อเดียวจริงๆ! บุรุษไม่สนใจสิ่งอื่นใดรีบตามไปโดยพลัน
ภายในจวนชางติ้งโหว
ภายในห้องหนังสือ มีเงาร่างแปลกหน้ายืนอยู่บริเวณนั้น “ลำบากแล้ว”
ลมเย็นสายหนึ่งพัดเข้ามา เปลวเทียนบนโต๊ะสั่นไหว คนผู้นั้นพลันหายไปไม่เห็นร่องรอย
ชางติ้งโหวเดินกลับมายังที่นั่งพลางอ่านจดหมายในมือ ตอนนี้เอง บนหลังคามีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ผู้ใด?”
บุรุษในห้องรีบซ่อนจดหมายแล้วตามออกไป เพียงไม่นานในลานเรือนก็มีประกายกระบี่และเสียงต่อสู้ดังขึ้นระลอกหนึ่ง
พบว่ามีบุรุษในอาภรณ์สีดำสองคนอยู่ในลานเรือน กำลังสู้กับองครักษ์ที่ล้อมเข้ามาจนเกิดประกายกระบี่ลุกโชน เพลงกระบี่นั้นโหดเหี้ยมดุดัน ไม่มีกระบวนท่าเสียเปล่าแม้แต่น้อย ทั้งสองไม่ตกเป็นรองอีกฝ่ายที่มีคนมากกว่าโดยสิ้นเชิง เฟิ่งอวี่ได้ยินเสียงจึงตามมา กำลังคิดจะเข้าร่วมต่อสู้แต่กลับเห็นเงาดำบนหลังคาทะยานไปอย่างรวดเร็ว
“มีคนอยู่บนหลังคา!”
บนหลังคา? ชางติ้งโหวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง “แย่แล้ว ล่อเสือออกจากถ้ำ!” เกรงว่าสองคนนี้คงต้องการล่อพวกเขาออกมา จุดประสงค์ที่แท้จริงควรจะอยู่ที่อื่น!
“รีบจัดการ! อย่าปล่อยให้รอดไปได้แม้เพียงผู้เดียว!”
องครักษ์ที่เหลือในจวนโหวรีบเข้ามาพัวพัน ยามนี้เอง บนหลังคามีเสียงกระบี่ดังขึ้นระลอกหนึ่ง เฟิ่งอวี่ทะยานตัวขึ้นไป พบว่าบนห้องหนังสือของชางติ้งโหวมีคนสองคนกำลังต่อสู้กันอยู่
ห้องหนังสือ? ท่านพ่อมีเอกสารลับอยู่ในนั้นมากมายยิ่ง!
เฟิ่งอวี่รีบตามไป บุรุษในอาภรณ์ชุดดำซัดฝ่ามือโจมตีอีกฝ่ายแล้วจึงพลิกตัวทะยานหายไปจากม่านราตรี
บุรุษในอาภรณ์ชุดหยาบกำลังจะไล่ตามไป ด้านหลังกลับมีเสียงที่เปี่ยมไปด้วยไอสังหารดังขึ้น “คิดจะหนีหรือ?!”
ได้ยินเสียงชิ้งดังขึ้น อีกฝ่ายชักกระบี่ในมือเตรียมจะตวัดฟัน เสียงอันโกรธเกรี้ยวของเฟิ่งอวี่พลันดังขึ้น “ใครส่งพวกเจ้ามา? จับตาดูจวนโหวของข้าทั้งวันทั้งคืนมีจุดประสงค์อันใด?”
บุรุษอาภรณ์ชุดหยาบดวงตาเปล่งประกาย เดิมที่คิดจะกล่าวว่าตนกับคนเหล่านั้นไม่ใช่พวกเดียวกัน แต่เฟิ่งอวี่ออกกระบวนท่าบีบบังคับเข้ามาแล้ว
อีกฝ่ายแต่งกายเช่นนี้คงไม่กล้าใช้ใบหน้าที่แท้จริงออกมาพบเจอผู้อื่น สภาพของเขาทำให้ผู้คนสงสัยได้ง่ายจริงๆ
เงาร่างทั้งสองเริ่มสู้กันบนหลังคา ด้านวรยุทธไม่มีใครแย่กว่าใคร เฟิ่งอวี่คล้ายจะมั่นใจแล้วว่าอีกฝ่ายคือมือสังหารจึงลงมือโดยไม่ไว้ไมตรี การลงมือบีบบังคับผู้อื่นเช่นนี้คล้ายกับไปกระตุ้นความโกรธของอีกฝ่าย เดิมทีอีกฝ่ายทำเพียงป้องกันมิได้โจมตี ทว่ายามนี้บนร่างของคนทั้งสองกลับปรากฏอาการบาดเจ็บจำนวนมาก
ลมหนาวสายหนึ่งพัดมา กระบี่ในมือของเฟิ่งอวี่เสือกแทงเข้าไปอย่างโหดเหี้ยม บุรุษในอาภรณ์ชุดดำย่อตัวลง คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะพลิกมือเปลี่ยนทิศทาง แสดงท่าทีหลอกล่อเขา เสียงพรึ่บดังขึ้น ยื่นมือออกไปดึงผ้าดำที่ปิดบังใบหน้าของอีกฝ่ายออก ใบหน้างดงามหล่อเหลาพลันปรากฏสู่สายตา
เฟิ่งอวี่ยากจะเชื่อสายตาของตน รีบหยุดเมื่อลง ท่าทีตะลึงค้างกล่าวอันใดไม่ออก
ทำไม นี่มันเป็นไปได้อย่างไร? “อะ องค์ชายรอง?!”
มิใช่ว่าเขาตายไปแล้วหรือ? ใช่ ยามที่ถูกพบใบหน้าทั้งหมดล้วนเละจนมองไม่ออก แต่ตอนนี้กลับยืนอยู่เบื้องหน้าเขาทั้งๆ ที่ยังมีชีวิต หรือจะกล่าวว่า…เพียงแค่คนหน้าเหมือน?
ตงฟางรุ่ยยื่นมือออกไปกุมแก้มที่รู้สึกเจ็บเล็กน้อยของตน จากนั้นจึงหัวเราะ “แม่ทัพเฟิ่งวรยุทธแกร่งกร้าวยิ่งนัก”
เสียงนี้ ไม่ผิดแน่! เป็นองค์ชายรอง
“อวี่เอ๋อร์”
ชางติ้งโหวตามมาถึงด้านล่างแล้ว ตงฟางรุ่ยดวงตาเปล่งประกาย เขาไม่อยากให้คนรู้เรื่องที่ตนยังมีชีวิตอยู่มากเกินไป พลันนั้นจึงรีบทะยานตัวเข้าไปในห้องหนังสือของชางติ้งโหว
เพียงไม่นานสองคนนั้นก็ไล่ตามเข้ามาติดๆ เสียงปังดังขึ้น ประตูถูกปิดอย่างรุนแรง
“องค์ชายรอง เป็นพระองค์…จริงๆ หรือ?”
ตงฟางรุ่ยนั่งลงด้านข้าง เผชิญหน้ากับท่าทีสั่นสะท้านของคนทั้งสอง ทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา “ท่านโหว แม่ทัพเฟิ่ง ไม่ได้พบกันนาน”
“องค์ชายรอง มิใช่ว่าพระองค์…”
จะมีเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไร? ยามนั้นรัชทายาทฝังองค์ชายรองไปแล้ว!
“เดิมทีข้าไม่คิดจะกลับมาอีก แต่ครั้งนี้…” ตงฟางรุ่ยสูดหายใจลึก “ท่านโหวไม่ลองดูหน่อยหรือว่าในจวนมีสิ่งใดหายไป?”
ชางติ้งโหวราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงรีบเดินไปที่โต๊ะด้านข้าง ยื่นมือไปคลำ “จดหมาย?!” จดหมายที่เขาซ่อนไว้เมื่อครู่นี้หายไปแล้ว!
“จดหมายหรือ?! เหตุใดท่านโหวจึงมีความสัมพันธ์กับแคว้นเหลียนได้?”
“แคว้นเหลียน? ความหมายของพระองค์ก็คือ คนเหล่านั้นเป็นคนของแคว้นเหลียนหรือ?”
ตงฟางรุ่ยดวงตาเปล่งประกาย เขาไม่รู้หรือ? “ไม่ทราบว่าจดหมายที่ท่านโหวทำหายมีอะไรสำคัญหรือไม่?”
“ท่านพ่อ ลูกจะส่งคนไปตาม”
“ไม่ ไม่ต้อง” ชางติ้งโหวรู้สึกกังวลใจ ดูแล้วอีกฝ่ายเห็นว่าในจวนมีคนแปลกหน้ามาส่งจดหมาย อยู่เฉยๆ หลายวันตอนนี้จึงค่อยลงมือ อย่างไรก็ตามน่าเสียดายนัก จดหมายที่พวกเขาขโมยไปเป็นเพียงจดหมายที่สหายเก่าซึ่งออกจากราชการไปหลายปีส่งมาให้เท่านั้น คนผู้นั้นไม่ชอบเป็นจุดสนใจ ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองจึงเป็นความลับ ครั้งนี้กลับทำให้คนเหล่านั้นติดกับเสียได้!
“เหตุใดพระองค์จึงทราบว่าคนเหล่านั้นเป็นคนของแคว้นเหลียน?” ชางติ้งโหวถามกลับ หรือการที่องค์ชายรองฟื้นกลับมาจากความตายจะเกี่ยวข้องกับแคว้นเหลียน?
ยามนั้นเมื่อเรื่องของเหมยเฟยสิ้นสุด ไม่ทราบว่าถูกผู้ใดช่วยไปจากท้องพระโรง ตอนนี้เมื่อคิดดูแล้ว แคว้นเหลียนถึงกับมีความสามารถเพียงนั้นเชียว ทำให้คนที่ถูกส่งเข้าโลงไปแล้วมาปรากฏตัวเบื้องหน้าพวกเขาได้อีกครั้งหนึ่ง
ตงฟางรุ่ยมีสีหน้าเคร่งขรึมลง สายตาของเขามองไปนอกหน้าต่าง ทั้งสองเข้าใจความหมายของเขาโดยพลัน
“องค์ชายโปรดวางพระทัย ตอนนี้ข้าส่งคนไปเพิ่มแล้ว”
ตงฟางรุ่ยเงียบไปครู่หนึ่ง “ผู้ที่ตายยามนั้นมิใช่ข้า ข้าเพียงแค่ผลักเรือไปตามน้ำ นำของติดตัววางไว้บนร่างของคนผู้นั้น หลายปีมานี้ข้าออกท่องเที่ยวไปทั่ว ตอนนี้ข้าเองก็ไม่ใช่องค์ชายรองอะไรแล้ว ทั้งสองท่านไม่จำเป็นต้องมากพิธี เพียงแต่ช่วงนี้คนของแคว้นเหลียนมักจะตามสังหารข้า…”
เขาใคร่ครวญครู่หนึ่ง ตัดสินใจว่าอย่าเพิ่งบอกเรื่องเหมยเฟยกับพวกเขาจะดีกว่า “ข้าอยากไปแคว้นเหลียน แต่ก็ไม่อยากถูกพวกมันจับตัว ดังนั้นจึงเปลี่ยนทิศทางแกะรอยของคนแคว้นเหลียนมา พบว่าระยะนี้พวกเขาถึงกับลอบเข้ามาในแคว้นเฉิน ยิ่งไปกว่านั้นยังจับตาดูอยู่รอบๆ จวนชางติ้งโหวของพวกท่าน จนวันนี้เพิ่งจะลงมือ”
ทั้งสองพลันคิดถึงเหมยเฟยขึ้นมา องค์ชายรองเป็นโอรสของเหมยเฟย คนแคว้นเหลียนต้องการสังหารเขา หรือจะเป็นเพราะ…
สีหน้าของชางติ้งโหวค่อยๆ เปลี่ยนไป ความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยเช่นนี้ตกอยู่ในสายตาของตงฟางรุ่ย พลันนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ไม่ทราบว่าตอนนี้คุณชายสามของจวนท่านอยู่ที่ใด?”
เมื่อพูดถึงเฟิ่งหลิง เฟิ่งอวี่จึงมองไปทางบิดาของตนโดยไม่รู้ตัว ความจริงเขารู้ว่าตอนนี้น้องสามอยู่ที่แคว้นเหลียน หรือคนแคว้นเหลียนเหล่านี้มาเพราะเรื่องของน้องสาม?
“อวี่เอ๋อร์ เจ้าออกไปก่อนเถิด ดูเสียหน่อยว่าในจวนยังมีคนน่าสงสัยอื่นอีกหรือไม่”
“…ขอรับ”
เมื่อกันเฟิ่งอวี่ออกไปแล้ว ชางติ้งโหวจึงค่อยกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “เชื่อว่าองค์ชายรองคงรู้ฐานะของหลิงเอ๋อร์แล้วกระมัง?”
“ถูกไล่สังหารนานเพียงนี้ หากไม่อยากรู้คงเป็นเรื่องยากละมัง? ในมือของท่านโหวมีข้อมูลที่คนเหล่านั้นต้องการใช่หรือไม่?” ตลอดมาแคว้นเหลียนล้วนกระทำกันเป็นความลับ ตอนนี้กลับลักลอบเข้ามาในจวนโหวอันสง่างามอย่างเปิดเผยเพียงนี้ เชื่อว่าเรื่องนี้คงสำคัญกับพวกเขายิ่ง
ตอนนี้หมู่เฟยของตนอยู่ในมือฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียน อีกทั้งฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียนยังส่งคนมาที่จวนชางติ้งโหว จะต้องเกี่ยวกับองค์ชายใหญ่เป็นแน่!
ระยะนี้ตงฟางรุ่ยลอบตรวจสอบไปไม่น้อย เขาถึงกับคาดเดาว่าฮองเฮาแห่งแคว้นเหลียนส่งคนมาไล่จับตนเพราะต้องการข่มขู่หมู่เฟย ในมือของหมู่เฟยจะต้องมีของที่พระนางต้องการเป็นแน่ ตงฟางรุ่ยคิดไปคิดมา รู้สึกว่าของสิ่งนี้อาจจะเป็นจุดอ่อนขององค์ชายใหญ่
เมื่อเห็นสีหน้าของชางติ้งโหวจึงรู้ว่าเขามีเรื่องที่ไม่อยากพูด
“ได้ยินว่าระยะนี้เสด็จพี่…เปลี่ยนไปไม่น้อยหรือ?”
“องค์ชายรองทรงทราบแล้วหรือ?”
ข่าวลือเกี่ยวกับรัชทายาทในตอนนี้มีอยู่ทุกทั่วถนน เขาจะไม่ทราบได้อย่างไร
“ฮองเฮาทรงเสด็จสวรรคตไปโดยไม่มีสัญญาณใดกล่าวเตือนล่วงหน้า”
ในดวงตาของตงฟางรุ่ยเปล่งประกาย รู้สึกโศกเศร้าในใจ “อืม ข้าเองก็ไปส่งมาเช่นกัน”
เขาปลอมตัวเป็นข้าราชบริพารส่งฮองเฮาเสด็จไปยังสุสานจักรพรรดิตลอดทาง ยิ่งไปกว่านั้นยังถือโอกาสที่ผู้คนไม่สนใจโขกศีรษะสามครั้ง เขาไม่อยากได้ยินว่าฮองเฮาสวรรคตเพราะเหตุใดกันแน่ และไม่อยากได้ยินว่าวันนั้นเกิดอะไรขึ้นระหว่างรัชทายาทและฮองเฮา ตงฟางรุ่ยเพียงรู้สึกโศกเศร้า ความรักความผูกพันถูกบ่มเพาะมาหลายปี แต่เขากลับไม่สามารถใช้ตัวตนของตัวเองไปพบหน้าฮองเฮาเป็นครั้งสุดท้าย ผู้ใดให้เขามีฐานะเป็นคนตายคนหนึ่งเล่า
“เสด็จพี่เขา…แม่ทัพเฟิ่งเคยเตือนเขาหรือไม่?” ตงฟางรุ่ยคิดมาตลอดว่าตงฟางซวี่เหมาะสมกับตำแหน่งจักรพรรดิยิ่งกว่าตน นี่เป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ตอนนั้นเขาเลือกที่จะถอย อีกทั้งเขายังคาดหวังในชีวิตอย่างที่ตนต้องการมากกว่า ส่วนเสด็จพี่เป็นผู้มีจิตใจดีมีความเมตตา จะต้องเป็นจักรพรรดิที่ยอดเยี่ยมได้แน่ เพียงแต่ไหนเลยจะคิดว่าเมื่อตนกลับมาแคว้นเฉินในครั้งนี้จะได้ยินข่าวลือเช่นนั้น
ชางติ้งโหวไม่ได้ตอบคำถาม “องค์ชายรองอยากไปแคว้นเหลียนจริงๆ หรือ?”
“ท่านโหวมีวิธีหรือ?”
“วิธีย่อมมี เพียงแต่…องค์ชายต้องเสี่ยงอันตราย”
เสี่ยงอันตราย? สิ่งที่เขาไม่กลัวที่สุดก็คือการเสี่ยงอันตราย! ตงฟางรุ่ยใคร่ครวญครู่หนึ่ง “ก่อนหน้านั้นข้าอยากเข้าวังเสียหน่อย” เขาอยากจะไปดูว่าเสด็จพี่ในยามนี้เปลี่ยนไปอย่างไรกันแน่