หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 710 ความสัมพันธ์พี่น้องที่แตกแยก
เล่มที่ 24 ตอนที่ 710 ความสัมพันธ์พี่น้องที่แตกแยก
“นี่…” เฟิ่งจัวทราบว่าเรื่องราวถูกเปิดเผยแล้ว ทว่าเขากลับไม่กล้ายอมรับ พลันนั้นหัวสมองแล่นอย่างรวดเร็ว รู้สึกลิ้นแข็งอยู่บ้าง “เงินเหล่านี้น้องหกยืมลูกไปขอรับ”
“อ้อ? เช่นนั้นเจ้าไปนำเงินมากมายเพียงนี้มาจากที่ใด?”
“ลูก…ลูกเล่นพนันชนะมาขอรับ” เมื่อกล่าวคำนี้ออกมากลับได้ยินเสียงปังครั้งหนึ่ง ชางติ้งโหวกวาดแจกันดอกไม้ข้างมือจนตกลงแตกเต็มพื้น ทำให้เฟิ่งจัวหน้าขาวซีด “เจ้ายังกล้าปิดบังอีก!”
“ท่านพ่อ! ท่านพ่อโปรดระงับโทสะ!” เฟิ่งจัวรีบคุกเข่าลง “ลูกผิดไปแล้ว ลูกสำนึกผิดแล้วขอรับ!”
เพียงแต่พวกเขารู้มากน้อยเพียงใดกันแน่? เจ้าเด็กหน้าเหม็นเฟิ่งอี้จะกล่าวออกไปจนหมดหรือไม่? แผ่นหลังของเฟิ่งจัวมีเหงื่อเย็นซึมออกมา ตอนนี้มิกล้ากล่าวให้มากอีกแม้เพียงคำเดียว
“สำนึกผิด? เจ้าสำนึกผิดอันใดลองกล่าวให้ฟังเสียงหน่อยเถิด!”
มือที่อยู่ในแขนเสื้อของชางติ้งโหวสั่นระริก มีเพียงสวรรค์ที่ทราบว่าเขาต้องพยายามควบคุมตนมากเพียงใดถึงจะรับประกันกับตนได้ว่าจะไม่ฆ่าเจ้าเด็กโง่นี่ไปเสียก่อน!
“ลูก ลูกไม่ควรไปเล่นพนัน…”
อะไรนะ? “ดี! ดียิ่งนัก! เห็นคนจวนโหวเป็นคนโง่งมใช่หรือไม่? เด็กๆ ลงโทษตามกฎบ้าน!” ฮูหยินผู้เฒ่ากล่าวเสียงเย็น พลันนั้นมีองครักษ์ร่างกำยำหลายคนเดินเข้ามาคุมตัวเฟิ่งจัวในพริบตา ทั้งยังมีคนนำมานั่งยาวตัวหนึ่งเข้ามา
“ท่านย่า ท่านย่า…หลานสำนึกผิดแล้ว! หลานผิดไปแล้ว!”
“โบย! โบยให้ข้าหนักๆ โบยเสร็จค่อยฟังเขาพูด!” ฮูหยินผู้เฒ่าชางติ้งโหวโกรธจนถึงสมอง โอกาสล้วนมอบให้เขาแล้ว ทว่าเขากลับกล่าวโกหกติดต่อกัน เช่นนั้นก็โทษผู้อื่นมิได้
แผ่นไม้หนาโบยลงไปโดยไม่ไว้ไมตรีแม้แต่น้อย เฟิ่งจัวเจ็บจนกรีดร้องออกมา เพียงพริบตาเดียวบนอาภรณ์ก็อาบยอมไปด้วยเลือด
ไม้โบยในจวนโหวทำมาจากไม้ที่มีเนื้อแน่นที่สุด เมื่อโบยลงไปล้วนสาหัสมาก ต่อให้เฟิ่งจัวจะมีวรยุทธติดตัวก็ไม่แน่ว่าจะรับไหว
“โอ้ย…ลูกสำนึกผิดแล้ว! ลูกพูดแล้ว พูดทุกอย่าง…”
เฟิ่งอวี่ขมวดคิ้ว “ท่านย่า ท่านพ่อ เหลือลมหายใจไว้ให้เขาหน่อยเถิด รอให้เขาพูดจบค่อยโบยก็มิสาย”
“หยุดมือ!”
ข้ารับใช้รีบหยุดมือลง เฟิ่งจัวนอนร้องโอดครวญอยู่กับพื้น ไม่มีเรี่ยวแรงแม้แต่จะพลิกตัว รู้สึกอ่อนแรงไปทั้งร่าง ขาทั้งสองราวกับไม่ใช่ขาของตน
“ลูกสำนึกผิดแล้ว เป็นรัชทายาทบีบบังคับให้ลูกทำเช่นนี้! หากลูกไม่เชื่อฟัง พระองค์จะฆ่าลูก!”
คนทั้งสามในห้องโถงสบตากันราวกับคำตอบนี้มิได้ทำให้แปลกใจมากเท่าใดนัก
“เริ่มตั้งแต่เมื่อใด?”
“ตะ ตั้งแต่พี่สี่กลับแคว้นมาได้ไม่นานขอรับ รัชทายาทต้องการทราบว่าพี่สี่ติดต่อกับท่านหมอหรือไม่ โอ้ย เจ็บ…” น้ำตาของเฟิ่งจัวไหลออกมาไม่หยุด ตอนนี้เขาไม่มีความกล้าจะพูดโกหกอะไรอีก
รัชทายาทไม่เชื่อพวกเขาจริงๆ ในใจของเฟิ่งอวี่ราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับเอาไว้ เขาเบนสายตาขึ้นมองไปทางชางติ้งโหว คิดถึงคำพูดที่ท่านพ่อกล่าวกับตนก่อนหน้านี้ไม่นาน ก่อนหน้านี้เขายังคงไม่ยอมเชื่อ แต่ตอนนี้…
มิน่าเล่าระยะนี้รัชทายาทจึงไม่เรียกหาเขาเท่าใดนัก หากเป็นเมื่อก่อน ทุกๆ ไม่กี่วันจะต้องมาลองเชิงตน คิดไม่ถึงว่าเขาจะวางสายลับไว้ในจวนชางติ้งโหว คอยจับตาดูทุกการกระทำของพวกเขาตลอดเวลา!
ชางติ้งโหวมองไปยังบุรุษที่ร้องโอดครวญอยู่บนพื้นอย่างใคร่ครวญครู่หนึ่ง “เชิญหมอมารักษาคุณชายห้า!”
“นายท่าน?” ฮูหยินผู้เฒ่ามองไปยังชางติ้งโหวด้วยความสงสัย เขาคิดจะให้อภัยเจ้าตัวโง่งมนี่หรือ?
“ท่านแม่ รัชทายาทจะต้องมาหาจัวเอ๋อร์อีกเป็นแน่ หากรัชทายาททรงทราบว่าพวกเราทราบฐานะของจัวเอ๋อร์แล้ว ไม่เพียงแต่เขาจะมีอันตราย เกรงว่ารัชทายาทยังจะหาผู้อื่นมาจับตาดูพวกเราแทนด้วย มิสู้ปล่อยไปตามน้ำเถิด”
ทุกคนพลันเข้าใจความหมายในคำพูดของเขา จะใช้กลยุทธ์ไส้ศึก เพียงแต่…ด้วยคุณสมบัติของเฟิ่งจัว จะสามารถหลอกคนฉลาดเฉลียวอย่างรัชทายาทได้หรือ?
“จัวเอ๋อร์ พ่อจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง เจ้าอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
“อยาก! อยากขอรับ! ลูกสำนึกผิดแล้ว ลูกสำนึกผิดแล้ว!” ไหนเลยเฟิ่งจัวจะกล้าเล่นลูกไม้อันใดอีก เขารักษาท่าทางของตนด้วยความเจ็บปวด ดูน่าอนาจยิ่งนัก
“ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป เจ้ายังจะทูลรายงานรัชทายาทต่อไป…”
“ไม่ๆๆ ลูกไม่กล้า ลูกไม่กล้าแล้วขอรับ!”
“ที่พ่อจะกล่าวก็คือให้รายงานข้อมูลเท็จแก่รัชทายาท ไม่ว่าในจวนจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าจะต้องรายงานว่าในจวนปกติดีทุกอย่าง! รายงานข้อมูลที่ไม่สลักสำคัญอะไร หรือเรื่องที่รัชทายาททรงทราบอยู่แล้ว เช่นนี้พระองค์คงไม่สงสัย นอกจากนั้นหากรัชทายาทถามอะไรเจ้า เจ้าก็ต้องกลับมารายงานพ่อให้ชัดเจน เข้าใจหรือไม่?” เมื่อทำเช่นนี้พวกเขากลับจะสามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของรัชทายาทในระยะนี้ได้
เฟิ่งจัวคิด ในที่สุดก็เข้าใจความหมายในคำพูดของชางติ้งโหว “ลูกเข้าใจแล้ว เข้าใจแล้วขอรับ”
บุรุษร่างกำยำผู้นั้นเดินก้าวมาเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง “จัวเอ๋อร์ เจ้าจงจำไว้ หากจวนชางติ้งโหวของพวกเราล้ม รัชทายาทจะไม่เก็บเจ้าไว้แน่ คุณค่าของเจ้ามีเพียงการที่เจ้าเป็นคุณชายของจวนชางติ้งโหวเท่านั้น อย่าได้คิดจะเหยียบจวนโหวเพียงเพราะตำแหน่งเลื่อนลอย สิ่งที่รัชทายาทต้องการมีเพียงหุ่นเชิดที่สามารถจับตาดูจวนโหวได้เท่านั้น เมื่อไม่มีจวนโหวแล้ว เจ้าก็ไม่มีความหมายอันใดต่อเขาอีก”
ลูกคนนี้คิดไม่ถี่ถ้วน จำเป็นต้องทำให้เขารู้ถึงความสาหัสของเรื่องราว
“จะ จวนโหวจะล้มหรือ?” เฟิ่งจัวถามออกมาโดยไม่รู้ตัว สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไป เขาพลันรับรู้ว่าตนกล่าวผิดไปแล้ว “ลูกผิดไปแล้ว ลูกผิดไปแล้ว…”
ชางติ้งโหวทำเพียงทอดถอนใจเบาๆ เฟิ่งจัวถูกคนประคองออกไป ส่วนเฟิ่งอี้ถูกชางติ้งโหวสั่งไปแล้วว่ามิให้ออกจากจวนเป็นเวลาสามเดือนเพื่อหลีกเลี่ยงหูตาของผู้อื่น
“เด็กๆ จับตาดูคุณชายห้าให้ดี หากเขามีการเคลื่อนไหวใดให้รีบมารายงานข้า!”
ในห้องพลันมีบุรุษในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น “ขอรับ!” จากนั้นจึงหายไปจากสายตาของพวกเขาราวกับสายลม
วันต่อมาในท้องพระโรง
“อะไรนะ? ปัญหาน้ำท่วมและภัยแล้งยังแก้ไขไม่ได้อีกหรือ? ท่านอัครมหาเสนาบดีจี้ ข้าจำได้ว่าเรื่องนี้ท่านจัดการมาครึ่งปีแล้ว เหตุใดตอนนี้ยังมีฎีกาเรื่องภัยพิบัติเหล่านี้ขึ้นมาอีก?!” รัชทายาทมองไปยังบุรุษผู้มีสีหน้าสงบนิ่งด้วยสายตาเย็นยะเยือก ไม่ทราบว่าเขาตำนิจี้จิ่นต่อหน้าขุนนางเป็นครั้งที่เท่าใดแล้ว
ขุนนางทุกคนรู้สึกเห็นใจอัครมหาเสนาบดีหนุ่มผู้นี้ยิ่งนัก ตั้งแต่จักรพรรดิพระองค์ก่อนเสด็จสวรรคต รัชทายาทก็เพ่งเล็งเขาทุกทาง จะเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ล้วนมอบหมายให้เขาจัดการเพียงผู้เดียว ราวกับอัครมหาเสนาบดีเพียงผู้เดียวต้องรับผิดชอบงานในมือของทุกคน พวกเขาเหล่าขุนนางว่างงานยิ่งนัก ทำได้เพียงมองอัครมหาเสนาบดียุ่งวุ่นวาย พวกเขาพบว่าระยะนี้ท่านอัครมหาเสนาบดีจี้ดูซูบผอมลงอย่างชัดเจน
หากเป็นพวกเขา เกรงว่าคงยืนหยัดไม่ไหวไปนานแล้ว
“เป็นกระหม่อมละเลยแล้ว”
“ในฐานะที่เป็นอัครมหาเสนาบดี หากเรื่องนี้ยังทำไม่ได้ แคว้นเฉินของข้าจะมีเจ้าไว้เพื่อประโยชน์อันใด?”
“กระหม่อมผิดไปแล้ว”
ความรู้สึกไม่สงบในใจของขุนนางทุกคนเริ่มขยายใหญ่ ทุกครั้งพวกเขาล้วนรู้สึกอกสั่นขวัญหายแทนท่านอัครมหาเสนาบดี ทว่าตอนนี้ทุกคนยังยากจะรักษาตัวเอง นอกจากพูดคุยกันเป็นการส่วนตัวแล้วพวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้อีก
เฟิ่งอวี่มองไปยังชายหนุ่มผู้นั้นด้วยความกังวล เขารู้มาตลอดว่ารัชทายาททำเกินไป หรือทรงต้องการบีบบังคับให้ขุนนางผู้มีความสามารถผู้หนึ่งจากไป? รัชทายาทคิดอะไรอยู่กันแน่? หรือเป็นเพราะก่อนหน้านี้ท่านอัครมหาเสนาบดีเคยขอสมรสพระราชทานระหว่างตนกับท่านหมอเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิองค์ก่อน เรื่องนี้จึงทำให้รัชทายาทพะว้าพะวงใจอยู่ตลอด? ตอนนี้คนไม่อยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องทำเช่นนี้ด้วย
“เฟิ่งอวี่ มาที่ห้องทรงอักษรของข้า แยกย้ายได้”
จนกระทั่งเงาร่างในอาภรณ์สีเหลืองสว่างผู้นั้นหายไป ใต้เท้าทุกท่านจึงพากันถอยออกไปอย่างระมัดระวัง
จี้จิ่นราวกับมิได้รับผลกระทบอันใดแม้แต่น้อย เดินอยู่บนทางเดินในพระราชวังเพียงผู้เดียว สายตาคู่หนึ่งทำให้เขาต้องหันกลับมามอง พบว่าหลิ่วอวิ๋นเฟิงยืนอยู่บริเวณไม่ไกล
ชายหนุ่มผู้นั้นเดินเข้ามาหยุดยืนข้างกายจี้จิ่น “ท่านอัครมหาเสนาบดี รักษาตัวให้ดีด้วยขอรับ” ประโยคนี้แฝงไปด้วยความหมายมากมาย เหตุใดจี้จิ่นจะฟังไม่ออก เขาพยักหน้าเล็กน้อย ทั้งสองไม่ได้พูดคุยอะไรให้มากความ ต่างเดินแยกออกไปตามทางของตน
ภายในห้องทรงพระอักษร “กระหม่อมขอเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ”
“เข้ามา”
เสียงประตูถูกเปิดออกดังขึ้น เฟิ่งอวี่เดินก้าวเข้ามา พบว่าบุรุษที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะทรงอักษรกำลังก้มหน้าเขียนอะไรบางอย่าง
“ไม่ทราบว่าพระองค์ทรงมีสิ่งใดจะรับสั่ง?” ยามนี้ระหว่างคนทั้งสองที่เคยมีความสัมพันธ์ประดุจพี่น้องมิอาจก้าวข้ามหุบเหวที่เรียกว่าจักรพรรดิและขุนนางไปได้ ไม่สนิทสนมเฉกเช่นกาลก่อนอีกต่อไป
“ระยะนี้เมืองหลวงมีคนน่าสงสัยปรากฏตัวขึ้นไม่น้อย จวนชางติ้งโหวของเจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
คนน่าสงสัย? รัชทายาทยังจับตามองพวกเขาอยู่จริงดังคาด ก่อนหน้านี้ท่านพ่อเคยกล่าวกับตนเป็นการส่วนตัวแล้ว เมื่อเขาก้าวออกจากจวนโหวก็สัมผัสได้ว่ามีคนกำลังจับตาดูเขาอยู่ คนเหล่านี้มักจะอยู่รอบๆ จวนแต่กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใด ไม่ทราบว่ามีจุดประสงค์อันใด
“หากรัชทายาททรงมีพระบัญชาลงมา กระหม่อมจะส่งคนออกไปตรวจสอบ”
“ไม่จำเป็น ข้าเพียงเป็นห่วงว่าคนเหล่านี้จะคิดไม่ดีต่อจวนโหวของพวกเจ้า”
เฟิ่งอวี่แสร้งทำเป็นไม่เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา ทำเพียงก้มหน้าลงเล็กน้อย ตงฟางซวี่ปรายตามองสีหน้าของเขา “ใช่แล้ว ได้ยินว่าไม่นานมานี้ จู่ๆ คุณชายหกของจวนเจ้าก็ถูกคนของท่านโหวจับตัวกลับไปกลางถนน เกิดเรื่องน่าสนใจอะไรขึ้นหรือ?”
เขารู้ว่านี่เป็นการทดสอบของรัชทายาท เฟิ่งอวี่กลับมิกล้าแสดงท่าทีอื่นใด ทำเพียงแย้มยิ้มอย่างจนใจ “น้องหกของกระหม่อมดื้อรัน ขโมยเงินจากห้องบัญชีในจวนไปแล้วท่านพ่อจับได้จึงเข้ามาดูแล ทำให้พระองค์เห็นเรื่องน่าขันแล้ว”
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” ตงฟางซวี่เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ลูกอนุทั้งสองของจวนชางติ้งโหวไม่เอาไหนจริงๆ ขอเพียงเฟิ่งจัวไม่ถูกเปิดเผยก็พอแล้ว
“ส่วนเรื่องคนน่าสงสัยเหล่านั้น หากพวกเจ้ามีเบาะแสใด จำไว้ว่าให้รีบมาบอกข้า ซินเอ๋อร์น่ารักหรือไม่? รีบกลับไปกอดเขาเถิด”
เมื่อกล่าวถึงบุตรที่เพิ่งเกิดได้ไม่นานของตน สายตาของเฟิ่งอวี่พลันเปล่งประกาย “กระหม่อมทูลลาพ่ะย่ะค่ะ” จากนั้นเขาจึงหมุนตัวไป แต่กลับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “รัชทายาท เรื่องท่านอัครมหาเสนาบดี…”
“ทำไม?”
“มะ ไม่มีอะไรพ่ะย่ะค่ะ ท่านอัครมหาเสนาบดีลำบากยิ่งนัก หวังว่าพระองค์จะทนกับเขาให้มากเสียหน่อย” สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงเท่านี้แล้ว รัชทายาทในตอนนี้ไม่อนุญาตให้ผู้ใดต่อต้านการตัดสินใจของเขาเป็นอันขาด
“ข้ารู้แล้ว ออกไปเถิด” เขากล่าวเสียงแข็ง เฟิ่งอวี่ทอดถอนใจในใจแล้วจึงถอยออกไป
ภายในเมืองหลวง โรงสุราที่มีชื่อเสียงที่สุดปิดทำการ ทุกคนจึงรวมตัวกันที่โรงน้ำชาด้านข้างเพื่อสนทนาเรื่องนี้
“อยู่ดีๆ เหตุใดจึงปิดได้?”
“เจ้าคงไม่รู้กระมัง เบื้องหลังโรงสุราแห่งนี้คือขุนนางในราชสำนัก ว่ากันว่าไม่นานก่อนหน้านี้ถูกรัชทายาทปลดออกจากตำแหน่ง ตอนนี้ตัวคนก็ไม่ทราบว่าไปอยู่ที่ใดแล้ว โรงสุราย่อมต้องปิดทำการ”
“เฮ้อ ระยะนี้เป็นอะไรไปหมด มักจะเห็นเรื่องน่าหดหู่เหล่านี้บ่อยๆ”
“เจ้าไม่รู้…” คนผู้นั้นกดเสียงต่ำ “ว่ากันว่ารัชทายาททรงมีนิสัยเปลี่ยนไปเพราะสตรีผู้หนึ่ง ทุกคนในวังล้วนรู้ดี!”
“คงมิใช่คนผู้นั้น…”
“ชู่!”
ที่โต๊ะติดกัน บุรุษผู้หนึ่งสวมอาภรณ์ผ้าหยาบและหมวกสานชะงักไปเล็กน้อย ราวกับกำลังฟังบทสนทนารอบด้าน
nitnit
ใครนะมาแอบฟัง
nitnit
รัชทายาทไม่ควรเอาความเจ็บแค้นมาลงที่ขุนนางกับประชาชนตัวการก็ตายไปแล้วน่าจะปรับตัวได้แล้ว แต่คนกลับไปโทษอวิ๋นซู
Venus36
พระเอกอะเปล่านั่งฟังอยู่