หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 24 ตอนที่ 709 เรื่องราวถูกเปิดเผย
เล่มที่ 24 ตอนที่ 709 เรื่องราวถูกเปิดเผย
หลังจากอวิ๋นหลินถูกโบยยี่สิบไม้แล้วจึงถูกส่งออกนอกวังด้วยสภาพเลือดโทรมกาย บรรยากาศในตำหนักที่มีสตรีซูอาศัยอยู่พลันเต็มไปด้วยความอันตราย ในสมองของทุกคนปรากฏภาพอวิ๋นหลินบาดเจ็บสาหัสเป็นระยะ ท่าทีเย็นชาของรัชทายาทราวกับปลุกสติของพวกนางให้ตื่น ทำลายฝันหวานของพวกนางจนสิ้น ที่แท้ชีวิตในวังก็มิได้งดงามเฉกเช่นที่ตนจินตนาการ หากก้าวผิดแม้เพียงก้าวเดียว มิแน่ว่าผู้ที่จะถูกลงโทษก็คือพวกนาง
ส่วนหลิ่วเซียงเองก็ถูกกีดกันยิ่งขึ้น ทุกคนคิดว่าการที่อวิ๋นหลินตกลงสู่จุดจบเช่นนี้มิใช่ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับนาง ไม่เคยคิดเลยว่านางเป็นผู้ถูกกระทำในเรื่องนี้ ต่างพากันหลีกเลี่ยงนางราวกับโรคระบาด
เมื่อกลับมาถึงตำหนักของตน ท่าทีเงียบงันของตู้หย่วนซิ่วทำให้ตู้หย่วนฟางกังวลใจยิ่งนัก
“ท่านพี่ ท่าน…”
“เจ้าคิดว่าวันนี้ข้าทำเกินไปหรือไม่?” ตู้หย่วนซิ่วรับคำอีกฝ่าย ในสมองปรากฏภาพสายตาหวาดกลัวของอวิ๋นหลินขึ้นมา เมื่อคิดถึงบาดแผลของนาง พลันรู้สึกว่ามือทั้งสองของตนเปื้อนเลือดไปแล้วก็มิปาน บางทีนี่คงเป็นสิ่งที่สตรีในวังหลังจำเป็นต้องเผชิญกระมัง
ถูกเคียดแค้น ถูกหวาดกลัว แต่เมื่อสูญเสียอำนาจก็จะถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้า วังหลังแห่งนี้เป็นสถานที่กลืนกินผู้คนจริงๆ
“ไม่ หย่วนฟางเพียงแค่เป็นห่วงท่านพี่…” ตู้หย่วนฟางกลัวว่าตู้หย่วนซิ่วจะคิดฟุ้งซ่าน จึงยื่นมือออกไปปลอบนาง
ใบหน้าแข็งทื่อแย้มยิ้มอย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก “โชคดีที่หาของพบ ท่านแม่…”
“ท่านพ่อดูแลแม่ได้ดี ท่านพี่จัดการเรื่องในวังก่อนเถิด รอให้เรื่องสงบแล้วค่อยออกจากวังไปดูท่านแม่ก็ยังไม่สาย” แม้ตู้หย่วนฟางจะกล่าวเช่นนี้ แต่ในใจกลับเข้าใจกระจ่างเป็นอย่างดี ท่านแม่คงคิดว่าเวลาของตนเหลือไม่มากแล้วจึงนำสินเดิมของตนมาแบ่งให้บุตรีอย่างพวกนาง
ตู้หย่วนซิ่วพยักหน้าเล็กน้อย “เวลาไม่เช้าแล้ว เจ้ารีบกลับไปเถิด ไม่เช่นนั้นใต้เท้าเฟิ่งจะเป็นห่วง”
เกี่ยวกับตู้หย่วนฟาง ตู้หย่วนซิ่วมีเพียงความรู้สึกอิจฉาและชื่นชมเท่านั้น โชคดีที่น้องสาวของตนมีวันเวลาที่ดีกว่าตน เส้นทางนี้นางเป็นผู้เลือก ต่อให้เต็มไปด้วยขวากหนามนางก็จะไม่เสียใจ
…
รถม้าค่อยๆ เคลื่อนตัวออกนอกวัง ม่านราตรีแผ่ขยาย ในที่สุดตู้หย่วนฟางก็กลับถึงจวนชางชิ่งโหว
สายตาคู่หนึ่งจับจ้องสตรีที่กลับถึงจวนช้า ดวงตาของเฟิ่งจัวสว่างวาบ เหตุใดพี่สะใภ้จึงกลับช้าเช่นนี้? ได้ยินว่าวันนี้นางเข้าวัง จะต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นเป็นแน่! หึๆ มีโอกาสได้รับเงินก้อนใหญ่แล้ว!
เฟิ่งจัวกลับไปยังห้องของตนด้วยความยินดี ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อมองไปกลับเห็นห้องที่เดิมทีมืดมิดกลับสว่างขึ้นมา หัวใจของเขาเต้นระรัว “ผู้ใด?!”
ประตูห้องถูกผลักให้เปิดออก เฟิ่งอี้ที่อยู่ด้านในหันมาด้วยท่าทีแปลกใจ “พี่ห้า นี่ท่านเห็นน้องหกเป็นหัวขโมยหรือ?”
“ที่แท้ก็เป็นเจ้า…” เฟิ่งจัวถอนใจ “เหตุใดวันนี้จึงมีเวลามาที่ห้องข้าได้” เขานั่งลงด้านข้างรินชาตามใจแล้วยกขึ้นดื่ม
“พี่ห้า ภาพวาดบนกำแพงของท่านไม่เลวเลย ไม่ทราบว่าจะมอบให้น้องหกได้หรือไม่?” เฟิ่งอี้ชี้ไปยังภาพวาดภูเขาแม่น้ำบนกำแพง ดวงตาเปล่งประกาย
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าภาพนั้นต้องใช้เงินเท่าใด? ไปๆๆ กลับไปที่ห้องของเจ้าเสีย”
อีกฝ่ายพลันเงียบลง เฟิ่งจัวราวกับรับรู้อะไรบางอย่างจึงรีบเปลี่ยนคำพูด “เหตุใดเจ้ายังไม่กลับไปอีก หากท่านย่ารู้เข้า อาจบอกว่าพวกเราไม่มีความรับผิดชอบ เจ้าอย่าได้ลากข้าเข้าไปพัวพันเชียว!”
“พี่ห้า ท่านมีเรื่องอะไรปิดบังข้าอยู่ใช่หรือไม่?” เฟิ่งอี้หรี่ตา มองไปยังสีหน้าของเฟิ่งจัวที่ดูไม่เป็นธรรมชาตินัก
“เจ้า เจ้าพูดเหลวไหลอันใด? รีบไปเสีย ตอนนี้ดึกมากแล้ว ข้าจะพักผ่อนแล้ว!”
อีกฝ่ายดึงเขาออกมานอกห้องโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เฟิ่งอี้รีบจับขอบประตูไว้แน่น “หรือพี่ห้าลืมไปแล้ว ก่อนหน้านี้ท่านกับข้าสองพี่น้องเคยกล่าวว่าจะมีสุขร่วมเสพมีทุกข์ร่วมต้านมิใช่หรือ? ตอนนี้พี่ห้าบินไปเกาะกิ่งไม้ใหญ่แล้ว คิดจะสลัดน้องหกทิ้งหรือ?”
“บินไปเกาะกิ่งไม้ใหญ่? น้องหกกำลังฝันอยู่หรือไม่? ตอนนี้พี่ห้าของเจ้ายังตัวคนเดียว คิดจะช่วยก็ช่วยเจ้าไม่ได้!”
เฟิ่งอี้หัวเราะเสียงเย็น “เช่นนั้นหรือ เช่นนั้นพี่ห้านำเงินจากที่ใดมาซื้อภาพของปรมาจารย์ชื่อดังบนกำแพงนี้เล่า? คงมิใช่ท่านย่าหรือท่านพ่อให้มากระมัง? ในเมื่อเป็นเช่นนี้น้องหกคงทำได้เพียงไปถามดูเสียหน่อยว่าเหตุใดจึงลำเอียงกับพี่ห้าเช่นนี้”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ เฟิ่งอี้ก็ทำท่าจะหมุนตัวเดินจากไป แต่กลับถูกเฟิ่งจัวดึงแขนเสื้อไว้
“น้องหก นี่เจ้าจะทำอะไร? เร็ว รีบเข้าไป!”
เฟิ่งอี้ถูกดันเข้ามา จากนั้นจึงยกชายอาภรณ์นั่งลง บนใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้ม “พี่ห้าพบเรื่องยอดเยี่ยมอันใดใช่หรือไม่ ดูแตกต่างไปตั้งแต่หัวจรดเท้า!”
เฟิ่งจัวพลันคิดถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเฟิ่งฉีขึ้นมา เหตุใดสายตาของคนเหล่านี้จึงแหลมคมเช่นนี้ ต้องทราบว่าทุกวันนี้เขากระทำเรื่องราวอย่างระมัดระวังยิ่ง ออกไปจากจวนค่อยสวมอาภรณ์สง่างามสูงค่า ก่อนกลับจวนก็จะเปลี่ยนเป็นอาภรณ์ธรรมดา แต่เมื่อในมือมีเงิน เฟิ่งจัวก็รู้จักเสพสุขยิ่งกว่าผู้ใด ดูได้จากอาภรณ์ที่ดูเหมือนจะธรรมดาแต่ความจริงลายปักยอดเยี่ยม ย่อมมีราคาแตกต่างกันไป
เขารู้นิสัยของเฟิ่งอี้ดี เมื่อคิดจะรู้เรื่องราวให้กระจ่างก็จะสอบถามไม่ยอมลดละ พลันนั้นจึงตัดสินใจวางเดิมพัน
“เจ้ารู้หรือไม่ ตอนนี้พี่ห้าจะเปิดใจพูดเรื่องคอขาดบาดตายกับเจ้า!”
อะไรนะ?! เฟิ่งอี้ชะงักไป นี่หมายความว่าอย่างไร…ท่าทางลับๆ ล่อๆ ของเขา ดูแล้วคล้ายกับว่าเฟิ่งจัวกำลังทำเรื่องอันตรายอะไรบางอย่าง
…
“อะไรนะ? รัชทายาททรงมีรับสั่งให้ท่านจับตาดูจวนโหวหรือ?” เฟิ่งอี้ยากจะเชื่อหูของตนยิ่งนัก มิน่าเล่าระยะนี้พี่ห้ามักจะมีท่าทีลับๆ ล่อๆ ที่แท้เมื่อในจวนมีการเคลื่อนไหว เขาก็จะแอบไปรายงานรัชทายาท ทุกครั้งจะได้รางวัลกลับมาไม่น้อย! “หากให้ท่านพ่อและพี่ใหญ่รู้เข้า พี่ห้าคง…”
“ดังนั้นข้าจึงไม่ได้บอกเจ้า! มีคนรู้น้อยลงก็มีเรื่องอันตรายน้อยลง! เจ้าเองก็เข้าใจดี อยู่กับจักรพรรดิก็เหมือนอยู่กับเสือ หากรัชทายาททรงไม่พอพระทัย หัวของพี่ห้าเจ้าไม่รู้ว่าจะถูกแขวนไว้บนประตูเมืองเมื่อใด!”
เฟิ่งอี้เงียบลงพลางกลืนน้ำลาย ยังไม่ต้องพูดถึงว่ารัชทายาททรงทราบแล้วจะเป็นอย่างไร หากท่านพ่อและพี่ใหญ่รู้เข้า หัวของพี่ห้าก็คงถูกแขวนไว้ที่ประตูจวนโหวกระมัง? แต่เมื่อคิดดูอีกครั้ง ได้ทำงานให้รัชทายาท วันหน้ามิใช่ว่าจะได้รับตำแหน่งขุนนางในราชสำนักโดยตรงหรือ? อยู่กับจักรพรรดิก็เหมือนอยู่กับเสือนั้นไม่ผิด แต่มีคนมากมากเพียงใดที่เลือกเดินทางนี้?
พวกเขามีฐานะเป็นบุตรอนุของจวนชางชิ่งโหว เดิมทีก็ไม่ได้รับความสำคัญ มี โอกาสที่จะโดดเด่นไม่มาก ตอนนี้พี่ห้าเข้าพวกกับรัชทายาท นับเป็นเรื่องดีที่หาได้ยากยิ่งในรอบร้อยปี!
“ไม่ได้ พี่ห้า ท่านต้องแนะนำข้ากับรัชทายาทด้วย!”
“…งานจับตามองมีเพียงคนเดียวก็พอแล้ว หากมีสองคนจะไม่ขัดแข้งขัดขากันหรือ?”
เฟิ่งอี้เลิกคิ้วขึ้น “หรือพี่ห้าจะทิ้งน้องหก?”
“ไม่ๆๆ ข้าเพียงคิดว่ารัชทายาททรงคิดเช่นนี้ เมื่อถึงเวลาหากทำให้น้องหกตกอยู่ในอันตรายจะทำอย่างไรเล่า? ต้องทราบว่าองครักษ์เงาข้างพระวรกายรัชทายาทล้วนโหดเหี้ยมอำมหิตยิ่งนัก ครั้งแรกก็ทำให้ข้าได้รับบาดเจ็บแล้ว!”
เฟิ่งอี้คิด รู้สึกว่ามีเหตุผล รัชทายาทในตอนนี้อารมณ์แปลกประหลาดไม่เหมือนคนปกติ อีกทั้งเดิมทีความสัมพันธ์ระหว่างพี่ใหญ่กับรัชทายาทก็ดีเพียงนั้น ตอนนี้กับจมลงสู่สถานการณ์กระอักกระอ่วนเสียได้ เรื่องอันตรายเช่นนี้ให้พี่ห้าไปทำเพียงผู้เดียวก็ดีแล้ว แต่ว่า… “น้องหกเองก็เป็นห่วงอยากคลายกังวลแทนพี่ห้า หากมีอะไรที่น้องหกช่วยได้ขอให้พี่ห้ารีบเอ่ยปาก อย่างไรก็ตาม…ช่วงนี้น้องหกขัดสนยิ่งนัก หวังว่าพี่ห้าจะสนับสนุน”
ต้องการเงินจริงๆ ด้วย! ในใจของเฟิ่งจัวรู้สึกไม่พอใจ ทว่าตอนนี้จุดอ่อนอยู่ในมืออีกฝ่าย หากไม่ให้คงไม่ได้ เขาหยิบตั๋วเงินร้อยเหลียงออกมาจากอกเสื้อ “จะต้องใช้จ่ายอย่างระมัดระวังเสียหน่อย สายตาของพี่สี่เฉียบแหลมยิ่งนัก! ครั้งที่แล้วข้าเกือบถูกเขาจับได้!”
“ฮ่าๆๆ พี่ห้ามือเติบจริงๆ แต่เงินหนึ่งร้อยเหลียงนี้ ใช้ไปใช้มาเพียงไม่นานก็หมดแล้ว แต่มีเงินก็ดีกว่าไม่มี ฮ่าๆๆ เวลาไม่เช้าแล้ว พี่ห้ารีบพักผ่อนเถิด”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ เฟิ่งอี้ก็หยิบตั๋วเงินถอยออกไปด้วยความดีใจ
เมื่อประตูถูกปิด เฟิ่งจัวก็แค่นเสียงเย็นออกมา “หนึ่งร้อยเหลียงยังน้อยอีกหรือ? เจ้าหมอนี่…” ดูท่าทางอีกไม่นานคงมาขอเงินตนอีกกระมัง ช่างโชคร้ายจริงๆ
สองวันต่อมา
เมื่อเฟิ่งจัวกลับถึงจวนโหวพลันสังเกตเห็นว่าบรรยากาศในจวนดูแปลกไป พ่อบ้านชราเดินเข้ามาต้อนรับ “คุณชายห้า ท่านโหวเชิญท่านไปพบขอรับ”
ท่านพ่อ? เมื่อเห็นสีหน้าของพ่อบ้านชรา ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดเฟิ่งจัวจึงรู้สึกว่ามีลางสังหรณ์ไม่ดีเกิดขึ้นในใจ จะมีเรื่องอะไรกัน? เขาก้มหน้าลงมองอาภรณ์ธรรมดาของตนในวันนี้ คงไม่รู้หรอกกระมัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเหยียบย่างเข้าไปในห้องโถงใหญ่ หัวใจของเฟิ่งจัวพลันเต้นรัว
พบว่าฮูหยินผู้เฒ่าชางชิ่งโหวตลอดจนท่านโหวและเฟิ่งอวี่ล้วนอยู่ด้านใน ส่วนเฟิ่งอี้กลับคุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยอาการสั่นเทา
แย่แล้ว คงมิใช่ว่า…
“ลูกคารวะท่านย่า ท่านพ่อ พี่ใหญ่ขอรับ”
สีหน้าของชางชิ่งโหวพลันมืดครึ้มหาใดเปรียบ “จัวเอ๋อร์ รู้หรือไม่ว่าวันนี้พ่อคิดจะถามอะไรเจ้า?” โอกาสมีเพียงครั้งเดียว ดูสิว่าเขาจะคว้าไว้หรือไม่
เอ๋? นี่ไม่เหมือนนิสัยของท่านพ่อ ปกติหากเขารู้อะไรมา ควรจะรีบเขามาถีบเขาจนพลิกคว่ำแล้วถึงจะถูก
พลันนั้นจึงแอบมองไปยังเฟิ่งอี้ที่อยู่บนพื้นอีก ฝ่ายราวกับสัมผัสได้ถึงสายตาของเขาจึงเงยหน้าขึ้นด้วยความขลาดเขลา สายตาคู่นั้นเปล่งประกาย ไม่ทราบว่าหมายความว่าอย่างไร
“น้องหกทำอะไรผิดหรือ? ลูกจะพูดกับเขาดีๆ แน่ ท่านพ่ออย่าได้โกรธเลยขอรับ”
ทำผิด? “หึๆ พ่อไม่เคยรู้มาก่อนว่าจัวเอ๋อร์จะฉลาดเพียงนี้” ในเสียงหัวเราะเจือไปด้วยความอันตรายอันไร้ก้นบึ้ง ไม่รอให้เฟิ่งจัวมีปฏิกิริยากลับมาก็ได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าชางชิ่งโหวแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง “เดรัจฉาน!”
จากนั้นภาพวาดภาพหนึ่งพลันถูกเขวี้ยงใส่ศีรษะเฟิ่งจัวอย่างรุนแรง “โอ้ย…ท่านย่า…”
“นี่มันอะไร เจ้าดูเถิด”
เขาเก็บภาพอักษรขึ้นมาจากพื้น มองมันด้วยความเจ็บปวด “นี่เป็นภาพวาดธรรมดา”
“ภาพอักษรนี้น้องหกของเจ้าจ่ายไปเจ็ดสิบเหลียงเพื่อซื้อมา!”
เจ็ดสิบเหลียง?! เด็กคนนี้บ้าไปแล้วหรือ ตนเองเพิ่งจะให้เขาไปร้อยเหลียง พริบตาเดียวก็ไปซื้อภาพวาดเก่าๆ มาแล้ว! คิดจะใช้เงินให้หมดเร็วๆ จะได้มาขอตนอีกหรือไร?
เฟิ่งจัวรู้สึกราวกับเลือดจุกในอก อยากกระอักเลือดก็กระอักไม่ออก
“เรื่องเงินเจ็ดสิบเหลียงนี่ เจ้ามีอะไรจะพูดหรือไม่?” สายตาของฮูหยินผู้เฒ่าราวกับคมมีด ทิ่มแทงไปบนร่างของเฟิ่งจัว
Venus36
ชื่อตอนซ้ำ แต่เนื้อหาไม่ซ้ำ เอาแล้วไง ลูกอนุก็แบบนั้นละ ดูแลวังหลังวุ่นวายแท้ พระชายารองเปลี่ยนไปจนน่ากลัว กลายเป็นนิสัยแบบฮองเฮาไปแล้ว