หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 25 ตอนที่ 728 เข้าจวนแม่ทัพ
เล่มที่ 25 ตอนที่ 728 เข้าจวนแม่ทัพ
มือคู่หนึ่งยื่นออกมาจากมุมมืด ปิดปากตงฟางรุ่ยเอาไว้แล้วลากไปในมุม “ข้าเอง!” ด้านหลังแว่วเสียงของเฟิ่งหลิง ในดวงตาของตงฟางรุ่ยปรากฏความแปลกใจ ญาติผู้พี่แสนเย็นชาถึงกับมาช่วยตนเชียวหรือ?
“คนเล่า? แยกย้ายกันค้นหา!”
บุรุษชุดดำหลายคนพบว่าจู่ๆ บุรุษเบื้องหน้าก็หายไปไม่เหลือร่องรอยจึงแยกย้ายกันไปไล่ตาม
บุรุษข้างกายเฟิ่งหลิงจึงค่อยผ่อนคลายลง กำลังคิดจะหันไปกล่าวหยอกล้อ ทว่าจู่ๆ บริเวณข้อมือกลับเจ็บแปลบ “ญาติผู้พี่ เจ็บๆๆ รีบปล่อยมือเถิด…”
ต่อต้านไปก็ไร้ประโยชน์ เฟิ่งหลิงจับข้อมือของเขาลากไปโดยไม่ไว้ไมตรีแม้แต่น้อย
เสียงตุ้บดังขึ้น บุรุษผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกโยนลงบนเก้าอี้อย่างแรง เจ็บจนตงฟางรุ่ยต้องกัดฟันร้องโอดครวญ “ญาติผู้พี่ทำอะไร? ถือโอกาสโยนหินลงบ่อหรือ?”
“ญาติผู้พี่? ตอนนี้เพิ่งจะคิดได้ว่าข้าคือญาติผู้พี่ของเจ้าหรือ?” ใบหน้าหล่อเหลาของเฟิ่งหลิงมืดครึ้มลง มองไปยังบุรุษผู้กระทำการบุ่มบ่ามเบื้องหน้า ไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะพูดเช่นไรดี
ตงฟางรุ่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ยกมือกุมหน้าอกที่บาดเจ็บของตนพลางแสร้งทำเป็นฟังไม่เข้าใจ
“เจ้ารู้หรือไม่ วันนี้เจ้าก่อเรื่องเช่นนี้ วันหน้าการจะช่วยอาหญิงเหมยออกมาจะยิ่งเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ยิ่งขึ้น?” แหวกหญ้าให้งูตื่นไปแล้ว เชื่อว่าหลังจากวันนี้ไปตำหนักเย็นแห่งนั้นคงมีคนมาเพิ่ม หรือบางทีฮองเฮาอาจจะเปลี่ยนไปใช้สถานที่อันปลอดภัยเพื่อกักขังเหมยเฟยต่อไป
ตงฟางรุ่ยมีท่าทีไม่แยแสแม้แต่น้อย “วันนี้อาศัยเพียงกำลังของข้าคนเดียวก็ก่อเรื่องจนพวกเขาวุ่นวายได้ วันหน้าหากมีความช่วยเหลือจากญาติผู้พี่ หากต้องการช่วยหมู่เฟยของข้าออกมา มิใช่ว่าเป็นเรื่องง่ายหรอกหรือ?” ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความลำพองใจโดยไม่ปกปิดแม้แต่น้อย ไม่คิดเลยว่าการกระทำในวันนี้บ้าบิ่นเพียงใด
เฟิ่งหลิงพลันแย้มยิ้มออกมา โชคดีที่ก่อนหน้านี้เขากำชับองครักษ์เงาไว้แล้วว่าให้ใส่ใจการเคลื่อนไหวของตงฟางรุ่ย คิดไม่ถึงว่าตนดูถูกความสามารถของญาติผู้น้องคนนี้เกินไปจนปล่อยให้เขาหลบสายตาขององครักษ์เงาออกมาก่อเรื่องเช่นนี้ได้ ดีที่ตนยังมาพบทันเวลา “หากข้ามาไม่ทัน เจ้ามั่นใจหรือว่าจะมีวิธีถอยออกมาอย่างปลอดภัย?”
เขามองสำรวจบุรุษผู้มีสภาพน่าอนาจเบื้องหน้า สุดท้ายสายตาจึงหยุดอยู่บริเวณหน้าอกที่กระเพื่อมขึ้นลงรุนแรงเป็นพิเศษ
ไหนเลยจะรู้ว่าตงฟางรุ่ยกลับหัวเราะอย่างไม่ใส่ใจ “มิใช่ว่าญาติผู้พี่มาทันแล้วหรือ? นี่แสดงให้เห็นว่าระหว่างท่านกับข้าสองพี่น้องมีความเข้าใจกันอย่างดี” เขาแสร้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้น หนุนศีรษะลงไปบนข้อมือของตน
“…” ถึงกับยังมีอารมณ์เล่นอีกหรือ? เฟิ่งหลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ดูเหมือนเจ้าจะได้รับบาดเจ็บ ช่วงนี้พักผ่อนให้ดีเถิด”
ตงฟางรุ่ยฟังความหมายในคำพูดของเฟิ่งหลิงไม่ออก “ข้าเองก็ล้าพอดี ไม่ทราบว่าห้องรับแขกในตำหนักองค์ชายใหญ่เป็นอย่างไร? เชื่อว่าคงสบายเป็นอย่างยิ่ง” ความหมายของเขาก็คือต้องการไปพักอยู่ข้างกายเฟิ่งหลิง
เงาดำสายหนึ่งปรากฏ ตงฟางรุ่ยเงยหน้าขึ้นมา จู่ๆ ด้านหลังพลันมีองครักษ์เงาผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้น ใช้ผ้าปิดปากปิดจมูกเขาไว้ เขาเบิกตากว้าง จ้องมองไปยังเฟิ่งหลิงที่มีใบหน้าเจือรอยยิ้มจางๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อ กลิ่นยาอันเข้มข้นโถมเข้าสู่จมูก จากนั้นดวงตาทั้งสองพลันมืดมิด สุดท้ายจึงทิ้งคำก่นด่าไว้ประโยคหนึ่งก่อนจะจมลงสู่ความมืด
เมื่อเห็นบุรุษผู้นั้นถูกทำให้สลบไปอย่างรวดเร็ว เฟิ่งหลิงจึงทอดถอนใจเบาๆ “พาเขาไปส่งที่จวนแม่ทัพกงซุน ท่านแม่ทัพรู้ดีว่าควรจะทำเช่นไร”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
ตอนนี้ผู้ที่มีความสามารถเพียงพอที่จะกักตัวตงฟางรุ่ยไว้ได้มีเพียงแม่ทัพกงซุนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นซูเอ๋อร์ยังอยู่ที่นั่นด้วย เฟิ่งหลิงจึงวางใจขึ้นมาก เพียงแต่ตงฟางรุ่ยทำเช่นนี้ยังต้องเปลืองความคิดไปอุดรอยรั่วเสียหน่อย
…
ฟ้าเริ่มสว่าง เสียงนกร้องเสนาะหูดังแว่วมา ทำให้ตงฟางรุ่ยที่เดิมที่ยังสลบไสลได้สติขึ้นมาหลายส่วน
ร่างกายรู้สึกเฉื่อยชา ขนตาสั่นไหวเล็กน้อยราวกับเพิ่งผ่านความฝันอันเนิ่นนาน ในฝันตนถูกไล่ล่า ทว่าสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น เขากลับจำได้ไม่ชัดเจน
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้น ทัศนวิสัยเริ่มชัดเจน เหนือศีรษะเป็นผ้าม่านแปลกตาผืนหนึ่ง ในสมองของตงฟางรุ่ยขาวโพลนอยู่นาน รู้สึกว่าร่างกายเบาหวิว นี่เขา…อยู่ที่ใด?
สูดหายใจลึก ตงฟางรุ่ยรู้สึกว่าตนเหนื่อยล้ายิ่งนัก ประคองร่างกายขึ้นมาด้วยความยากลำบาก เขาพบว่าตนอยู่ในห้องอันแปลกตาห้องหนึ่ง เมื่อก้มลงมองตนเองอีกครั้ง พบว่าอาภรณ์ของเขาเปลี่ยนไปเป็นอาภรณ์แห้งสะอาดแล้ว! ราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงยื่นมือไปแหวกคอเสื้อของตนออกดู บริเวณหน้าอกที่ได้รับบาดเจ็บถูกผ้าพันแผลพันไว้เรียบร้อย ทั้งยังมีกลิ่นสมุนไพรอันเข้มข้นเจืออยู่
เหตุใดตนจึงจำไม่ได้แม้แต่น้อยว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น
ใบหน้างดงามหล่อเหลาพลันปรากฏในสมอง ตงฟางรุ่ยคิดได้ว่าตนกำลังสนทนากับเฟิ่งหลิง เพียงแต่หลังจากนั้น…
ฮ่าๆ นี่เขาถูกทำให้สลบหรือ?
ตงฟางรุ่ยมีประสบการณ์กับเรื่องเช่นนี้ดี พริบตาเดียวก็จัดการอารมณ์ให้กระจ่างชัดได้ ดูจากห้องนี้แล้วไม่เหมือนกับห้องในพระราชวัง หรือจะกล่าวว่า…ญาติผู้พี่กังวลว่าตนจะก่อเรื่องจึงนำเข้ามาทิ้งไว้ที่อื่น? เพียงแต่…เขาคิดว่าจะมีที่ใดกักตัวตนไว้ได้หรือ? ขอเพียงคิดจะเข้าวัง เขาย่อมมีวิธีไปถึง เพียงแค่ลำบากเล็กน้อยเท่านั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ตงฟางรุ่ยจึงประคองร่างกายลงจากเตียง เดินไปยังประตูอย่างระมัดระวัง
เสียงประตูถูกเปิดออก อากาศบริสุทธิ์โถมเข้ามา จากนั้นพลันมีดาบใหญ่สองเล่มพาดขวางอยู่เบื้องหน้าเขา
“…พวกเจ้าเป็นใคร?” มองไปยังใบหน้าประดุจเทพหน้าดำของทั้งสอง ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ยอมตอบ ตงฟางรุ่ยขมวดคิ้ว หรือญาติผู้พี่จะขังตนไว้? เมื่อมองไปอีกครั้ง พบว่าองครักษ์ทั้งสองที่เฝ้าอยู่บริเวณประตูสวมชุดเกราะ สายตามองตรงไปเบื้องหน้า บนระเบียงทางเดินมีทหารหลายคนเฝ้าอยู่
“คุณชายตงฟางตื่นแล้วหรือเจ้าคะ?”
เสียงอันคุ้นเคยเสียงหนึ่งดังแว่วมา ตงฟางรุ่ยเงยหน้าขึ้นมอง เห็นใบหน้างดงามทว่าปราดเปรียว “เจ้า…” สตรีผู้นี้มีใบหน้าคุ้นเคยอยู่บ้าง
“คุณหนูของบ่าวคำนวณไว้ว่าคุณชายจะตื่นในยามนี้จึงสั่งให้บ่าวนำยามาให้เป็นพิเศษ คุณชายโปรทานยาด้วยเจ้าค่ะ”
“เจ้าคือ…” เพียงไม่นานตงฟางรุ่ยก็คิดออก นี่มิใช่สาวใช้ข้างกายท่านหมอหรือ?
บนใบหน้าของชุนเซียงประดับไปด้วยรอยยิ้ม ไม่สนใจท่าทีตื่นตะลึงของตงฟางรุ่ย ประคองถ้วยยาเดินเข้าไป “ยานี้เพิ่งจะต้มเสร็จ คุณชายถือโอกาสกินตอนร้อนๆ เถิดเจ้าค่ะ”
เมื่อเห็นยาน้ำที่มีไอร้อนโชยออกมา ตงฟางรุ่ยคิดได้เพียงว่าอวิ๋นซูกำลังแกล้งเขาอยู่หรือไม่? “คุณหนูของเจ้าเล่า?”
“คุณหนูกำลังแช่น้ำเจ้าค่ะ”
ดูท่าทีที่นี่คงเป็นจวนแม่ทัพแล้ว ฐานะในปัจจุบันของท่านหมอมาได้อย่างไรกัน? ใช่แล้ว คล้ายกับจะเป็นคุณหนูของแม่ทัพกงซุน!
ถึงกับส่งคนมากมายเพียงนี้มาเฝ้าตน ญาติผู้พี่จะทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เกินไปหรือไม่!
ตงฟางรุ่ยเดินไปนั่งลงด้านข้างอย่างเกียจคร้าน นิ้วชี้เคาะลงบนโต๊ะคล้ายตั้งใจคล้ายไม่ตั้งใจ ราวกับคิดหาวิธีออกไปก็มิปาน
“คุณชายเจ้าคะ คุณหนูของบ่าวกล่าวว่า หากคุณชายคิดจะออกไปย่อมเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้”
ชุนเซียงแย้มยิ้ม ตงฟางรุ่ยดวงตาเปล่งประกาย จากนั้นจึงเผยท่าทีหยอกล้อออกมา “อ้อ? คุณหนูของเจ้ารู้หรือว่าข้ากำลังคิดอะไร?”
ชุนเซียงทำเพียงยิ้มแต่ไม่กล่าวคำใด ตงฟางรุ่ยคิดว่าประโยคเมื่อครู่นี้ของนางคล้ายกับมีลับลมคมในบางอย่าง ยิ่งไปกว่านั้นยังแฝงไปด้วยน้ำเสียงกล่าวเตือนอยู่หลายส่วน
“ที่นี่คือจวนแม่ทัพหรือ? ไม่พาข้าไปเดินเล่นรอบๆ หน่อยหรือไร?” เขากลับอยากจะเห็นเสียจริง แม่ทัพกงซุนท่านนี้จะมีความสามารถเช่นไรถึงมากักตัวตนได้
“บ่าวรับผิดชอบเพียงส่งยาให้คุณชาย หากคุณชายต้องการออกไป บ่าวจะกลับไปเรียนคุณหนูให้เจ้าค่ะ”
ชุนเซียงย่อมไม่ติดกับง่ายๆ ตั้งแต่เมื่อก่อนนางก็ได้ยินมาว่าองค์ชายรองมีนิสัยแปลกประหลาด ตอนนี้คุณหนูมอบหมายให้นางจับตาดูเขา เช่นนั้นย่อมไม่ปล่อยให้เขาออกไปจากห้องนี้ง่ายดายเพียงนั้น
“ทำไม? นี่เป็นวิธีรับแขกของจวนแม่ทัพกงซุนหรือ?”
“คุณชายตงฟางได้รับบาดเจ็บสาหัส ไม่พักผ่อนอยู่บนเตียงให้ดี กลับอยากจะศึกษาเรื่องวิธีการรับแขกในจวนหรือ?” ด้านนอกมีเสียงสุขุมดังแว่วมา ชุนเซียงรีบถอยไปด้านข้าง ไม่ทราบว่าอวิ๋นซูยืนอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยามใด ใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้มจางๆ มองไปยังบุรุษข้างโต๊ะ
“แค่กๆ” ตงฟางรุ่ยเบนสายตาหลบด้วยความร้อนตัว เขารู้ว่าวิชาแพทย์ของอวิ๋นซูล้ำเลิศ ย่อมมองออกว่าอาการบาดเจ็บบนร่างของตนสาหัส ยามนี้ยังเจ็บอยู่เล็กน้อย อีกทั้งความคิดของสตรีผู้นี้ร้ายกาจเกินไป ราวกับคาดเดาความคิดของตนได้นานแล้ว “ข้าเพียงจะกล่าวว่า ได้มาจวนแม่ทัพ ไม่เพียงแต่จะมีเตียงให้นอน ทั้งยังมีชาให้ดื่ม วิธีการรับแขกเช่นนี้ยอดเยี่ยมไม่มีผู้ใดเทียบจริงๆ”
อวิ๋นซูย่อมไม่พลาดประกายเจ้าเล่ห์ที่พาดผ่านดวงตาของเขา พลันนั้นจึงแย้มยิ้มอย่างสงบ “คุณชายตงฟางกล่าวเกินไปแล้ว หากบาดแผลของคุณชายยังไม่หายดีก็สามารถนอนอยู่ในห้องนี้ได้ตลอด จะไม่มีผู้ใดมารบกวนคุณชาย”
“…”
หึ ช่างเป็นหมอที่ดี ยิ่งไม่เพียงแต่จะขังเขาไว้ ทั้งยังเห็นเขาเป็นตัวตลกอีกด้วย! ตงฟางรุ่ยเม้มปากเล็กน้อย “คุณหนูกงซุนไม่คิดหรือว่าผู้ป่วยควรจะออกไปเดินเสียหน่อยถึงจะมีประโยชน์กับการรักษาบาดแผล? ข้าผู้น้อยไม่อยากเป็นคนที่เอาเปรียบผู้อื่นนานเกินไป หากรักษาให้หายเร็วเสียหน่อยคงดีกับคุณหนูกงซุน ใช่หรือไม่”
อวิ๋นซูเห็นท่าทีไม่เชื่อฟังของตงฟางรุ่ยจึงรู้ว่าเขายังไม่ยอมถอดใจ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ มิสู้ให้โอกาสเขาสักครั้งเสียหน่อย หากหนีออกไปจากจวนแม่ทัพได้จริงๆ เช่นนั้นพวกเขาเฝ้าไปก็เปล่าประโยชน์
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ชุนเซียง เจ้าพาคุณชายตงฟางไปดูรอบๆ เถิด”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ อวิ๋นซูจึงถอยออกไปอย่างเรียบเฉย
ในใจของตงฟางรุ่ยเต็มไปด้วยความยินดี เขาไม่เชื่อว่าจวนกงซุนแห่งนี้จะเป็นตาข่ายสวรรค์ที่ออกไปไม่ได้ ถึงกับให้สาวใช้ตามตนไปเพียงผู้เดียว จะดูถูกกันเกินไปหรือไม่! ดูเถิดว่าเขาจะหนีไปอย่างไร จะทำให้ท่านหมอเสียใจให้ถึงขีดสุด!
บนระเบียงทาง เดินบุรุษผู้นั้นบิดเอวอย่างเกียจคร้าน มีท่าทีเหลาะแหละ ไม่ทำตัวเป็นแขกแม้แต่น้อย
เขาลูบเสาสีแดงด้านข้าง “อืม นับว่าแข็งแรง”
จากนั้นจึงมองไปยังสวนบุปผาอันงดงาม “อืม นับว่ามีรสนิยมอยู่บ้าง”
ชุนเซียงที่อยู่ด้านหลังอดยิ้มไม่ได้ นี่คือองค์ชายรองของแคว้นเฉินจริงหรือ? เหตุใดบนร่างจึงมีบรรยากาศคล้ายคุณชายเจ้าสำราญ
ในสมองปรากฏความคิดเช่นนี้ขึ้นมา ทว่าจู่ๆ ลมหนาวพัดมา บุรุษเบื้องหน้าถึงกับทะยานตัวขึ้นไปบนหลังคา ชุนเซียงดวงตาเปล่งประกายแต่กลับไม่เผยท่าทีร้อนรนแม้แต่น้อย
ดูเถิด ปล่อยให้ตหนีมาง่ายๆ เช่นนี้ จวนแม่ทัพก็เพียงเท่านี้เอง!
สายตาของตงฟางรุ่ยเต็มไปด้วยความลำพองใจ หยัดยืนบนหลังคาแล้วมองไปยังชุนเซียงที่ยังคงยืนอยู่บนระเบียงทางเดินโดยไม่มีปฏิกิริยาใดด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เสียงหัวเราะดังขึ้น “นำคำขอบคุณของข้าไปให้คุณหนูกงซุนด้วย ถือโอกาสลาเลยแล้วกัน!”