หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 25 ตอนที่ 729 หยอกล้อดรุณีน้อย
เล่มที่ 25 ตอนที่ 729 หยอกล้อดรุณีน้อย
ตงฟางรุ่ยสูดหายใจลึก มองไปรอบด้านครู่หนึ่งด้วยความลำพองใจ จากนั้นจึงแค่นเสียงเบาๆ ในขณะที่กำลังจะหมุนตัวไปพลันต้องขมวดคิ้วแน่น สัมผัสได้ชัดเจนว่ามีไอสังหารสายหนึ่งแผ่ออกมาจากด้านหลัง
“อะไรกัน?”
เขาหันกลับไปอย่างรวดเร็ว ได้ยินเสียงฟุ่บดังขึ้น เงาดำสายหนึ่งพุ่งมาทางเขาประดุจสายฟ้า แขนขาทั้งสี่ถูกพันธนาการ ยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยากลับมา เขาก็สูญเสียการทรงตัวจนกลิ้งตกลงมาจากหลังคาแล้ว
“อึก…” เสียงร้องดังขึ้น การกระแทกครั้งนี้ทำให้บาดแผลบริเวณหน้าอกของตงฟางรุ่ยถูกกระเทือนอย่างแรงจนแทบจะกระอักเลือด เขาเบิกตากว้างด้วยความเจ็บปวด ยามนี้จึงค่อยพบว่าตนถูกตาข่ายรัดแน่น แขนขาไม่อาจเคลื่อนไหวได้!
เพียงไม่นานก็มีองครักษ์ถาโถมเข้ามาจากทั่วทุกสารทิศ เหยียดตามองไปยังบุรุษที่ถูกมัดอยู่บนพื้นเหมือนกับนกตัวหนึ่ง
“โธ่ คุณชายตงฟางเป็นอะไรไปเจ้าคะ อดรนทนไม่ไหว อยากจะชมทิวทัศน์ของจวนแม่ทัพจากหลังคาหรือ?” เหนือศีรษะมีเสียงขบขันของชุนเซียงดังแว่วมา “แต่บนหลังคาอันตรายยิ่งนัก หากไม่ระวังคุณชายก็อาจจะถูกมัดจนตกลงมาได้ หากเป็นเช่นนั้นคงไม่ค่อยดีนะเจ้าคะ”
“เจ้า…ปล่อยข้า!”
สีหน้าของตงฟางรุ่ยมืดครึ้มลงโดยพลัน จนใจที่ไม่ว่าเขาจะดิ้นอย่างไร ตาข่ายบนร่างก็ยิ่งรัดแน่นขึ้น
ชุนเซียงราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ทันใดนั้นจึงมีท่าทีเข้าใจกระจ่าง “โชควาสนาของคุณชายตงฟางนับว่าดีจริงๆ หากปีนไปบนหลังคาของเรือนติดกัน เกรงว่าคงไม่ได้ถูกขังอยู่ในตาข่าย เป็นไปได้มากว่าจะถูกยิงจนพรุนเป็นรังแตน!”
อะไรนะ?! จวนแม่ทัพแห่งนี้คิดจะเอาชีวิตของตนจริงๆ หรือ นี่เรื่องจริงหรือล้อเล่น? ฮ่าๆ ไม่เกรงใจแม้แต่น้อยเลยจริงๆ!
บุรุษในตาข่ายค่อยๆ ใจเย็นลง บนใบหน้าฟื้นคืนสู่รอยยิ้มเฉกเช่นที่ผ่านมา
“ข้าเพียงแค่ล้อเล่นเท่านั้น จวนแม่ทัพไม่เสียชื่อเลยจริงๆ ฮ่าๆ ตอนนี้ควรปล่อยข้าออกไปได้แล้วกระมัง?”
องค์ชายรองอาศัยอยู่ในแคว้นเฉินจะเคยได้ยินเรื่องของจวนแม่ทัพกงซุนได้อย่างไร ชุนเซียงรู้ว่าหากให้เห็นกับตาย่อมดีกว่า แน่นอนว่านางไม่คิดจะเปิดโปงเขา พลันนั้นจึงส่งสายตาครั้งหนึ่ง องครักษ์ข้างกายจึงเดินเข้ามาแก้ตาข่ายเหล็กบนร่างให้เขา
ทันใดนั้นร่างกายพลันผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย ตงฟางรุ่ยปัดฝุ่นบนร่างของตนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ชุนเซียงที่อยู่ข้างกายเอ่ยถามขึ้นประโยคหนึ่งด้วยเจตนาดี “คุณชาย เมื่อครู่ได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”
“…ฮ่าๆ บาดเจ็บเล็กน้อย ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึง” เขาไหวไหว่ หมุนทั่วไปเพื่อบดบังสีหน้าอันย่ำแย่
“บินได้สูงยิ่งนัก! คิกๆๆ…”
“หลิงเอ๋อร์ ทางนี้ ทางนี้ปล่อยได้ไกลกว่า”
“พี่สาวรีบมาดูเร็ว ว่าวตัวนี้บินได้สูงยิ่ง!”
เสียงหัวเราะน่ารักราวกับกระดิ่งเงินดังมาจากลานเรือนแห่งหนึ่ง ตงฟางรุ่ยอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าลง เงยหน้าขึ้นมอง พบว่าท่ามกลางท้องฟ้าสีครามมีว่าวตัวหนึ่งลอยอยู่ พลันนั้นจึงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
จวนแม่ทัพมีสตรีอื่นอยู่ด้วยหรือ? เมื่อครู่เขาเพิ่งจะตกหัวทิ่ม แต่พวกนางกลับมีความสุขอยู่ที่นี่! อารมณ์ของตงฟางรุ่ยย่ำแย่เป็นอย่างยิ่ง บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มมืดครึ้ม ค่อยๆ เดินเข้าไปตามต้นเสียงนั้น
ชุนเซียงสังเกตุเห็นการเคลื่อนไหวของเขา แต่กลับไม่ทราบว่าบุรุษผู้นี้มีแผนอะไรจึงทำได้เพียงตามไปด้านหลังอย่างสงบ
“หลิงเอ๋อร์ร้ายกาจจริงๆ บินได้สูงเพียงนี้เชียว ดูเถิด จะบินขึ้นไปถึงตำหนักพระจันทร์ได้หรือไม่?”
สาวใช้หลายคนที่อยู่ข้างกายหัวเราะด้วยท่าทีสนิทสนม ดรุณีน้อยน่ารักผู้นั้นมีใบหน้าเปี่ยมความสุข
ตงฟางรุ่ยหยุดฝีเท้าลงบริเวณซุ้มประตูโค้ง มองเพียงปราดเดียวก็พบเงาร่างเล็กๆ ที่กำลังมีความสุขอยู่ด้านใน รอยยิ้มไร้เดียงสาไม่มีสิ่งไม่บริสุทธิ์เจือปนแม้เพียงครึ่งส่วน ดวงตากลมโตสว่างไสวบริสุทธิ์เช่นนั้นมีเพียงเด็กน้อยเท่านั้นถึงจะมีได้ เพียงแค่ว่าวเล็กๆ น้อยๆ ตัวเดียวก็สามารถทำให้นางเผยรอยยิ้มเช่นนั้นได้แล้ว ชั่วขณะนั้น อารมณ์อันขุ่นมัวของตงฟางรุ่ยเมื่อครู่นี้พลันถูกกวาดจนเกลี้ยง ยืนมองเงียบๆ อยู่เช่นนั้น
ดรุณีน้อยผู้นั้นสวมเสื้อคลุมตัวบาง ผิวงดงามราวกระเบื้องเคลือบ แดงระเรื่อราวกับผลผิงกั่วที่ยังไม่สุกงอม ยามแย้มยิ้มดวงตาโค้งราวพระจันทร์เสี้ยว ทั้งยังเผยฟันขาวที่เรียงสวยทั้งสองแถว เมื่อมองให้ละเอียดพบว่ามีฟันหายไปซี่หนึ่ง แต่กลับมิได้ทำลายใบหน้าอันน่ารักของนางแม้แต่น้อย
ตงฟางรุ่ยคิดไปถึงลูกที่ยังไม่ได้เกิดมาดูโลกของตน หากเด็กคนนั้นมีชีวิตอยู่ ตนจะได้เห็นรอยยิ้มน่ารักเช่นนี้ของเขาหรือไม่? เพียงแต่น่าเสียดาย…มือที่อยู่ในแขนเสื้ออดไม่ได้ที่จะกำแน่น ตงฟางรุ่ยสะบัดศีรษะ พยายามทำให้ตนลืมความทรงจำที่ไม่มีความสุขเหล่านั้นไปเสีย แม่นางน้อยผู้นี้หน้าตาน่ารักจริงๆ มิสู้ไปหยอกล้อนางเสียหน่อย กล่าวอีกอย่างก็คือนางเป็นคนในจวนแม่ทัพ รังแกนางเสียหน่อย เป็นการระบายแค้นให้ตนได้พอดี
องค์ชายรองกำลังมองอะไรอยู่? ชุนเซียงเห็นตงฟางรุ่ยยืนนิ่งไม่เคลื่อนไหวอยู่นานจึงมองไปตามสายตาของเขา หลิงเอ๋อร์?
“อา! พี่สาวชุนเซียง!” ซูหลิงเอ๋อร์หันมาพอดี พริบตาเดียวก็พบชุนเซียงที่อยู่นอกซุ้มประตูโค้ง โบกมือไปมาด้วยความดีใจ
พลันนั้นเอง สายว่าวในมือส่งเสียงดังก่อนจะขาดไป ว่าวรูปผีเสื้อที่อยู่กลางอากาศสั่นไหวแล้วร่วงลงมา “ว่าวของข้า!”
หลิงเอ๋อร์รู้สึกร้อนใจ ร่างกายเล็กๆ รีบไล่ตามไปราวกับต้องการรับว่าวที่ร่วงลงมาด้วยตัวเอง
ดวงตาของชุนเซียงมืดครึ้มลง มองไปยังตงฟางรุ่ยที่อยู่เบื้องหน้าอย่างไม่พอใจ การกระทำเมื่อครู่ของบุรุษผู้นี้นางเห็นอย่างชัดเจน เหตุใดต้องรังแกดรุณีน้อยผู้หนึ่งด้วย? ถึงกับใช้หินขว้างไปตัดสายว่าวของนางเช่นนั้นเชียว!
“หลิงเอ๋อร์ระวังหกล้ม!” สาวใช้ข้างกายตะโกนเรียกอย่างร้อนรน เพียงแต่ซูหลิงเอ๋อร์สนใจเพียงเงยหน้ามอง คาดเดาสถานที่ที่ว่าวตัวนั้นจะตกลงมา
ยามนี้เอง เงาร่างร่างหนึ่งทะยานข้ามศีรษะของซูหลิงเอ๋อร์ รับว่าวที่กำลังตกลงมาในอากาศ พริบตาเดียวก็หยัดยืนอยู่บนต้นไม้ใหญ่ในลานเรือน “หือ ว่าวจากที่ใดกัน?”
ตงฟางรุ่ยแสร้งทำท่าทีแปลกใจ หลิงเอ๋อร์ไล่ตามมาด้วยใบหน้ายินดี “พี่ชาย นั่นเป็นว่าวของหลิงเอ๋อร์!”
บุรุษบนต้นไม้ก้มหน้าลง มองใบหน้าเล็กๆ ที่กำลังมองมาที่เขาจากบนพื้น จากนั้นจึงโบกของในมือไปมา “นี่คือว่าวของเจ้าหรือ? เจ้ามีหลักฐานอันใดหรือไม่?”
เอ๋? หลักฐาน?
สาวใช้ทั้งหลายสบตากัน แต่ไหนแต่ไรพวกนางไม่เคยเห็นบุรุษผู้นี้มาก่อน เหตุใดจึงเข้ามาได้?
หลิงเอ๋อร์รู้สึกร้อนใจ “นี่ นี่เป็นว่าวที่หลิงเอ๋อร์และพี่สาวทั้งหลายช่วยกันทำ”
“อ้อ? ข้าก็มิได้เห็น จะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้ากำลังโกหกอยู่หรือไม่?” ตงฟางรุ่ยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อยพลางเล่นว่าวในมือ เรี่ยวแรงเช่นนั้นราวกับต้องการทำลายว่าวให้ขาดก็มิปาน
ดวงตาของซูหลิงเอ๋อร์พลันแดงก่ำ “ข้า ข้า…หลิงเอ๋อร์ไม่ได้โกหก เป็นเรื่องจริง หลิงเอ๋อร์ทำว่าวตัวนั้นจริงๆ เมื่อครู่ไม่ระวังมันจึงได้ขาด…” เมื่อพูดจนถึงประโยคสุดท้ายพลันรู้สึกร้อนใจขึ้นมา
“นี่ๆๆ อย่าร้อง ผู้อื่นเขาจะคิดว่าพี่ชายรังแกเจ้าได้ ยิ้มเสียหน่อยเถิด!”
สาวใช้หลายคนรู้สึกเหยียดหยามอยู่ในใจ นี่คือกำลังรังแกเช่นไรเล่า! พวกนางเป็นกังวลว่าจะเป็นแขกของจวนหรือไม่จึงไม่กล้าถามอะไร
ซูหลิงเอ๋อร์กลัวว่าอีกฝ่ายจะไม่ยอมคืนว่าวให้นาง พลันนั้นจึงพยายามฝืนยิ้มออกมา คิดไม่ถึงว่าบุรุษบนต้นไม้กลับหัวเราะ “ฮ่าๆๆๆ ยิ้มได้น่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้นัก”
“…”
น่าเกลียด? บนใบหน้าของซูหลิงเอ๋อร์เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ นี่พี่ชายกำลังกล่าวว่านางน่าเกลียดหรือ? ดวงหน้าเล็กๆ ราวกับถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก อดไม่ได้ที่จะสะอึกสะอื้นออกมา “ว่าว หลิงเอ๋อร์ต้องการว่าว…”
ชุนเซียงทนไม่ไหวอีกต่อไป พริบตาเดียวก็เดินไปเบื้องหน้าอุ้มซูหลิงเอ๋อร์ขึ้นมา “หลิงเอ๋อร์เด็กดี ว่าวตัวนั้นพวกเราไม่ต้องการแล้ว พี่สาวชุนเซียงจะทำให้เจ้าใหม่อีกตัว”
“ทำอีกตัวก็ยุ่งยากแล้ว มิสู้เอาเช่นนี้เป็นอย่างไร เจ้าเด็กน้อย เจ้าก็ร้องเพลงให้พี่ชายฟังเสีย หากพี่ชายพอใจจะคืนว่าตัวนี้ให้เจ้า” ตงฟางรุ่ยโบกของในมือไปมา มองไปยังดรุณีน้อยในอ้อมกอดของชุนเซียงที่จ้องมองมาที่ว่าวโดยตลอด ท่าทางน่าขันยิ่งนัก
“อาการบาดเจ็บของคุณชายตงฟางยังไม่หายดี ยืนอยู่บนต้นไม้อันตรายยิ่งนัก” ชุนเซียงคิดว่าควรจะรีบหยุดบุรุษที่ชอบก่อปัญหาผู้นี้เสีย ถึงแม้จะไม่เข้าใจว่าเหตุใดเขาต้องทำให้เด็กน้อยลำบากใจก็ตาม
แต่ละสายตาต่างรวมกันอยู่บนร่างของตงฟางรุ่ย เพียงแต่เขากลับมีใบหน้าแย้มยิ้มตามนิสัย ทว่าในใจคิดกลับคิดว่ามีเด็กน้อยเช่นนี้ก็ไม่เลวเลย สมควรตาย เหตุใดจึงคิดถึงเรื่องในกาลก่อนขึ้นมาอีกแล้ว
“ร้องเพลงเถิด เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่ชอบว่าวตัวนี้หรือ?”
ซูหลิงเอ๋อร์สูดจมูกราวกับลังเลว่าจะร้องเพลงหรือไม่ ชุนเซียงจึงกระซิบข้างหูนาง “หลิงเอ๋อร์ อย่าไปสนใจเขา”
“แต่หลิงเอ๋อร์ชอบว่าวตัวนั้น…”
“ใช่แล้ว ชอบว่าวตัวนี้ก็ร้องเพลงให้พี่ชายฟังเสียหน่อย” ตงฟางรุ่ยกล่าวโน้มน้าว ราวกับชอบเห็นท่าทียุ่งยากของซูหลิงเอ๋อร์ยิ่งนัก
สีหน้าของสาวใช้ทั้งหลายแปลกประหลาดยิ่ง บุรุษบนต้นไม้ผู้นี้ไม่เอาไหนจริงๆ เหตุใดจึงไปรังแกดรุณีน้อยผู้หนึ่งได้?
ตงฟางรุ่ยแย้มยิ้มอยู่เช่นนั้น ทว่าจู่ๆ ในดวงตาพลันเกิดประกายส่องสว่าง ไอเย็นยะเยือกสายหนึ่งถูกยิงมาจากระเบียงทางเดินฝั่งตรงข้าม เขาย่อตัวหลบตามสัญชาตญาณ หลบไปได้อย่าหวุดหวิด อาวุธลับนั้นทะยานเฉียดผ่านอาภรณ์บริเวณหน้าอกของเขา มีความเจ็บปวดแผ่ออกมาที่ผิวหนัง เมื่อมองไปพบว่าบริเวณอกเสื้อมีรอยขาดอยู่รอยหนึ่ง ทั้งยังเปื้อนเลือดเล็กน้อย
“ผู้ใด?!”
สมควรตาย คนในจวนแม่ทัพต้องการฆ่าเขาให้ตายจริงหรือ? ถึงกับใช้อาวุธลับเช่นนี้เชียว ทำไมเล่า จะรังแกดรุณีน้อยเพียงผู้เดียวก็ไม่ได้หรือ?
“หึ ถึงกับยิงพลาดไปได้” เสียงอันดุดันดังแว่วมา ตงฟางรุ่ยได้ยินจึงหันไปมอง ไม่ทราบว่ามีบุรุษผู้หนึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามตั้งแต่ยามใด ใบหน้าอันคุ้นเคยเช่นนั้นราวกับเคยพบที่ใดมาก่อน
กู้สวิ๋นฟางเพิ่งจะกลับมาจากการทำธุระด้านนอก คิดไม่ถึงว่ากลับเห็นซูหลิงเอ๋อร์ถูกรังแก บุรุษบนต้นไม้รนหาที่ตายจริงๆ เขากำลังคิดจะทดลองอาวุธที่ตนสร้างขึ้นใหม่พอดี เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าตนยังมิคุ้นมือจึงยิงพลาดเสียได้ ที่เขาเล็งก็คือหัวใจของอีกฝ่าย!
ตงฟางรุ่ยย่อมไม่พลาดความเสียดายที่ปรากฏในดวงตาของกู้สวิ๋นฟาง ในมือของอีกฝ่ายถืออาวุธอันแปลกประหลาด กำลังเล็งมาที่เขาอีกครั้งหนึ่ง
“คุณชายกู้ ลงมือไว้ไมตรีด้วยเจ้าค่ะ!” ชุนเซียงตกใจยิ่งนัก นางไม่สงสัยเลยว่ากู้สวิ๋นฟางต้องการเอาชีวิตตงฟางรุ่ย ต้องทราบว่าอาวุธที่เขาสร้างออกมามีพลังสังหารรุนแรงเป็นอย่างยิ่ง เป็นอาวุธลับที่ดูถูกไม่ได้เลย
กู้สวิ๋นฟางปรายตามองนางด้วยความไม่พอใจ ชุนเซียง สาวใช้ผู้นี้กำลังขอร้องแทนเจ้าคนไร้อย่างอายนั่นหรือ?
ยามนี้เอง ตงฟางรุ่ยกระโดดลงมาแล้ว ใช้มือเช็ดรอยเลือดบนหน้าอกเบาๆ มองไปยังบุรุษตรงข้ามด้วยท่าทีมืดครึ้ม ประเดี๋ยวก่อน คนผู้นี้ดูคุ้นตาจริงๆ
“ชุนเซียง อย่าขวางข้า ให้ข้ายิงมันให้ตายเสีย!”
เสียงเช่นนี้…ตงฟางรุ่ยคิดขึ้นมาได้โดยพลัน “เจ้ามิใช่ช่าง…”
“คุณชายตงฟาง! ออกมานานเพียงนี้คงเหนื่อยแล้วกระมัง บ่าวจะส่งท่านกลับไปพักผ่อนเสีย มิเช่นนั้นหากนานไปคุณหนูจะตำหนิได้” ชุนเซียงทราบว่าตงฟางรุ่ยจำกู้สวิ๋นฟางได้แล้ว กังวลว่าเขาจะกล่าวออกมาทั้งหมดจึงพูดขัดอย่างร้อนรน
ทำไม ถึงกับจำเขาได้เชียวหรือ? กู้สวิ๋นฟางขมวดคิ้ว มองอีกฝ่ายให้ละเอียดอีกครั้ง บุรุษเบื้องหน้าดูคุ้นตาอยู่หลายส่วนจริงๆ หรือจะเป็นคนของแคว้นเฉิน?
chaikan
ตงฟางรุ่ยจอมซาดิสม์ ที่จริงในใจคงนึกถึงลูกที่ตนเองทำให้แท้งแต่นิสัยที่ก้าวร้าวกระด้าง เลยแสดงออกไม่เหมาะสม หาเรื่องเอง
Venus36
องค์ชายรองกวนตีนมากอะ น่าโดนให้หายความยโสโอหัง สมควรแล้วที่พระชายาทำแท้ง ลูกมีพ่อแบบนั้นก็ไม่ไหว