หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 798 คลื่นลมปรากฏ
เล่มที่ 27 ตอนที่ 798 คลื่นลมปรากฏ
“ลำบากองค์หญิงแล้วจริงๆ กงซุนซูผู้นั้นกระทำเรื่องส่วนตัวไม่ระมัดระวัง ข้าเองก็เคยได้ยินมานานแล้ว องค์ชายใหญ่และฝ่าบาทถูกนางปิดหูปิดตา และเป็นเพราะองค์หญิงเก้ารู้จุดประสงค์ที่แท้จริงของกงซุนซูผู้นั้น นางจึงลงมือกับองค์หญิง” ฝูจีพูดด้วยท่าทีจริงจัง หวงฝู่เสียได้รับความอยุติธรรมมานานเพียงนี้ จู่ๆ ก็มีความรู้สึกราวกับได้พบสหายร่วมอุดมการณ์
ใช่แล้ว ไม่มีผู้ใดเข้าใจและช่วยเหลือนาง แต่ตอนนี้ในที่สุดก็มีคนยอมเชื่อนางแล้ว ดวงตาของหวงฝู่เสียแดงระเรือ “แต่ว่า ข้าจะทำเช่นไรเล่า? ตอนนี้หมู่เฟยยังยากจะปกป้องตนเอง พวกเราต้องทำอย่างไรจึงจะทำให้กงซุนซูผู้นั้นเผยหางออกมาได้?”
ดวงตาของฝูจีเกิดประกายพาดผ่าน “องค์หญิง มีประโยคหนึ่งกล่าวไว้ว่าจะถอนวัชพืชต้องกำจัดถึงราก กงซุนซูผู้นั้นมีใจคอโหดเหี้ยม คราวนี้ทำให้มือขององค์หญิงใช้การไม่ได้ เช่นนั้นครั้งต่อไปอาจเอาชีวิตองค์หญิงก็เป็นได้!”
หวงฝู่เสียรู้สึกราวกับมีสายลมอึมครึมระลอกหนึ่งแผ่ออกมาจากเท้า ในสมองปรากฏภาพใบหน้าอวิ๋นซูขึ้นมา แต่กลับรู้สึกราวกับงูพิษตัวหนึ่งก็มิปาน
“ข้า ข้าควรจะทำเช่นไร…”
“หากต้องทนรับความกังวลที่จะถูกผู้อื่นสังหาร มิสู้พวกเราชิงลงมือก่อน องค์หญิงเก้าคิดเห็นอย่างไร?”
หวงฝู่เสียค่อยๆ เบนสายตาขึ้น มองไปยังใบหน้างดงามมีหนึ่งไม่มีสองของฝูจี รู้สึกราวกับจิตวิญญาณถูกสูบเข้าไปก็มิปาน ผงกศีรษะอย่างเหม่อลอย
ฝูจีแย้มยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นจึงหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “องค์หญิงโปรดดู นี่คืออะไร?”
เข็มเงินเล็กละเอียดเล่มหนึ่งปรากฏในมือฝูจี หวงฝู่เสียขมวดคิ้ว “มันคือ…ต้องการวางยาพิษกงซุนซูหรือ?” แต่นางมีฐานะเป็นหัตถ์เซียน หากต้องการวางยาพิษเกรงว่าจะไม่ใช่เรื่องง่ายปานนั้น
“นี่เป็นเข็มเงินที่กงซุนซูใช้ เพียงแต่อีกไม่นานนี่จะกลายเป็นเข็มจบชีวิตของนาง”
“…”
ภายในตำหนักอวี้กุ้ยเฟย
“ท่านป้า จริงๆ นะขอรับ หัวขโมยที่อยู่ในป่านั่น เดิมทีเซิ่งอวิ๋นใกล้จะจับนางได้แล้ว ผลกลับกลายเป็นว่านางวิ่งหนีไปอย่างเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก!”
ลู่เซิ่งอวิ๋นเดินมาเบื้องหน้าอวี้กุ้ยเฟย เล่าเรื่องที่ตนได้พบเมื่อครู่นี้ออกไปโดยไม่ลืมเติมแต่ง
ใต้เท้าลู่ที่อยู่ด้านข้างโกรธจนแทบอยากจะหักขาลู่เซิ่งอวิ๋นเสียที่นี่อีกครั้ง! ให้เขามาขออภัย แต่กลับพูดจาไร้สาระอันใดกัน?
“นางข้าหลวงผู้นั้นขโมยของหรือ?” อวี้กุ้ยเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความหยอกล้อที่ผู้อื่นยากจะฟังออก
“ใช่แล้วขอรับ! นางสะพายย่ามใบใหญ่เตรียมจะปีนกำแพงออกไป! ท่านป้ารีบสั่งให้คนไปตามหาเถิด มิเช่นนั้นจะสูญเสียใหญ่หลวง!”
อวี้กุ้ยเฟยพยักหน้าเล็กน้อยแต่กลับหลุบตาลงจิบชายอย่างเชื่องช้า เติ้งซื่อที่อยู่ด้านข้างรีบเข้ามาดึงลู่เซิ่งอวิ๋นที่ยังคิดจะพูดอะไรบางอย่างเอาไว้ “เด็กคนนี้นี่ เรื่องในวังเจ้าวุ่นวายได้หรือ? ถึงกับสั่งสอนให้ท่านป้าของเจ้าทำนู่นทำนี่เชียวหรือ!”
เอ๋? เป็น เป็นเช่นนี้หรือ?
ลู่เซิ่งอวิ๋นไม่เข้าใจหลักการเอาตัวรอดในวังหลวงอย่างหนึ่ง นั่นก็คือมีเรื่องน้อยดีกว่ามีเรื่องมาก ยิ่งไปกว่านั้นของที่หายก็ไม่ใช่ของในตำหนักตน ฮองเฮาผู้เป็นเจ้านายแห่งวังหลังยังไม่ใส่ใจ แล้วเขาเอาใจที่ไหนไปยุ่งย่ามเล่า ถึงกับบอกให้อวี้กุ้ยเฟยไปออกหน้าจัดการเรื่องนี้เชียว ต่อให้จับหัวขโมยได้ก็ไม่มีประโยชน์อันใดต่ออวี้กุ้ยเฟย หาฮองเฮาทรงทราบเกรงว่าจะมอบความผิดอันใหญ่หลวงให้นางเป็นแน่
“เจ้าลูกเนรคุณ! ยังไม่รีบคุกเข่ายอมรับผิดกับเหนียงเหนียงอีก!”
ใต้เท้าลู่ตะโกนอย่างโกรธเกรี้ยว ลู่เซิ่งอวิ๋นตกใจจนคุกเข่าลงตามสัญชาตญาณ “ท่านป้า เซิ่งอวิ๋นผิดไปแล้วขอรับ! เซิ่งอวิ๋นไม่กล้าแล้ว!”
อวี้กุ้ยเฟยแย้มยิ้ม พูดแนะนำด้วยท่าทีจริงใจ “เหตุใดใต้เท้าลู่ต้องมีโทสะด้วยเล่า เพียงแค่เด็กไม่รู้ความเท่านั้น ดูเถิด มิใช่ว่าเกือบจับหัวขโมยในวังได้แล้วหรือ?”
ไหนเลยใต้เท้าลู่จะฟังไม่ออก อวี้กุ้ยเฟยกำลังกล่าวว่าลู่เซิ่งอวิ๋นเป็นพวกไม่เอาถ่านที่ส่งเสริมไม่ขึ้น ทางด้านนี้เพิ่งจะรับประกันกับนางว่าเด็กคนนี้จะไม่ก่อเรื่องอันใดอีก แต่ทางด้านนั้นกับเกือบหาเรื่องยุ่งยากขึ้นมาอีกแล้ว
“เหนียงเหนียงโปรดระงับโทสะ กระหม่อมสั่งสอนไม่ดี ลูกเนรคุณนี่มอบให้เหนียงเหนียงจัดการแล้ว!”
ในดวงตาของลู่เซิ่งอวิ๋นเต็มไปด้วยความสงสัย อยู่ดีๆ เหตุใดจึงคล้ายว่าตนไปทำให้ท่านป้าโกรธขึ้นมาอีกเล่า?
“ไม่จำเป็น ใต้เท้าลู่กลับไปเถิด เปิ่นกงรู้สึกล้าแล้วจริงๆ อีกอย่างยังจับหัวขโมยผู้นั้นไม่ได้ เปิ่นกงย่อมไม่วางใจ” กล่าวจบอวี้กุ้ยเฟยก็ลุกขึ้นยืน “เด็กๆ ส่งแขก”
ไม่รอให้ใต้เท้าลู่และเติ้งซื่อกล่าวอันใด อวี้กุ้ยเฟยก็เดินออกไปจากห้องรับแขกภายใต้การประคองของนางข้าหลวงแล้ว
ลู่เซิ่งอวิ๋นเห็นคนเดินจากไปจึงรีบลุกขึ้นยืน ไหนเลยจะรู้ว่าใต้เท้าลู่กลับตบท้ายทอยเขาครั้งหนึ่งอย่างกะทันหัน “เจ้าลูกเนรคุณ!”
“โอ๊ย! เจ็บๆๆ ท่านพ่อ นี่ นี่ท่านทำอะไร มิใช่ว่าข้าขออภัยท่านป้าแล้วหรือ? ยิ่งไปกว่านั้นยังนำข่าวนี้มาบอกท่านป้าอีกด้วย มิใช่นางกล่าวว่าจะจับขโมยผู้นั้นหรือไร?”
ใต้เท้าลู่ถูกความโง่งมอันไร้เดียงสาของลู่เซิ่งอวิ๋นทำให้โกรธจนแทบกระอักเลือด “เหนียงเหนียงต้องการจับหัวขโมยนั่นหรือ? เจ้า เจ้ายังไม่รีบไสหัวกลับไปให้ข้าอีก!” อวี้กุ้ยเฟยกล่าวเช่นนั้นแล้ว ไม่มีความหมายใดนอกจากต้องการให้พวกเขากลับไปด้วยอารมณ์เย้ยหยัน หากลู่เซิ่งอวิ๋นยังมีท่าทีเช่นนี้ นางก็ไม่กล้าไปมาหาสู่กับจวนลู่อีก
“นายท่านโปรดระงับโทสะ รอให้ผ่านไปอีกระยะหนึ่ง ข้าจะเข้าวังมาขออภัยท่านพี่ดีๆ เองเจ้าค่ะ”
…
“คุณหนู ได้รับข่าวมาแล้วขอรับ จักรพรรดิเหลียนกำหนดพิธีหมั้นหมายขององค์ชายใหญ่เป็นหลังเดือนเจ็ดนี้แล้ว”
เสียงฉึบๆ ดังขึ้น กรรไกรในมือของฝูจีตัดกิ่งก้านสีเขียวที่แผ่ขยายอยู่บนกระถางต้นไม้เบื้องหน้าออก “หลังเดือนเจ็ดหรือ? อืม นับว่าเป็นวันที่ดีจริงๆ”
บนใบหน้าของสตรีงดงามปรากฏรอยยิ้มออกมา บุรุษชุดดำที่อยู่ข้างกายรอนางเอ่ยปากสั่งอย่างเงียบสงบ
“นับว่าไม่มีคลื่นลมอันใดสามารถหยุดพวกเขาได้จริงๆ” ระยะนี้เกิดเรื่องมากมายเพียงนั้น ในวังมีคนไม่น้อยลือกันว่ากงซุนซูเป็นดาวโชคร้าย คิดไม่ถึงว่ากลับไม่สามารถสั่นคลอนการตัดสินใจของจักรพรรดิเหลียนได้แม้แต่น้อย “ดูท่าคงถึงเวลาเรียกคลื่นลมครั้งใหญ่มาแล้วกระมัง”
นางกลับอยากจะเห็นเสียจริง พวกเขาจะมีวิธีการอันใดมาฝ่าฟันอุปสรรคไปได้
วันนี้อวิ๋นซูเข้าวังตั้งแต่เช้า เป็นวันที่ต้องเปลี่ยนเทียบยาให้องค์หญิงเก้า
“เรียนคุณหนูกงซุน องค์หญิงเก้าทรงตรัสว่าไม่อยากพบคุณหนูเจ้าค่ะ” นางข้าหลวงที่เดินออกมาจากตำหนักมองไปยังสีหน้าของอวิ๋นซูอย่างระมัดระวัง กลัวว่านางจะพาลโกรธมาที่ตน
อวิ๋นซูมองไปยังประตูห้องที่ปิดสนิท ด้านในมีเสียงสิ่งของถูกทำลายดังแว่วมา ตามมาด้วยเสียงก่นด่าขององค์หญิงเก้า
“ช่างเถิด ตามข้าไปหยิบยาตัวใหม่ที่ห้องยาให้องค์หญิงเก้าแล้วค่อยกลับมาเถิด” อวิ๋นซูมองไปยังชุนเซียงที่อยู่ข้างกาย นางข้าหลวงผู้นั้นกลับก้าวออกมา “ให้บ่าวไปหยิบยากับคุณหนูเถิด”
นางข้าหลวงผู้นั้นเดินตามหลังอวิ๋นซูมาอย่างเคารพนอบน้อม ทั้งสามเดินมุ่งไปยังห้องยาอย่างเชื่องช้า
วันนี้ห้องยาสงบเงียบเป็นพิเศษ เมื่อก้าวเข้าไปกลับไม่พบเงาคนแม้แต่ครึ่งคน กระทั่งหมอหลวงที่ยามปกติจะอยู่เฝ้าที่นี่ก็ไม่อยู่
“อา บ่าวลืมนำป้ายพกมาด้วย หากไม่มีป้ายพก หมอหลวงคงไม่เบิกยาให้บ่าว” นางข้าหลวงคิดขึ้นมาได้จึงอุทานออกมา
“มีคุณหนูของข้าอยู่ไม่จำเป็นต้องวุ่นวายเพียงนั้น” ชุนเซียงรีบเอ่ยปาก ต้องทราบว่าอวิ๋นซูเป็นแขกที่มาเยือนห้องยาแห่งนี้บ่อยครั้ง คุ้นเคยกับหมอหลวงทั้งหลายยิ่งนัก
“บ่าวไม่กล้า ที่ผ่านมาบ่าวทำตามกฎวังมาโดยตลอด หากแพร่ออกไปบ่าวคงรับไม่ไหว”
ชุนเซียงคิดจะกล่าวอะไรบางอย่าง แต่อวิ๋นซูกับหยุดนางไว้
“ทำตามกฎก็ดี”
นางข้าหลวงผู้นี้กล่าวได้ถูกต้องแล้ว ยามปกติหมอหลวงไว้หน้าอวิ๋นซูจึงไม่จำเป็นต้องให้นางแสดงป้ายอันใด แต่หากเรื่องนี้แพร่ออกไป เชื่อว่าคนในวังคงรู้สึกไม่ดี หากทำตามกฎวังเสียจะได้ไม่ตกเป็นขี้ปากของผู้อื่น
“เช่นนั้นบ่าวจะกลับไปหยิบก่อน เพียงแต่…บ่าวจะย้ายของบางอย่างมาที่นี่พอดี บ่าวเพียงคนเดียวเกรงว่าจะไม่สะดวกนัก มิสู้…” นางใช้สายตาร้องขอมองไปทางชุนเซียง อีกฝ่ายเข้าใจได้โดยพลัน
“ชุนเซียง เจ้าตามไปช่วยนางเถิด”
“คุณหนู…”
ชุนเซียงรู้สึกกังวล ทว่าอวิ๋นซูกลับทำเพียงแย้มยิ้มบางเบา “ไม่เป็นไร ข้าจะรอหมอหลวงทั้งหลายกลับมา”
“เช่นนั้นบ่าวจะรีบกลับมาเจ้าค่ะ”
ห้องยาอันกว้างใหญ่เหลืออวิ๋นซูเพียงผู้เดียว นางมองไปรอบด้าน สายตาหยุดอยู่บนกองสมุนไพรด้านข้างที่วางไว้อย่างมั่วซั่ว เชื่อว่าเมื่อครู่นี้คงมีคนกำลังแยกแยะสมุนไพรอยู่ที่นี่ก่อนจะออกไป ตอนนี้จึงม้วนแขนเสื้อเดินเข้าไปลงมือช่วยแยกแยะประเภทอย่างละเอียด
“ไม่ทราบว่าต้องการย้ายของสิ่งใด หากเป็นของหนัก ทางที่ดีเรียกขันทีอีกหลายคนมาช่วยจะดีกว่า”
ชุนเซียงกล่าว แต่นางข้าหลวงเบื้องหน้ากลับไม่ตอบนาง ดูราวกับเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย
“พี่หญิงท่านนี้ ไม่ทราบว่าต้องการย้ายของสิ่งใด?”
นางยื่นมือไปจับไหล่ของนางข้าหลวงผู้นั้น อีกฝ่ายหันมาด้วยความตื่นตกใจ “อะ อีกสักครู่ก็รู้เอง”
ชุนเซียงขมวดคิ้ว สายตาหยุดอยู่บนหน้าผากที่มีเหงื่อเย็นผุดออกมาของนางข้าหลวงผู้นั้น “พี่หญิงไม่สบายหรือ?”
“มะ มิใช่ ขอบคุณที่ใส่ใจ”
ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด ในใจของชุนเซียงจึงมีลางสังหรณ์บางอย่าง อย่างไรก็ตามเมื่อไปถึงทางเลี้ยว จู่ๆ กลับมีเงาดำสายหนึ่งเปล่งประกาย ชุนเซียงเป็นผู้มีวรยุทธติดตัวจึงมีความรู้สึกเฉียบคมกว่าคนปกติ “ผู้ใด? ผู้ใดอยู่ที่นั่น!”
อย่างไรก็ตามชั่วขณะต่อมา กลิ่นหอมระลอกหนึ่งพลันถาโถมเข้ามา ในใจของชุนเซียงรู้สึกไม่ดี น่าเสียดายที่ไม่ทันเสียแล้ว ความรู้สึกพร่าเลือนปกคลุมสติรับรู้ของนาง เบื้องหน้ามืดครึ้ม ฝีเท้าซวนเซ นางยื่นมือออกไปประคองหน้าต่างที่อยู่ด้านข้าง หลังคอเกิดความรู้สึกเจ็บแปลบ จากนั้นจึงสูญเสียสติรับรู้และสลบไป
ถึงกับต่อต้านยาสลบของพวกเขาได้ สาวใช้ผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ
“นี่ จะฆ่านางหรือ?” นางข้าหลวงมองไปยังชายชุดดำด้วยท่าทีหวาดกลัว เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ นี่เป็นครั้งแรกที่นางทำเรื่องเช่นนี้จึงยากจะหลีกเลี่ยงความรู้สึกหวาดกลัวและตกใจ
“ปล่อยนางไว้ยังมีประโยชน์”
อีกด้านหนึ่ง
“วันนี้ท่านพี่หน้าตาสดชื่น มีเรื่องมงคลอันใดหรือ?” เติ้งซื่อยังคงพัวพันกับอวี้กุ้ยเฟย ตั้งแต่นางเข้าวังมาก็กล่าวชื่นชมเยินยอไม่หยุด
“เปิ่นกงจะมีเรื่องมงคลอันใดได้”
อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกรำคาญใจยิ่งนัก ก่อนหน้านี้หลายวันเพิ่งจะไล่พวกเขาไป เหตุใดวันนี้จึงมาอีกแล้ว
“เซิ่งอวิ๋นรู้จักกตัญญูต่อท่านพี่มาโดยตลอด สั่งให้คนไปเสาะหายาเยี่ยนจือมาจากภูเขาผู่ซานโดยเฉพาะ กล่าวกันว่าของสิ่งนี้ทำจากรังนกนางแอ่นบด ผ่านกรรมวิธีพิถีพิถันมากมายกว่าจะผลิตขึ้นมาได้ มีประสิทธิภาพในการบำรุงผิวพรรณของสตรีเป็นอย่างยิ่ง ผิวของท่านพี่งดงามเพียงนี้ หากใช้ยาเยี่ยนจือจะต้องงดงามยิ่งขึ้นเป็นแน่!”
เป็นครั้งแรกที่อวี้กุ้ยเฟยได้ยินว่ามีของสิ่งนี้อยู่จริงๆ จึงมองให้มากขึ้นเสียหน่อย ในใจเติ้งซื่อรู้สึกยินดียิ่งนัก “แม้เซิ่งอวิ๋นจะไม่รู้ความ แต่เขาก็คำนึงถึงความหวังดีที่ท่านที่มีต่อเขามาโดยตลอด ระยะนี้มักจะนอนไม่หลับ กล่าวว่าจะต้องได้รับการอภัยจากท่านพี่เสียก่อน น้องเห็นว่าเด็กคนนี้รู้ความขึ้นแล้วจริงๆ”
“อ้อ? เช่นนั้นหรือ” อวี้กุ้ยเฟยไม่เชื่ออย่างเห็นได้ชัด
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ เดิมทีวันนี้น้องไม่อยากให้เขามาด้วย แต่เขาร้องไห้กล่าวว่าจะต้องให้ข้าพาเขามาให้ได้ ไหนเลยน้องจะกล้าทำให้ท่านพี่ไม่พอใจจึงให้เขารออยู่นอกตำหนัก จะได้ลดความขุ่นเคืองใจของท่านพี่เสียหน่อย”
กล่าวเช่นนี้ ตัวสร้างเรื่องผู้นั้นมาอีกแล้วหรือ?