หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 797 องค์หญิงหนี
เล่มที่ 27 ตอนที่ 797 องค์หญิงหนี
“ต่อให้แม่ทัพกงซุนไล่ตี กระหม่อมก็จะไปขอรับโทษด้วยตัวเอง ไม่เป็นไร ให้เจ้าลูกหมานั่นชดใช้ด้วยชีวิตเถิด คราวนี้ต่อให้เจ้าลูกหมานั่นบาดเจ็บไม่ยังหายดีกระหม่อมก็จะพาเขาไป”
คำพูดประโยคนี้ของใต้เท้าลู่ทำให้อวี้กุ้ยเฟยขมวดคิ้ว ตอนนี้นางไม่อยากเห็นตัวสร้างปัญหาเช่นนั้นก่อเรื่องขึ้นมาอีก “เช่นนั้น…เซิ่งอวิ๋นเล่า?” นางมองไปนอกประตูแต่กลับไม่เห็นเงาของลู่เซิ่งอวิ๋น
“หม่อมฉันรู้สึกละอายใจยิ่งนัก เจ้าลูกหมานั่นรู้ว่าตนทำผิด เดิมทีคิดอยากมาขออภัยเหนียงเหนียงด้วยตัวเองแต่ก็กลัวเหนียงเหนียงไม่อยากเห็นเขา ตอนนี้จึงรออยู่นอกตำหนักพ่ะย่ะค่ะ” ไม่เสียทีที่ใต้เท้าลู่เป็นผู้ที่อยู่ในวงราชการมานานหลายปี อวี้กุ้ยเฟยได้ฟังก็ทราบว่าเขาต้องการให้ตนพูดจากปากว่าให้อภัยลู่เซิ่งอวิ๋นแล้ว หากตนไม่ยอม มิใช่ว่าจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใจแคบคิดเล็กคิดน้อยกับเด็กคนหนึ่งหรอกหรือ
อวี้กุ้ยเฟยแย้มยิ้มโดยพลัน “เซิ่งอวิ๋นยังอายุน้อย กระทำเรื่องใดยังขาดการไตร่ตรองไปบ้าง เปิ่นกงไม่อยากให้เขาทำความผิดใหญ่ในวันหน้าจึงต้องเข้มงวดกับเขา”
“ใช่ๆๆ เหนียงเหนียงทรงใส่พระทัยยิ่ง กระหม่อมซาบซึ้งใจจริงๆ เจ้าลูกไม่เอาไหนผู้นี้ ยามปกติรู้จักแต่คบสหายเจ้าเล่ห์จึงโตมามีนิสัยเช่นนี้ กระหม่อมตัดสินใจแล้วว่าเมื่อผ่านเรื่องนี้ไปจะกักบริเวณเขาหนึ่งปี สั่งสอนเขาให้ดี”
อวี้กุ้ยเฟยหลุบตาลง ใช้ฝาถ้วยลากผ่านใบชาที่รออยู่บนน้ำเบาๆ “ด้านนอกค่อนข้างหนาว เซิ่งอวิ๋นยังไม่หายดี ให้เขาเข้ามาพักผ่อนเถิด”
มีประโยคนี้ ใต้เท้าลู่และเติ้งซื่อจึงผ่อนคลายลงได้ “เด็กๆ รีบให้นายน้อยเข้ามาขออภัยเหนียงเหนียง!”
อย่างไรก็ตาม เพียงไม่นานข้ารับใช้ผู้หนึ่งกลับวิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา “ใต้เท้า ฮูหยิน นายน้อยเขา…”
มือของอวี้กุ้ยเฟยชะงักไป ในใจแค่นเสียงเย็นยะเยือก โบราณกล่าวไว้ดียิ่งนัก แม่น้ำภูเขาเปลี่ยนง่ายทว่าสันดานยากแก้ไข เชื่อว่าลู่เซิ่งอวิ๋นผู้นี้เข้าวังมาคงก่อเรื่องอะไรอีกกระมัง? เช่นนี้ก็ดี ให้พวกเขาเห็นเสียหน่อยว่านางไม่อาจเก็บกวาดเรื่องยุ่งยากให้บุตรชายไร้ความอดทนของพวกเขาได้อีก
“นายน้อยเป็นอะไร?”
“นายน้อย…ถูก ถูกฝ่าบาทเรียกตัวไป กล่าวว่าต้องการวางหมากขอรับ…”
“อะไรนะ?!”
…
ภายในศาลา จักรพรรดิเหลียนวางหมากเม็ดสุดท้ายลง หมากขาวเต็มกระดานถูกสังหารไม่เหลือ
“ฝีมือการวางหมากของฝ่าบาทยอดเยี่ยมจริงๆ พ่ะย่ะค่ะ หมากเม็ดสุดท้ายวางได้ดียิ่งนัก กระหม่อมแพ้แล้ว!” ลู่เซิ่งอวิ๋นมิได้สังเกตเห็นท่าทีย่ำแย่ของจักรพรรดิเหลียนแม้แต่น้อย สนใจเพียงประจบประแจงเท่านั้น มีเพียงสวรรค์ที่ทราบว่าวันนี้เขามีโชคดีเพียงใด ถึงกับได้ดวลหมากกับฝ่าบาทเชียว! กลับไปยังสามารถคุยโวกับสหายเหล่านั้นได้ด้วย!
จักรพรรดิเหลียนทรงสวรล ทว่าในพระทัยกลับรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง พระองค์ได้ยินว่านายน้อยลู่ผู้นี้มีฝีมือวางหมากยอดเยี่ยม พอดีที่ช่วงนี้พระองค์โปรดปรานการวางหมากจึงเรียกเขามาประลองกันเสียหน่อย ไหนเลยจะรู้ว่าอีกฝ่ายไม่อาจเรียกได้ว่ามีฝีมือการวางหมากอันใดแม้แต่น้อย การเดินยุ่งเหยิงไร้ทิศทาง เวลาสั้นๆ เพียงหนึ่งก้านธูปก็พ่ายแพ้ให้ตนถึงสามกระดานแล้ว! ไม่สนุก ไม่สนุกเลยจริงๆ
ความจริงเมื่อครู่นี้ลู่เซิ่งอวิ๋นที่อยู่นอกตำหนักกล่าวโอ้อวดกับข้ารับใช้ของตนว่าก่อนหน้านี้เคยดวลหมากชนะนายน้อยตระกูลหนึ่งถึงสิบกระดาน ถูกขันทีใหญ่ที่ผ่านทางมาได้ยินเข้าพอดี เขาเห็นว่าจักรพรรดิเหลียนกำลังโปรดปรานการวางหมากจึงกล่าวขึ้นมาตามใจ ลู่เซิ่งอวิ๋นจึงได้มาดวลหมากเช่นนี้ ไหนเลยจักรพรรดิเหลียนจะทราบว่านายน้อยตระกูลนั้นจะจงใจแพ้ให้ลู่เซิ่งอวิ๋นเพราะถูกขอร้องจากตระกูลลู่ ทางตระกูลจ่ายเงินไปไม่น้อย นายน้อยลู่ท่านนี้คิดว่าฝีมือการวางหมากของตนยอดเยี่ยมจึงคุยโวโอ้อวดไปทั่ว
เมื่อเห็นจักรพรรดิเหลียนไม่ตอบคำใด ลู่เซิ่งอวิ๋นจึงจัดกระดานหมากอย่างกระตือรือร้น “ฝ่าบาท พวกเราเล่นกันอีกกระดานเถิด”
“อ้อ จู่ๆ เจิ้นก็คิดขึ้นมาได้ว่ายังมีฎีกาต้องอ่าน…”
ขันทีใหญ่ที่อยู่ข้างพระวรกายเข้าใจความคิดของจักรพรรดิเหลียนได้โดยพลัน รีบกล่าวรับคำ “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะฝ่าบาท ฎีกาถูกวางไว้ในห้องทรงอักษรแล้ว จะเสด็จตอนนี้เลยหรือไม่?”
“อืม อย่าเสียเวลาอีกเลย” จักรพรรดิเหลียนลุกขึ้นยืน ลู่เซิ่งอวิ๋นรีบคุกเข่าลง “น้อมส่งฝ่าบาท วันนี้กระหม่อมโชคดีได้ดวลหมากกับฝ่าบาท นับเป็นวาสนาของกระหม่อมจริงๆ”
จักรพรรดิเหลียนตอบรับอย่างเรียบเฉย จากนั้นจึงหมุนตัวเดินหายไปท่ามกลางสวนบุบผา
“นายน้อย ฝ่าบาทเสด็จไปแล้วขอรับ”
ข้ารับใช้ด้านหลังเอ่ยปาก ลู่เซิ่งอวิ๋นที่อยู่บนพื้นจึงลุกขึ้นยืน บนใบหน้าเต็มไปด้วยท่าทีกระตือรือร้น “เห็นหรือไม่? ฝ่าบาทต้องการดวลหมากกับนายน้อยเช่น! ข้าได้ดวลหมากกับฝ่าบาท! กระทั่งท่านพ่อยังไม่ได้รับเกียรติเช่นนี้!”
“ใช่แล้วขอรับ นายน้อยร้ายกาจจริงๆ! เมื่ออยู่ต่อหน้าฝ่าบาทยังวางตัวได้ใจกว้างเหมาะสม ภายภาคหน้า ต้องมีวันที่นายน้อยจะได้ร่ำรวยเลื่อนตำแหน่งรออยู่เป็นแน่!” ข้ารับใช้รีบกล่าวตามน้ำ ลู่เซิ่งอวิ๋นคล้ายกับเห็นอนาคตอันราบเรียบไร้คลื่นลมของตนก็มิปาน “ฮ่าๆๆ ไป ไปบอกข่าวนี้กับท่านพ่อท่านแม่เถิด!”
อีกด้านหนึ่ง
ภายในห้อง นางข้าหลวงบนพื้นถูกจับถอดอาภรณ์ หวงฝู่เสียรีบเปลี่ยนเป็นชุดนางข้าหลวง ช่วงนี้ตนรักษาตัวอยู่ในห้องจนแทบเสียสติ วันนั้นได้ยินเสียงหมู่เฟยอยู่ด้านนอกแต่กลับถูกขวางเอาไว้ มีเพียงสวรรค์ที่รู้ว่านางอยากพุ่งออกไปมากเพียงใด แต่น่าเสียดายที่องครักษ์หยุดนางไว้ นางจึงไม่ได้พบหน้ามารดา
คราวนี้นางถือโอกาสตอนที่นางข้าหลวงที่มาส่งอาหารไม่ทันสังเกตุ ใช้แจกันดอกไม้ตีนางจนสลบ วันนี้ต้องออกไปพบหมู่เฟยให้ได้ ต้องบอกนางว่าช่วงนี้ตนได้รับความอยุติธรรมเช่นไร
หวงฝู่เสียหยิบกล่องอาหาร ก้มหน้าลงเดินผ่านสายตาองครักษ์ทั้งหลายด้วยความเคร่งเครียด ถึงกับไม่มีผู้ใดจำนางได้
เมื่อเดินเข้าไปในป่านางจึงโยนกล่องอาหารในมือทิ้งไป มือขวาของตนยังคงออกแรงมากไม่ได้ ตอนนี้มีอาการสั่นเล็กน้อย
“สมควรตาย!” เวลาผ่านมาถึงตอนนี้แล้ว นางเคียดแค้นกงซุนซูผู้นั้นจริงๆ! เสด็จพ่อจะมีพระทัยเอนเอียงเกินไปหรือไม่ กงซุนซูผู้นั้นมีใจคอโหดเหี้ยมเพียงนี้ ทำร้ายตนจนมือขวาใช้การไม่ได้ เสด็จพ่อยังเข้าข้างนางอีก ไม่ใช่เป็นเพราะนางคือพระชายาองค์ชายใหญ่ในอนาคตหรือไร? แต่ตนเป็นองค์หญิง! เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขแท้ๆ ของเสด็จพ่อ!
จะอย่างไรหวงฝู่เสียก็มิอาจกล้ำกลืนโทสะนี้ได้ ยกชายกระโปรงวิ่งไปยังตำหนักที่เสียนเฟยอาศัยอยู่อย่างรวดเร็ว
ภายในตำหนักมีองครักษ์เฝ้าอยู่ นางทำได้เพียงเดินอ้อมไปยังเส้นทางเล็กๆ ในป่านอกตำหนัก จากนั้นจึงปีนกำแพงเข้าไป เรื่องเช่นนี้นางทำบ่อยจนคุ้นชินแล้ว
“ฮ่าๆๆ เจ้าว่าท่านพ่อจะตบรางวัลให้ข้าเช่นไร?” ลู่เซิ่งอวิ๋นยากจะสงบอารมณ์ตื่นเต้นของตน ยามนี้เองข้ารับใช้ข้างกายพลันหยุดฝีเท้าลง “นายน้อย ท่านดู…”
เขาชี้ไปยังป่าที่อยู่ไม่ไกล มีเงาร่างลับๆ ล่อๆ ร่างหนึ่งเดินผ่านไป
ลู่เซิ่งอวิ๋นมองไป “นางข้าหลวงผู้นั้น…กำลังทำอะไร?”
“เป็นที่นี่หรือ?” หวงฝู่เสียเงยหน้ามองกำแพงตำหนัก นางจำได้ว่าเรือนพักของหมู่เฟยอยู่แถวนี้ จึงมองหาต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ๆ แล้วปีนขึ้นไปอย่างยากลำบาก
“เจ้าหัวขโมย คิดจะขโมยของหรือ?!” ใต้ต้นไม้มีเสียงดังขึ้น หวงฝู่เสียใจเต้น เป็นไปไม่ได้กระมัง ยามปกติที่นี่มีคนผ่านน้อยมาก นางก้มหน้าลงมอง พลันนั้นกลับต้องเบิกตากว้าง นั่นมิใช่….
ลู่เซิ่งอวิ๋นคิดไม่ถึงว่าตนจะพบเจอเรื่องเช่นนี้ นางข้าหลวงผู้นี้ทางดีๆ มีไม่เดิน กลับมาปีนกำแพงเอาเสียได้ มิใช่ขโมยแล้วจะเป็นอะไรเล่า? ดียิ่งนัก รอให้เขาจับหัวขโมยผู้นี้ไปให้ท่านป้าเสียก่อน เมื่อเรื่องกล้าหาญเช่นนี้แพร่ไปถึงพระกรรณฝ่าบาท ตนต้องได้รับความโปรดปรานเพิ่มขึ้นไม่น้อย!
หวงฝู่เสียกัดฟัน ตนใกล้จะสำเร็จอยู่แล้ว แต่กลับต้องมาพบเจ้าคนไม่เอาไหนผู้นี้ ทั้งสองมีความแค้นลึกล้ำอันใดต่อกันกันแน่
นางรีบกระโดดลงจากต้นไม้ ชักเท้าวิ่งหนีโดยไม่สนใจสภาพของตน
“ดียิ่งนัก เป็นขโมยจริงด้วย หยุดเดี๋ยวนี้! หยุดให้นายน้อยเช่นข้าเดี๋ยวนี้!” ลู่เซิ่งอวิ๋นรีบตามไปทันที นางข้าหลวงผู้นั้นร่างกายค่อนข้างเล็กแต่วิ่งได้เร็วยิ่งนัก ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนนางจะคุ้นเคยเส้นทางในพระราชวังเป็นอย่างดี พริบตาเดียวเงาคนก็หายไปบนเส้นทางเล็กๆ ในป่าแล้ว
หวงฝู่เสียวิ่งอย่างบ้าคลั่งมาตลอดทาง พบว่าขวามือมีตำหนักรกร้างอยู่แห่งหนึ่ง ลู่เซิ่งอวิ๋นที่อยู่ด้านหลังยังตามมาไม่ทัน นางจึงผลักประตูไม้สีแดงที่เต็มไปด้วยฝุ่นแล้ววิ่งเข้าไปซ่อน ภายในมุมมืด มีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องทุกการกระทำของนาง
“คุณหนู มีนางข้าหลวงบุกเข้ามาเจ้าค่ะ”
ในดวงตาของฝูจีมีประกายอันตรายพาดผ่าน สาวใช้ข้างกายเข้าใจความหมายของนางได้โดยพลัน
รอบด้านเป็นสวนอันเย็นยะเยือก แต่สิ่งที่น่าแปลกใจก็คือระเบียงทางเดินกลับสะอาดยิ่งนัก
“ที่นี่ไม่มีคนอาศัยอยู่จริงหรือ?”
นางมองไปรอบด้าน พลันนั้นมีความเย็นยะเยือกสายหนึ่งแพร่ออกมาจากลำคอ กระบี่เล่มหนึ่งพาดอยู่บนไหล่ของนางอย่างไร้เสียง
“ผู้ใด! ข้า ข้าคือองค์หญิงเก้า ยังไม่รีบวางกระบี่ลงอีก!”
องค์หญิงเก้า? บุรุษในอาภรณ์สีดำที่อยู่ด้านหลังส่งสายตาครั้ง พลันมีคนรีบไปรายงานฝูจี
“คนเล่า? เหตุใดจึงหายไปได้!” ลู่เซิ่งอวิ๋นและข้ารับใช้หลงอยู่ในเส้นทางภายในป่า “สมควรตาย ถึงกับปล่อยให้หัวขโมยนั่นหนีไปได้เชียว!”
“นายน้อย มิสู้พวกเรากลับกันก่อนเถิด ในวังหลวงคนมากปากมาก ตอนนี้อย่าก่อเรื่องจะเป็นการดีที่สุด” ข้ารับใช้เสนออย่างระมัดระวัง ลู่เซิ่งอวิ๋นรู้สึกไม่ยินยอมอยู่บ้าง ช่างเถิด ไปพูดเรื่องนี้กับท่านป้าเสียก่อน ให้นางส่งคนมาตามจับหัวขโมยผู้นี้ นับว่าตนยังมีผลงานอยู่บ้าง
เงาร่างทั้งสองหายไปในป่าอย่างรวดเร็ว พลันมีเงาดำสายหนึ่งเปล่งประกาย หายเข้าไปในตำหนักอันรกร้าง
“คุณหนู เมื่อครู่นายน้อยตระกูลลู่มาเจ้าค่ะ”
ฝูจีพยักหน้าเล็กน้อย ด้านหลังนาง หวงฝู่เสียมองเงาร่างอันงดงามนั้นจนเหม่อลอยไปนานแล้ว
“เหตุใดองค์หญิงเก้าจึงมาอยู่ที่นี่ได้?” ฝูจีค่อยๆ หมุนตัวมา มองไปยังดรุณีน้อยเบื้องหน้า
หวงฝู่เสียถูกสาวใช้หลายคนพามาที่เรือนแห่งนี้ คิดไม่ถึงว่าในตำหนักเย็นจะมีสนมงดงามเช่นนี้อาศัยอยู่ งดงามยิ่งกว่าสนมนางอื่นของเสด็จพ่อเสียอีก!
“ข้า ข้า…” สายตาของนางเปล่งประกาย ไม่อาจกล่าวได้ว่านางแอบหนีออกจากตำหนักเพื่อไปหาหมู่เฟยกระมัง? “เจ้าเป็นใคร? ยังไม่รีบปล่อยองค์หญิงเช่นข้าไปอีก!” ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อนางขยับ กลับทำให้บาดแผลที่มือขวาฉีกขาดโดยไม่ทันระวัง พลันนั้นจึงต้องส่งเสียงโอดครวญออกมา
สายตาของฝูจีหยุดอยู่บนมือขวาของนาง เลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ข้าก็เป็นเช่นเดียวกับองค์หญิงเก้า ล้วนเกลียดชังกงซุนซูผู้นั้น”
กงซุนซู?! “เจ้า เจ้าหมายความว่าอย่างไร…”
“ทุกคนในวังหลวงไม่มีผู้ใดไม่ทราบว่าองค์หญิงเก้าผู้ใจดีถูกกงซุนซูวางยาพิษทำให้มือขวาใช้การไม่ได้ แต่ฝ่าบาทกลับมีพระทัยเอนเอียงเข้าหานางและกักบริเวณองค์หญิงเก้า ทำให้ผู้คนหดหู่จริงๆ”
คำพูดนี้ของฝูจีทำให้หวงฝู่เสียมีท่าทีเปลี่ยนไป ที่แท้…ที่แท้ทุกคนล้วนรู้ว่าตนเป็นผู้บริสุทธิ์ ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนี้เสด็จพ่อกลับ…ยามนี้หวงฝู่เสียจมอยู่กับความโศกเศร้าในเรื่องตนได้พบ ลืมถามถึงฐานะฝูจีไปนานแล้ว
“บุรุษที่อยู่ด้านนอกเมื่อครู่นี้ก็คือนายน้อยตระกูลลู่กระมัง? ดูเหมือนเขาจะสนิทสนมกับกงซุนซูยิ่งนัก”
“หึ หญิงชายสุนัขคู่นั้น! กงซุนซูไร้อย่างอาย จะเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่แล้วกลับมีความสัมพันธ์ส่วนตัวกับลู่เซิ่งอวิ๋นผู้นั้น ข้ากล่าวกับหมู่เฟยแล้วแต่เสด็จพ่อกลับไม่ยอมเชื่อพวกเรา!”
nitnit
ฝนตกขี้หมูไหล