หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 796 ได้รับจดหมายจากทางบ้าน
เล่มที่ 27 ตอนที่ 796 ได้รับจดหมายจากทางบ้าน
อวี้กุ้ยเฟยเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เพียงแต่สายตากลับทำให้เติ้งซื่ออดไม่ได้ที่จะตัวสั่น รู้สึกเจ็บปวดที่หน้าผากของตนมากขึ้นโดยพลัน
“น้องรู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ใด?”
“…” เติ้งซื่อคิ้วกระตุก “ทะ ที่นี่คือวังหลวง…”
“น้องรู้หรือไม่ว่าคุณหนูกงซุนเข้าวังมาเพราะเหตุใด?”
น้ำเสียงอันอึมครึมเช่นนั้นทำให้เติ้งซื่อยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ นางยืนตัวสั่น ไม่ทราบว่าต้องใช้ความกล้ามากมายเพียงใดจึงจะควบคุมไม่ให้ตนวิ่งหนีไปได้ “มา มารักษาองค์ชาย…”
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังแว่วมาจากปากอวี้กุ้ยเฟย “หากแม่ทัพกงซุนรู้ว่าคุณหนูกงซุนเข้าวังมารักษาให้โอรสของเปิ่นกงแต่กลับได้รับบาดเจ็บกลับจวน เจ้าว่าจะเกิดอะไรขึ้น?”
ท่านพี่คงไม่คิดให้ตนแบกรับความผิดนี้ไว้เพียงผู้เดียวหรอกกระมัง? ก่อนหน้านี้ท่านพี่เตือนแล้วว่าหากเกิดอะไรขึ้นนางจะไม่ช่วยตนเป็นอันขาด…หัวใจของเติ้งซื่อเต้นระรัว รีบร้องโอดครวญทำท่าทีราวกับเจ็บปวดยิ่งนัก “ท่านพี่ บาดแผลของน้องเจ็บยิ่งนัก…เด็กๆ เด็กๆ…”
ข้ารับใช้แห่งจวนลู่ที่ยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกมาโดยตลอดรีบเดินเข้ามาประคองนางไว้
“เจ็บยิ่งนัก เร็ว รีบประคองข้ากลับไปพักผ่อนที่จวนเร็วเข้า…ท่านพี่ วันหน้าน้องค่อยมาขออภัยอีกครั้ง โอ๊ย เจ็บยิ่งนัก…” นางไม่กล้ามองหน้าอวี้กุ้ยเฟย พาข้ารับใช้ทั้งหลายหนีไปอย่างรวดเร็ว
เห็นได้ชัดว่าไม่คิดจะไปขอรับผิดที่จวนแม่ทัพกงซุน อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกปวดหัวยิ่งนัก นางคาดเดาได้นานแล้วว่าจะมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น เมื่อเกิดเรื่อง ท้ายที่สุดก็ต้องให้ตนคอยเก็บกวาด!
อีกด้านหนึ่ง
“คุณหนู กลับมาแล้วหรือขอรับ?”
รถม้าจอดอยู่บริเวณประตูจวนแม่ทัพ พ่อบ้านชราเดินเข้ามาต้อนรับ
อวิ๋นซูลงจากรถม้า พบว่าด้านหน้ามีรถม้าของแม่ทัพกงซุนจอดอยู่จึงเอ่ยปาก “วันนี้ท่านแม่ทัพกลับจวนหรือ?”
“ขอรับ คุณหนูได้รับบาดเจ็บได้อย่างไร?” สายตาของพ่อบ้านชราหยุดอยู่บนหลังมือของอวิ๋นซูที่พันผ้าพันแผลเอาไว้ ยามนี้จึงค่อยพบว่าสีหน้าของนางดูขาวซีดไปบ้าง
อวิ๋นซูโบกมือ “บาดเจ็บเล็กน้อย อย่าบอกท่านแม่ทัพเล่า”
“คุณหนูดูเหมือนท่านแม่ทัพมีเรื่องต้องการพบท่าน ตอนนี้รออยู่ในห้องหนังสือแล้วขอรับ”
ช่วงนี้แม่ทัพกงซุนออกจากจวนบ่อยๆ ราวกับงานยุ่งอย่างยิ่ง ตอนนี้มีเรื่องสำคัญต้องการบอกนางหรือ? อวิ๋นซูใช้แขนเสื้อปกปิดหลังมือของตน “ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ประตูถูกเปิดออก แม่ทัพกงซุนเบนสายตาขึ้น บนใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาโดยพลัน “ซูเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ?”
“ท่านพ่อ”
สตรีสุขุมเยือกเย็นย่อตัวคารวะอย่างนอบน้อม แม่ทัพกงซุนขยับเข้ามาใกล้ พลันต้องขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น เจ้าได้รับบาดเจ็บหรือ?”
“ท่านพ่อกล่าวอันใดกันเจ้าคะ?”
“บนร่างเจ้ามีกลิ่นยาเข้มข้นเพียงนี้ ได้รับบาดเจ็บที่ใด? ให้พ่อดูหน่อยเถิด!” แม่ทัพกงซุนเป็นคนที่มีชีวิตอยู่บนสนามรบ เรื่องการบาดเจ็บทายาพบได้บ่อยยิ่งกว่าทานข้าวเสียอีก ด้วยเหตุนี้เขาจึงมีความรู้สึกเฉียบแหลมต่อกลิ่นยาเป็นอย่างยิ่ง
อวิ๋นซูรีบซ่อนมือของตนจากเขา “บาดเจ็บเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ทราบว่าท่านพ่อมีเรื่องใดจะบอกซูเอ๋อร์หรือ?”
“อวี้กุ้ยเฟยทำให้เจ้าลำบากใช่หรือไม่? ดียิ่งนัก เจ้าเข้าวังไปรักษาองค์ชายอย่างยากลำบาก แต่กลับกล้าทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บกลับมา รอดูเถิด พ่อจะเข้าวังไปขอคำอธิบาย!” แม่ทัพกงซุนมีท่าทีโกรธเกรี้ยวจนแทบทนไม่ไหว ทำท่าจะพุ่งออกไปนอกประตู อวิ๋นซูรีบหยุดเขาไว้ “เป็นซูเอ๋อร์ทำแจกันดอกไม้แตกโดยไม่ระวังเองเจ้าค่ะ ท่านพ่ออย่าได้ทำให้ซูเอ๋อร์ลำบากใจเลย”
“ทำแจกันแตก? นั่นย่อมเป็นความผิดของอวี้กุ้ยเฟยที่เอาแจกันอันใดนั่นมาวางไว้โดยไม่จำเป็น!”
อวิ๋นซูอวิ๋นซูสังเกตสีหน้าแม่ทัพกงซุน รีบเอ่ยปากด้วยท่าทีลึกล้ำ “ท่านพ่อมีเรื่องยากจะเอ่ยใช่หรือไม่?”
เมื่อกล่าวจบแม่ทัพกงซุนพลันชะงักไป สีหน้าท่าทางเช่นนี้ตกอยู่ในสายตาของอวิ๋นซู ทำให้นางมั่นใจในความคิดของตนมากขึ้น ส่วนแม่ทัพกงซุนก็รู้สึกพิลึกพิลั่น เหตุใดซูเอ๋อร์ถึงรู้ว่าเขามีเรื่องในใจได้เล่า? ความจริงเมื่อกลับถึงจวน เขาก็บอกกับพ่อบ้านไปอย่างชัดเจนว่าตนมีเรื่องต้องการหารือกับอวิ๋นซูโดยไม่ทันคิดให้ดี เพียงแต่ตนคิดไตร่ตรองในห้องหนังสืออยู่นานจึงตัดสินใจจะไม่บอกนางชั่วคราว กำลังคิดจะไปแจ้งพ่อบ้านว่าไม่จำเป็นต้องพูดกับอวิ๋นซูเรื่องนี้นางก็กลับมาเสียก่อน
ตอนนี้คิดจะเสียใจก็ไม่ทันเสียแล้ว แม่ทัพกงซุนแย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “ไม่มีเรื่องอะไรหรอก เพียงต้องการหารือกับเจ้าเรื่องการเตรียมตัวในพิธีหมั้นหมาย…”
“ท่านพ่อ” อวิ๋นซูมีท่าทีจริงจังขึ้นมา สายตาของนางหยุดอยู่บนใบหน้าแม่ทัพกงซุน ท่าทีลึกซึ้งเช่นนั้น สองพ่อลูกสามารถเข้าใจกันได้โดยปริยาย
แม่ทัพกงซุนทอดถอนใจ ได้แต่โทษตนเองว่าเปิดเผยเกินไปไม่รู้จักปิดบังกลบเกลื่อน “ความจริง…พ่อลังเลมาตลอดว่าควรบอกเจ้าหรือไม่”
เขาค่อยๆ หันมา หยิบจดหมายปึกหนึ่งออกมาจากม้วนตำราบนโต๊ะ
อวิ๋นซูเดินเข้าไป สายตาหยุดมองตัวอักษรบนจดหมาย มีประกายไหลผ่านดวงตา
“คงจะเป็น…จดหมายของฮูหยินอวิ๋นกระมัง?” แม่ทัพกงซุนสังเกตท่าทีของอวิ๋นซู ในใจรู้สึกขมฝาด ไม่อาจไม่ยอมรับว่าเขาเห็นแก่ตัวจริงๆ จะอย่างไรก็เห็นอวิ๋นซูเป็นบุตรีแท้ๆ ของตนอย่างแท้จริง จดหมายที่ฮูหยินอวิ๋นส่งมาทำให้เขารู้สึกถึงความอันตรายบางอย่าง ราวกับบุตรีที่ได้กลับมาอย่างยากลำบากจะจากตนไปอีกครั้งก็มิปาน
เพียงแต่องค์ชายใหญ่กล่าวว่าให้มอบให้อวิ๋นซูเพื่อให้นางตัดสินใจเอง แม่ทัพกงซุนก็คิดว่าอวิ๋นซูควรทราบข่าวของบิดามารดาแท้ๆ ของตน
“อืม”
น้ำเสียงของอวิ๋นซูแปรเปลี่ยนไปหลายส่วน นางรับจดหมายนั้นมาเปิดออกอย่างระมัดระวัง ท่าทีหวงแหนเช่นนั้นทำให้แม่ทัพกงซุนเม้มปาก เบนสายตาออกโดยไม่รู้ตัว จะอย่างไรก็เป็นเรื่องส่วนตัวของนาง เขาไม่อาจแอบฟังแอบดูจริงๆ
เนื้อหาในจดหมายเป็นคำถามไถ่สารทุกข์สุกดิบและแสดงความคิดถึงจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้ฮูหยินอวิ๋นยังบอกด้วยว่ายามนี้พวกเขาอยู่ที่ใด
แต่เมื่อเปิดจดหมายฉบับที่สองออกดู สายตาอวิ๋นซูพลันสว่างวาบ ตัวอักษรทรงพลังสะท้อนสู่ม่านสายตา อย่างไรก็ตาม มีเพียงประโยคสั้นๆ ไม่กี่คำ “ลูกข้าสบายดีหรือไม่?”
นี่คือ…จดหมายที่ท่านพ่อเขียนให้นางหรือ?
ตั้งแต่ที่อวิ๋นซูยอมรับฐานะของตนก็ไม่ได้พบฮูหยินอวิ๋นและอวิ๋นมู่อีกเลย กระทั่งไม่ได้พูดคุยกับบิดาของตนให้ดีสักประโยค เวลาล่วงเลยมาจนกระทั่งวันนี้ นางไม่รู้สึกกล่าวโทษอันใดต่ออวิ๋นมู่นานแล้ว เวลาไหลผ่านทำให้ความชิงชังของคนผู้หนึ่งจางหายได้ง่าย ยิ่งไปกว่านั้นคนผู้นั้นยังเป็นครอบครัวของตนอีกด้วย
บางที หากอยู่ในสถานการณ์เช่นเดียวกับอวิ๋นมู่ ตนคงเลือกเช่นเดียวกันกระมัง? ต่อให้ผิด เขาก็ได้รับการลงโทษที่สมควรแล้ว เมื่อผ่านคลื่นลมมากมาย อวิ๋นซูจึงคิดว่าหากได้เลือกอีกครั้ง นางยังคงยินดีเป็นบุตรีคนโตแห่งตระกูลอวิ๋นที่มีครอบครัวแห่งจวนอวิ๋นอยู่ข้างกาย ไม่มีอะไรจะมีความสุขไปกว่าการจิบชาอยู่ในจวนอีกแล้ว
ชาจอกนั้นคือความรู้สึกเป็นเจ้าของ จดหมายฉบับหนึ่งคือความรับผิดชอบและความสบายใจ
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้อวิ๋นซูเริ่มรู้สึกซาบซึ้งในทุกสิ่งทุกอย่างที่อวิ๋นมู่ทำเพื่อนางก่อนหน้านี้แล้ว หากไม่ไช่เพราะท่านพ่ออบรมสั่งสอนตนอย่างเคร่งครัดมาตั้งแต่เล็กจนนางมีความสามารถเช่นนี้ หากมิใช่เพราะท้ายที่สุดท่านพ่อเลือกผลประโยชน์ของตระกูลอวิ๋นและละทิ้งนาง นางคงไม่มีโอกาสได้รับชีวิตใหม่และพบเจอคนใหม่ๆ
บางทีทุกสิ่งทุกอย่างคงเป็นโชคชะตาของชีวิต เช่นนั้นเหตุใดต้องตำนิคนที่ตนรักและรักตนอย่างลึกซึ้งด้วยเล่า
ลูกข้าสบายดีหรือไม่? คำพูดเหล่านี้มิใช่คำขอโทษที่ท่านพ่อมีต่อท่าทีทั้งหมดที่ผ่านมาหรือ? เขา…ยังหวังให้ตนกลับไปเป็นบุตรีของเขา
“นอกจากนี้ยังมีกระจกด้วย เป็นฮูหยินอวิ๋นมอบให้เจ้า”
แม่ทัพกงซุนคิดขึ้นมาได้ หยิบกระจกทองเหลืองชิ้นหนึ่งออกมาจากเอว
กระจก? อวิ๋นซูรับกระจกนั้นมา ไม่นานก็เข้าใจความหมายของมัน นางไม่กล่าวคำใด แม่ทัพกงซุนมีท่าทีเคร่งเครียดอย่างชัดเจน “ซูเอ๋อร์ องค์ชายใหญ่กำชับมาแล้ว หากเจ้าต้องการพบพวกเขา….”
“ไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้” อวิ๋นซูตอบอย่างมั่นใจ กระจกนี้มิได้หมายถึงการกลับมารวมตัวกันอีกครั้งดั่งกระจกแตกได้รับการประสานใหม่หรือไร? ฮูหยินอวิ๋นและอวิ๋นมู่ต้องการให้ครอบครัวพร้อมหน้า ทว่ารู้สึกติดหนี้นางจึงไม่กล้าเอ่ยประโยคเช่นนี้ออกมา ทำได้เพียงใช้กระจกชิ้นหนึ่งมาแสดงความคิดของพวกเขา
แม้อวิ๋นซูจะคิดถึงพวกเขา แต่นางเข้าใจดี หากได้พบกัน เรื่องราวมากมายจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปทีละน้อย บางทีกระทั่งนางก็คงไม่อาจควบคุม ตอนนี้นางไม่สามารถไปจากเฟิ่งหลิงได้เด็ดขาด นี่เป็นช่วงเวลาที่เขาต้องการตนมากที่สุด
แม่ทัพกงซุนรู้สึกผ่อนคลายลง เพียงแต่ภายนอกยังแสดงท่าทีเสียอกเสียใจออกมา “เช่นนั้นหรือ? จะอย่างไรก็ให้ซูเอ๋อร์เป็นคนตัดสินใจทุกอย่างเถิด ใช่แล้ว พรุ่งนี้พ่อจะหาช่างตัดเย็บมาตัดเย็บอาภรณ์ให้เจ้า พิธีการหมั้นหมายใกล้จะถึงแล้ว พ่อจะทำชุดแต่งงานที่งดงามที่สุดให้เจ้าเอง…”
จากนั้นแม่ทัพกงซุนกล่าวอะไร อวิ๋นซูก็ตอบรับอย่างเรียบเฉยเช่นเคย แต่อารมณ์ในใจกลับแตกต่าง
…
วันนี้ตำหนักของอวี้กุ้ยเฟยมีแขกที่หาได้ยากยิ่งมาเยือน
บุรุษใบหน้าซูบผอมทว่ามีแววดุดันนั่งอยู่ด้านข้าง เติ้งซื่อยืนอยู่หลังเขาอย่างเงยีบงัน บาดแผลบนหน้าผากยังคงอยู่ รู้สึกไม่สบายไปทั่วทั้งร่าง
“วันนี้ลมอะไรพัดใต้เท้าลู่มาถึงที่นี่ได้?”
เสียงของอวี้กุ้ยเฟยดังขึ้นก่อนนางปรากฏตัวด้วยซ้ำ ใต้เท้าลู่รีบลุกขึ้นยืน ใบหน้าของผู้มาเยือนเจือไปด้วยรอยยิ้มแต่กลับไม่สนิทสนมเฉกเช่นกาลก่อน เพียงมองใต้เท้าลู่ก็ทราบว่าการตัดสินใจคราวนี้ของตนเป็นสิ่งถูกต้องแล้ว ในใจของอวี้กุ้ยเฟยไม่พอใจจวนลู่ของพวกเขายิ่งนัก หากเป็นเช่นที่เติ้งซื่อกล่าว เกรงว่าความสัมพันธ์กับอวี้กุ้ยเฟยคงยากจะฟื้นคืน
จะอย่างไรใต้เท้าลู่ก็รับหน้าที่สำคัญ หากว่ากันตามเหตุผลย่อไม่ควรเข้าวังบ่อยนัก มิเช่นนั้นหากจุดอ่อนตกอยู่ในมือผู้อื่นจะทำให้เกิดความวุ่นวาย หากมิใช่ว่าก่อนหน้านี้เติ้งซื่อกระทำความผิดแล้วรีบเขียนจดหมายหาเขา เขาคงไม่มาขอโทษอวี้กุ้ยเฟยด้วยตนเองเป็นแน่
“กระหม่อมถวายพระพรเหนียงเหนียง”
“ลุกขึ้นเถิด ไม่จำเป็นต้องมากมารยาท” อวี้กุ้ยเฟยไม่มีท่าทีสนิทสนมเฉกเช่นก่อนหน้านี้ ใต้เท้าลู่เตรียมใจมาก่อนแล้วจึงยืดตัวขึ้น กล่าวด้วยน้ำเสียงขออภัย “เหนียงเหนียง คราวนี้กระหม่อมเข้าวังมาเพราะต้องการขออภัยเหนียงเหนียงแทนภรรยาและบุตรอกตัญญูผู้นั้น หวังว่าเหนียงเหนียงจะทรงอภัย”
เติ้งซื่อเม้มปาก ลอบปรายตามองไปยังอวี้กุ้ยเฟย พบว่าอีกฝ่ายกำลังมองตนอยู่พอดี พลันนั้นจึงตัวแข็งทื่อ พยายามฝืนยิ้มออกมา
“กระหม่อมฉันรู้สึกละอายใจนักที่สั่งสอนพวกเขาได้ไม่ดี คราวนี้ถึงกับหาเรื่องวุ่นวายมาให้เหนียงเหนียง กระหม่อมรู้สึกละอายใจยิ่งนัก คิดจะพาภรรยาและเจ้าเด็กหน้าเหม็นนั่นไปขอรับโทษที่จวนแม่ทัพกงซุนด้วยตนเอง ไม่กล้าทำให้เหนียงเหนียงรำคาญพระทัยเป็นอันขาด”
ใต้เท้าลู่ถ่อมตัวมีมารยาทเพียงนี้ แม้ท่าทีของอวี้กุ้ยเฟยจะมิได้อ่อนโยน แต่อย่างน้อยอารมณ์ก็ดีขึ้นมาก นับว่าเป็นคนกล้าทำกล้ารับ ไม่เหมือนเติ้งซื่อที่ก่อเรื่องแล้วหนีไปเช่นนั้น ขอเพียงทำให้ตนหลุดออกจากความรับผิดชอบนี้ได้ ไม่ถูกแม่ทัพกงซุนจดจำความแค้น จะอย่างไรก็ดีทั้งสิ้น
“เชื่อว่าใต้เท้าลู่คงรู้จักนิสัยแม่ทัพกงซุนดี คราวนี้ใต้เท้าลู่มั่นใจหรือ?”
Venus36
สงสารท่านแม่ทัพนะเนี่ย หากบกครอบครัวมาอยู่ในจวนแม่ทัพได้คงดี เปิดกิจการโรงหมอ