หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 27 ตอนที่ 795 อวิ๋นซูได้รับบาดเจ็บ
เล่มที่ 27 ตอนที่ 795 อวิ๋นซูได้รับบาดเจ็บ
ดวงตาของเติ้งซื่อมองไปยังประตูห้องของหวงฝู่อี้ที่ปิดสนิทเป็นระยะ “โธ่ ท่านพี่ เหตุใดจึงไม่เปิดหน้าต่างเสียหน่อยเล่า? คุณหนูกงซุนอยู่ด้านในคงรู้สึกอึดอัดยิ่งนัก จะอย่างไรผู้มาเยือนก็เป็นแขก อย่าตำหนิที่น้องปากมากเลยเจ้าค่ะ!”
มุมปากของอวี้กุ้ยเฟยแข็งค้างไปบ้าง นางคาดเดาได้นานแล้วว่าจะมีผลลัพธ์เช่นนี้ เมื่อปล่อยให้เติ้งซื่อพบคุณหนูกงซุน นางต้องไม่เคารพตนเป็นแน่ บางทีคงอดรนทนไม่ไหว อยากชักเท้าเดินเข้าไปเต็มแก่เพื่อไปสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างตนกับจวนแม่ทัพกงซุนแล้วกระมัง
“อาการประชวรขององค์ชายไม่อาจโดนแดดได้”
“ลำบากคุณหนูกงซุนมากจริงๆ! รีบสั่งให้คนไปเตรียมขนมเลิศรสมาเถิด…ใช่แล้ว ท่านพี่ น้องจำได้ว่าก่อนหน้านี้เคยนำปิ่นมุกราตรีจากทะเลตะวันตกมามอบให้ท่านพี่ชิ้นหนึ่ง แต่ไหนแต่ไรน้องไม่เคยเห็นท่านพี่ประดับมันมาก่อน เชื่อว่าคงไม่ถูกใจท่านพี่กระมัง? มิสู้ทำเช่นนี้เป็นอย่างไร ท่านพี่มอบปิ่นเล่มนั้นออกมาก่อน วันหน้าน้องจะสั่งให้คนหาปิ่นที่ดียิ่งกว่าเข้าวังมา จะได้ประหยัดเนื้อที่ในกล่องเครื่องประดับของท่านพี่ได้บ้าง”
อะไรนะ? ปิ่นมุกราตรีจากทะเลตะวันตกเล่มนั้นเป็นของที่จวนลู่มอบให้ตนเพื่อไหว้วานให้ช่วยเรื่องบางอย่าง เป็นของที่เติ้งซื่อเสาะหาไปทั่วทุกสารทิศจึงจะได้มา ตอนนี้กลับต้องการเอามามอบให้คุณหนูกงซุนเพื่อเป็นน้ำใจเช่นนั้นหรือ?! จะเกินไปหรือไม่…
เมื่อเห็นว่าอวี้กุ้ยเฟยไม่กล่าวคำใด เติ้งซื่อจึงเขยิบเข้ามาใกล้ “ท่านพี่อย่าโกรธไปเลย วันนี้น้องมาพบนางโดยมิได้เตรียมตัว วันหน้าต้องมอบปิ่นที่ดีกว่นี้ให้ท่านพี่เป็นแน่ ท่านพี่ช่วยน้องสักครั้งเถิด หลายปีมานี้น้องมีของดีอันใดล้วนมอบให้ท่านพี่มิใช่หรือ ท่านพี่ ท่านพี่…” นางดึงแขนเสื้อของอวี้กุ้ยเฟยด้วยท่าทีออดอ้อน ทำราวกับว่าหากไม่บรรลุผลก็จะไม่ยอมจบอย่างไรอย่างนั้น
อวี้กุ้ยเฟยรู้สึกหงุดหงิดยิ่งนัก ไหนเลยจะมีอารมณ์ไปต่อล้อต่อเถียงกับเติ้งซื่ออีก ในใจของนางพลันมีความคิดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น หากต้องการสานสัมพันธ์กับจวนแม่ทัพกงซุนเพียงนี้ มิสู้ปล่อยนางทำตามใจเถิด ถึงตอนนั้นหากเติ้งซื่อเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นมา ตนจะไม่ลงมือช่วยเหลือเป็นอันขาด! ปล่อยให้นางรับผลกรรมของตนไปเสียจะได้ไม่มาพัวพันกับตนชั่วคราว
“เด็กๆ ไปนำปิ่นมุกราตรีจากทะเลตะวันตกในตำหนักประทับของเปิ่นกงมา!”
“โอ้ บุญคุณอันใหญ่หลวงของท่านพี่ น้องจะไม่มีวันลืมเป็นอันขาด! คราวนี้น้องติดหนี้น้ำใจท่านพี่ครั้งใหญ่แล้ว!”
อวี้กุ้ยเฟยไม่สนใจเติ้งซื่อที่ชอบประจบสอพลอผู้นี้อีก ทว่านางยังอดไม่ได้ที่จะกำชับสักประโยค “คุณหนูกงซุนมีนิสัยเยือกเย็น เจ้าอย่าวุ่นวายกับนางเกินไปนัก มิเช่นนั้น…”
เติ้งซื่อในยามนี้มีท่าทีคล้ายกับปีนป่ายสำเร็จแล้วก็มิปาน “จะเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรเจ้าคะ น้องย่อมรู้จักแยกแยะ!”
ทั้งสองรออยู่ด้านนอกอย่างอดทน จนกระทั่งประตูห้องที่ปิดสนิทถูกเปิดออก เติ้งซื่อจึงเดินเข้าไปต้อนรับอย่างอดรนทนไม่ไหว “คุณหนูกงซุนลำบากแล้วจริงๆ ในห้องอบอ้าวยิ่งนัก คุณหนูกงซุนรีบมาทางนี้เถิดเจ้าค่ะ ตรงนี้ยามมีลมพัดจะได้กลิ่นหอมของบุปผา รับประกันได้เลยว่าจะช่วยปัดเป่าความเหนื่อยล้าทั้งหมดของคุณหนูกงซุนไปได้ เชิญนั่งๆ…”
สตรีที่มีท่าทีอบอุ่นราวเพลิงแผดเผาเบื้องหน้าทำให้สายตาของอวิ๋นซูเจือประกายแปลกประหลาด นางมองไปยังอวี้กุ้ยเฟยที่มีสีหน้ากระอักกระอ่วนด้านข้าง อีกฝ่ายฝืนยิ้มออกมา “คุณหนูกงซุน นี่คือฮูหยินลู่ เป็นน้องสาวแท้ๆ ของเปิ่นกง”
ฮูหยินลู่ มิใช่มารดาของลู่เซิ่งอวิ๋นหรอกหรือ?
ไหนเลยเติ้งซื่อจะใส่ใจความคิดของอวี้กุ้ยเฟยในยามนี้ นางรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าของตนออกมาเช็ดเหงื่อที่ไม่มีจริงบนหน้าผากของอวิ๋นซูด้วยตนเอง “คุณหนูกงซุนอายุน้อยเพียงนี้ก็ได้รับพระราชทานนามหัตถ์เซียนแล้ว ข้าคิดนานแล้วว่าจะต้องเป็นสตรีงดงามผู้หนึ่งเป็นแน่ วันนี้ได้พบ คุณหนูกงซุนงดงามประหนึ่งนางเซียนจากสวรรค์จริงๆ! เช่นนี้จะต้องมีบุรุษมากมายยอมสยบอยู่ใต้กระโปรงคุณหนูเป็นแน่!”
คำเยินยอสูงส่งต่างๆ นานาถูกสาดใส่อวิ๋นซู สตรีสุขุมเยือกเย็นกลับทำเพียงรักษารอยยิ้มบางเบาของตน ในใจเข้าใจกระจ่างขึ้นหลายส่วน
อวี้กุ้ยเฟยในยามนี้อยากหารูมุดเข้าไปยิ่งนัก ท่าทีเยินยอเกินจริงของเติ้งซื่อเช่นนี้ ขอเพียงยืนอยู่ข้างนางก็รู้สึกอับอายจนยากจะรับไหวแล้ว ไม่ทราบว่าวันหน้าคุณหนูกงซุนจะมองตนเช่นไร
พวกนางเลือกนั่งลงในศาลาแห่งหนึ่ง เติ้งซื่อกุมมืออวิ๋นซูแน่น เริ่มกล่าวชมว่าผิวของนางขาวราวหิมะ มืองามนุ่มลื่นต่างๆ อวี้กุ้ยเฟยที่อยู่ด้านข้างใช้ขาสะกิดใต้โต๊ะหินหลายครั้งเพื่อเป็นการเตือนนาง หวังว่านางจะสงบปากสงบคำเสียหน่อย แต่ปากของเติ้งซื่อกลับไม่หยุดแม้แต่น้อย ในใจของอวี้กุ้ยเฟยร้อนใจยิ่งนัก โทษได้แต่ว่าน้องสาวของตนผู้นี้จะกระทำการใหญ่แต่ไม่รู้จักค่อยเป็นค่อยไป ในใจของคุณหนูกงซุนคงระแวงมากแล้วกระมัง
บริเวณไม่ไกล ข้าราชบริพารผู้หนึ่งเดินกลับมาจากตำหนักประทับของอวี้กุ้ยเฟย เติ้งซื่อพลันลุกขึ้นยืน เดินไปหานางข้าหลวงผู้นั้น อวี้กุ้ยเฟยถือโอกาสนี้แย้มยิ้มอธิบายกับอวิ๋นซูโดยพลัน “ทำให้คุณหนูกงซุนเห็นเรื่องน่าขันแล้ว น้องสาวของข้าผู้นี้มีข้อเสียเช่นนี้เอง มีนิสัยเยินยอเกินจริงไปบ้าง แต่แท้จริงเป็นคนอบอุ่นเป็นมิตร เชื่อว่านางเห็นคุณหนูกงซุนแล้วรู้สึกราวได้พบสหายเก่าจึงพัวพันเพียงนี้กระมัง”
“เหนียงเหนียงไม่จำเป็นต้องตรัสเช่นนี้เพคะ ฮูหยินลู่อบอุ่นเป็นมิตร เข้าหาง่ายยิ่งนัก ซูเอ๋อร์อิจฉานิสัยเช่นนี้ของนางจริงๆ” เดิมทีอวิ๋นซูก็มิใช่คนที่รู้จักประจบสอพลอผู้อื่น ในใจจึงรู้สึกชื่นชมนิสัยกล้าพูดกล้าทำเช่นนี้ของเติ้งซื่ออยู่หลายส่วน จะอย่างไรคนเช่นนี้ก็ประสบความสำเร็จได้ง่าย
เติ้งซื่อรับปิ่นที่ถูกห่ออย่างดีมาจากมือนางข้าหลวงอย่างอดรนทนไม่ไหว จากนั้นจึงเดินกลับมา “คุณหนูกงซุนและท่านพี่กำลังสนทนาเรื่องใดกันหรือ?” นางขยับเข้าไปใกล้ ทำลายระยะห่างระหว่างตนกับอวิ๋นซูอีกครั้ง กุมมืออีกฝ่ายพลางนำกล่องไหมในมือออกมา
“ไม่ทราบว่าผ่านไปนานกี่ปีแล้วที่ข้ามิได้พบสตรีโดดเด่นน่าคบหาเช่นนี้ คุณหนูกงซุน นี่คือปิ่นมุกราตรีจากทะเลตะวันตก เหมาะกับรสนิยมของคุณหนูยิ่งนัก ดูจากเส้นผมดำขลับนี้แล้ว ยามปกติคุณหนูกงซุนจะต้องให้ความสนใจกับการแต่งกายมากกระมัง? พอดีเลย หากประดับปิ่นนี้ต้องทำให้คุณหนูกงซุนเปล่งประกายยิ่งขึ้นเป็นแน่!”
นางเปิดกล่องไหมสีแดงออก ไข่มุกราตรีสีเงินเปล่งประกายงดงาม งานฝีมืออันปราณีตทำให้ผู้คนต้องมองด้วยความทอดถอนใจ เพียงได้เห็นก็รู้ว่าเป็นของล้ำค่าควรเมือง
“ฮูหยินลู่เกรงใจแล้ว ปกติข้าใช้เครื่องประดับเหล่านี้น้อยมาก”
เติ้งซื่อชะงักไปเล็กน้อย ยามนี้จึงค่อยพบว่าแม้คุณหนูกงซุนท่านนี้จะมีร่างกายงดงามโดดเด่น แต่ยังคงมีท่าทีสงบนิ่งไร้การแต่งแต้ม บนศีรษะประดับปิ่นหยกเล่มเดียวเท่านั้น ไม่มีเครื่องประดับอื่นใดอีก เมื่อเทียบกับปิ่นมุกราตรีจากทะเลตะวันตกนี้แล้ว หากประดับอยู่บนศีรษะคุณหนูกงซุนนับว่ามากเกินไปจริงๆ
“ผู้มีฐานะสูงส่งเฉกเช่นคุณหนูกงซุนย่อมต้องเข้าวังมาร่วมงานบ่อยๆ ปิ่นนี้เหมาะกับอาภรณ์หรูหรา จะต้องทำให้คุณหนูกงซุนเป็นจุดรวมสายตาของทุกคนได้แน่!”
อวิ๋นซูแย้มยิ้ม “น้ำใจของฮูหยินลู่ข้าขอรับไว้ด้วยใจ ของล้ำค่าเพียงนี้ข้ารับไม่ได้เป็นอันขาด”
“โธ่ ไม่ใช่ของล้ำค่าอันใดหรอก ข้าบังเอิญเจอมาตอนเดินผ่านร้านเครื่องประดับแห่งหนึ่ง คุณหนูต้องลำบากมากมายเพื่อรักษาองค์ชาย ในฐานะที่ข้าเป็นอาหญิงขององค์ชาย จะกล่าวอย่างไรก็ควรขอบคุณคุณหนูกงซุนเสียหน่อย ให้ข้าประดับให้คุณหนูกงซุนเถิด…”
นางหยิบปิ่นมุกแล้วยืนขึ้น ทว่าอวิ๋นซูกลับเขยิบถอยหลังไป “ฮูหยินลู่ อย่าทำเช่นนี้เลยเจ้าค่ะ…”
“คุณหนูกงซุน ไม่ทันไรก็ประดับเสร็จแล้ว ปิ่นนี้ช่วยขับเน้นผิวของคุณหนูได้จริงๆ …”
อวิ๋นซูหลบ แต่เติ้งซื่อกลับขยับเข้ามาใกล้อย่างไม่ยอมแพ้ อวี้กุ้ยเฟยคิดจะหยุดก็หยุดนางไม่ได้ ไหนเลยจะรู้ว่าอันตรายกลับเกิดขึ้นกะทันหัน เติ้งซื่อเหยียบชายกระโปรงของตนโดยไม่ระวัง นางกรีดร้องเสียงดัง สะดุดล้มไปเบื้องหน้า พอดีกับที่ถือปิ่นมุกอยู่ในมือทำให้ปิ่นกรีดลงไปบนหลังมือของคุณหนูกงซุนโดยตรง ส่วนนาง ศีรษะโขกลงบนเก้าอี้หินอย่างแรง
“สวรรค์! คุณหนูกงซุน ท่าน ท่านเลือดไหล…” อวี้กุ้ยเฟยตกใจจนหน้าขาวซีด บาดแผลบนหลังมือของอวิ๋นซูเป็นรอยยาวดูน่ากลัวยิ่งนัก ผิวหนังถูกกรีดจนมีเลือดไหลเป็นทาง ส่วนเติ้งซื่อก็หัวโขกจนตาพร่ามึนงง ยืนไม่ขึ้นไปชั่วครู่
“เด็กๆ เด็กๆ เร็วเข้า รีบตามหมอหลวง…” ไหนเลยอวี้กุ้ยเฟยจะสนใจเติ้งซื่อที่อยู่บนพื้น นางรีบเข้าไปประคองอวิ๋นซู “นี่จะเป็นเรื่องดีได้อย่างไร? บาดแผลลึกเพียงนี้…คุณหนูกงซุนเจ็บหรือไม่?”
ริมฝีปากของอวิ๋นซูขาวซีดเล็กน้อย นางหยิบขวดกระเบื้องออกมาจากแขนเสื้อ อวี้กุ้ยเฟยจึงช่วยนางใส่ยาบนหลังมือ “ไม่เป็นไรเพคะ บาดเจ็บเล็กน้อย ฮูหยินลู่เล่า? ฮูหยินลู่ศีรษะโขกแรงหรือไม่?”
เติ้งซื่อกุมศีรษะพลางลุกขึ้นยืน รู้สึกสติไม่ค่อยแจ่มชัด “ไม่ ไม่ร้ายแรงมาก…” นางเบนสายตาขึ้นมอง พลันถูกเลือดที่มือของอวิ๋นซูทำให้ตกใจจนกล่าวคำใดไม่ออก “นี่ นี่…”
อวี้กุ้ยเฟยมีสีหน้าเย็นชาขึ้นโดยพลัน “ดูเถิดว่าเจ้าทำเรื่องดีงามอันใด! ตอนนี้ดียิ่งนัก ทำร้ายคุณหนูกงซุนแล้วเจ้าจะทำเช่นไร?!”
“ข้า…”
ความอุ่นร้อนสายหนึ่งผุดออกมาจากศีรษะ เติ้งซื่อยื่นมือไปสัมผัสโดยไม่รู้ตัว “เลือด…ข้า…”
“บาดแผลของฮูหยินลู่ไม่เบาเลย รีบให้หมอหลวงช่วยพันแผลให้ฮูหยินลู่ก่อนเถิด” อวิ๋นซูรู้ดีว่าหลังมือของตนมิได้บาดเจ็บถึงกระดูก ขอเพียงรักษาเล็กน้อยก็หายดีแล้ว อวี้กุ้ยเฟยในยามนี้รู้สึกเสียใจจนหน้าเขียว นางรู้นานแล้วว่าเติ้งซื่อจะต้องก่อเรื่องแน่นอน ไหนเลยจะรู้ว่าจะเร็วถึงเพียงนี้?! หากแม่ทัพกงซุนรู้ว่าคุณหนูกงซุนได้รับบาดเจ็บจากตำหนักตน จะไม่รีบนำทหารมาถามหาความผิดต่อหน้านางหรือ? เมื่อคิดถึงตรงนี้ อวี้กุ้ยเฟยพลันรู้สึกเบื้องหน้ามืดครึ้มลง
เพียงไม่นานหมอหลวงก็ตามมาอย่างเร่งรีบ
มือของอวิ๋นซูถูกพันผ้าพันแผลจนหนาเตอะ ส่วนทางเติ้งซื่อ หน้าผากถูกทายาจนหนาเป็นชั้น ท่าทีน่าอนาจยิ่งนัก
“ยังดีที่บาดแผลไม่ลึกมาก มิเช่นนั้นหากมือของคุณหนูกงซุนเป็นอะไรไป เกรงว่าวันหน้าคงใช้ได้ไม่ดีเป็นแน่!” หมอหลวงกล่าวจากใจ อวี้กุ้ยเฟยใจเต้นโครมคราม ใช่แล้ว คุณหนูกงซุนมีฐานะเป็นหัตถ์เซียน หากมือบาดเจ็บ เกรงว่าฝ่าบาทจะเป็นคนแรกที่ไม่ยอมปล่อยตนไป นางมองไปยังเติ้งซื่อด้านข้างอย่างดุดัน “ดูเถิดว่าเจ้าทำเรื่องดีงามอันใดลงไป!”
แต่ไหนแต่ไรอวี้กุ้ยเฟยไม่เคยมีโทสะกับเติ้งซื่อมากมายเพียงนี้มาก่อน นางเองก็ทราบว่าครั้งนี้ตนกระทำความผิดใหญ่หลวงเข้าแล้วจึงรีบมองไปทางอวิ๋นซูอย่างขออภัย “ข้าโง่งมยิ่งนัก ทำให้คุณหนูกงซุนได้รับบาดเจ็บ สมควรตายนับหมื่นครั้ง…”
“เพียงแค่อุบัติเหตุเท่านั้น ฮูหยินลู่ไม่จำเป็นต้องเก็บไปใส่ใจ รีบกลับไปพักผ่อนเถิด ระยะนี้อย่าได้ถูกน้ำ มิเช่นนั้นใบหน้าจะมีรอยแผลเป็นได้” อวิ๋นซูยังคงกำชับอย่างอดทน ในใจของอวี้กุ้ยเฟยเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด อวิ๋นซูรู้ดีว่าพวกนางกำลังกังวลสิ่งใด “วันนี้หม่อมฉันไม่ทันระวังจึงถูกกระถางต้นไม้บาดจนบาดเจ็บ ทำให้อวี้กุ้ยเฟยวุ่นวายแล้ว”
อวี้กุ้ยเฟยและเติ้งซื่อแปลกใจ นี่คุณหนูกงซุน…ช่วยพวกนางปิดบังหรือ?
“นี่ คุณหนูกงซุน…”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มบางเบา “เป็นเพียงอุบัติเหตุเท่านั้น เหนียงเหนียงและฮูหยินลู่อย่าได้เก็บไปใส่ใจเป็นอันขาด”
ในใจของอวี้กุ้ยเฟยเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ ไม่ง่ายเลยที่คุณหนูกงซุนจะไม่คิดเล็กคิดน้อยกับพวกนาง ตอนนี้คล้ายว่านางกลัวอวิ๋นซูเสียใจภายหลังจึงรีบกล่าวว่า “คุณหนูกงซุนเป็นผู้มีเหตุผลจริงๆ เวลาไม่เช้าแล้ว เปิ่นกงจะสั่งให้คนส่งคุณหนูกงซุนกลับไป เมื่อกลับไปแล้วจะมอบยาทาผิวขาวไปที่จวนแม่ทัพอีกครั้ง คุณหนูกงซุนจะต้องพักผ่อนให้ดีเล่า”
หลังจากสตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นั้นถูกส่งกลับไป ภายในห้องโถงจึงเหลือเพียงอวี้กุ้ยเฟยและเติ้งซื่อสองคน บรรยากาศแปรเปลี่ยนไปโดยพลัน
“ทะ ท่านพี่…”
nitnit
อวิ๋นซูทั้งๆที่รู้ว่ามีศัตรูคอยลอบกัดทำไมไม่ระวังตัวปล่อยให้คนคนแปลกหน้ามาถูกตัวได้อย่างไร
Venus36
วังแห่งนี้มีแต่งูพิษยิ่งกว่าแคว้นไหนๆ แคว้นอื่นแย่งชิงกันเรื่องอยากครอบครองแคว้นมากกว่า แค่แคว้นเหลียนมีแต่ศึกภายในดุเดือด ในวังแห่งนี้คือนรก