หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 824 โรคประหลาดในหมู่บ้าน
เล่มที่ 28 ตอนที่ 824 โรคประหลาดในหมู่บ้าน
หลานอวิ๋นรู้ว่าตนไม่อาจเข้าใจอารมณ์ของเฟิ่งหลิงได้ เขาค่อยๆ เดินไปหน้าโต๊ะ ยื่นมือไปวางบนไหล่ของเฟิ่งหลิง ละทิ้งความสัมพันธ์เฉกเช่นราชวงศ์และขุนนางไปชั่วคราว ใช้คำพูดเฉกเช่นกาลก่อน “อีกไม่นานจะเป็นวันอภิเษกกับคุณหนูกงซุนแล้ว เหตุใดไม่เสพสุขช่วงเวลาเช่นนี้เสียหน่อยเล่า? ทุกเรื่องรอให้ท่านอาจารย์กลับมาค่อยหารือกันอีกครั้งเถิด”
งานอภิเษก? ใช่แล้ว เขากับซูเอ๋อร์จะแต่งงานกันแล้ว แต่ก่อนแต่งงานเขาอยากหาเสด็จแม่ของตนให้พบ จากนั้นพาสตรีที่ตนรักไปพบนาง บอกนางว่าลูกสบายดีทุกอย่าง เพียงแต่ตอนนี้…
ประเดี๋ยวก่อน! เฟิ่งหลิงขมวดคิ้ว ท่าทีเช่นนี้ตกอยู่ในสายตาของหลานอวิ๋น “ทำไมหรือ?”
“หญ้านี้…” บุรุษรูปงามเป็นเอกเงยหน้าขึ้นอย่างฉับพลัน “มิแน่ว่าซูเอ๋อร์อาจรู้ว่าเป็นต้นอะไร!”
ยังไม่ทันอธิบายให้ชัดเจน เฟิ่งหลิงก็รีบเก็บหญ้าแห้งในมือตนให้เรียบร้อยก่อนจะลุกขึ้นทำความสะอาดตัวเอง ทิ้งไว้เพียงหลานอวิ๋นที่มือข้างหนึ่งยังค้างอยู่ในอากาศ ทอดถอนใจยาวๆ คิดไม่ถึงว่าคำพูดของศิษย์พี่อย่างตนกลับไม่มีประโยชน์อันใด ทว่าเมื่อกล่าวถึงคุณหนูกงซุน เขาถึงกับลืมทุกสิ่งทุกอย่างไปจนสิ้น! หึ ศิษย์น้องใจร้าย!
ณ จวนแม่ทัพ ภายในเรือน
“ส่งพวกเขาไปยังสถานที่ปลอดภัยแล้ว เส้นทางในวันหน้าก็ให้พวกเขาเลือกเดินด้วยตนเอง” แม่ทัพกงซุนทอดเกราะหนาหนักของตนก่อนจะหยิบชาที่อวิ๋นซูชงให้เขา
“ลำบากท่านพ่อแล้ว”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย ในใจมั่นใจเป็นอย่างยิ่งว่าเมื่อผ่านช่วงเวลาอันยากลำบากไปแล้วตงฟางรุ่ยและอู๋ฮุ่ยอวิ๋นจะมีความสุขแน่นอน ส่วนเหมยเฟยอาจได้พบความสุขที่แท้จริงเช่นกัน จากเรื่องนี้ทำให้รู้ว่าเกียรติยศ อำนาจ เงินทอง หรือตำแหน่งล้วนมิใช่สิ่งที่จะนำความสุขมาให้ผู้คนอย่างแท้จริง มีเพียงรวมใจเป็นหนึ่งกับคนที่ตนรักถึงจะเดินหน้าได้ยาวนาน เหมยเฟยเข้าใจความจริงเช่นนี้เอาตอนนี้ยังไม่นับว่าสายเกินไป
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงพ่อบ้านชราขึ้น “ท่านแม่ทัพ คุณหนู มีแขกมาขอรับ!”
หลังจากกล่าวจบ ด้านนอกก็มีเสียงฝีเท้าร้อนรนดังแว่วมาระลอกหนึ่ง ประตูถูกเปิดออก บุรุษผู้สวมผ้าปิดหน้าสีเทาพลันปรากฏสู่เบื้องสายตาของพวกเขา
“องค์ชายใหญ่?” แม่ทัพกงซุนลุกขึ้นยืนโดยพลัน กระทั่งอวิ๋นซูก็รู้สึกแปลกใจเนื่องจากก่อนหน้านี้แม่ทัพกงซุนเคยบอกแล้วว่าช่วงนี้เฟิ่งหลิงคงยุ่งมาก
พบของที่ฮองเฮาพระองค์ก่อนทิ้งไว้เมื่อปีนั้นแล้ว เขาควรเริ่มออกตามหาฮองเฮาพระองค์ก่อนถึงจะถูก
“ซูเอ๋อร์ มีของบางอย่างข้าต้องการให้เจ้าช่วยข้าตรวจสอบ” เฟิ่งหลิงไม่แม้แต่จะพูดจามากความ หยิบถุงอันปราณีตใบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ส่งให้ถึงมืออวิ๋นซูอย่างระมัดระวัง
แม่ทัพกงซุนเห็นสภาพเช่นนี้ของเขาจึงรู้ว่าเรื่องการตามหาฮองเฮาพระองค์ก่อนคงมีปัญหายากแก้ไข
พบว่ามีหญ้าแห้งกำหนึ่งนอนอยู่ในถุงอย่างสงบ อวิ๋นซูตรวจสอบอย่างละเอียด เฟิ่งหลิงถึงกับกลั้นใจโดยไม่รู้ตัว มองไปยังสีหน้าของอวิ๋นซูอย่างจริงจังราวกับต้องการเห็นความหวังในนั้น
“นี่คือสมุนไพรหรือ? เช่นนั้นซูเอ๋อร์จะต้องรู้จักเป็นแน่!” แม่ทัพกงซุนมั่นใจยิ่งนัก เพียงแต่ไม่นานอวิ๋นซูกลับส่ายหน้าเล็กน้อย “สมุนไพรชนิดนี้ข้าไม่เคยเห็นในตำราแพทย์มาก่อน มันมีลักษณะพิเศษของสมุนไพรแต่ละชนิดรวมอยู่ แต่ก็ไม่ใช่สมุนไพรเหล่านั้น นำมาจากที่ใดหรือ?”
เฟิ่งหลิงรู้ฐานะที่แท้จริงของอวิ๋นซู สมุนไพรที่กระทั่งบุตรีคนโตของตระกูลอวิ๋นยังไม่รู้จัก เช่นนั้นใต้หล้านี้ยังจะมีผู้ใดช่วยเขาได้เล่า?
“เป็นสมุนไพรป่าธรรมดาหรือไม่?” เมื่อเห็นว่าอวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงเงียบลง แม่ทัพกงซุนจึงเอ่ยปาก เขาเป็นเพียงนักรบคนหนึ่งย่อมไม่เข้าใจเรื่องสมุนไพรเหล่านี้โดยสิ้นเชิง ทว่าตอนนี้ไม่อยากให้ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ของทั้งสอง
ในดวงตาของเฟิ่งหลิงเจือไปด้วยความโศกเศร้าอยู่หลายส่วน “นี่เป็นของที่เหมยเฟยให้หลานอวิ๋นนำมามอบให้ข้า เป็นของที่เสด็จแม่ทิ้งไว้ให้นางเมื่อปีนั้น ควรมีความหมายพิเศษอันใดถึงจะถูก”
อวิ๋นซูเข้าใจความหมายของเฟิ่งหลิงได้โดยพลัน หากรู้ว่านี่คือหญ้าอะไร มิแน่ว่าอาจหาที่อยู่ของฮองเฮาพระองค์ก่อนพบ
“ฮองเฮาพระองค์ก่อนทิ้งของไว้กี่อย่าง? มิแน่ว่าหากเอามารวมกันอาจมีความหมายแฝงอันใดก็เป็นได้?”
เฟิ่งหลิงคิดอย่างละเอียดครู่หนึ่ง “ของที่เสด็จแม่ทิ้งเอาไว้มีพัดด้ามหนึ่ง หยกพกชิ้นหนึ่ง ตอนนี้ล้วนอยู่ที่เสด็จพ่อ บางทีอาจมีเพียงเขาที่จะเข้าใจ ส่วนที่ข้ามีจดหมายฉบับหนึ่ง เส้นผมกำหนึ่ง ภาพวาดแผ่นหนึ่ง และหญ้าแห้งกำหนึ่ง” มือที่อยู่ในแขนเสื้อของเขากำแน่น ตนเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายตามของเหล่านี้กลับมา หากไม่อาจคาดเดาถึงความหมายแฝงของพวกมัน เช่นนั้นเท่ากับทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนมีล้วนเสียเปล่า ไม่มีความหมายใด
สิ่งที่ทำให้เขารับไม่ได้ที่สุดก็คือ ทั้งๆ ที่ปัญหาวางกองอยู่หน้าตนแล้ว แต่ตนกลับไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะแก้ไข
แม่ทัพกงซุนรู้ว่าตนช่วยอะไรไม่ได้จึงถอยออกไปอย่างเงียบงัน ในห้องเหลือเพียงอวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงสองคน
“ในใจท่านมีความคิดเห็นอันใดเกี่ยวกับเบาะแสของฮองเฮาพระองค์ก่อนหรือไม่?” จริงๆ อวิ๋นซูรู้ดีว่าที่ผ่านมาเฟิ่งหลิงไม่อยากให้ตนเข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้เพราะกลัวว่าตนจะมีอันตราย ตอนนี้หากมิใช่ว่าเป็นหนทางสุดท้าย เขาคงไม่มาขอความช่วยเหลือจากตนเป็นอันขาด
เฟิ่งหลิงเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังใคร่ครวญว่าจะบอกอวิ๋นซูดีหรือไม่ เขาเบนสายตาขึ้น มองไปยังใบหน้างดงามสงบนิ่งเบื้องหน้า ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นมีความกังวลอย่างไม่อาจปกปิด ใช่แล้ว สตรีเบื้องหน้ากำลังจะเป็นภรรยาร่วมผูกผมของเขา มีอะไรต้องปิดบังกันเล่า? ตนก็อยากให้นางพบเสด็จแม่เร็วๆ เสียหน่อยมิใช่หรือ? พลันนั้นเฟิ่งหลิงจึงเอ่ยปาก “พัดและหยกพกล้วนเป็นของแทนใจของเสด็จพ่อเสด็จแม่เมื่อปีนั้น ตัวอักษรด้านบนแฝงไปด้วยคำสัญญาของพวกเขา เสด็จพ่อและข้าเคยถกเถียงเรื่องนี้กันแล้ว คิดว่าตอนนี้เสด็จแม่จะต้องมีชีวิตอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น…อาจปะปนอยู่ในหมู่ชาวบ้าน”
หากมิใช่ว่ายังมีชีวิตอยู่ ฮองเฮาพระองค์ก่อนคงไม่สิ้นเปลืองความคิดเพื่อทิ้งสิ่งของที่เป็นเบาะแสมากมายเพียงนี้ไว้แน่ ยิ่งไปกว่านั้นมีเพียงจักรพรรดิเหลียนถึงจะเข้าใจความหมายของมัน บางทีนางคงต้องการบอกเขาว่า นางเชื่อว่าจะต้องมีสักวันหนึ่งที่พวกเขาจะกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ส่วนวันเช่นนี้จะช้าจะเร็วย่อมต้องดูว่าจักรพรรดิเหลียนจะสามารถปกป้องความปลอดภัยของครอบครัวพวกเขาได้เมื่อใด และวันนั้นจะเป็นเวลาต่อต้านไท่ซ่างหวงเช่นกัน
“แต่ไหนแต่ไรคนของพระอัยกาไม่เคยยอมแพ้เรื่องตามหาเสด็จแม่ กระทั่งฮองเฮาองค์ปัจจุบันยังเห็นเรื่องกำจัดเสด็จแม่เป็นภารกิจสำคัญอันดับหนึ่ง ของเหล่านี้ได้มาไม่ง่ายเลย จากนิสัยของเสด็จแม่ เสด็จพ่อคิดว่านางต้องซ่อนตัวอยู่บริเวณชายแดนเป็นแน่ เป็นไปได้มากว่าจะซ่อนตัวอยู่บริเวณชายแดน ในหมู่บ้านที่ไม่รู้จักชื่อแห่งหนึ่ง” ยิ่งไปกว่านั้นอาจเป็นหมู่บ้านที่ไม่มีลักษณะพิเศษอันใด ไม่มีทรัพยากรล้ำค่าที่จะดึงดูดผู้คนให้เข้ามา ที่เช่นนั้นนางจะได้รับอิสระไม่ถูกผู้อื่นรบกวน
เพียงแต่หมู่บ้านเช่นนี้ในแคว้นเหลียนมีมากเกินไป
อวิ๋นซูรู้ดีว่าผืนแผ่นดินอันยิ่งใหญ่ของแคว้นเหลียนไม่ใช่อะไรที่ตนจะจินตนาการได้ นอกจากหมู่บ้านที่อยู่ระแวกเมืองใหญ่ ยังมีพื้นที่ห่างไกลในป่าเขาที่ไม่มีชาวบ้านอาศัยอยู่ สถานที่เหล่านี้อาจเป็นที่ซ่อนตัวของฮองเฮาพระองค์ก่อนก็เป็นได้ อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูคิดว่าหากตนเป็นฮองเฮาพระองค์ก่อนคงไม่ไปสถานที่รกร้างไร้ซึ่งผู้คน เนื่องจากพวกนางล้วนโหยหาชีวิตเฉกเช่นชาวบ้านธรรมดา ดังนั้นจะต้องเลือกสถานที่ที่ห่างไกลจากความขัดแย้ง ปะปนอยู่กับชาวบ้านเหล่านั้น อยู่เพียงลำพังรอวันที่จะได้กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง
อวิ๋นซูใช้มือประคองหญ้าแห้งกำนั้นขึ้นมาเบาๆ ในสมองมีอะไรบางอย่างวาบผ่าน รีบเบนสายตาขึ้นมองไปยังบุรุษผู้มีท่าทีหดหู่ “ให้เวลาข้าสองวัน”
“ซูเอ๋อร์มีวิธีหรือ?” ดวงตาของเฟิ่งหลิงเปล่งประกาย ทว่าในชั่วขณะที่มองนาง เขากลับรีบเก็บท่าทีของตน ตนไม่ควรทำให้นางกดดันมากเกินไป ช่วงเวลาที่อยู่ในแคว้นเหลียนนางตกอยู่ในอันตรายหลายครั้งเพราะตน นับว่าติดหนี้นางมากเหลือเกิน เฟิ่งหลิงรู้ว่าตนร้อนใจเกินไป พลันนั้นจึงทอดถอนใจเบาๆ “ข้า…เพียงอยากให้นางเห็นวันที่พวกเราแต่งงานกันกับตาตัวเอง”
อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย “ข้าเข้าใจ” เพราะนางก็อยากพบบุตรีคนโตของตระกูลมหาราชครูผู้มีความสามารถและคุณธรรมครบครันท่านนี้เช่นกัน อวิ๋นซูคิดว่าพวกนางจะต้องเข้ากันได้แน่ คงสามารถเป็นสหายกันได้ เมื่อคิดถึงตรงนี้อวิ๋นซูก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย นี่ตนกำลังกิจอันใด นางเป็นมารดาของเฟิ่งหลิงย่อมเป็นมารดาในอนาคตของตน
บางทีอาจเป็นเพราะการพบกันระหว่างพวกนางจึงทำให้อวิ๋นซูค่อยๆ เข้าใจไปโดยปริยาย ลืมเลือนฐานะของทั้งสองไปชั่วขณะ และเพราะเรื่องราวที่พวกนางประสบคล้ายกัน อวิ๋นซูจึงคิดว่าตนอาจเข้าใจความคิดของฮองเฮาพระองค์ก่อน
เฟิ่งหลิงค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ ยื่นมือไปสัมผัสใบหน้าของอวิ๋นซูเบาๆ จากนั้นจึงเคลื่อนเข้ามาอย่างเชื่องช้า จุมพิตลงบนหน้าผากมน แผ่วเบาราวขนนก “ขออภัย ทำให้เจ้าลำบากอีกแล้ว”
ในน้ำเสียงแฝงไปด้วยความรักและความรู้สึกผิดอันไร้ก้นบึ้ง อวิ๋นซูรู้สึกอบอุ่นในใจ ทว่าก็รู้สึกปวดใจเช่นกัน เขามีภาระที่แบกอยู่บนหลังมากมายเพียงนี้แต่กลับไม่ยอมเอ่ยปากให้ตนช่วยแบ่งเบาเสียบ้าง
“ข้าดีใจ”
ในดวงตาของเฟิ่งหลิงมีประกายไหลผ่าน สตรีเบื้องหน้าซุกตัวเข้าสู่อ้อมกอดของเขาราวกับลูกแมวน้อย “ได้ทำเรื่องที่ข้าสามารถทำได้เพื่อท่าน นับว่าการดำรงอยู่ของข้ามีความหมายแล้ว”
“ซูเอ๋อร์…”
เงาร่างทั้งสองโอบกอดกัน ความอบอุ่นที่แพร่มาจากคนข้างกายหล่อเลี้ยงกันและกันเนิ่นนาน นับว่าเป็นภาพอันอบอุ่นที่หาได้ยากยิ่งในสถานการณ์ยากลำบากเช่นนี้
…
อีกด้านหนึ่ง
“ญาติผู้น้อง เจ้าจะไปที่ใด?” บนระเบียงทางเดิน อวิ๋นมู่เห็นนายท่านตระกูลสาขามีท่าทีลับๆ ล่อๆ ในมือของอีกฝ่ายถือของสิ่งหนึ่งไว้แน่น เขาสะดุ้ง ค่อยๆ หันมา “พะ พี่ใหญ่…”
อวิ๋นมู่มองไปยังห่อเข็มสีขาว อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “เจ้าคิดจะไปรักษาผู้ใด?”
ตอนนี้ตระกูลอวิ๋นอยู่ในสถานะหลบหนี ยามปกติจะไม่เปิดเผยวิชาแพทย์ต่อหน้าชาวบ้านด้วยเกรงว่าจะเป็นการเปิดเผยร่องรอยและนำความยุ่งยากมาสู่ตัว ตอนนี้เมื่อเห็นนายท่านตระกูลสาขามีท่าทีลับๆ ล่อๆ เช่นนี้ อวิ๋นมู่จึงอดไม่ได้ที่จะเกิดความสงสัย
“ไม่ๆๆ เพียงแค่อยากนำเข็มพวกนี้มาตากแดดเสียหน่อย เชื้อราจะขึ้นแล้ว ฮ่าๆ…” นายท่านตระกูลสาขาหัวเราะอย่างกระอักกระอ่วน อย่างไรก็ตาม สายตาล่อกแล่กเช่นนั้นกลับเปิดเผยความในใจของเขาจนสิ้น
อวิ๋นมู่มองเขาอย่างสงบอยู่เช่นนั้น บรรยากาศทั่วทั้งร่างพลันแปรเปลี่ยน
ในใจของนายท่านตระกูลสาขาส่งเสียงดังสนั่น ตนโชคร้ายยิ่งนัก ถึงกับพบพี่ใหญ่ผู้มีความรู้สึกเฉียบคมเสียได้! “ก็ได้ ความจริง…ในหมู่บ้านเกิดอาการป่วยประหลาด ดังนั้น…”
“นั่นยังไม่ถึงเวลาให้เจ้าสอดมือ มิใช่ว่าในหมู่บ้านมีหมอชราอยู่ท่านหนึ่งหรือ?”
“แต่มีคนตายไปสี่คนแล้ว! หมอชราผู้นั้นเป็นแค่หมอชาวบ้าน ยามปกติกระทั่งไข้พิษเย็นก็ยังรักษาไม่ได้!” ในฐานะที่เป็นผู้เดินบนเส้นทางการแพทย์ นายท่านตระกูลสาขาทนมองไม่ได้จริงๆ ยิ่งไปกว่านั้นอยู่ว่างมานานเพียงนี้แล้ว มือทั้งสองของเขารู้สึกทื่อไปบ้าง “พี่ใหญ่ พวกเรามาอยู่ที่นี่นานแล้วยังไม่มีใครตามมา แค่ครั้งสองครั้งก็คง…”
“ไม่ได้!”