หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 823 ไร้ซึ่งเบาะแส
เล่มที่ 28 ตอนที่ 823 ไร้ซึ่งเบาะแส
สตรีนางนี้ลูบหางอันอ่อนนุ่มของสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยอย่างอ่อนโยน ในดวงตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นอันไร้ที่สิ้นสุด แสงอาทิตย์สีทองสาดส่องลงมาบนร่างของหนึ่งมนุษย์หนึ่งจิ้งจอก รวมกันจนกลายเป็นประกายแสงเจ็ดสี กลายเป็นเป็นภาพอันงดงามหาใดเปรียบ ฮูหยินอวิ๋นได้เห็นพลันอดไม่ได้ที่จะมองจนเหม่อยลอย เนิ่นนานผ่านไปยังคงไม่มีปฏิกิริยากลับมา
“ฮูหยินท่านนี้มาจากที่ใดหรือ สำเนียงไม่เหมือนคนในหมู่บ้าน” ความจริงสิ่งที่นางคิดจะกล่าวก็คือสำเนียงไม่เหมือนคนแคว้นเหลียน ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อดูจากการแต่งกายของสตรีนางนี้แล้ว แตกต่างจากสตรีแคว้นเหลียนอยู่บ้าง
ยามนี้ฮูหยินอวิ๋นจึงค่อยได้สติกลับมา ยื่นมือออกไปจับผมบริเวณแก้มไปทัดหู เบนสายตาออกไปยังทิศทางอื่น “อืม พวกเราเพิ่งย้ายมาไม่นาน แม่นางอยู่บนเขานี้หรือ?” นางมองสตรีเบื้องหน้าที่มีท่าทีราวผู้หลุดพ้น รู้สึกไม่เหมือนสตรีธรรมดาที่มักจะทอผ้าอยู่ในหมู่บ้าน
สตรีเบื้องหน้าแย้มยิ้ม สายตาหยุดอยู่บนตะกร้าด้านหลังฮูหยินอวิ๋น “ฮูหยินก็มีความรู้เรื่องสมุนไพรหรือ?”
“บ้านข้าทุกรุ่นล้วนเป็นหมอ ได้ยินบ่อยเห็นบ่อยจึงพอเข้าใจอยู่บ้าง” ฮูหยินอวิ๋นไม่ได้สังเกตเลยว่าสตรีนางนี้จงใจเปลี่ยนหัวข้อสนทนาของนาง “คราวนี้ต้องขอบคุณแม่นางจริงๆ ที่ลงมือช่วยเหลือ มิเช่นนั้นหากกินหญ้าพิษนี้เข้าไป ทั้งยังอยู่ในป่าลึกเพียงลำพัง ไม่รู้จริงๆ ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น”
ฮูหยินอวิ๋นพบว่าหมอกหนารอบด้านยังไม่สลายไป ยามนี้จึงรู้สึกเสียใจอยู่บ้าง หากเมื่อครู่นางถูกพิษแล้วสลบไปที่นี่ เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดหานางพบ ผลลัพธ์ย่อมมิต้องคิด
“ความจริงฮูหยินควรขอบคุณมารดาของสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยนี้ ข้ามาช่วยมันข้างธารน้ำซับแห่งนี้เช่นกัน ตอนนั้นมันกินหญ้าน้ำนี้ไปแล้ว ชีวิตอยู่ท่ามกลางความเป็นความตาย ดีที่ข้ามีโชคจึงปรุงยาถอนพิษออกมาและช่วยชีวิตมันกลับมาได้ สุดท้ายจึงมีสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยที่น่ารักสองตัวนี้” เสียงของสตรีนางนี้ราวกับกระดิ่งเงินก็มิปาน ทำให้ผู้คนฟังเสนาะหู กระทั่งอดไม่ได้ที่จะเกิดความรู้สึกดีๆ กับสตรีงดงามและใจดีนางนี้
“คิดไม่ถึงว่าแม่นางอายุยังน้อย วิชาแพทย์กลับสูงส่งเพียงนี้” ทำให้ฮูหยินอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะคิดถึงบุตรีของตน
สตรีส่ายหน้าเบาๆ “ไหนเลยจะนับเป็นวิชาแพทย์อันใดได้ เพียงแค่ชีวิตในป่านี้ว่างเกินไป จึงอ่านตำราแพทย์ด้วยตัวเองมาหลายปีเท่านั้น”
ทั้งสองพบหน้ากันครั้งแรกแต่กลับสนทนาจนลืมเวลา ล้วนถูกบทสนทนาอันมากมารยาทและเต็มไปด้วยความสุภาพดึงดูดกัน กลายเป็นสหายกันอย่างช่วยไม่ได้
“แม่นางอาศัยอยู่ในป่าเพียงลำพังหรือ? นี่…จะอันตรายเกินไปหรือไม่?” เมื่อรู้จักสตรีเบื้องหน้าเล็กน้อย ฮูหยินอวิ๋นจึงกล่าวเตือนด้วยความเป็นห่วงประโยคหนึ่ง ทว่าอีกฝ่ายกลับคุ้นชินเสียแล้ว บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มลึกล้ำแฝงความหมาย “อยู่ในป่าจึงจะปลอดภัยที่สุด”
ทุกสีหน้าท่าทางของนางงดงามราวภาพวาด ทำให้ฮูหยินอวิ๋นชื่นชมในใจไม่หยุด
“ใช่แล้ว ข่าวลือเกี่ยวกับวิญญาณสุนัขจิ้งจอกในหมู่บ้านมีมากมาย ข้าไม่ชอบถูกคนในหมู่บ้านรบกวน ขอให้ฮูหยินรักษาความลับแทนข้าได้หรือไม่ นับเป็นมิตรภาพต่อกันเป็นอย่างไร?” ความหมายของนางก็คือหวังว่าฮูหยินอวิ๋นจะรักษาความลับไว้ไม่บอกผู้อื่นว่าพบนางวันนี้
ฮูหยินอวิ๋นเข้าใจได้อย่างรวดเร็ว มองไปยังสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยที่ฉลาดเฉลียวอีกครั้ง อดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงคำพูดประโยคนั้นของนายท่านตระกูลสาขา ที่ว่าจะล่าสุนัขจิ้งจอกให้ตนทำเป็นเสื้อคลุมสุนัขจิ้งจอก เกรงว่าคนในหมู่บ้านต่างต้องการขนสุนัขจิ้งจอกเช่นนี้กระมัง? ถึงตอนนั้นจะต้องนำความวุ่นวายมากมายมาให้แม่นางผู้นี้แน่นอน ทั้งยังนำอันตรายมาให้สุนัขจิ้งจอกน่ารักเช่นนี้ด้วย
“แม่นางโปรดวางใจ เรื่องวันนี้มีเพียงท่านและข้าที่รู้”
ทั้งสองสบตากันแล้วแย้มยิ้ม เกิดความเข้าใจโดยไม่ต้องเอ่ย
ฮูหยินอวิ๋นยังพบอีกด้วยว่าแม่นางอายุน้อยท่านนี้คล้ายกับไม่มีเรื่องใดที่ไม่รู้ นางได้ฟังเรื่องที่ก่อนหน้านี้ตนเองไม่รู้มากมาย ความรู้สึกนับถือเริ่มก่อเกิด กระทั่งเลยเที่ยงวันมาแล้วนางจึงค่อยพบว่าตนเสียเวลาไปมาก
“แม่นาง ไม่ทราบว่าจะหาแม่นางได้อย่างไร? หากยังไม่กลับไปอีก เกรงว่าสามีของข้าคงเป็นห่วงแล้ว”
ในดวงตาของสตรีมีแววอิจฉาและคนึงหาพาดผ่าน จากนั้นจึงอุ้มสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยแล้วลุกขึ้นยืน “ฮูหยินอยู่ที่บ้านตรงตีนเขาใช่หรือไม่? วันหน้าข้าจะต้องไปรบกวนบ่อยๆ แน่นอน หวังว่าฮูหยินจะไม่รังเกียจ”
“รบกวนที่ไหนกัน แม่นางต้องมาเยี่ยมบ่อยๆ เล่า ข้ายังมีคำถามอีกมากมายที่อยากถามให้เข้าใจ”
หลังจากทั้งสองกล่าวลากันง่ายๆ ฮูหยินอวิ๋นก็เดินไปยังทางออกที่อีกฝ่ายแนะนำ อย่างไรก็ตามเมื่อผ่านหมอกขาวนั้นมาแล้ว ฮูหยินอวิ๋นจึงค่อยคิดได้ว่าสุดท้ายแม่นางผู้นั้นก็ไม่ได้บอกว่าตัวนางอาศัยอยู่ที่ใด ช่างเป็นคนที่มีความลับมากมายจริงๆ อย่างไรก็ตามนางกลับไม่รู้สึกแย่ จะอย่างไรทุกคนย่อมมีความลับของตนที่ไม่อยากให้ผู้อื่นรับรู้ ตนเองก็เป็นเช่นนั้นมิใช่หรือ?
หากนางรู้ว่าตนถูกตามสังหารอยู่ มิแน่ว่าคงไม่ยอมเป็นสหายกับตนกระมัง ฮูหยินอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะกังวลใจ เนื่องจากนางมองออกว่าแม่นางผู้นั้นเป็นคนเกลียดความวุ่นวายอย่างยิ่ง
“ฮูหยิน! เจ้าไปที่ใดมา เหตุใดจึงกลับเอาป่านนี้?” ในยามที่ฮูหยินอวิ๋นปรากฏบนเส้นทางภูเขานอกบ้าน พบกับอวิ๋นมู่ที่กำลังออกไปตามหาตนเข้าพอดี
“ข้า…เมื่อครู่ข้าหลงทางในป่า”
หลงทาง? ไม่ นี่ไม่เหมือนนิสัยของฮูหยิน หากจะกล่าวว่านายท่านตระกูลสาขาหลงทางเขายังเชื่อ แต่เส้นทางเก็บสมุนไพรบนเขานี้ฮูหยินอวิ๋นเดินไม่รู้กี่สิบรอบแล้ว
บุรุษผู้มีความรู้สึกเฉียบคมมองไปรอบด้าน เมื่อมั่นใจแล้วว่าไม่มีผู้ใดจึงพาฮูหยินของตนเข้าไปในบ้าน อวิ๋นมู่มั่นใจว่าช่วงเวลาที่ขึ้นเขาไปนั้นจะต้องเกิดอะไรขึ้นแน่นอน เนื่องจากเขาเห็นว่าตะกร้าสานที่ฮูหยินอวิ๋นนำไปด้วยมีสมุนไพรบรรจุอยู่เพียงเล็กน้อย
“ฮูหยิน เกิดอะไรขึ้น?”
ภายในห้องเหลือเพียงพวกเขาสองคน อวิ๋นมู่อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากถาม
พบว่าสตรีที่ดูเหมือนอารมณ์ดีนางนี้หยิบหญ้าน้ำคดเคี้ยวกำหนึ่งออกมาจากตะกร้าสาน “ฟู่จวิน รู้หรือไม่ว่านี่อะไร?”
อวิ๋นมู่เดินเข้ามาดูใกล้ๆ ถึงกับทำเหมือนฮูหยินอวิ๋นในตอนแรก ยื่นมือออกไปเด็ดมาใบหนึ่งทำท่าจะใส่เข้าปากตนเอง
“ประเดี๋ยวก่อน ฟู่จวิน หญ้านี้มีพิษ!”
“มีพิษ?” อวิ๋นมู่ขมวดคิ้วมุ่น มองไปยังหญ้าน้ำสีเขียวอ่อนกลางฝ่ามือของตน มันไม่เหมือนสมุนไพรพิษใดๆ ที่เขารู้จัก พืชมีพิษทั้งหมดล้วนมีลักษณะพิเศษ ย่อมไม่ต่างไปจากที่เคยเป็นอันขาด ต่อให้เป็นพืชที่ไม่เคยพบเห็น ขอเพียงอวิ๋นมู่วินิจฉัยครู่หนึ่งก็รู้ถึงคุณสมบัติพื้นฐานของพวกมันแล้ว หากกินผิดไปอย่างมากก็แค่ไม่สบายกายเท่านั้น
ฮูหยินอวิ๋นมองไปยังท่าทีสงสัยของอวิ๋นมู่ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา ต้องทราบว่าวิชาแพทย์ของคนในตระกูลอวิ๋นนั้น นอกจากอวิ๋นซูก็ไม่มีผู้ใดเก่งไปกว่าอวิ๋นมู่ ตอนนี้ตนรู้จักสมุนไพรที่เขาไม่รู้ ในใจย่อมรู้สึกดี “หญ้านี้ต้องผ่านการตากแดดเสียก่อนจึงจะกำจัดพิษออกไปได้ มีธาตุเย็นใช้สลายความร้อน ให้ผลดีกับอาการป่วยประเภทไข้พิษเย็นหรือร้อนในเป็นต้น”
“…” เมื่อได้ยินฮูหยินอวิ๋นอธิบายอย่างมีความสุข อวิ๋นมู่จึงค่อยๆ วางหญ้าสมุนไพรในมือลง “เป็นผู้สูงส่งท่านใดบอกมา?” ในน้ำเสียงไม่ปกปิดเจตนาลองเชิงแม้แต่น้อย
จริงดังคาด ผู้ที่เข้าใจนางที่สุดย่อมมิพ้นสามี ฮูหยินอวิ๋นใคร่ครวญครู่หนึ่ง “เป็นสหายผู้หนึ่งบอกมา คนผู้นั้นอาศัยอยู่ในเขานานแล้ว”
“ดังนั้นจึงกลับมาช้าหรือ?”
ฮูหยินอวิ๋นมิได้ปฏิเสธ แต่กลับหมุนตัวไปไม่ยอมอธิบายอีก “หากมีโอกาส หวังว่าอีกฝ่ายจะมาพบฟู่จวินสักครั้ง เชื่อว่าฟู่จวินต้องถูกความรู้ลึกล้ำของคนผู้นั้นทำให้ประทับใจเป็นแน่”
ความรู้ลึกล้ำ? นี่เป็นครั้งแรกที่อวิ๋นมู่ได้ยินคำพูดเช่นนี้ออกจากปากฮูหยินตน ตกลงเป็นคนเช่นไรกันแน่ที่มีความสามารถเพียงนี้ ในระยะเวลาสั้นๆ เพียงแค่ช่วงเช้าของวันหนึ่งก็ทำให้ฮูหยินของตนนับถือเช่นนี้แล้ว หรือว่า…จะเป็นบุรุษ? อวิ๋นมู่ไอเบาๆ สองครั้งปกปิดความผิดปกติของตน จากนั้นจึงมองไปยังใบหน้าของฮูหยินที่เหม่อลอยราวจะโบยบินไปกับท้องฟ้า ในใจเกิดความรู้สึกเปรี้ยวจางๆ
…
ภายในเขตแดนแคว้นเหลียน
“องค์ชายใหญ่เล่า?” ในมือของหลานอวิ๋นถือกระบี่ชั้นเลิศอยู่เล่มหนึ่ง มองไปยังองครักษ์ที่เฝ้าอยู่นอกห้อง
“องค์ชายอยู่ในห้องหนังสือขอรับ”
ห้องหนังสือ? เดิมทีเขาคิดว่าวันนี้ตนจะมาเสียเที่ยวอีกครั้ง จะอย่างไรก็หาเบาะแสสุดท้ายพบแล้ว องค์ชายใหญ่ยังมีเวลาว่างอยู่ในวังอีกหรือ?
“แม่ทัพหลาน ท่านเข้าไปไม่ได้…” องครักษ์ผู้นั้นยังไม่ทันขวาง หลานอวิ๋นก็เดินไปเปิดประตูห้องแล้ว “องค์ชาย เหตุใดท่านยังอยู่ในวัง….” สภาพเช่นนี้มันอะไรกัน?! หลานอวิ๋นดึงคำพูดที่จะกล่าวกลับไปโดยพลัน พบว่าภายในห้องหนังสืออันกว้างใหญ่ บริเวณพื้นที่เดิมทีควรจะสะอาดเรียบร้อยถึงกับมีกระดาษยับย่นนับไม่ถ้วนกระจายอยู่ทั่ว ทั้งยังมีตำรามากมายหลายประเภท ส่วนบุรุษรูปงามเป็นเอกผู้นั้นนั่งอยู่หน้าโต๊ะหนังสือในสภาพทรุดโทรม ดวงตาทั้งสองดำคล้ำ ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบรรยากาศหนักอึ้งทำให้ผู้คนอดไม่ได้ที่จะตกตะลึง
องครักษ์ที่เดินตามหลังหลานอวิ๋นมาสูดหายใจเย็นยะเยือก ถอยออกไปเงียบๆ ทั้งยังปิดประตูอย่างใสใจยิ่งนัก
“เอ่อ…ข้านำกระบี่ดีๆ มาเล่มหนึ่ง ท่านจะดูหน่อยหรือไม่?” หลานอวิ๋นรู้สึกอย่างชัดเจนว่าคำพูดของตนช่างไร้ซึ่งเรี่ยวแรง บุรุษเบื้องหน้ายังเป็นองค์ชายใหญ่ที่เขารู้จักอยู่หรือไม่?
เฟิ่งหลิงยังคงนั่งอยู่บริเวณนั้นด้วยท่าทีเช่นเดิม ไม่แม้แต่จะขยับเปลือกตา
“ทำไม หรือเบาะแสมีปัญหา?” นี่คือความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียวที่หลานอวิ๋นนึกออก เขาเดินเข้ามาอย่างระมัดระวัง สายตาหยุดอยู่บนของที่เฟิ่งหลิงถือไว้ในมือ “นี่คืออะไร…” ยื่นมือออกไปโดยไม่รู้ตัว ยามนี้เองในที่สุดบุรุษรูปงามก็มีปฏิกิริยากลับมา รีบดึงมือของตนออก มองไปยังหลานอวิ๋นด้วยท่าทีอันตรายราวกับอีกฝ่ายเป็นขโมยจากที่ใดก็มิปาน
“…”
บนใบหน้าของหลานอวิ๋นเกิดความกระอักกระอ่วน องค์ชายใหญ่ระแวงกระทั่งตนตั้งแต่เมื่อใดกัน
เฟิ่งหลิงทำราวกับเพิ่งเห็นผู้มาเยือนได้อย่างชัดเจน ทอดถอนใจเบาๆ “ขออภัย ข้าไม่ทันสังเกตุว่าเป็นเจ้า”
“…” นี่มันคำพูดอันใดกัน หรือทุกคำที่ตนกล่าวกับอีกฝ่ายเมื่อครู่นี้ไม่เข้าหูเลย? “อย่างไรเล่า ท่านเจออะไรแล้วหรือไม่? นี่…มันแค่หญ้ากำหนึ่ง”
ถูกต้อง ของในมือเฟิ่งหลิงเป็นเพียงหญ้าน้ำที่แห้งจนเหลืองกำหนึ่งเท่านั้น
“คิดไม่ถึงว่าของที่ฮองเฮาทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาจะเป็นเจ้านี่…” เสียงของเฟิ่งหลิงเจือไปด้วยความรู้สึกพ่ายแพ้ เขาคิดว่าเมื่อรวบรวมเบาะแสทั้งหมดได้แล้วจะรู้ว่าเสด็จแม่อยู่ที่ใด ไหนเลยจะรู้ว่าเมื่อนำของทั้งหมดมาวางกองอยู่เบื้องหน้าตนกลับไม่มีความคิดใดแม้แต่น้อย เขารู้สึกว่าเดิมทีของเหล่านี้เป็นของที่เสด็จแม่เก็บมาตามพื้น ไม่แน่ว่าแรกเริ่มเดิมทีนางก็ไม่อยากให้พวกเขาหานางพบอยู่แล้ว ทำเพื่อให้สับสนเท่านั้น
หลานอวิ๋นถึงกับเห็นประกายโกรธเกรี้ยวในดวงตาเฟิ่งหลิง พลันนั้นจึงเก็บท่าทีเหลาะแหละของตน “องค์ชายใหญ่ ทุกเรื่องไม่อาจรีบร้อนได้เด็ดขาด ฝ่าบาทหาฮองเฮามานานหลายปีเพียงนี้ ส่วนท่านเพิ่งจะหามาสองปี พบอุปสรรคย่อมเป็นเรื่องปกติ”
“ข้ารู้ ข้ารู้ดี” อย่างไรก็ตามเขากลับมิอาจระงับความรู้สึกหดหู่ในใจของตน เนื่องจากในฐานะที่เป็นทายาทเพียงหนึ่งเดียวของเสด็จแม่ เขาถึงกับไม่รู้ว่าเสด็จแม่ของตนต้องการเผยเบาะแสอันใด เขาคิดว่า…ตนผิดต่อนางยิ่งนัก ทำให้เกิดความรู้สึกว่าตนต่ำต้อยด้อยค่า
Venus36
แม่พระเอกชัวร์ การันตีเลย แต่มาใกล้ชิดกับแม่นางเอกก็สมเหตุผลน่าาา