หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 836 ความโศกเศร้าของฮองเฮา
เล่มที่ 28 ตอนที่ 836 ความโศกเศร้าของฮองเฮา
บุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้นั้นเดินมาหน้ากรงขังในเวลาเพียงไม่นาน ใช้กุญแจไขโซ่ตรวน
“ท่านผู้นำสาร ไท่ซ่างหวงให้ท่านมาช่วยเปิ่นกงแล้วหรือ?”
อย่างไรก็ตาม บุรุษชุดดำกลับไม่กล่าวคำใด รีบพาคนทั้งสองไปที่บันไดทันที ชั่วขณะที่ออกไปจากประตู มีลมหนาวสายหนึ่งโถมเข้าสู่ใบหน้า พัดผ่านคอเสื้อเข้ามา ทำให้ฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะหนาวสั่น อย่างไรเสียความทรมาณในใจที่ได้รับในหลายวันมานี้ทำให้ร่างกายอ่อนแอมาก ไม่นานก็สลบไป เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง พระนางพบว่าตนอยู่ในห้องมืดมิดแห่งหนึ่ง
“เด็กๆ…” สุรเสียงแหบแห้งสั่นเครือ ฮองเฮาคลำทางไปในความมืด “เด็กๆ ใครก็ได้…แม่นม? เจ้าอยู่ที่ใด?”
ในใจของพระนางเกิดความหวาดกลัว หรือว่า…นี่ไม่ได้มาช่วยนาง แต่จะส่งคนมาฆ่าปิดปาก?! ไม่ นางไม่อาจตายได้ นางจะตายไม่ได้เป็นอันขาด!
“ยังไม่รีบออกมาอีก! โอหังยิ่งนัก ถึงกับกล้าเสียมารยาทต่อเปิ่นกงเชียวหรือ! ออกมา แล้วเปิ่นกงจะไว้ชีวิตเจ้า!” สุรเสียงอันหยิ่งยโสดังก้องอยู่ในห้อง ในที่สุดท่ามกลางความมืดก็มีแสงจันทร์สาดส่องลงมา ขณะเดียวกันรอบด้านพลันสว่างไสว ภายใต้แสงเทียนปรากฏใบหน้าอันคุ้นเคยหาใดเปรียบขึ้นเบื้องพระพักตร์ฮองเฮา
บุรุษร่างกำยำ มีบุคลิกผึ่งผาย จอนผมสองข้างเป็นสีขาวเงิน สวมชุดฮว๋าฝูสีม่วงเข้มเปล่งบารมีสูงศักดิ์ ทว่ากลับให้ความรู้สึกปฏิเสธผู้คนให้ออกห่างไปไกลนับพันลี้
เสียงอันเคร่งขรึมทำให้ดวงเนตรของฮองเฮาเปล่งประกาย “สิ่งที่พ่อมอบให้เจ้า ลืมไปหมดแล้วหรือ?”
“ทะ ท่านพ่อ…” พระวรกายของฮองเฮาอดไม่ได้ที่จะแข็งทื่อ เรื่องในอดีตพากันปรากฏในสมอง ถูกต้อง บุรุษวัยกลางคนเบื้องหน้ามิใช่คนอื่นใด แต่เป็นบิดาแท้ๆ ของฮองเฮา ขุนนางคนสนิทของไท่ซ่างหวง “เหตุใดท่านพ่อมาอยู่ที่นี่ได้…”
ไท่ซ่างหวงเก็บตัวสันโดษอยู่ในป่า ทั้งยังนำขุนนางชรากลุ่มหนึ่งไปด้วย บิดาของฮองเฮาเป็นหนึ่งในนั้น อย่างไรก็ตาม การเก็บตัวของพวกเขาเป็นเพียงเมฆหมอก หลายคนในราชสำนักเป็นคนสนิทของพวกเขา ฟังคำของพวกเขา อีกทั้งบิดาของฮองเฮามียังอำนาจยิ่งใหญ่ เป็นดังแขนซ้ายขวาของไท่ซ่างหวง
“ดูแล้วสิ่งที่พ่อมอบให้ เจ้าล้วนลืมไปหมดแล้ว…” ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความผิดหวังและความเย้ยหยันอย่างไม่คิดปกปิดแม้แต่น้อย
ฮองเฮารู้สึกหัวใจหดเกร็ง หวาดกลัวจนเกร็งไปทั้งร่าง “ไม่ ไม่ใช่เจ้าค่ะ ลูก…ลูกเพียงคิดไม่ถึงว่าจะได้พบท่านพ่อที่นี่…” อย่างไรก็ตาม พระนางกลับร้อนตัวจนไม่กล้ามองตาบุรุษผู้นี้ ทว่าบิดาย่อมรู้จักบุตรีเป็นที่สุด ภายในห้องจมลงสู่ความเงียบงันโดยพลัน
ฮองเฮาเป็นหนึ่งในตัวเลือกตั้งแต่เด็ก ถูกเลี้ยงดูสั่งสอนมาอย่างใส่ใจ ก่อนพระนางจะพบหน้าจักรพรรดิเหลียน พระนางไม่เคยรู้เลยว่าสิ่งใดเรียกว่าความสุข ในฐานะที่เป็นบุตรีของขุนนางคนสำคัญ ทุกวันของพระนางมีเพียงการเล่าเรียนโดยไม่มีหยุดพัก กฎเกณฑ์มารยาทในวังหลวง ศิลปะทั้งสี่แขนง การทหารกลอุบาย สิ่งเหล่านี้อัดแน่นอยู่ในหนึ่งวันของพระนาง ยิ่งไปกว่านั้นตั้งแต่เด็กก็ไม่มีสหายเล่าเรียนอันใด เฉกเช่นที่บิดาของนางกล่าว ความรู้สึกเป็นสิ่งที่ไม่สมควรมีอยู่ สหายอาจกลายเป็นศัตรูได้ทุกเมื่อ พระนางต้องจำไว้ว่าตนจะเป็นฮองเฮาที่สูงศักดิ์ที่สุด ต้องกุมอำนาจวังหลัง ไม่อาจมีความเมตตาของสตรี
จุดประสงค์ของพระนางก็คือตกแต่งให้องค์ชายที่จะกลายเป็นจักรพรรดิในอนาคตซึ่งยังไม่เคยเห็นหน้า
ฮองเฮาถูกปลูกฝังความคิดของคนชั้นสูงมาโดยตลอด ทั้งยังไม่เคยคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างบุรุษสตรี พระนางคิดกระทั่งว่าตนไม่มีจุดอ่อนอันใดแม้แต่น้อย จนกระทั่งวันหนึ่งเมื่อได้พบเขา ได้พบองค์ชายผู้มีใบหน้าสง่างามล้ำเลิศ ในสมองของฮองเฮาพลันถูกความคิดคำนึงปกคลุม พระนางรู้สึกว่าในแผ่นดินนี้มีเพียงตนที่เหมาะสมกับเขา
ฮองเฮาพยายามฝืนอารมณ์ของตน แสดงท่าทีเย็นชาสูงส่งตามปกติออกมาบนใบหน้าอย่างยากลำบาก ด้วยกลัวว่าบิดาจะคิดว่านางเป็นผู้แพ้ “ท่านพ่อ แต่ว่า…มาช่วยลูกออกไปใช่หรือไม่? คราวนี้เป็นลูกวางแผนผิดพลาดไปแล้ว”
ในมือของบุรุษเบื้องหน้าปรากฏหยกก้อนกลมสีดำลูกใหญ่ขึ้นมาสองลูก หมุนเล่นไปมาอยู่ในมือ
“จำได้หรือไม่ วันที่เจ้าเข้าวังพ่อพูดอะไรกับเจ้า?”
ฮองเฮาสูดพระอัสสาสะลึก พระทัยสั่นไหวเล็กน้อย “ลูกจำได้เจ้าค่ะ ท่านพ่อกล่าวว่า…มดแมลงที่ขวางทางลูกทั้งหมด ไม่จำเป็นต้องมีเมตตา…”
“เจ้าจำได้เพียงเท่านี้หรือ?”
ประกายบริเวณหางตาของบุรุษราวกับคมมีดกรีดเฉือนไปบนพระพักตร์ฮองเฮา นี่ทำให้พระนางอดไม่ได้ที่จะคิดถึงตอนนั้นวันที่มีนกน้อยตัวหนึ่งตกลงมาจากต้นไม้ พระนางในยามนั้นที่ยังคงไร้เดียงสาพามันกลับไปที่เรือนด้วยความเบิกบานใจ ทว่าภายหลังกลับถูกท่านพ่อพบเข้า เขาให้ตนบีบนกตัวนั้นให้ตายด้วยมือตัวเอง สุดท้ายเมื่อนกตัวนั้นตายแล้วยังขังนางไว้ ผู้อ่อนแอย่อมเป็นเนื้อให้ผู้แข็งแกร่งกัดกิน ความเมตตาของสตรีจะนำเพลิงมาแผดเผาร่างกาย การสั่งสอนนี้ดำเนินไปตลอดวัยเด็กของพระนาง
ฮองเฮาก้มหน้าลง พยายามย้อนคิดไปถึงภาพในวันนั้น พระนางสวมเครื่องยศอันสูงศักดิ์ไม่มีผู้ใดเทียบเทียม นั่งอยู่บนบัลลังก์หงส์สีทองอร่าม หัวใจเต้นระรัว ต้องการไปหาบุรุษที่จะมาอยู่ข้างกายตนให้เร็วเสียหน่อย ท่านพ่อกล่าวอันใดกัน? ตกลงยังกล่าวคำใดอีกกันแน่…
“เจ้าทำให้พ่อผิดหวังเหลือเกิน!” คำพูดนี้ราวกับสายฟ้าก็มิปาน ฟาดผ่าไปยังสมองของฮองเฮา
“ท่านพ่อ…”
บุรุษผู้นั้นเดินใกล้เข้ามา ดวงตาเช่นนั้นราวกับมองพระนางอย่างทะลุปรุโปร่ง “พ่อยังเตือนเจ้าว่าครอบครัวจักรพรรดิล้วนไร้ใจ อย่าได้สูญเสียตัวตนไปกับวังหลังอันเย็นยะเยือกเป็นอันขาด มีเพียงอำนาจและตำแหน่งที่เป็นของเจ้า ดูแล้วเจ้าคงลืมไปจนสิ้น!”
ฮองเฮาส่ายพระพักตร์ อย่างไรก็ตามดวงเนตรที่เต็มไปด้วยเส้นเลือดเปิดเผยความรู้สึกของพระนางจนสิ้นแล้ว “ไม่ ท่านพ่อ ลูก ลูกมิได้ลืม…”
“มิได้ลืมหรือ? เจ้าลืมไปแล้วกระมังว่าเหตุใดตอนนั้นไท่ซ่างหวงจึงถูกใจเจ้า เหตุใดจึงได้รับตำแหน่งฮองเฮานี้มา? นั่นเป็นเพราะเจ้ามีความโหดเหี้ยมมากพอ ทำเรื่องใดไม่ชักช้า ลักษณะการทำงานได้รับการชื่นชมจากไท่ซ่างหวง แต่เจ้าดูเถิด ตอนนี้เจ้ามีสภาพเช่นไร? เจ้ากับนางสนมในวังหลังเหล่านั้นมีความแตกต่างอันใดกันบ้าง?”
ตน ตนมีสิ่งใดแตกต่างจากนางสนมเหล่านั้น?
เมื่อได้ยินประโยคนี้ พระอัสสุชลพลันไหลลงมาโดยไม่มีการกล่าวเตือน สภาพเช่นนี้ทำให้บุรุษดวงตามืดครึ้ม
“พวกนาง…มีบุตร…” แต่พระนางไม่มี นี่คือความแตกต่าง พวกนางพยายามเอาอกเอาใจเพื่อแย่งชิงความโปรดปรานของฝ่าบาทได้ แต่พระนางทำไม่ได้ นี่คือความแตกต่าง พวกนางได้รับความโปรดปรานประหนึ่งฝนพร่ำทั่วฟ้าเป็นบางครั้ง ส่วนพระนางไม่ได้ นี่คือความแตกต่าง…
เพี้ยะ! เสียงตบหน้าดังกระจ่างชัด ทำให้พระวรกายของฮองเฮาโซเซไปข้างหนึ่ง พลังรุนแรงไม่ไว้ไมตรีแม้แต่น้อย ทำให้มุมพระโอษฐ์มีโลหิตไหลออกมา
“ดังนั้นเจ้าจึงกล้าแตะต้องเลือดเนื้อเชื้อไขจักรพรรดิหรือ?!”
ฮองเฮารู้สึกสมองขาวโพลน พระปรางเจ็บปวดเห่อร้อน “ลูก…มิใช่ว่าลูกไม่เคยสังหารเสียหน่อย…” ประโยคนี้ง่ายดายราวกับเห็นการฆ่าคนประหนึ่งการบดขยี้มดปลวก
“นั่นคือเมื่อก่อน! ตอนนี้ไท่ซ่างหวงมีความคิดที่จะเปลี่ยนตัวหุ่นเชิดแล้ว แต่วังหลังกลับไม่มีตัวเลือกที่เหมาะสม หากจะสั่งสอนหุ่นเชิดขึ้นมาใหม่ยังต้องใช้เวลา ส่วนเจ้ากลับสังหารเลือดเนื้อเชื้อไขของจักรพรรดิในเวลาสำคัญเช่นนี้!” ความหมายนี้ชัดเจนยิ่งนัก ไท่ซ่างหวงคิดจะสั่งสอนผู้รับช่วงต่อตำแหน่งจักรพรรดิขึ้นมาใหม่ โดยจะเลือกออกมาจากทายาทจักรพรรดิ แต่วังหลังของจักรพรรดิเหลียนมิได้มีข่าวมงคลมานานแล้ว นี่เป็นสาเหตุที่ว่าทำไมเด็กในท้องของเฉินอิงจือจึงกลายเป็นจุดศูนย์รวมความสนใจของทุกคน
มือใหญ่หยาบกร้านบีบไปที่คางของฮองเฮา เชิดพระพักตร์พระนางขึ้นมา “พูดมา เจ้ารักเขาแล้วใช่หรือไม่?”
รัก?! ดวงเนตรทั้งสองของฮองเฮาหดเกร็ง คิดจะตอบปฏิเสธไปตามสัญชาตญาณ แต่พระนางพบว่ามีเปลวเพลิงลุกโชนอยู่ในดวงตาของบิดา ทำให้ตนไม่มีแม้กระทั่งความกล้าที่จะพูดโกหก
บุรุษเบื้องหน้าหัวเราะเสียงเย็น “สภาพเช่นนี้ของเจ้า หากอยู่เบื้องพระพักตร์ไท่ซ่างหวงคงถูกฆ่าตายตรงนั้นแล้ว” กระทั่งตนยังหลอกไม่ได้ จะหลอกไท่ซ่างหวงผู้ทรงพระปรีชาได้อย่างไร เขาสะบัดมือของตนออกอย่างรุนแรงก่อนจะสูดหายใจลึก มองไปยังฮองเฮาที่เป็นหมากไร้ประโยชน์ตัวหนึ่ง รู้สึกเสียดายจนยากจะปกปิด
นี่เป็นบุตรีที่เขาใช้ความพยายามกว่าครึ่งชีวิตเลี้ยงดูสั่งสอน แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นฝุ่นทรายในดวงเนตรของไท่ซ่างหวงไปเสียแล้ว
ตำแหน่งของตนจะสั่นครอนไม่ได้เป็นอันขาด ไม่อาจทิ้งจุดอ่อนอันใดไว้ได้เด็ดขาด
“อีกไม่นานพ่อจะให้คนส่งเจ้ากลับไป”
อะไรนะ?! ฮองเฮาเบนพระเนตรอันขุ่นมัวขึ้นมา นี่ท่านพ่อคิดจะทอดทิ้งตนหรือ? แต่ตนเป็นบุตรีของเขา…
“พ่อไม่คิดเลยว่าเจ้าจะทำพลาดอย่าโง่งมเช่นนี้ บางทีนี่อาจเป็นบทเรียนสุดท้ายที่พ่อจะมอบให้เจ้า ให้เจ้าได้รู้ว่าครอบครัวจักรพรรดิไร้ใจมากเพียงใด บุรุษที่เจ้ารัก ยามสังหารเจ้าคงไม่แม้แต่จะกระพริบตา”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ บุรุษก็หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่มองนางอีกแม้เพียงสายตา ภายในห้องกลับสู่ความมืดมิดอีกครั้ง
เสียงของเขาดังวนเวียนอยู่ในพระกรรณฮองเฮาไม่หยุด นี่เป็นครั้งแรกที่ฮองเฮาได้ลิ้มรสชาติของการถูกทอดทิ้ง รู้สึกเย็นยะเยือกรุนแรงราวกับหยาดโลหิตที่หยดลงสู่พื้นหิมะ
“ฮ่ะๆ” เสียงหัวเราะแหบแห้งดังขึ้น จากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะเย้ยหยัน
ใช่แล้ว ท่านพ่อเลือดเย็นไร้ใจเช่นนี้มาโดยตลอด ตนเป็นบุตรีของเขาแล้วอย่างไรเล่า ความจริง ในใจของเขา ไม่ว่าผู้ใดล้วนเป็นเพียงหมากตัวหนึ่งเท่านั้น มิใช่ว่าเขาเคยสอนตนแล้วหรือ หมากที่ไร้ประโยชน์ย่อมต้องโยนทิ้งโดยไม่ลังเล มิเช่นนั้นจะนำพาความยุ่งยากนับไม่ถ้วนมาให้ ชั่วชีวิตนี้ของท่านพ่อไม่มีข้อบกพร่องแม้แต่น้อย เขาจะอนุญาตให้ตนกลายเป็นจุดด่างพร้อยในความรุ่งโรจน์ของเขาได้อย่างไร?
ทว่าตอนนี้ จู่ๆ ฮองเฮากลับรู้สึกผ่อนคลายขึ้นมา
เพื่อตำแหน่งฮองเฮา พระนางไม่กล้ายอมรับว่าตนมีความรักต่อจักรพรรดิเหลียนมาโดยตลอด แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว พระนางสามารถเผชิญหน้ากับความรักของตนได้อย่างสงบ ต่อให้มีเกียรติยศและอำนาจมากเพียงใดก็เทียบไม่ได้กับหนึ่งรอยยิ้มของเขา อย่างไรก็ตาม พระนางกลับไม่เคยได้รับมันมาก่อน จู่ๆ ฮองเฮาก็พบว่าตนจดจำสิ่งที่เคยเล่าเรียนมาก่อนหน้านี้ได้ไม่ชัดเจนแล้ว ในสมองหลงเหลือเพียงวันเวลาหลายปีที่เข้าวังมา เหลือเพียงวันเวลาที่คิดคำนึงถึงจักรพรรดิเหลียนทุกเช้าค่ำ
ถามว่าพระนางเสียใจหรือไม่? หากเป็นเช่นเสด็จพ่อจริงๆ เป็นหมากเลือดเย็นไร้ใจตัวหนึ่งจะมีความสุขยิ่งกว่าหรือไม่?
เสียงหัวเราะภายในห้องค่อยๆ เลือนหาย สตรีผู้นั้นจมจ่ออยู่ในความมืดมิด ราวกับดิ่งลงสู่ความใคร่ครวญ
…
“เหนียงเหนียง?!”
ภายในคุก สตรีนางนั้นถูกพากลับมาแล้ว ดวงตาของแม่นมเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง “เหนียงเหนียง เหตุใด…” มิใช่ว่าไท่ซ่างหวงส่งคนมาช่วยพวกนางแล้วหรือ?
ฮองเฮาราวกับเป็นตุ๊กตาพังๆ ตัวหนึ่ง ถูกโยนเข้ามาในห้องขังอันเย็นยะเยือกอีกครั้ง ทว่าพระนางกลับสงบนิ่งหาใดเปรียบ นั่งกอดแขนตนเองอยู่ในมุมโดยไม่เอะอะโวยวาย
“เหนียงเหนียง อย่าทำให้บ่าวตกใจเลยเพคะ! ไท่ซ่างหวงทรงตรัสสิ่งใดกันแน่ จะมาช่วยพวกเราออกไปเมื่อใด?”
สตรีผู้นั้นเงียบงัน ทำให้ดวงตาของแม่นมเจือไปด้วยความเจ็บปวดหาใดเปรียบ “เหนียงเหนียง ทรงจำประโยคที่บ่าวพูดได้หรือไม่ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น บ่าวก็จะอยู่ข้างกายเหนียงเหนียง…”
เนิ่นนานผ่านไป ฮองเฮาจึงค่อยเอ่ยพระโอษฐ์ “แม่นม เจ้าว่าหากเปิ่นกงมิใช่ฮองเฮาอีกต่อไป ฝ่าบาทจะยินยอมรักเปิ่นกงหรือไม่?”