หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 835 อาวุธสำหรับเอาชนะ
เล่มที่ 28 ตอนที่ 835 อาวุธสำหรับเอาชนะ
จักรพรรดิเหลียนหยุดฝีเท้าลงก่อนจะหันมาทอดพระเนตรไปยังใบหน้าของเฟิ่งหลิง แย้มสรวลเล็กน้อย “รู้สึกคุ้นเคยมากใช่หรือไม่?”
ใบหน้าของสตรีในภาพคล้ายกับเฟิ่งหลิงถึงแปดส่วน อย่างไรก็ตามแม้จะเป็นเพียงรูปภาพแต่ก็เผยให้เห็นจิตวิญญาณที่ไม่มีใครเทียบเคียง ทุกครั้งที่มองล้วนให้ความรู้สึกแตกต่างออกไป เมื่อมองอีกครั้งถึงกับอดไม่ได้ที่จะจมจ่อ
จักรพรรดิเหลียนยื่นพระหัตถ์ออกไปสัมผัสภาพวาดอย่างแผ่วเบาด้วยท่าทีหวงแหน ราวกับสตรีอันเป็นที่รักยืนอยู่เบื้องหน้าก็มิปาน “ภาพนี้เป็นภาพที่พ่อวาดออกมาจากภาพที่ปรากฎในสมองทุกค่ำคืนที่คิดถึงเสด็จแม่ของเจ้า ใบหน้าโดดเด่นของเจ้า นอกจากได้รับสืบทอดจากพ่อแล้วส่วนใหญ่ล้วนได้รับมาจากเสด็จแม่ของเจ้า เหมือนมากใช่หรือไม่?”
คำพูดนี้มีกระทั่งคำโอ้อวดตนเอง ราวกับต้องการทำให้บรรยากาศเบื้องหน้ามีชีวิตชีวาขึ้นมาเสียหน่อย
นี่เป็นครั้งแรกที่เฟิ่งหลิงเห็นลักษณะของเสด็จแม่ตนอย่างละเอียดเพียงนี้ แตกต่างจากภาพที่ได้รับเมื่อก่อนโดยสิ้นเชิง ทุกรอยขีดเขียนด้านบนคล้ายเน้นย้ำหลายครั้งด้วยกลัวว่าจะไม่สามารถแสดงความงดงามของนางออกมาได้ทั้งหมด ยิ่งไปกว่านั้นยังทำให้ผู้คนรู้สึกว่า หากไม่ระวัง นางจะเดินออกมาจากรูปภาพอย่างไรอย่างนั้น
พระหัตถ์ทั้งสองวางลงบนไหล่ของเฟิ่งหลิงอย่างหนักแน่น “วางใจเถิด อีกไม่นานจะได้พบนางแล้ว พ่อเชื่อว่าอีกไม่นานจะได้พบนางแล้ว” พระดำรัสของพระองค์เต็มไปด้วยความเชื่อมั่น ไม่เพียงแต่เป็นการให้กำลังใจเฟิ่งหลิง แต่เป็นการให้กำลังใจตนเองด้วย
หลังกำแพงมีอุโมงค์ทอดยาวสายหนึ่ง เฟิ่งหลิงคิดไม่ถึงว่าที่แท้ในห้องทรงอักษรจะมีสถานที่เช่นนี้อยู่ด้วย
การสร้างที่นี่ปราณีตยิ่งนัก ยิ่งเดินลงไปก็ยิ่งสว่าง บริเวณกำแพงที่ควรจะปิดทึบกลับมีรูนับไม่ถ้วนทำให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านเข้ามาได้ เสียงฝีเท้าของคนทั้งสองกระจ่างชัดเป็นพิเศษ จนกระทั่งลงไปถึงด้านล่าง พบว่ามีห้องกว้างขวางอยู่ห้องหนึ่ง ด้านในเป็นระเบียบเรียบร้อย เต็มไปด้วยกองตำรามากมาย ตรงกลางมีชุดเกราะเปล่งประกายลุกโชน บรรยากาศเคร่งขรึมหาใดเปรียบ
“ดูนี่สิ”
จักรพรรดิเหลียนเดินไปด้านข้าง หยิบแผนที่หนังแกะแผ่นหนึ่งขึ้นมาส่งให้เฟิ่งหลิง
บุรุษรูปงามดวงตาสั่นไหว “นี่คือ…”
“นี่คือแผนที่ที่แม่นยำที่สุดของแคว้นเหลียน”
อาณาเขตกว้างใหญ่ ใหญ่กว่าแผนที่ในมือเฟิ่งหลิงมิใช่เพียงเท่าตัว สัญลักษณ์ทั้งหมดบนแผนที่ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง มีป่าเขาครึ่งหนึ่ง ส่วนเมืองต่างๆ รวมกันอยู่บริเวณที่ราบ แม่น้ำเขาสูงใช้สีเขียวและสีฟ้าเป็นสัญลักษณ์
เฟิ่งหลิงไม่เคยเห็นแผนที่หลากสีสันเช่นนี้มาก่อน สายตาของเขาหยุดอยู่กลางป่าเขาสีเขียวผืนหนึ่ง “จุดสีแดงเหล่านี้คือ…”
“จุดสีแดงเหล่านี้จะเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมที่สุดของเจ้า” ดวงเนตรของจักรพรรดิเหลียนลุกโชน พระองค์สูดพระอัสสาสะลึก “หลายปีมานี้ที่พ่อไม่ถามไถ่เรื่องในราชสำนัก ประการแรกเป็นเพราะต้องการให้พระอัยกาของเจ้าลดความระแวง ประการที่สองนั้นก็เพื่อกองทัพนี้”
กองทัพ?! เฟิ่งหลิงมองไปยังจุดสีแดงด้านบนที่มีอยู่แน่นหนา หรือนี่จะเป็นกองกำลังที่เสด็จพ่อลอบสั่งสม อำนาจที่แอบฝึกฝนอยู่ท่ามกลางป่าเขามานานหลายปี
“เช่นนั้นจุดสีดำเหล่านี้คือ…”
“อำนาจของพระอัยกาเจ้า” เพื่อจะค้นหาฐานที่มั่นต่างๆ ของกองกำลังทหารในมือไท่ซ่างหวง จักรพรรดิเหลียนต้องจ่ายค่าตอบแทนไปมากเหลือเกิน นี่เป็นผลลัพธ์ที่ได้มาจากความพยายามอย่างสุดกำลังของพระองค์ “กองทัพทุกกองในนั้นล้วนถูกเตรียมไว้ให้คนตระกูลอู่ฝึกฝน”
เฟิ่งหลิงเงยหน้าขึ้นโดยพลัน จักรพรรดิเหลียนสวรลเย็นชา “ถูกต้อง ตระกูลอู่รับผิดชอบฝึกฝนทหารเดนตายที่สามารถใช้พิษได้ ดังนั้นพลังรบของแต่ละกองทัพล้วนไม่น้อย พระอัยกาของเจ้าทำถึงขั้นสั่งให้พวกเขาพัฒนาพิษร้ายแรงออกมาอย่างหนึ่ง มันสามารถละลายชุดเกราะและผิวหนังได้เลยทีเดียว”
เฟิ่งหลิงรู้สึกสั่นสะท้านโดยพลัน กล่าวเช่นนี้คือ เพียงแค่การต่อกรกับทหารเดนตายที่สามารถใช้พิษได้เหล่านั้นก็ต้องสูญเสียมากมายมหาศาลแล้ว!
“เพราะสิ่งนี้ทำให้แผนของพ่อหยุดนิ่งไม่ก้าวหน้ามาโดยตลอด คราวนี้หากต้องการโจมตีกลับจะต้องชนะเท่านั้นไม่อาจพ่ายแพ้เป็นอันขาด อย่างไรก็ตามสวรรค์ย่อมไม่ละทิ้งผู้มีความพยายาม ในที่สุดคนของพ่อก็พบว่ามีเหล็กดำชนิดหนึ่งสามารถป้องกันยาพิษนั้นได้” พระองค์ทอดพระเนตรไปทางชุดเกราะที่อยู่ตรงกลาง
เฟิ่งหลิงเดินเข้ามา ยื่นมือออกไปสัมผัสชุดเกราะนั้นเบาๆ จากนั้นจึงรีบหดมือกลับมาก่อนจะขมวดคิ้ว
“เย็นเยียบถึงกระดูกใช่หรือไม่?”
จักรพรรดิเหลียนถอนพระปัสสาสะเบาๆ “ความเย็นยะเยือกเช่นนี้หากสวมนานไปจะทำให้มือเท้าชา ยิ่งไปกว่านั้นเหล็กดำยังหนาและหนักยิ่งนัก เมื่อสวมแล้วมันจะทำให้เคลื่อนไหวลำบาก” ท่าทีของพระองค์เต็มไปด้วยความเสียดาย “หากสามารถปรับเปลี่ยนชุดเกราะนี้ได้คงรับมือกับทหารพิษเดนตายเหล่านั้นได้ง่ายราวกับพลิกฝ่ามือ”
“ตอนนี้อีกไม่นานพระอัยกาคงเริ่มเคลื่อนไหวแล้ว เสด็จพ่อมีวิธีใดหรือไม่?”
พบว่าอีกฝ่ายเบนสายตาขึ้น “มีเพียงวิธีเดียว ฝึกทหารเดนตายชั้นยอดออกมากองหนึ่ง ให้พวกเขาดึงความสนใจจากทหารพิษเดนตายเหล่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ก็สู้ตายกับกองทัพของพระอัยกาของเจ้า” ความหมายของพระองค์ก็คือคิดจะยอมสละคนส่วนหนึ่งไปตายเพื่อซื้อเวลาให้ชัยชนะของกองทัพอื่น
“ไม่ วิธีนี้ไม่ได้ผล” เฟิ่งหลิงส่งเสียงคัดค้านโดยพลัน เขารู้ว่าเสด็จพ่อมีใจอยากเอาชนะ แต่วิธีนี้ไม่สามารถใช้ได้ยาว ทหารเดนตายของแคว้นเหลียนซื่อสัตย์เป็นที่สุด ต่อให้สุดท้ายพวกตนได้รับชัยชนะจริงๆ ทหารเดนตายเหล่านี้จะยังคงฆ่าสังหารต่อไป ขอเพียงอำนาจของไท่ซ่างหวงยังไม่สูญสลายไปทั้งหมด พวกเขาอาจพลิกกลับได้ตลอดเวลา “ทหารพิษเดนตายกองนี้จะต้องตาย!”
“เหตุใดพ่อจะไม่รู้ แต่ว่า…พวกเขาดูราวกับไร้คู่ต่อกร นอกเสียจากจะพัฒนายาแก้พิษออกมาได้ แต่…พิษประเภทนี้ทำให้ตายในการสัมผัสเดียว ต่อให้มียาแก้พิษก็กินไม่ทัน”
สายตาของเฟิ่งหลิงลึกล้ำ ราวกับกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง ดวงตาของเขาค่อยๆ เบนไปทางชุดเกราะตัวนั้น “เสด็จพ่อ ขอเก็บชุดเกราะนี้ไว้ที่ลูกก่อน ไม่กี่วันนี้อย่าเพิ่งทำอะไรบุ่มบ่าม”
…
ภายในบ้านหลังหนึ่งบริเวณส่วนใดส่วนหนึ่งของเมืองหลวง
ในห้องมีเสียงกระดิ่งดังขึ้นระลอกหนึ่ง ประตูถูกเปิดออก กู้สวิ๋นฟางตกใจจนอุทานออกมา “หลิงเอ๋อร์ กล่าวแล้วมิใช่หรือว่าไม่อนุญาตให้เข้ามาในห้อง!”
พบว่าภายในห้องที่เดิมดีกว้างขวางมีอาวุธเปล่งประกายวางกองอยู่ทุกที่ อาวุธแปลกประหลาดหลากหลายประเภทแขวนห้อยลงมาจากหลังคา ช่วงเวลาที่อยู่ในแคว้นเหลียน กู้สวิ๋นฟางออกแบบสร้างอาวุธแปลกๆ อย่างบ้าคลั่งมากยิ่งขึ้น ไม่นานก็เต็มห้องนี้ เพียงแค่ก้าวเข้ามาก็อาจชนล้มได้
“คุณชายกู้”
ตอนนี้เองด้านหลังมีเสียงอันคุ้นเคยดังแว่วมา กู้สวิ๋นฟางหันกลับไปมอง ยังไม่ทันมองเห็นผู้มาเยือนก็ได้ยินเสียงปังดังขึ้น บนพื้นถึงกับถูกกระแทกจนเกิดรู จากนั้นบุรุษรูปงามผู้สวมใส่อาภรณ์เรียบง่ายจึงค่อยปรากฏตัวเบื้องหน้าเขา
“…นี่มันอาวุธอันใดกัน ใช้ไว้ทุบพื้นหรือ?” กู้สวิ๋นฟางมองไปยังเศษซากแผ่นหินบนพื้น มีสีหน้าไม่สบอารมณ์
มุมปากของเฟิ่งหลิงยกขึ้นเล็กน้อย “ใต้เท้ากู้ไม่อยากเห็นหน่อยหรือว่านี่คืออะไร?” พบว่าเขาใช้มือเปิดห่อผ้าสีดำข้างกาย แกว่งไกวไปเบื้องหน้าเล็กน้อย พบว่ามีก้อนเหล็กที่ส่องประกายวิบวับก้อนหนึ่งอยู่ตรงนั้น ทำให้รู้สึกเหมือนมีไอสังหารอันเย็นยะเยือกกำลังไหลเวียนอยู่ในอากาศ
กู้สวิ๋นฟางเป็นผู้รอบรู้คนหนึ่ง ดวงตาอดไม่ได้ที่จะสว่างวาบ วางดรุณีน้อยในอ้อมกอดลง เขยิบเข้ามาใกล้ “นี่คือ…นี่คือเหล็กอะไร?”
บุรุษตรงข้ามโยนวัตถุเข้ามา กู้สวิ๋นฟางรับไว้ตามสัญชาตญาณ คิดไม่ถึงว่ามือกลับมีแรงกระแทกมากทำให้ร่างกายโอนเอนจนเขาถอยหลังไปหลายก้าว ก่นด่าวออกมาโดยพลัน “ท่านคิดวางแผนร้ายใส่ข้าหรืออย่างไร? ของอันใดกัน…” เขาก้มหน้าลงมอง ก้อนเหล็กสีดำเปล่งประกายชิ้นหนึ่งนอนนิ่งอยู่ในอ้อมแขน หนักกว่าเหล็กธรรมดามากกว่าห้าเท่า
“ข้ารู้ความสามารถของใต้เท้ากู้ดี ทั่วทั้งแคว้นเหลียนมีเพียงใต้เท้ากู้ที่ทำภารกิจนี้ได้”
“ภารกิจหรือ? อะไร เดี๋ยวก่อน ท่านพูดให้ชัดเจนก่อน…”
เฟิ่งหลิงเริ่มเดินเล่นอยู่ในห้องด้วยท่าทีสบายอารมณ์ มองไปยังอาวุธแต่ละชิ้นที่ถูกสร้างขึ้นมา ส่งเสียงเรียบเฉยแว่วมาตามลม “นี่เป็นเหล็กหายากอย่างหนึ่ง ข้าต้องการให้ใต้เท้ากู้ใช้มันสร้างชุดเกราะที่สะดวกต่อการสู้รบออกมาภายในระยะเวลาที่สั้นที่สุด”
“ฮ่าๆ ท่านกำลังล้อเล่นอยู่หรือ? เหล็กหนักขนาดนี้จะใช้สร้างเป็นชุดเกราะหรือ?” กู้สวิ๋นฟางมีท่าทีสงสัยว่าเขากำลังล้อตนเล่นใช่หรือไม่
เฟิ่งหลิงหันมาด้วยท่าทีตื่นตะลึง “ข้าคิดว่าไม่มีเรื่องที่ใต้เท้ากู้ทำไม่ได้เสียอีก”
“…” กู้สวิ๋นฟางกระแอมออกมาเบาๆ “อืม บางทีผู้อื่นอาจไม่มีความสามารถเพียงนั้น แต่ข้ากู้สวิ๋นฟางก็ไม่แน่…” เขาก้มหน้าลง ทว่าในใจกลับก่นด่าเฟิ่งหลิงไปนับพันนับหมื่นครั้งแล้ว นี่ไม่คิดจะหาทางลงให้ตนเลยใช่หรือไม่? หากกล่าวว่าทำไม่ได้ มิใช่ว่าจะส่งผลต่อชื่อเสียงช่างฝีมือป้ายทองอันดับหนึ่งแห่งแคว้นเฉินของเขาหรือ?
“องค์ชายกลับไปเถิด ใต้เท้าเช่นข้าจะคิดให้ดีว่าจะสร้างเกราะที่หอกดาบฟันแทงไม่เข้าอย่างไร!”
เดิมทีเฟิ่งหลิงคิดจะกล่าวว่าไม่จำเป็นต้องให้หอกดาบฟันแทงไม่เข้า ขอเพียงป้องกันการละลายจากยาพิษเหล่านั้นได้เป็นพอ ทว่าเมื่อคิดดูอีกครั้ง หากหอกดาบฟันแทงไม่เข้าจริงๆ เช่นนั้นก็ไม่เลว
“นี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้าย ต้องอาศัยใต้เท้ากู้แล้ว”
การต่อสู้ครั้งสุดท้าย? กู้สวิ๋นฟางค่อยๆ มีสีหน้าเคร่งขรึมลง ความหมายของเขาก็คือ…แคว้นเหลียนจะทำสงครามหรือ? มิน่าเล่าระยะนี้หลิ่วอวิ๋นซูจึงไม่มีเวลาว่างมาสนใจอาวุธใหม่ที่ตนสร้างออกมา บางที วันเวลาที่พวกเขาจะได้ไปจากที่นี่คงใกล้มาถึงแล้ว
…
หลายวันผ่านไป ทั่วทั้งพระราชวังฟุ้งกระจายไปด้วยบรรยากาศหนักอึ้งที่ยังคงมิสลายหายไป หลังจากฮองเฮาถูกขัง งานอภิเษกขององค์ชายใหญ่ย่อมถูกเลื่อนไปเพราะเหตุนี้ จักรพรรดิเหลียนก็มิได้กล่าวถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก แต่คนที่มีสัมผัสเฉียบแหลมกลับรับรู้ได้ว่าคลื่นลมกำลังจะมาถึง
กลางดึกอันเงียบสงบ
ภายในคุก ฮองเฮานั่งอยู่มุมกำแพงในสภาพโทรม แม่นมที่อยู่อีกห้องหนึ่งส่งเสียงแหบแห้งออกมาจากลำคอด้วยความกังวล “เหนียงเหนียง ฟ้ามืดแล้ว ท่านพักผ่อนเสียหน่อยเถิด”
“…เปิ่นกงนอนไม่หลับ”
เดิมทีคิดว่าไท่ซ่างหวงจะสั่งให้คนมาช่วยพระนางโดยเร็วที่สุด ไหนเลยจะรู้ว่าหลายวันมานี้กลับไม่มีการเคลื่อนไหวแม้แต่น้อย ในคุกทั้งมืดทั้งเย็น กระทั่งอาหารก็รสชาติย่ำแย่ ทำให้ฮองเฮาที่ยามปกติได้รับการดูแลอย่างดีเยี่ยมเพียงได้เห็นก็รู้สึกรังเกียจ ในระยะเวลาสั้นๆ คนจึงผอมลงไปมาก ในดวงตาเต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
“เหนียงเหนียงจะต้องเป็นเพราะ…การคุ้มกันของฝ่าบาทเข้มงวดเกินไปเป็นแน่” แม่นมเอ่ยปากปลอบใจ ทว่าในใจกลับหนักอึ้งขึ้นหลายส่วน หรือไท่ซ่างหวงคิดทอดทิ้งเหนียงเหนียงจริงๆ?
อีกฝ่ายส่งเสียงสรวลเบาๆ “ขอเพียงไท่ซ่างหวงเต็มใจ ต่อให้การป้องกันเข้มงวดแล้วอย่างไรเล่า? เดิมทีแคว้นเหลียนก็เป็นของเขาอยู่แล้ว”
“เหนียงเหนียง…รอต่อไปเถิดเพคะ มิแน่ว่าไท่ซ่างหวงอาจกำลังคิดแผนอันใดก็เป็นได้…”
ตอนนี้เอง ด้านนอกมีเสียงเคลื่อนไหวเบาๆ ดังแว่วมา คนทั้งสองที่อยู่ในมุมขยับเข้าไป มองไปอย่างเคร่งเครียด หลายวันนี้นอกจากคนส่งอาหารก็ไม่มีผู้ใดเข้ามาอีก ตอนนี้…ดวงเนตรของฮองเฮามีประกายความหวังอยู่หลายส่วน
จริงดังคาดเงาร่างอันคุ้นเคยปรากฏอยู่บนขั้นบันได แม่นมส่งเสียงอย่างกระตือรือร้น “ท่านผู้นำสาร…”
Venus36
เข้มข้นเรื่อยๆ