หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 838 บุรุษลึกลับ
เล่มที่ 28 ตอนที่ 838 บุรุษลึกลับ
ฝูจียังคิดจะอธิบายอะไรบางอย่าง ทว่ายามนี้นางกลับไม่มีความกล้า
หวงฝู่เฉินหัวเราะเสียงเย็น “คิดไม่ถึงว่าเมื่อพ่อกลับมาจะได้เห็นเจ้าเปลี่ยนไปมีสภาพเช่นนี้ เจ้ายังจำสายเลือดสูงศักดิ์ของตนเองได้หรือไม่? หลงลืมฐานะองค์หญิงไปแล้วหรือ?”
“ไม่ ลูกมิได้ลืม…ลูกจดจำได้ตลอด…”
“เช่นนั้นเหตุใดวันนี้จึงกลายเป็นผู้แพ้ได้?” หวงฝู่เฉินมองได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก เพียงได้เห็นก็ทราบว่าฝูจีทำสิ่งใดหายไป ในความคิดของเขา เมื่อเป็นสายเลือดแห่งตระกูลหวายหวัง ต่อให้แพ้ก็ต้องแพ้อย่างมีเกียรติ ไม่ควรเหมือนนางในตอนนี้ที่สูญเสียความเป็นตัวตนไปแล้ว
พ่ายแพ้? ฝูจีพลันโกรธถึงสมอง “ผู้ใดกล่าวว่าลูกพ่ายแพ้กัน? นายน้อยตระกูลมหาราชครูนั่นเลอะเลือนไปแล้ว ลูกถูกใจเขานับเป็นวาสนาที่สั่งสมมาจากชาติก่อนของเขาแล้ว! ถึงกับตั้งตัวเป็นศัตรูกับตระกูลหวายหวังของข้าโดยไม่เสียดายเพียงเพราะสตรีดาษดื่นผู้หนึ่ง ลูกไม่อนุญาตให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด!”
เสียงของนางแหลมสูง ลืมไปแล้วว่าต้องรักษาท่าทีสูงส่ง หวงฝู่เฉินพลันจับเบาะแสบางอย่างได้ “เพื่อสตรีอื่น? เจ้าคิดจะทำอะไร?”
พบว่าในดวงตาของฝูจีมีประกายความโหดเหี้ยมไหลผ่าน “ท่านมหาราชครูสัญญากับลูกแล้ว ขอเพียงลูกนำหัวเหมยเฟยและของที่อยู่ในมือนางกลับไปได้ก็จะทำตามความต้องการของลูกทั้งหมด ลูกตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ให้นายน้อยตระกูลมหาราชครูนั่นสมปรารถนาเป็นอันขาด จะต้องให้เขาจ่ายค่าตอบแทนออกมาให้ได้!”
“อ้อ? เช่นนั้นเจ้าคิดจะทำอะไร?”
บนใบหน้าของฝูจีเผยรอยยิ้มลำพองใจออกมาโดยพลัน “ท่านมหาราชครูเป็นคนที่รักษาสัจจะแน่นอน ลูกต้องการให้กงซุนซูอยู่ไม่สู้ตาย!”
เหนือศีรษะถูกเงามืดครึ้มบดบัง ฝูจีเบนสายตาขึ้นด้วยความสงสัย ทว่ากลับเห็นความผิดหวังมากมายในสายตาที่ท่านพ่อใช้มองตน นางไม่เข้าใจว่าตนกล่าวสิ่งใดผิดไป กำลังคิดจะเอ่ยปากถาม หวงฝู่เฉินกลับหมุนตัวไปไม่มองนางอีกแม้เพียงสายตา
“ทะ ท่านพ่อ…”
“กลับไปเถิด พ่อไม่อยากฟังเจ้าอีกแม้เพียงประโยคเดียว”
หัวใจของฝูจีเต้นระรัว “เพราะเหตุใดกัน? หรือท่านพ่อไม่อยากเห็นลูกแก้แค้น?!” นางไม่คิดว่าตนทำอะไรผิด มีแค้นต้องชำระ นี่เป็นสิ่งที่ท่านพ่อสอนนางเมื่อก่อน
หวงฝู่เฉินแค่นเสียงเบาๆ หางตาปรายมองไปที่นางเล็กน้อย “พ่อมีเรื่องต้องทำแถวนี้ หากเจ้ากล้าทำอะไรเหลวไหลอีกจะส่งเจ้ากลับทันที”
“ท่านพ่อ! พวกเหมยเฟยยังหนีไปได้ไม่ไกล ลูกจะต้อง…”
“หุบปาก!”
ในที่สุดหวงฝู่เฉินก็ไม่ปิดบังความเย้ยหยันของตนอีก “ของที่อยากได้ก็ต้องแย่งมาด้วยตนเอง! คนที่อยากสังหารก็ต้องสังหารด้วยตนเอง! หากไม่มีความสามารถเช่นนั้น ของที่ไม่ใช่ของเจ้าก็จะไม่เป็นของเจ้าไปตลอดกาล!”
อะไรนะ? สีหน้าของฝูจีพลันเปลี่ยนไป แต่ไหนแต่ไรนางไม่เคยเห็นท่านพ่อโกรธเกรี้ยวเพียงนี้มาก่อน
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าคนที่พ่อเกลียดชังที่สุดคือคนเช่นไร? นั่นก็คือพวกคนถ่อยรู้จักแต่เล่นแง่ ไปข่มขู่หรือประจบประแจงผู้อื่นเพื่อบรรลุจุดประสงค์ของตน! คิดไม่ถึงว่าบุตรีของข้าจะกลายเป็นคนเช่นนี้!” หวงฝู่เฉินหลับตาอย่างลึกล้ำ มีท่าทีปวดใจยิ่ง จากนั้นจึงมีความเย็นชาปรากฏในดวงตา “ตระกูลหวายหวังของข้าไม่ต้องการคนไร้ความสามารถ พ่อไม่อยากพูดเป็นครั้งที่สอง กลับไป!”
“…” ไร้ความสามารถ…ท่านพ่อถึงกับกล่าวว่าตนไร้ความสามารถเชียวหรือ? ฝูจีค่อยๆ ก้มหน้าลง ไม่มีอะไรจะทำร้ายนางได้มากกว่าการที่ถูกบิดาแท้ๆ ของตนทำลายความภาคภูมิใจในตนเองของนางอีกแล้ว นางเติบโตมาโดยที่มีความภาคภูมิแห่งตระกูลหวายหวังเป็นเป้าหมาย แต่ท่านพ่อถึงกับ…
“ท่านมหาราชครูผู้สง่างามถึงกับต้องการหลอกใช้บุตรีข้าให้ทำงานถวายหัวให้เขาเชียวหรือ? หึ เป็นจิ้งจอกเฒ่าจริงๆ”
หวงฝู่เฉินหมุนตัวกลับมากล่าวประโยคนี้อย่างเรียบเฉย ฝูจีเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย แต่กลับมองท่าทีของบิดาตนเองไม่ชัดเจน
คนชุดดำสองคนที่อยู่ด้านหลังประคองฝูจีขึ้น “คุณหนู ผู้น้อยจะส่งท่านกลับไป”
“ข้า…”
“ยังไม่เข้าใจอีกหรือ? พ่อต้องการให้เจ้ารู้ว่าหากเจ้าดีที่สุดจริงๆ บุรุษใต้หล้านี้ล้วนทุ่มเททั้งหมดเพื่อเจ้า ต่อให้เจ้าบีบบังคับให้เขาอยู่ข้างกายก็ต้องมีสักวันหนึ่งที่เขาจะไปจากเจ้า” ในยามที่เขากล่าวประโยคนี้ สายตาทอดมองไปเบื้องหน้า ในดวงตามีความหมายบางอย่างที่ฝูจีไม่เข้าใจ
ไม่นานคนชุดดำก็พาฝูจีออกไป หวงฝู่เฉินเบนสายตาขึ้นมองไปยังดวงจันทร์สุกสกาวในวันนี้ น้ำเสียงโศกเศร้าเล็กน้อย
“เหตุใดกระทั่งบุตรชายของเจ้าก็ไม่เห็นตระกูลหวายหวังของข้าอยู่ในสายตา?”
…
กลางดึก
“อา!” เสียงหนึ่งทำให้คนในเรือนเล็กๆ สะดุ้งตกใจ อวิ๋นมู่และฮูหยินอวิ๋นปรากฏตัวในลานเรือนด้วยความสงสัย พบว่านายท่านตระกูลสาขาออกมาจากป่าด้วยท่าทีกระสับกระส่าย “ญาติผู้น้อง เจ้าเป็นอะไร?”
“พะ พะ พะ พะ พี่ใหญ่ มะ มีปีศาจสุนัขจิ้งจอก! มีปีศาจสุนัขจิ้งจอกอยู่จริงๆ!”
ปีศาจสุนัขจิ้งจอก?! ดวงตาของฮูหยินอวิ๋นเปล่งประกาย รีบเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม “นายท่านตระกูลสาขาดื่มสุราจนตาฝาดแล้วกระมัง? ดึกดื่นเพียงนี้จะมีปีศาจสุนัขจิ้งจอกมาจากที่ใดได้”
“มีจริงๆ งดงามมาก ข้าไม่เคยเห็นสตรีงดงามเพียงนี้มาก่อน นอกจากปีศาจสุนัขจิ้งจอกแล้วยังจะเป็นผู้ใดไปได้…” นายท่านตระกูลสาขามีท่าทีตื่นเต้นอย่างยิ่ง ทำท่าจะดึงอวิ๋นมู่ให้ไปหาด้วยกัน อย่างไรก็ตามอีกฝ่ายกลับแค่นเสียงเย็นครั้งหนึ่ง “ดูท่าทางญาติผู้น้องคงคิดจะรับอนุอีกแล้วกระมัง” เห็นได้ชัดว่าอวิ๋นมู่ไม่เชื่อคำพูดของเขา
นายท่านตระกูลสาขาแย้มยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “นี่…เหตุใดพี่ใหญ่จึงได้…”
“ฟ้ามืดเพียงนี้แล้ว นายท่านตระกูลสาขาจะต้องมองผิดเป็นแน่ รีบกลับไปพักผ่อนเสียเถิด เดี๋ยวจะไม่สบาย” ฮูหยินอวิ๋นดันเขาไป นายท่านตระกูลสาขาเดินสามก้าวก่อนจะหันกลับมามองด้านหลังราวกับต้องการไล่จับเงาร่างงดงามนั้นอีก ขณะนั้นเหนือศีรษะพลันมีเสียงไม่พอใจของอวิ๋นมู่ดังแว่วมา “หากคราวหน้ารบกวนฝันหวานของผู้อื่นยามค่ำคืนอีก จะไม่ให้เจ้าอยู่ด้วยกันแล้ว”
“…” นายท่านตระกูลสาขาพลันสะดุ้ง สติแจ่มชัดขึ้นไม่น้อย รีบจัดอาภรณ์ของตน กล่าวขออภัยอวิ๋นมู่ “รบกวนการพักผ่อนของพี่ใหญ่และพี่สะใภ้แล้ว ข้าดื่มไปหลายจอกจริงๆ ฮ่าๆ ขอตัว ขอตัว”
เขาไม่กล้ามองตาอวิ๋นมู่ พลันนั้นจึงเบนหน้าออก รีบเดินจากไป ฮูหยินอวิ๋นมองไปยังแผ่นหลังของอีกฝ่ายที่ค่อยๆ ไกลออกไป ทอดถอนใจเบาๆ แต่กลับพบว่าสามีกำลังใช้สายตาลึกล้ำมองมาที่นาง
“ฟ้ามืดแล้ว ฟู่จวินกลับไปพักผ่อนก่อนเถิด” นางแย้มยิ้มเล็กน้อย หมุนตัวเดินจากไปโดยไม่อธิบายอะไร
ความจริงไม่ต้องให้ฮูหยินอวิ๋นเอ่ยปาก อวิ๋นมู่ก็คาดเดาได้ว่าสิ่งที่เรียกว่าปีศาจสุนัขจิ้งจอกจะต้องเกี่ยวข้องกับแม่นางซูที่มาอาศัยอยู่ในเรือนระยะนี้เป็นแน่ สตรีนางนั้นสวมผ้าปิดหน้าทุกวัน เพียงแต่จากบรรยากาศของนางย่อมมองออกไม่ยากว่านางยอดเยี่ยมเหนือผู้คน ยิ่งไปกว่านั้นอวิ๋นมู่ก็เคยเห็นเงาร่างของสุนัขจิ้งจอกภายในเรือนครั้งสองครั้งแล้ว ในห้องครัวก็มักจะมีอาหารหายไป ฮูหยินปิดปากเงียบในเรื่องนี้ เชื่อว่าคงไม่อยากให้ผู้อื่นไปรบกวนแม่นางซูกระมัง
เพียงแต่…สภาพในปัจจุบันของตระกูลอวิ๋นไม่เหมาะที่จะปมาหาสู่กับผู้อื่นมากเกินไป เรื่องไฟไหม้ภูเขาก่อนหน้านี้เริ่มสงบลงแล้ว บางทีควรหาโอกาสพูดคุยกับฮูหยินของตน ให้แม่นางซูกลับไปยังที่ที่นางอาศัยอยู่
ท้องฟ้าเริ่มสว่าง
บนเส้นทางเล็กๆ ภายในภูเขา เงาร่างลับๆ ล่อๆ หลายร่างซุ่มซ่อนอยู่หลังต้นสน รอสตรีชาวบ้านเดินผ่านเส้นทางนี้อย่างสงบ
เสียงซุกซนเสียงหนึ่งดังแว่วมา พบว่ามีสตรีนางหนึ่งแบกตะกร้าสาน ด้านหลังมีเด็กน้อยเดินติดตามมาช้าๆ
“ลูกพี่ มีคนมาแล้ว!” คนทั้งหลายกลั้นหายใจ สังเกตทุกการกระทำของเงาร่างทั้งสอง
“เยี่ยนเอ๋อร์ อย่าซน รีบเก็บผักป่ากลับไปทำอาหารให้พ่อของเจ้าเร็วเสียหน่อยเถิด…”
สตรีเห็นว่าเด็กหญิงด้านหลังมิได้ติดตามมาจึงหยุดฝีเท้าลงก่อนจะส่งเสียงเรียก พลันนั้นบริเวณลำคอมีความเย็นยะเยือกแพร่มา มีคนจับแขนนางจากด้านหลัง “กรี้ด!”
“หุบปาก! หากไม่อยากตายก็เงียบเสีย!”
นี่…นี่นางพบโจรภูเขาหรือ? เหตุใดจึงได้…แต่ไหนแต่ไรไม่เคยมีโจรภูเขาปรากฏที่ภูเขาลูกนี้มาก่อน สตรีพลันตกใจจนหน้าถอดสี
โจรภูเขาตะโกนอย่างดุดัน เด็กหญิงที่อยู่ไม่ไกลพบว่าจู่ๆ ก็มีบุรุษสี่คนปรากฏตัวข้างกายมารดาของตนจึงตกใจจนส่งเสียงกรีดร้องออกมา “ท่านแม่! ท่านแม่! คนเลว มีคนเลว!”
โจรภูเขาอีกสองคนแย้มยิ้มอย่างเหี้ยมเกรียม เดินเข้าไปหาเด็กน้อยนางนั้น
“ไม่ อย่าทำร้ายลูกสาวข้า พวกเจ้าต้องการอะไร ข้าจะให้พวกเจ้า…”
อย่างไรก็ตาม มีคนแย่งตะกร้าสานบนหลังของนางไปนานแล้ว ด้านในมีเพียงผักป่าเล็กน้อย “หึ มีเท่านี้เองหรือ?” โจรภูเขารีบค้นตัวสตรีนางนั้น ไม่นานก็หยิบถุงเงินออกมาจากบริเวณเอวของนาง ด้านในมีเงินทองแดงไม่กี่เหรียญ
สตรีกัดฟันกล้ำกลืนความอัปยศเช่นนี้ “เยี่ยนเอ๋อร์ รีบหนีไป!
อย่างไรก็ตามไม่รอให้นางกล่าวจบ พริบตาเดียวเด็กหญิงก็ถูกจับมาอยู่ข้างกายนางแล้ว
“เงินทองแดงเพียงเท่านี้ไม่พอให้ขัดฟันด้วยซ้ำ!” โจรภูเขาคิดไม่ถึงว่าเพิ่งจะมาที่เนินเขาแห่งนี้ แต่กลับได้รับของเล็กน้อยเพียงเท่านี้! “เอ๋ สตรีนางนี้หน้าตาไม่เลวเลย พากลับไปให้พวกเราเล่นสนุกเสียหน่อยเถิด…”
“พะ พวกเจ้า…” ประโยคนี้ทำให้สตรีตกใจจนกล่าวคำใดไม่ออก มือใหญ่หยาบกร้านยื่นเข้ามาสัมผัสใบหน้านางอย่างอดรนทนไม่ไหว
“อ้าก! นังสารเลว ถึงกับกล้ากัดนายท่านอย่างข้าเชียวหรือ!” จู่ๆ โจรภูเขาผู้หนึ่งก็กรีดร้องออกมา ผลักสตรีในอ้อมกอดออกไปอย่างแรง
“โอ้ย”
ร่างเล็กผอมบางข้างกายล้มลงบนพื้นหญ้าด้านข้างโดยพลัน เจ็บจนลืมตาไม่ขึ้น น้ำตาไหลออกมาอย่างหยุดไม่อยู่ “ทะ ท่านแม่…”
“เยี่ยนเอ๋อร์…พวกเจ้าเป็นใครกันแน่? กระทั่งเด็กก็ยังไม่เว้น! เยี่ยนเอ๋อร์…”
“หึ!” โจรภูเขาไร้ใจอัดแน่นไปด้วยความโกรธเกรี้ยว เขาสะบัดมือที่มีรอยกัดประทับอยู่ของตน ชักมีดขึ้นสนิมออกมาจากเอว เดินเข้าหาเด็กหญิง “กัดข้าก็ไปตายเสีย!
“เยี่ยนเอ๋อร์!”
เสียงหนึ่งดังขึ้น ทุกคนยังไม่ทันรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆ โจรภูเขาผู้นั้นก็ส่งเสียงกรีดร้องออกมา กุมเข่าของตนนอนกลิ้งไปมาอยู่บนพื้น “ขาของข้า! ขาของข้า!”
“ผะ ผู้ใด?!” โจรภูเขาคนอื่นตกใจจนหน้าถอดสี พบว่าบริเวณไม่ไกลมีบุรุษในชุดฮว๋าฝูสีม่วงยืนอยู่ตั้งแต่ยามใดก็มิอาจทราบ กำลังมองมาที่พวกเขาด้วยสีหน้าเย็นชา
“สารเลวจากที่ใดกัน ถึงกับกล้าวุ่นวายเรื่องผู้อื่น!” เมื่อมองให้ละเอียด บุรุษเบื้องหน้าไหนเลยจะเหมือนคนในหมู่บ้าน เมื่อเห็นการแต่งกายงดงามล้ำค่าทั้งร่างเช่นนั้น โจรภูเขาพลันสบตากัน กำลังคิดจะเปลี่ยนเป้าหมาย ไม่นึกว่าชั่วขณะต่อมากลับมีเงาร่างสีดำพุ่งมาเบื้องหน้า กระบี่ยาวในมืออีกฝ่ายแทงทะลุร่างกายพวกเขาโดยพลัน
“ซานจื่อ! พะ พวกเจ้าคือผู้ใด…” โจรภูเขาด้านหลังสตรีรู้สึกสองขาอ่อนแรง คิดไม่ถึงว่าจะเจอคนที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าพวกเขา เมื่อเห็นคนชุดดำค่อยๆ เดินเข้ามา สหายของตนก็ล้มลงกับพื้นไปแล้ว เขาจึงกัดฟันผลักสตรีเบื้องหน้าออกไปก่อนจะชักเท้าวิ่งหนี
ไหนเลยจะรู้ว่าเบื้องหน้ากลับมีประกายไหววูบ คนชุดดำถึงกับปรากฏตัวเบื้องหน้าทำให้เขาไม่มีทางหนี
“ไม่ อย่า อย่าฆ่าข้า…ข้าเองก็ถูกบีบบังคับเช่นกัน!” โจรภูเขาร้องขอชีวิตโดยพลัน เสียงสองเสียงดังขึ้นจากมุมหนึ่งที่อยู่ไม่ไกล “อย่าฆ่าสามีข้า!” “อย่าฆ่าบิดาข้า!”
คิดไม่ถึงว่าด้านหลังหินก้อนใหญ่จะมีสตรีและเด็กชายซ่อนตัวอยู่
“ขอร้องพวกท่าน อย่าฆ่าข้าเลย ข้าก็ไม่มีทางอื่นเช่นกัน! ภรรยาและลูกล้วนต้องกิน หมู่บ้านของพวกเราเกิดโรคระบาด เป็นเรื่องจริง…” คำพูดยังไม่ทันจบ ลำคอของเขาพลันมีความเย็นยะเยือกแพร่มาก่อนจะสูญเสียสติรับรู้