หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 839 ใกล้เพียงเอื้อม
เล่มที่ 28 ตอนที่ 839 ใกล้เพียงเอื้อม
“อา!” สตรีและเด็กชายที่อยู่ไม่ไกลถูกภาพเบื้องหน้าทำให้ตกใจจนพูดอะไรไม่ออก เพียงพริบตาเดียวคนชุดดำก็พาตัวพวกเขาไปเบื้องหน้าบุรุษผู้นั้น
สตรีและเด็กหญิงที่ถูกช่วยไว้เมื่อครู่นี้เห็นเลือดเต็มพื้น พลันกอดกันตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
บุรุษค่อยๆ เดินเข้ามา ใช้หางตาปรายมองไปทางพวกนาง “วางใจเถิด ไม่มีผู้ใดทำร้ายพวกเจ้าได้อีก”
“ขะ ขะ ขอร้องนายท่านทั้งสอง อย่าได้ อย่าได้ฆ่าพวกเรา…” สถานการณ์ผันแปรไปโดยสิ้นเชิง โจรภูเขาที่มาดักปล้นกลางทางสิ้นลมไปแล้ว เหลือเพียงแม่ลูกคู่นี้เท่านั้น เมื่อมองไปยังสภาพซูบผอมผิวเหลืองของเด็กชาย ท่าทางคงไม่ได้กินอาหารมานานแล้วจริงๆ
“เมื่อครู่พวกนางก็ขอร้องเช่นนี้” น้ำเสียงของบุรุษไร้ซึ่งอารมณ์อันใด สตรีกอดบุตรชายของตนแน่น “พวกเราไม่ได้กินอะไรมาหลายวันแล้ว ไม่มีทางอื่นจริงๆ จึงได้เลือกเดินทางนี้ ขอร้องนายท่านทั้งสอง อย่าได้ฆ่าพวกเราเลยเจ้าค่ะ…”
สตรีพยายามร้องขอ ทำให้ผู้ถูกปล้นเมื่อครู่นี้รู้สึกรับไม่ได้อยู่บ้าง กำลังคิดจะเอ่ยปากขอร้องแทนพวกนาง จู่ๆ ที่แก้มกลับมีความอุ่นร้อนแพร่ออกมา กระบี่ยาวตวัดตัดคอของสตรีนางนั้น ทำให้เลือดไหลหยดสาดกระเซ็นมาบนใบหน้า เด็กชายข้างกายตกใจจนพูดอะไรไม่ออก ชั่วขณะต่อมาจึงแผดเสียงร้องไห้ ดังก้องไปทั่วทั้งภูเขา
“ท่านแม่! ท่านแม่! ท่านแม่…” ไม่ทันไร ร่างผอมเล็กก็ล้มลงข้างกายมารดาของเขา
“พะ พวกท่าน…” นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เหตุใดผู้มีพระคุณที่ช่วยพวกนางสองแม่ลูก ยามนี้กลับน่ากลัวราวกับโจรภูเขาเมื่อครู่นี้เล่า?
บุรุษขมวดคิ้ว มองเห็นความหวาดกลัวและความยากจะเชื่อในดวงตาของสตรี “ทำไม พวกเจ้าไม่กลัวว่าพวกนางจะกลับมาล้างแค้นหรือ?”
ล้างแค้น? ไหนเลยสตรีจะใคร่ครวญมากมายเพียงนั้น นางรู้เพียงว่าเด็กชายน่าสงสารยิ่งนัก ลืมไปแล้วว่าเมื่อครู่นี้ตนตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายเช่นไร
บุรุษส่งสายตาครั้งหนึ่ง คนชุดดำข้างกายจึงหยิบถุงเงินออกมาจากแขนเสื้อส่งให้สตรีนางนั้น
เสียงเพี้ยะดังขึ้น ผู้ใดก็คิดไม่ถึงว่าสตรีนางนั้นจะถึงกับปัดถุงเงินในมือของอีกฝ่าย มองพวกเขาราวกับมองปีศาจร้ายก็มิปาน “พวกท่าน…ไม่ควรฆ่าคน…ไม่ควรฆ่าเด็กน่าสงสารคนนั้น…” สตรีขมวดคิ้วแน่น ต่อให้ในใจจะหวาดกลัวหาใดเปรียบ ทว่าก็ยากจะควบคุมความโกรธ ในฐานะที่นางเป็นมารดาเช่นเดียวกัน จะอย่างไรก็ยากจะเข้าใจการกระทำของอีกฝ่าย
“เยี่ยนเอ๋อร์ พวกเราไปกันเถิด!”
สตรีรีบอุ้มเด็กหญิงที่ลืมเลือนปฏิกิริยาไปนานแล้วเดินลงภูเขาไป คนชุดดำกำลังจะตามไป แต่กลับถูกบุรุษด้านหลังหยุดไว้
“ช่างเถิด ตามใจนาง เป็นความเมตตาของสตรีกระมัง”
คนชุดดำไม่กล้าสงสัยในการตัดสินของเจ้านายตน บุรุษผู้นั้นทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น เดินมุ่งหน้าไปยังยอดเขาต่อไป ข้างทางยังมีศพนอนกองอยู่หลายศพ พวกเขาไม่คิดจะเก็บกวาด
ไม่นานข่าวที่ว่ามีโจรภูเขาปรากฏที่เส้นทางบนภูเขาก็แพร่ไปทั่วทั้งหมู่บ้าน เมื่อชาวบ้านสอบถามจึงได้รู้ว่าหมู่บ้านที่อยู่ห่างไปร้อยลี้เกิดโรคระบาด เชื่อว่าคงเป็นผู้ประสบภัยจากที่นั่นหนีมาถึงหมู่บ้านแห่งนี้ ไม่นานก็มีคนออกตามหาคนที่พยายามทำร้ายชาวบ้านที่ยังอาจเหลืออยู่ ยามนี้เอง มีสตรีนางหนึ่งเดินออกมา
“อย่า อย่าไป ยังมีคนที่อันตรายยิ่งกว่าอยู่ที่นั่นด้วย…” ในดวงตาของสตรีเต็มไปด้วยความตื่นตระหนก ในสมองมีแต่ภาพบุรุษที่ฆ่าคนโดยไม่กระพริบตาผู้นั้น
“เจ้าพูดอะไร หรือว่าโจรภูเขาเหล่านั้นร้ายกาจมาก?”
สตรีกอดเด็กหญิงในอ้อมกอดแน่น “ไม่ ท่าทางของคนผู้นั้นไม่เหมือนโจรภูเขา ทั้งยังพาลูกน้องที่มีฝีมือร้ายกาจมาด้วยคนหนึ่ง แต่ว่า…แต่ว่าพวกเขาฆ่าคนบริสุทธิ์…”
รอบด้านเงียบลงโดยพลัน ไม่นานก็มีคนเอ่ยปาก “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็หาเขาออกมาแล้วไล่ออกจากหมู่บ้านเถิด!”
“ใช่! ไล่ออกจากหมู่บ้าน!”
หลังจากที่พบว่าหัวหน้าหมู่บ้านจากหมู่บ้านติดกันมีแผนการร้าย ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ยิ่งสามัคคีกันมากขึ้น ยามนี้มีคนไม่น้อยกลับบ้านไปหยิบอุปกรณ์ทำกินที่บ้านของตน เตรียมขึ้นเขาไปหาโจรภูเขาที่ข่มขู่ชาวบ้านเหล่านั้น
ขณะเดียวกันภายในเรือนเล็กๆ
ภายในลานเรือน เงาร่างงดงามโดดเด่นกำลังก้มตัวสังเกตสมุนไพรที่ฮูหยินอวิ๋นปลูกไว้ ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าดังแว่วมาระลอกหนึ่ง
“แม่นางซู” เสียงบุรุษแปลกหน้าดังแว่วมา สตรีค่อยๆ หันไป พบว่าอวิ๋นมู่ยืนอยู่ตรงนั้นด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
สายตาของเขาเบนไปยังสมุนไพรข้างเท้าสตรี พลันคิดไปถึงคำพูดของฮูหยินอวิ๋น ดูเหมือนนางสนใจศึกษาเรื่องสมุนไพรยิ่งนัก
“นี่คือต้นจื่อซู ภรรยาข้าปลูกเมื่อปีก่อน น่าเสียดายที่โตได้ไม่ดีนัก”
สตรีเบื้องหน้าสวมผ้าแพรปิดหน้า ดวงตากระจ่างใสทั้งสองมีประกายไหลผ่าน ต่อให้มองไม่ชัดเจนก็รู้ว่าใบหน้างดงามภายใต้ผ้าแพรกำลังแย้มยิ้มเล็กน้อย “ที่ภูเขาแห่งนี้อากาศเย็นและแห้ง ไม่เหมาะให้ต้นจื่อซูเติบโต”
“อ้อ? แม่นางซูรู้เรื่องสมุนไพรจริงๆ ภรรยาข้าเคยคิดจะนำดินชื้นข้างแม่น้ำมาที่จวนเพื่อปลูกต้นจื่อซูนี้ เพียงแต่ไม่เหมาะสมก็คือไม่เหมาะสม มันสมควรอยู่ในสถานที่ของตนเองจึงจะเติบโตได้อย่างงดงามสมบูรณ์ แม่นางซูคิดว่าอย่างไร?” คำพูดนี้แฝงไปด้วยความหมายลึกล้ำ สตรีเพียงได้ยินก็เข้าใจ
“เป็นเช่นนี้จริงๆ บางทีมันได้รับการดูแลจากฮูหยินอวิ๋นเนิ่นนานเพียงนี้ นับว่ามีวาสนาไม่น้อยแล้ว”
แม้อวิ๋นมู่จะทราบว่าสถานการณ์ของสตรีเบื้องหน้ากำลังลำบาก แต่เขาไม่อาจไม่สนใจความปลอดภัยของตระกูลอวิ๋น เขาเองก็รู้สึกผิดในใจ “ต้นจื่อซูนี้ เมื่ออยู่ในมือของภรรยาข้าย่อมไม่อาจเติบโตอย่างแข็งแกร่ง นับเป็นความน่าเสียใจอย่างหนึ่ง วันหน้าค่อยโน้มน้าวฮูหยิน ให้นางปลูกสมุนไพรที่เหมาะสมกับอากาศบนภูเขา ถึงตอนนั้นจะให้นางส่งไปให้แม่นางซูบ้าง”
“ลำบากท่านอวิ๋นแล้ว ตอนนี้เรื่องราวสงบแล้ว ข้าย่อมไม่รั้งอยู่ที่นี่นานนัก ช่วงนี้ต้องขอบคุณการดูแลของท่านอวิ๋นจริงๆ”
“แม่นางซูไม่จำเป็นต้องเกรงใจเพียงนี้ หาได้ยากยิ่งที่ภรรยาข้าจะพบสหายดีๆ เช่นแม่นาง เพียงแต่พวกเราก็อยู่ในฐานะยากลำบาก กลัวว่าจะนำพาเรื่องไม่ดีมาสู่แม่นางซู” อวิ๋นมู่พูดอย่างสัตย์จริง นี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เขาไม่อยากให้อีกฝ่ายอยู่ที่นี่
“ไม่ ท่านอวิ๋นเกรงใจแล้ว เป็นข้าทำให้ฮูหยินอวิ๋นลำบาก”
อวิ๋นมู่ราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ “แม่นางซูอยู่ที่จวนอีกสักหลายวันเถิด วันนี้ได้ยินว่าที่ภูเขามีโจรภูเขาชั่วช้าปรากฏตัว ชาวบ้านขึ้นเขาไปหากันเองแล้ว เกรงว่าจะนำพาความยุ่งยากมาให้แม่นางซู”
โจรภูเขา? “ขอบคุณท่านอวิ๋นที่กล่าวเตือน ข้าขอกลับไปเตรียมตัวก่อน”
นางพยักหน้าให้บุรุษอย่างมีมารยาท จากนั้นเงาร่างงดงามจึงเดินมุ่งหน้าไปยังห้องของตน
อวิ๋นมู่มองไปยังแผ่นหลังที่กำลังเดินจากไปของสตรีนางนั้น ทำได้เพียงทอดถอนใจเบาๆ
บริเวณมุมหนึ่ง ฮูหยินอวิ๋นเดินเข้ามาหาด้วยสีหน้ายินดี “แม่นางซูจะกลับห้องหรือ?”
สายตาของสตรีหยุดอยู่บนตะกร้าในมือฮูหยินอวิ๋น อีกฝ่ายแย้มยิ้ม “เมื่อครู่ข้าเพิ่งไปห้องครัวมา นำของมาให้แม่นางซูด้วย”
ประตูถูกผลักออก พลันมีประกายสีเงินไหววูบอย่างรวดเร็ว จากนั้นจึงปรากฏตัวข้างเท้าสตรี สุนัขจิ้งจอกทั้งสองตัวพัวพันอยู่ที่ชายกระโปรงของนางด้วยท่าทีสนิทสนม จากนั้นราวกับได้กลิ่นอะไรบางอย่างจึงมองไปยังของในมือฮูหยินอวิ๋นด้วยท่าทีกระตือรือร้นเป็นพิเศษ
“สุนัขจิ้งจอกสองตัวนี้ทำให้ฮูหยินอวิ๋นลำบากแล้ว” เมื่อวานเป็นสุนัขจิ้งจอกสองตัวนี้ที่สงบความอยากของตนไม่ได้จึงไปขโมยกินของในห้องครัว แม่นางซูไปตามหาพวกมันจึงถูกนายท่านตระกูลสาขาที่กลับมายามค่ำคืนพบเข้าโดยไม่รู้ตัว
อาหารภายในเรือนเล็กๆ แห่งนี้มักจะส่งกลิ่นหอมอ่อนๆ เรียกได้ว่าเป็นความทรมานอย่างหนึ่งสำหรับสุนัขจิ้งจอกสองตัวนี้ พวกมันจึงมักจะไปวนเวียนอยู่แถวห้องครัวเพื่อดูว่ามีเนื้อให้กินหรือไม่ วันนี้ฮูหยินสั่งให้คนไปซื้อไก่ย่างตัวหนึ่งมาจากในหมู่บ้านโดยเฉพาะ เพื่อให้พวกมันกินบรรเทาความอยาก
สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยกินอย่างสุขสำราญ แม่นางซูเอ่ยปาก “อยู่รบกวนที่นี่นานแล้ว คงได้เวลาบอกลาฮูหยินอวิ๋นแล้วกระมัง”
อะไรนะ? ฮูหยินอวิ๋นชะงักไปเล็กน้อย มองไปยังดวงตากระจ่างใสของอีกฝ่าย “แม่นางซู พักอยู่ดีๆ เหตุใดจึงจะไปกะทันหันเล่า? เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
แม่นางซูส่ายหน้า “ตอนนี้ชาวบ้านลืมเรื่องล่าสุนัขจิ้งจอกไปแล้ว พืชพรรณในภูเขาก็ฟื้นตัวแล้ว หากจะอยู่รบกวนที่นี่เป็นเวลานาน ข้ารู้สึกไม่สบายใจจริงๆ”
ฮูหยินอวิ๋นคิดว่านางกล่าวถึงเรื่องเมื่อคืนจึงเอ่ยปากอย่างรู้สึกผิด “เป็นข้าใคร่ครวญไม่รอบด้านเอง เชื่อว่าแม่นางซูจะต้องลำบากใจยิ่งนัก แต่แม่นางซูจะต้องเชื่อข้า พวกเราไม่ใช่คนเลวร้ายอันใด เมื่อคืนเพียงแค่นายท่านตระกูลสาขาดื่มจนเมามายเท่านั้น หากมีสิ่งใดผิดไป ขอให้แม่นางซูโปรดอภัย”
“ฮูหยินอวิ๋นเข้าใจผิดแล้ว เมื่อคืนเป็นข้าคิดไม่รอบด้านเอง คงทำให้นายท่านผู้นั้นตกใจแล้วกระมัง เพียงแต่สุนัขจิ้งจอกสองตัวนี้มีชีวิตอยู่ในภูเขามานานหลายปี อยู่เช่นนี้นับว่าไม่เหมาะสมจริงๆ ฮูหยินอวิ๋นยังสามารถทำเหมือนเมื่อก่อน ไปพูดคุยสนทนากับพวกเราบนภูเขาได้บ่อยๆ ไม่ใช่เรื่องผิดอันใด” เหตุผลของนางทำให้ผู้อื่นหาข้อผิดพลาดไม่พบแม้แต่ครึ่งส่วน สายตาของฮูหยินอวิ๋นหยุดอยู่บนร่างของสุนัขจิ้งจอกสองตัวที่ลืมการมีตัวตนของพวกนางจนสิ้น ใช่แล้ว ช่วงที่อยู่ที่นี่พวกมันผอมลงไปมาก เชื่อว่าแม่นางซูคงปวดใจมากกระมัง?
สตรีงดงามยื่นมือออกไปลูบขนสีเงินเบาๆ สุนัขจิ้งจอกเงยหน้าขึ้น ส่งเสียงด้วยความเบิกบานใจ
ฮูหยินอวิ๋นรู้ว่า สำหรับแม่นางซู สุนัขจิ้งจอกสองตัวนี้เหมือนกับครอบครัว เชื่อว่านางคงอดสงสารไม่ได้จริงๆ “แต่ค่ายกลบนภูเขายังวางไม่เสร็จดี แม่นางซูรอให้ทุกอย่างเรียบร้อยก่อนค่อยกลับไปเถิด ข้าเองจะได้วางใจลงบ้าง”
ความเป็นห่วงจากใจของอีกฝ่ายทำให้แม่นางซูซาบซึ้งยิ่งนัก นางแย้มยิ้มบางเบา “ข้าเองก็คิดเช่นนี้ สองวันนี้ หลังจากซ่อมแซมค่ายกลเรียบร้อยค่อยพาพวกมันกลับไป”
ฮูหยินอวิ๋นราวกับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เดินเข้ามาเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง “แม่นางซู ก่อนหน้านี้ท่านกล่าวว่ายินดีสอนวิชาค่ายกลห้าธาตุแปดทิศให้ข้าใช่หรือไม่? ไม่ทราบว่าคำพูดนี้จริงหรือ?”
ในดวงตาของสตรีนางนี้ปรากฏความแปลกใจเล็กน้อย ไม่นานก็สงบประกายในดวงตา “หากฮูหยินอวิ๋นสนใจจริงๆ ก็ยินดีต้อนรับทุกเมื่อ”
บนใบหน้าของฮูหยินอวิ๋นเผยรอยยิ้มเบิกบานใจออกมาโดยพลัน “ในเมื่อเป็นเช่นนี้คงต้องขอให้แม่นางซูสั่งสอนให้มากแล้ว”
…
ในป่าบนภูเขา บุรุษในชุดฮว๋าฝูสีม่วงมองไปยังภาพเละเทะเบื้องหน้า ขมวดคิ้วเล็กน้อย ดูท่าทางที่นี่คงเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่บนภูเขาเมื่อไม่นานมานี้ ต้นไม้ที่ถูกเผาเหล่านั้นยังปรากฏร่องรอยให้เห็นชัดเจน
“นายน้อย มีเบาะแสแล้วขอรับ!”
ด้านหลังมีเสียงคนชุดดำดังแว่วมา พบว่าอีกฝ่ายชี้ไปบนพื้น หวงฝู่เฉินขยับเข้ามาใกล้ เมื่อมองไปทำให้ดวงตาทั้งสองหดเกร็ง
นี่คือ…
บนพื้นมีก้อนหินหลายก้อนที่ดูไม่ปกตินัก เรียงเป็นแผนภาพที่แตกต่างกันไป
“นายน้อย ทางตะวันออกเฉียงใต้ผู้น้อยก็พบก้อนหินเช่นนี้!”
ในสมองราวกับมีความทรงจำบางอย่างถูกสะกิดให้ตื่น บุรุษหันกลับไปมองป่าแห่งนี้ด้วยท่าทีตื่นตะลึง ลมภูเขากรีดร้องนำพากลิ่นอันคุ้นเคยเข้ามา มือที่อยู่ในแขนเสื้อของบุรุษกำแน่น หัวใจเต้นระรัว มีคนวางค่ายกลที่นี่จริงๆ! ในสถานที่เช่นนี้จะมีคนรู้วิชาค่ายกลแปดทิศห้าธาตุได้อย่างไร? หรือว่า…ตนตามหามานานหลายปี นางจะอยู่ที่นี่จริงๆ?!