หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 28 ตอนที่ 840 จำผิด
เล่มที่ 28 ตอนที่ 840 จำผิด
หวงฝู่เฉินรู้สึกว่าเลือดในกายของตนกำลังเดือดพล่าน เบนสายตาขึ้น มองไปยังเนินเขา ในดวงตาเต็มไปด้วยความคิดถึง ราวกับเงาร่างที่แม้จะผ่านไปเนิ่นนานทว่ากลับดูคุ้นเคยหาใดเปรียบกำลังยืนอยู่ตรงนั้น ชายอาภรณ์โบกสะบัดประหนึ่งมีโลกหล้าขวางกั้น
คนชุดดำเห็นว่าเจ้านายของตนจมลงสู่ความเงียบงันจึงไม่กล้าส่งเสียง ทำเพียงยืนอยู่ด้านข้างอย่างสงบ
เขาค่อยๆ หยิบของบนพื้นขึ้นมาบีบไว้กลางฝ่ามือ “ไป ตรวจสอบดูว่าใกล้ๆ นี้มีร่องรอยค่ายกลหรือไม่ หากพบให้รีบกลับมารายงานทันที”
“ขอรับ!”
ลมเย็นสายหนึ่งพัดมา ด้านหลังไม่มีเงาร่างของบุรุษชุดดำผู้นั้นอีก
อย่างไรก็ตาม เสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนถึงกับดังออกมาจากร่างของบุรุษ เขาหัวเราะ กุมดวงตาทั้งสองของตน “ซูฉิน ซูฉิน ตามหามานานหลายปีเพียงนี้ ในที่สุดก็หาเจ้าพบ เจ้าจะเสียใจในการตัดสินใจเมื่อปีนั้นหรือไม่? คราวนี้เจ้าจะไปกับข้าหรือไม่? ซูฉิน…”
ณ เส้นทางบนภูเขา สตรีสองนางเดินเคียงข้างกัน มีเสียงหัวเราะเปี่ยมความสุขดังแว่วมาเป็นระยะ
ฮูหยินอวิ๋นมีสีหน้าแปลกใจ “กล่าวเช่นนี้ แม่นางซูก็เชี่ยวชาญวิชาห้าธาตุมาตั้งแต่เด็กแล้วหรือ? ยอดเยี่ยมมากจริงๆ!” นางอดไม่ได้ที่จะคิดไปถึงลัทธิเต๋าลัทธิเหมาซานพวกนั้น ทว่าเมื่อมองไปยังดวงตางดงามเบื้องหน้าอีกครั้ง จะอย่างไรก็ยากที่จะเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน
สตรีข้างกายแย้มยิ้มพลางส่ายหน้า “ยอดเยี่ยมนั้นไม่กล้ารับ ข้าเองก็รู้เพียงปลายขนเท่านั้น วิชาค่ายกลของท่านพ่อต่างหากที่เรียกได้ว่าไร้ศัตรูในใต้หล้า นี่คือความภาคภูมิใจของเขา”
ได้รู้จักใกล้ชิดกันในระยะนี้ ฮูหยินอวิ๋นเริ่มรู้สึกว่าอีกฝ่ายค่อยๆ เปิดใจให้ตนแล้ว ทำให้ตนได้สัมผัสกับความลับเบื้องหลังของนาง ความเชื่อใจเช่นนี้ทำให้ฮูหยินอวิ๋นซาบซึ้งใจนัก
นางคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้จึงเอ่ยปากด้วยความสงสัย “แม่นางซูเคยกล่าวว่าอยู่ในป่าเขาลึกเพื่อรอคน แต่ข้ามีบางอย่างไม่เข้าใจ แม่นางวางค่ายกลไว้ในภูเขามากมายเพียงนั้น หากคนที่แม่นางรอปรากฏตัวแต่กลับพลาดไป เช่นนั้นจะดีได้อย่างไร?” ฮูหยินอวิ๋นจำได้ อีกฝ่ายเคยกล่าวต่อให้ผู้มาเยือนรู้วิชาค่ายกลห้าธาตุก็ทำลายค่ายกลของนางไม่ได้และเข้าไปไม่ได้เช่นกัน แม่นางซูเกิดในตระกูลที่เชี่ยวชาญเรื่องห้าธาตุ นอกจากจะเป็นยอดฝีมือในเส้นทางเดียวกัน มิเช่นนั้นคงไม่มีผู้ใดทำลายค่ายกลได้ง่ายๆ
ขนตาของอีกฝ่ายขยับเล็กน้อย ทุกครั้งที่กล่าวถึงคนที่นางรอมักจะมีสายตาเช่นนี้เสมอ ฮูหยินอวิ๋นได้เห็นจึงอดไม่ได้ที่จะปวดใจ
“หากพลาดไป นับว่าเป็นโชคชะตา”
ประโยคเดียวแฝงความหมายไว้มากมาย ทั้งยังแฝงไปด้วยความหวังมากมาย ทว่าฮูหยินอวิ๋นฟังออก ในนั้นยังเต็มไปด้วยความเชื่อมั่นที่มีมากกว่า
“โปรดอภัยที่ข้าละลาบละล้วง คนที่แม่นางซูรอคือคนในใจหรือ?” ฮูหยินอวิ๋นคิดว่าในฐานะที่ตนเป็นผู้มีประสบการณ์มาก่อน บางทีอาจกล่าวเตือนสตรีอายุน้อยผู้นี้ได้บ้าง จะอย่างไรหากต้องปล่อยให้ช่วงเวลาดีๆ มาสูญเสียไปในภูเขาเช่นนี้จะไม่เป็นการน่าเสียดายเกินไปหรือ ระหว่างพวกเขาเกิดเรื่องเข้าใจผิดอันใดขึ้นกันแน่จึงทำให้คนทั้งสองต้องแยกทางกัน อย่างไรก็ตาม ชีวิตคนสั้นนัก ความเข้าใจผิดอันใดกันที่ทำให้คนทั้งสองต้องสิ้นเปลืองเวลาชีวิตเพื่อเฝ้ารอ?
แม่นางซูหลุบตาลง ฮูหยินอวิ๋นเห็นท่าทีเช่นนี้ของนางจึงคิดว่านางไม่อยากพูด กำลังคิดจะเปลี่ยนหัวข้อสนทนา อีกฝ่ายกลับเอ่ยปากเบาๆ “เขาเป็นสามีของข้า”
สามี?! จากสายตาของอีกฝ่าย ฮูหยินอวิ๋นสัมผัสได้ถึงอารมณ์รักอันเข้มข้นชัดเจน ดูท่าทางจะต้องมีความยากลำบากคับฟ้าอันใดเป็นแน่ นางจึงจำเป็นต้องจากสามีของตนมาซ่อนตัวอยู่ที่นี่ ฮูหยินอวิ๋นไม่ได้พูดอะไรให้มากความอีก ทำเพียงกุมมืออีกฝ่ายเบาๆ “หวังว่าแม่นางซูจะได้กลับไปรวมตัวกับสามีในเร็ววัน”
ในดวงตาของแม่นางซูเกิดประกายอ่อนโยน “ขอบคุณฮูหยินอวิ๋น ความจริงข้าอิจฉาฮูหยินยิ่งนัก”
อิจฉา? ฮูหยินอวิ๋นเข้าใจได้โดยพลันว่านางกำลังกล่าวถึงอะไร ยื่นมือไปจัดผมบริเวณหูของตนเล็กน้อย “ผ่านเรื่องราวมามากมายจึงได้พบว่าที่แท้ความเรียบง่ายก็คือความสุข ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้าอีกแล้ว”
“ฮูหยินอวิ๋นกล่าวได้ถูกต้อง” นางเงยหน้ามองไปยังท้องฟ้ากว้างใหญ่ ราวกับกำลังคิดว่าตนจะได้กลับไปรวมตัวกับครอบครัวเมื่อใด
…
ทิวทัศน์รอบด้านเริ่มกระจ่างชัด ก่อนหน้านี้บนถนนเส้นนี้มีค่ายกลปกป้อง ฮูหยินอวิ๋นจึงไม่เคยเหยียบย่างเข้ามาในสถานที่แห่งนี้
วันนี้สุนัขจิ้งจอกสองตัวดูกระตือรือร้นเป็นพิเศษ วิ่งวนรอบๆ แม่นางซูด้วยความเบิกบาน
ด้านหน้า ใต้ต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง มีบ้านเล็กๆ เรียบง่ายปรากฏอยู่ หลังคาบ้านถูกไฟเผาไหม้ไปกว่าครึ่ง ด้านหลังมีสวนกว้างขวางที่เหลือเพียงหญ้าแห้งที่ถูกเผาไปนานแล้ว
ฮูหยินอวิ๋นมองรั้วเหล่านั้นด้วยความเสียดาย ท่าทางแม่นางซูจะปลูกดอกไม้ไว้ที่นี่มากมาย เชื่อว่าคงสิ้นเปลืองแรงใจไปไม่น้อย เพียงแต่น่าเสียดายที่ถูกไฟไหม้ไปเช่นนี้
ประตูไม้ผุพังถูกผลักออกเบาๆ สตรีนางนั้นยืนอยู่นอกประตูมองเข้าไปเนิ่นนาน ฮูหยินอวิ๋นเดินเข้ามาใกล้ มองเพียงปราดเดียวก็ต้องถอนหายใจเบาๆ “ดูท่าทางที่นี่ยังต้องจัดการให้ดีเสียหน่อย มิสู้สร้างบ้านเล็กๆ อีกแห่งหนึ่งเป็นอย่างไร มีของล้ำค่าอันใดอยู่ในบ้านหรือไม่?”
แม่นางซูส่ายหน้าเล็กน้อย แขนเสื้อทั้งสองโบกสะบัดไปตามลม นางมักจะพกของสำคัญติดตัวอยู่ตลอด นั่นก็เพราะกลัวจะเกิดเรื่องเหนือคาดเช่นนี้
“ไม่ทราบว่าค่ายกลกลไกลของแม่นางซูอยู่ที่ใด? ซ่อมแซมค่ายกลให้เรียบร้อยเสียก่อนเถิด ประเดี๋ยวข้าจะกลับไปให้สามีเรียกรวมคนหลายคนมาสร้างกระท่อมให้แม่นางซูใหม่”
ฮูหยินอวิ๋นกระตือรือร้นเพียงนี้ทำให้สตรีเบื้องหน้าแย้มยิ้มบางเบา นางรู้ว่าตนต้องไปจากตระกูลอวิ๋นให้เร็วเสียหน่อยจึงจะไม่นำพาความยุ่งยากมาให้พวกเขา ตอนนี้จึงมิได้ปฏิเสธ
กลไกของแม่นางซูถูกวางไว้แปดแห่ง ไฟคราวนี้ไหม้ภูเขาไปกว่าครึ่ง ซึ่งทำลายค่ายกลที่นางวางไว้ทั้งหมด
ในมุมหนึ่ง สตรีนางนั้นก้มตัวลงจัดเรียงอะไรบางอย่าง ฮูหยินอวิ๋นทำได้เพียงยืนมองอยู่ไม่ไกล จนกระทั่งอีกฝ่ายหันกลับมา “ฮูหยินอวิ๋นรออยู่ที่นี่ก่อน ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวกลับมา”
ไม่นานเงาร่างงดงามโดดเด่นก็เดินเข้าไปในป่า ลมเย็นแต่ละระลอกพัดมา ทำให้ผู้คนแจ่มใสเป็นพิเศษ
ฮูหยินอวิ๋นค่อยๆ เดินมายังตำแหน่งที่แม่นางซูยืนอยู่เมื่อครู่นี้ พบว่าบนพื้นมีก้อนหินวางเรียงอยู่หลายก้อน ดูแล้วธรรมดาไม่มีอะไรผิดแผก ทว่าก่อนหน้านี้นางเคยยืมหนังสือฉีเหมินตุ้นเจี๋ยจากแม่นางซูมาเล่มหนึ่งแล้ว เมื่อฮูหยินอวิ๋นสังเกตอย่างละเอียดจึงพบว่าก้อนหินเหล่านี้วางเรียงอย่างมีระบบหลักเกณฑ์
แม่นางซูเคยกล่าวว่า ความจริงวิธีการวางค่ายกลก็คือการใช้พลังจากธรรมชาติ ความลับลึกซึ้งของมันทำให้ฮูหยินอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะหลงใหล มองก้อนหินบนพื้นเนิ่นนานไม่อาจถอนสายตา
“นายน้อย ผู้น้อยถามมาแล้วขอรับ ภูเขาแห่งนี้เพิ่งจะเกิดไฟไหม้ไปไม่นานเพราะการแก่งแย่งชิงดีของสองหมู่บ้าน อีกทั้งก่อนหน้านี้ ที่นี่ยังมีข่าวลือเรื่องเกี่ยวกับปีศาจสุนัขจิ้งจอกด้วยขอรับ” คนชุดดำกลับมาข้างกายบุรุษแล้ว อีกฝ่ายมองไปยังเส้นทางภูเขาเบื้องหน้า จมลงสู่ความใคร่ครวญของตน
“ปีศาจสุนัขจิ้งจอก?”
“ใช่ขอรับ ได้ยินชาวบ้านกล่าวกันว่าในหมู่บ้านมักจะเกิดเรื่องแปลกประหลาด ดำเนินมาเช่นนี้หลายปีแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นยังมีคนเคยเห็นเงาของวิญญาณสุนัขจิ้งจอกในภูเขา ทั้งยังหลงทางอยู่บ่อยๆ ด้วยเหตุนี้จึงลือกันว่าเป็นปีศาจสุนัขจิ้งจอกแผลงฤทธิ์”
ปีศาจสุนัขจิ้งจอก? ช่างโง่งม
บุรุษสะบัดชายอาภรณ์เดินขึ้นบันไดหิน เขามั่นใจแล้วว่าที่ป่าเขาแห่งนี้ถูกใครบางคนวางค่ายกลเอาไว้ เขตแดนนี้สกัดกั้นไม่ให้ชาวบ้านเข้ามา ไม่รู้ว่าด้านในมีผู้ใดอาศัยอยู่ บางทีอาจจะมีของพิเศษอะไรก็ได้กระมัง? เขาอดรนทนไม่ไหว อยากไปดูเสียหน่อยว่าจะเป็นคนที่ตนคิดถึงจริงๆ หรือไม่
ในสายลมมีเสียงนกเสียงแมลงเสนาะหูดังแว่วมาเป็นระยะ บุรุษยิ่งรู้สึกว่าที่นี่เหมาะจะเป็นตัวเลือกของนางจริงๆ นางเป็นคนที่รักธรรมชาติเพียงนั้น เมื่อออกจากพระราชวังอันเย็นยะเยือกแล้วย่อมต้องเลือกสถานที่ไร้ซึ่งข้อผูกมัดเช่นนี้เป็นแน่ ทว่าแม้ทิวทัศน์บนภูเขาจะยอดเยี่ยมเพียงใด แต่กลับต้องอยู่โดดเดี่ยว กระทั่งข่าวลือปีศาจสุนัขจิ้งจอกก็ปรากฎขึ้นมาแล้ว เห็นได้ว่าหากนางอยู่ที่นี่เพียงลำพังจริงๆ คงไม่อาจอยู่อย่างสงบ อาจมีชาวบ้านโง่งมขึ้นเขามารบกวนนางได้ทุกเวลา
ดังนั้น คนที่จะช่วยนางออกจากวิกฤติก็คือตน
“นายท่าน ด้านหน้ามีคนขอรับ!” คนชุดดำที่อยู่ด้านหลังสังเกตุเห็นการเคลื่อนไหวเล็กน้อยเบื้องหน้าได้อย่างเฉียบแหลม บุรุษพลันดวงตาเป็นประกาย รีบยื่นมือไปดึงคนชุดดำไว้ด้านหลัง “รอข้าอยู่ที่นี่”
“ขอรับ”
ยิ่งเดินเข้าไปด้านใน เงาร่างเรียบง่ายที่อยู่ไกลออกไปยิ่งสะท้อนสู่ม่านสายตา
บุรุษกลั้นหายใจ ใจเต้นระรัวราวกับจะโผบินโดยไม่รู้ตัว ในสมองปรากฏภาพใบหน้างามล่มแคว้นขึ้นอย่างกระจ่างชัดมากกว่าที่เคย เป็นนางหรือ? เป็นนางใช่หรือไม่? นางอยู่ที่นี่จริงๆ…
ฮูหยินอวิ๋นก้มตัวลง ยังคงสำรวจความอัศจรรย์ของก้อนหินเหล่านี้ ไม่ได้สังเกตเลยว่าด้านหลังมีคนเดินเข้ามาใกล้
แผ่นหลังดูแปลกตาชัดเจน ทว่ารูปร่างกลับคุ้นเคยอยู่บ้าง เวลาผ่านไปหลายปี กระทั่งตนยังเปลี่ยนไป หากนางจะเปลี่ยนไปบ้างย่อมเป็นเรื่องปกติ มองไปยังมวยผมอันงดงามของอีกฝ่าย ความสง่างามอันคุ้นเคยนับเป็นลักษณะเด่นของนาง ยามนี้สตรีนางนี้กำลังก้มลงจัดเรียงกลไกเหล่านั้น
“ฉินเอ๋อร์ เป็นเจ้าหรือ?” บุรุษไม่ได้สังเกตเลยว่าน้ำเสียงของตนสั่นเครือเล็กน้อย
ฮูหยินอวิ๋นขมวดคิ้ว ด้านหลังมีคนหรือ?!
บุรุษสังเกตเห็นได้ชัดเจนว่าสตรีนางนั้นแข็งทื่อไปทั้งร่าง ในใจพลันยินดีอย่างบ้าคลั่ง! “ฉินเอ๋อร์ เป็นข้าเอง หวงฝู่เฉิน”
หวงฝู่…นี่ นี่ไม่ใช่แซ่ของราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนหรือ? ฉินเอ๋อร์ที่เขาเอ่ย หรือจะเป็นแม่นางซู
ฮูหยินอวิ๋นมิได้เคลื่อนไหวบุ่มบ่าม ในใจวางแผนอย่างรวดเร็ว หากบุรุษผู้นี้คือคนที่แม่นางซูรอเล่า? ต้องบอกเขาหรือไม่ว่าแม่นางซูไปที่ใด เพียงแต่ถ้าหาก…
“ฉินเอ๋อร์ ในที่สุดข้าก็หาเจ้าพบ คราวนี้จะไม่ปล่อยเจ้าไปอีกแล้ว” บุรุษยื่นมือไปจับแขนฮูหยินอวิ๋นเบาๆ การสัมผัสนี้ทำให้นางรู้สึกได้ถึงความเย็นอันเสียดแทงกระดูกที่แพร่เข้ามาจากแขนเสื้อบริเวณนั้น บุรุษผู้นี้…ตัวเย็นยิ่งนัก!
ในที่สุดสตรีก็ค่อยๆ หันมา อย่างไรก็ตาม ที่ปรากฏในดวงตากลับเป็นใบหน้าที่ดูไม่คุ้นเคยโดยสิ้นเชิง
“เจ้า เจ้าคือผู้ใด!”
หวงฝู่เฉินไม่อาจระงับความโกรธได้อีก ออกแรงที่มือโดยพลัน ฮูหยินอวิ๋นอดกลั้นความเจ็บปวด มองไปยังใบหน้างดงามหล่อเหล่าเบื้องหน้า แม้บุรุษผู้นี้จะมีหน้าตาโดดเด่น แต่จอนผมขาวเงินทั้งสองทำให้รู้ว่าอายุไม่น้อยแล้ว ฮูหยินอวิ๋นปฏิเสธการคาดเดาของตนเมื่อครู่นี้โดยพลัน “ใต้เท้าท่านนี้ปล่อยมือได้หรือไม่?”
“พูดมา! เจ้าเป็นใคร เหตุใดจึงอยู่ที่นี่ ฉินเอ๋อร์เล่า?!”
ความโกรธเกรี้ยวของหวงฝู่เฉินมาจากความผิดหวังอันใหญ่หลวง เดิมทีเขาคิดว่าตนหาคนที่ตนคิดถึงพบแล้ว แต่ตอนนี้…โชคชะตากลับตบหน้าเขาอย่างแรง ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะพาลโกรธไปยังสตรีเบื้องหน้า ราวกับนางหลอกตนก็มิปาน
“ใต้เท้าโปรดควบคุมตนเองด้วย! ข้าไม่ทราบว่าคนที่ท่านพูดถึงคือผู้ใด!” ฮูหยินอวิ๋นกล่าวเสียงดัง บุรุษท่าทีฉลาดเฉลียวเมื่อครู่ ยามนี้กลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ความบ้าคลั่งในดวงตาไม่อาจปกปิดแม้แต่น้อย ฮูหยินอวิ๋นพลันรู้สึกได้ว่าเขาจะต้องไม่ใช่คนที่แม่นางซูรอแน่นอน
“เจ้า…” หวงฝู่เฉินหน้าอกกระเพื่อมเล็กน้อย “เช่นนั้นเหตุใดเจ้าจึงรู้วิชาค่ายกลกลไกล? พูดมา ฉินเอ๋อร์อยู่ที่ใด!”
“ปล่อยข้า! ใต้เท้าท่านนี้โปรดสงบเสียหน่อย ที่นี่ไม่มีซูฉินที่ท่านกล่าว!” ฮูหยินอวิ๋นกล่าวเสียงดัง เกรงว่าแม่นางซูจะโผล่ออกมากะทันหันจึงใช้คำพูดนี้กล่าวเตือนไม่ให้นางเผยหน้าออกมา
จริงดังคาด การเคลื่อนไหวทางด้านนี้ทำให้สตรีที่อยู่ไม่ไกลหยุดการเคลื่อนไหวในมือ ฮูหยินอวิ๋น? หรือจะเกิดเรื่องใดขึ้น?