หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 847 ยุแยงตะแคงรั่ว
เล่มที่ 29 ตอนที่ 847 ยุแยงตะแคงรั่ว
พบว่าภายในลานตำหนักอันกว้างใหญ่ องค์ชายสองพระองค์คุกเข่าอยู่บนพื้นหิน หวงฝู่อวี้ที่นำอยู่ด้านหน้ามีสีหน้าโศกเศร้า เสียงของเขาทรงพลังหนักแน่น ดังก้องเสียจนกระทั่งจักรพรรดิเหลียนที่อยู่ด้านในยังได้ยินชัดเจน
“เสด็จพ่อโปรดมีพระบัญชา จับกุมกงซุนซูด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
เฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูที่อยู่ด้านข้างขยับเข้ามาใกล้จึงได้เห็นภาพเช่นนี้ ขันทีที่เฝ้าอยู่บริเวณประตูมีสีหน้าย่ำแย่ ชั่วขณะที่เห็นเฟิ่งหลิงสีหน้าพลันเปลี่ยนไป “องค์ชายใหญ่…”
หวงฝู่อวี้ไม่แม้แต่จะหันมา หลุบตาต่ำมีประกายมืดครึ้มพาดผ่าน จนกระทั่งอวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงเดินเข้ามาใกล้จึงปรายตามองพวกเขา
“เสด็จพ่อ น้องสี่ตายโดยไม่ได้รับความเป็นธรรมเพียงนี้ คราวนี้ทรงอย่าปล่อยดาวหายนะนางนี้ไปอีกเป็นอันขาด!”
ดาวหายนะ? เฟิ่งหลิงขมวดคิ้วมุ่น “น้องรองหมายความว่าอย่างไร?”
หวงฝู่อวี้เงยหน้าขึ้น มุมปากยกเป็นรอยยิ้มเย็นชา “หรือเสด็จพี่ใหญ่ไม่เข้าใจ น้องสี่กินยาของคุณหนูกงซุนทำให้พิษกำเริบตายไปเมื่อครู่นี้! สตรีงูพิษเช่นนี้ เสด็จพี่ใหญ่อย่าได้ถูกมอมเมากระทั่งไม่สนใจความสัมพันธ์พี่น้องอีกเลย!”
ความสัมพันธ์พี่น้อง? แต่ไหนแต่ไรเฟิ่งหลิงไม่เคยรู้เลยว่าหวงฝู่อวี้เป็นคนที่ใส่ใจความสัมพันธ์พี่น้องด้วย จู่ๆ ก็เปลี่ยนไปกะทันหันเช่นนี้เชียว
“ไม่มีผู้ใดกล่าวว่าน้องสี่ตายเพราะกินยาของซูเอ๋อร์แล้วถูกพิษ ไม่ทราบว่าน้องรองรู้มาจากที่ใด?” ในดวงตาของเฟิ่งหลิงมีประกายไหลผ่าน ตั้งแต่ต้นจนกระทั่งตอนนี้ก็มีเพียงหมอหลวงสองคนที่รู้เรื่อง ยามนี้ทั้งสองยังอยู่ในตำหนักอวี้กุ้ยเฟย หากกล่าวว่าอวี้กุ้ยเฟยพูดไปเองคงเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้
แต่หวงฝู่อวี้กลับปรากฏตัวที่นี่ทันทีจึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกเหนือคาดอยู่บ้าง รีบร้อนเพียงนี้กลับทำให้เกิดความสงสัยอยู่หลายส่วน
ความผิดปกติของหวงฝู่อวี้ปรากฏเพียงชั่วครู่ เขารีบพูดจายอกย้อนด้วยท่าทีประชดประชัน “ต่อให้เสด็จพี่ใหญ่คิดจะถือหางเข้าข้าง แต่ในพระราชวังแห่งนี้ไม่เคยมีความลับ น้องสี่ตายอย่างอนาถเพียงนั้น เสด็จพี่ใหญ่ไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อยเชียวหรือ? ยามโหรหลวงผูกชะตากงซุนซูออกมา บอกแล้วว่านางจะนำหายนะไม่จบไม่สิ้นมาสู่วังหลวง หากมิใช่ว่าเสด็จพี่ใหญ่ดื้อรั้น น้องสี่คงไม่เกิดเรื่อง!”
ยามนี้เฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูพลันรับรู้ได้ว่าพวกเขาละเลยสิ่งใดไป นี่เป็นแผนก้อนหินก้อนเดียวสอยวิหคสองตัวที่ดียิ่ง ไม่เพียงแต่จะใช้ชีวิตหวงฝู่อี้มาโจมตีอวี้กุ้ยเฟย ทั้งยังโยนความผิดไปบนร่างของอวิ๋นซูเพื่อเป็นการพิสูจน์ผลการผูกดวงในพิธีหมั้นหมายได้เป็นอย่างดีอีกด้วย!
“เสด็จพ่อ หากไม่กำจัดดาวหายนะ ราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนของพวกเราก็มิอาจมีวันที่สงบสุขได้! ตอนแรกเริ่มด้วยการแท้งของอิงจือกุ้ยเฟย จากนั้นฮองเฮาประชวรหนัก ยามนี้ก็เป็นน้องสี่ ผู้ใดจะรู้ว่าใครจะเป็นรายต่อไป? เสด็จพ่อ ไม่อาจปล่อยให้โศกนาฏกรรมเช่นนี้เกิดขึ้นได้อีกเป็นอันขาด!” หวงฝู่อวี้กล่าวราวกับมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นจริง ความจริงนอกจากพวกอวิ๋นซูที่รู้ว่าเด็กในท้องของเฉินอิงจือไม่เป็นอะไร ทุกสิ่งทุกอย่างทำเพียงเพื่อมอบโทษให้ฮองเฮาเท่านั้น แต่ผู้อื่นในวังกลับไม่รู้เรื่องนี้
เรื่องราวที่เกิดขึ้นต่อเนื่องทำให้บรรยากาศเคร่งเครียดและน่าหวาดผวา ตอนนี้องค์ชายรองนำเรื่องราวมาร้อยเรียงเข้าด้วยกัน ทุกคนได้ฟังกลับคิดว่ามีเรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นจริงๆ ดูเหมือนว่าตั้งแต่พิธีหมั้นหมาย ฝ่าบาทและองค์ชายใหญ่ละเลยลิขิตสวรรค์ ดื้อรั้นจะแต่งตั้งคุณหนูกงซุนเป็นพระชายาองค์ชายใหญ่ หายนะในวังหลวงแห่งนี้ก็รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ยอมเชื่อว่ามีดีกว่าเชื่อว่าไม่มี มิแน่ว่าต่อไปอาจเกิดเรื่องย่ำแย่อันใดอีกก็เป็นได้
สายตาของหวงฝู่อวี้หยุดอยู่บนใบหน้าอวิ๋นซู สตรีนางนั้นทำราวกับเป็นผู้อยู่นอกเรื่อง ไม่มีท่าทีร้อนรนแม้แต่ครึ่งส่วน เขารู้สึกไม่สบอารมณ์ อย่าคิดว่ามีการสนับสนุนจากพี่ใหญ่แล้วจะปลอดภัยไร้เรื่องราว บนโลกใบนี้ไม่มีผู้ใดที่พระอัยกาแตะต้องไม่ได้
อวิ๋นซูย่อมสังเกตุเห็นสายตาเย้ยหยันของหวงฝู่อวี้ ในใจย้อนนึกว่าตนเคยล่วงเกินองค์ชายรองท่านนี้หรือไม่ มิฉะนั้นเหตุใดจู่ๆ เขาจึงออกมายืนชี้นิ้วตำหนิตนเช่นนี้เล่า?
ต้องทราบว่าในวังหลวงแห่งนี้คงไม่มีผู้ใดไม่รู้ว่าจักรพรรดิเหลียนและเฟิ่งหลิงสนับสนุนอยู่เบื้องหลังตน เมื่อผ่านพิธีหมั้นหมายมาแล้วควรทราบอย่างกระจ่างชัด หากตั้งตัวเป็นศัตรูกับตนย่อมเป็นศัตรูของจักรพรรดิเหลียนและองค์ชายใหญ่ ตอนนี้จู่ๆ องค์ชายรองก็พุ่งหัวหอกมาที่ตน หรือเรื่องนี้จะมีคนบงการ? เป็นผู้ใดที่สนับสนุนอยู่เบื้องหลังอีกฝ่ายกันแน่?
ตอนนี้ฮองเฮาไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว องค์ชายรองหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งได้แล้วหรือ?
อวิ๋นซูสังเกตเห็นว่าองค์ชายสามที่คุกเข่าอยู่ด้านหลังหวงฝู่อวี้อย่างเงียบสงบมาโดยตลอดดูคล้ายสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ราวกับกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง มิได้สังเกตุเห็นการมองสำรวจของตนแม้แต่น้อย ทั้งยังเผยสายตาลึกล้ำไปทางหวงฝู่อวี้ที่อยู่เบื้องหน้าเป็นระยะ
เหตุใดหวงฝู่หลินจะไม่เข้าใจความคิดหวงฝู่อวี้เล่า ก่อนหน้านี้แม้ว่าเขาจะรู้สึกกล่าวโทษเสด็จพี่ใหญ่ แต่กลับไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่ยั่วยุต่อหน้าเช่นนี้ ทุกคนล้วนทราบดีว่าคุณหนูกงซุนเป็นคนที่แตะต้องไม่ได้ ส่วนน้องสี่ตายไปกะทันหัน เหตุใดเขาต้องโยนความผิดไปบนร่างของคุณหนูกงซุนให้ได้ด้วย? นี่ไม่ควรเป็นความคิดที่เสด็จพี่รองจะมีได้
ยิ่งไปกว่านั้น…วันนี้เขาเรียกตนเข้าวังตั้งแต่เช้าราวกับกำลังรออะไรบางอย่าง เมื่อครู่อยู่ดีๆ ก็พากลุ่มคนมาที่ตำหนักอวี้กุ้ยเฟย คุกเข่าลงบริเวณลานตำหนัก ทูลร้องขอให้เสด็จพ่อลงโทษคุณหนูกงซุน ทุกสิ่งทุกอย่างราวกับจัดเตรียมมานานแล้วก็มิปาน
เหตุใดเขาจึงรู้ว่าน้องสี่จะเกิดเรื่องวันนี้? ในใจหวงฝู่หลินรู้สึกแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูก หรือว่าเป็นเพราะชานกงกงจริงๆ? และเรื่องในคราวนี้ของน้องสี่เป็นเจตนาของพระอัยกาหรือ?
ความคิดนี้ทำให้หวงฝู่หลินสั่นสะท้านไปทั้งร่าง ยามนี้จึงค่อยได้สติกลับมา สังเกตเห็นดวงตากระจ่างใสคู่หนึ่งกำลังมองมาที่ตน เมื่อมองกลับไปจึงได้สบตากับอวิ๋นซู เขารีบเบนสายตาออกก้มหน้าลง ทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ความสัมพันธ์พี่น้องของน้องรองและน้องสี่ลึกล้ำเพียงนี้ ข้าซาบซึ้งใจนัก”
เฟิ่งหลิงเอ่ยปากอย่างเรียบเฉย ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด จู่ๆ อวิ๋นซูจึงมองไปด้วยสายตาแปลกประหลาด นางสัมผัสถึงความโกรธเกรี้ยวที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจน
“น้องและน้องสี่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันมาตั้งแต่เล็ก เสด็จพี่ใหญ่จะไม่สนใจย่อมเป็นเรื่องปกติ” ความหมายของหวงฝู่อวี้ก็คือเขาและหวงฝู่อี้สานสัมพันธ์พี่น้องกันมาตั้งแต่เล็ก แตกต่างกับเฟิ่งหลิงที่จู่ๆ ก็เพิ่งปรากฏตัวในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ความหมายแฝงนอกเหนือคำพูดก็คือต้องการเสียดสีว่าเฟิ่งหลิงไม่มีความรู้สึกรักใคร่พี่น้อง
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สองวันนี้ก็ให้น้องรองอยู่เฝ้าน้องสี่ที่นี่เถิด เพื่อไว้อาลัยและแสดงถึงความสัมพันธ์พี่น้องของพวกเจ้า”
อะไรนะ?! หวงฝู่อวี้ชะงักไปเล็กน้อย ต้องการให้เขาอยู่เฝ้าศพหรือ?
เมื่อเห็นสีหน้าของอีกฝ่าย ในดวงตาของเฟิ่งหลิงถึงกับมีประกายเย็นยะเยือก “น้องรองไม่เต็มใจหรือ?”
“นี่ น้องย่อมเต็มใจอยู่แล้ว แต่เสด็จพี่อย่าได้คิดเข้าข้างกงซุนซูเชียว เสด็จพ่อ หากไม่จับกุมกงซุนซู วิญญาณของน้องสี่ได้รู้คงตายตาไม่หลับเป็นแน่!”
จู่ๆ ประตูห้องที่ปิดสนิทพลันเปิดออก ด้านในถึงกับมีกาน้ำชาถูกเขวี้ยงออกมาเกือบถูกหวงฝู่อวี้
“หุบปาก! คนก็ตายไปแล้ว ไม่รู้จักหยุดพักบ้างเลยหรือ?!”
สุรเสียงของจักรพรรดิเหลียนเต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว ทำให้ทุกคนที่อยู่ด้านนอกคุกเข่าลงโดยพลัน “ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ”
“สะ เสด็จพ่อ!” น้ำเสียงของหวงฝู่อวี้สั่นเครือตามสัญชาตญาณ เขายังคงมีความหวาดกลัวต่อจักรพรรดิเหลียนอยู่ “เสด็จพ่อ เพื่อเซ่นไหว้ดวงวิญญาณบนสวรรค์ของน้องสี่ ควรจะ…”
“เจิ้นบอกให้เจ้าหุบปาก!”
อะไรนะ? หวงฝู่อวี้คิดไม่ถึงว่าจักรพรรดิเหลียนจะตำหนิตนเพียงผู้เดียว บุรุษบนพื้นก้มหน้าลงอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น ดวงตาทั้งสองจับจ้องอยู่เช่นนั้น เขารู้สึกขายหน้ายิ่ง ในใจรู้สึกไม่พอใจกับความลำเอียงของจักรพรรดิเหลียนมากขึ้น เหตุใดเสด็จพ่อจึงปกป้องเสด็จพี่ใหญ่ทุกทาง ตนไม่ใช่โอรสของพระองค์หรือไร? ตนพูดไม่ถูกหรือไร? ตั้งแต่กงซุนซูปรากฏตัว วังหลวงแห่งนี้เคยสงบตั้งแต่เมื่อใดกัน หากไม่ใช่เพราะนาง น้องสี่คงไม่ตาย นางเป็นดาวหายนะจริงๆ! หรือจะกล่าวว่าเสด็จพ่อไม่สนพระทัยต่อการตายของน้องสี่! พวกเขาเหล่าองค์ชายเทียบไม่ได้กับนิ้วเดียวของเสด็จพี่ใหญ่โดยสิ้นเชิง!
ความรู้สึกเกลียดชังอันไร้ก้นบึ้งแผ่ขยายออกมาจากใจ สายตาของหวงฝู่อวี้เจือไปด้วยความไม่ยินยอมอันเข้มข้น
“ถอยไปเสีย เจิ้นไม่อยากเห็นเจ้าอีก!”
พระบัญชาดังแว่วมาจากในห้อง หวงฝู่อวี้เงยหน้า เปลวเพลิงแห่งความโกรธที่อัดแน่นอยู่เต็มปอดแทบจะถูกพ่นออกมา ทว่าหวงฝู่หลินที่อยู่ด้านหลังรีบหยุดเขาไว้ “เสด็จพี่รองโปรดสงบอารมณ์ด้วย! ตอนนี้เสด็จพ่อกำลังกริ้ว”
ขันทีใหญ่รับรู้ได้ว่าบรรยากาศผิดปกติจึงรีบเดินมากล่าวเตือนหลายประโยค “องค์ชายรองเชิญเสด็จกลับไปเถิด ยามนี้ฝ่าบาททรงกำลังโทมนัส ปล่อยให้องค์ชายสี่จากไปอย่างสงบเกิด พวกเจ้ายังมั่วตะลึงอันใดอยู่ ยังไม่รีบประคององค์ชายรองขึ้นอีก!” เขาออกคำสั่งองครักษ์รอบด้าน หวงฝู่อวี้ลุกขึ้นยืนอย่างไม่เต็มใจ ขบวนเสด็จองค์ชายค่อยๆ ถอยออกไป ในลานตำหนักกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง
“ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
อวิ๋นซูเดินมาข้างกายเฟิ่งหลิง บุรุษผู้นี้หลับตา พยายามทำให้อารมณ์ของตนสงบลง หวงฝู่อวี้กล่าวได้ถูกต้อง เขามิใช่พี่น้องที่เติบโตมาด้วยกันกับพวกเขาจริงๆ แต่สายสัมพันธ์พี่น้องดั่งที่กล่าวกันว่าเลือดย่อมข้นกว่าน้ำย่อมเป็นเรื่องที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลง องค์ชายสี่เพิ่งจะจากไป องค์ชายรองก็รีบใช้ประโยชน์จากเรื่องนี้มาโจมตีพวกเขา เฟิ่งหลิงรู้สึกว่าไม่มีอะไรเปราะบางยิ่งกว่าความสัมพันธ์พี่น้องเช่นนี้อีกแล้ว
เขารู้สึกยินดียิ่งนักที่ตนเติบโตมาในจวนชางติ้งโหว มิเช่นนั้นหากอยู่ในพระราชวังแห่งนี้ตนจะเปลี่ยนไปเย็นชาไร้ใจเฉกเช่นพวกเขาหรือไม่
“คิดถึงพวกคุณชายสี่หรือ?”
เฟิ่งหลิงลืมตาขึ้น เมื่อมองอวิ๋นซูพบว่าดวงตากลับมากระจ่างใสอีกครั้งแล้ว คิดไม่ถึงว่านางมองเพียงปราดเดียวจะเข้าใจความคิดของตนได้ ใช่แล้ว เขาคิดถึงพวกพี่ใหญ่จริงๆ เมื่อมองดูพี่น้องแท้ๆ ของตนอีกครั้ง พวกเขาสามารถคว้าโอกาสทิ่มแทงกันได้ทุกเมื่อ เหตุใดจะไม่รู้สึกหนาวเน็บเล่า
“ซูเอ๋อร์ ข้าไม่เป็นไร” เขาเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา เบนสายตาขึ้นมองไปยังห้องของหวงฝู่อี้ ในดวงตาเจือไปด้วยความตำหนิตนเองอยู่หลายส่วน
ในฐานะที่ตนเป็นเสด็จพี่ใหญ่กลับไม่อาจทำอะไรเพื่อเขาได้เลย เมื่อคิดดูแล้ว มิใช่ว่าตนก็ทำให้ผู้อื่นหนาวเน็บในใจเช่นกันหรือ? บางทีตอนนี้สิ่งเดียวที่ตนทำได้ก็คือหาตัวคนร้ายที่แท้จริง
ภายในห้องมีเสียงไอดังออกมา ทั้งสองรีบเดินเข้าไป “เสด็จพ่อ…”
จักรพรรดิเหลียนนั่งอยู่ข้างกายหวงฝู่อี้ โบกมือครั้งหนึ่ง “พ่อไม่เป็นไร เพียงแค่ถูกอวี้เอ๋อร์ทำให้โกรธเท่านั้น พวกเจ้าเห็นชัดเจนหรือไม่?”
อวิ๋นซูและเฟิ่งหลิงสบตากันด้วยความแปลกใจ แต่กลับเงียบงันไม่เอ่ยปาก
บนใบหน้าของจักรพรรดิเหลียนเผยรอยสรวลถากถาง “คิดไม่ถึงเลยจริงๆ วิธีเช่นนี้ของไท่ซ่างหวงใช้มาหลายครั้งก็ยังมิเคยพลาด” เมื่อได้เห็นหวงฝู่อวี้ ทำให้พระองค์คิดไปถึงพี่น้องของตนก่อนหน้านี้ จุดที่ไท่ซ่างหวงทำให้พระองค์รู้สึกรังเกียจที่สุดก็คือเชี่ยวชาญการใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ของผู้อื่นนั่นเอง
เดิมทีตนเป็นองค์ชายที่อีกฝ่ายไม่เห็นอยู่ในสายตาที่สุด องค์ชายแต่ละพระองค์ล้วนยอดเยี่ยมโดดเด่น เดิมทีไท่ซ่างหวงต้องการเลือกคนโหดเหี้ยมไร้ใจที่สุดออกมาจากพวกเขา แต่สุดท้ายจิตใจอันทะเยอทะยานของพี่น้องทั้งหลายกลับทำให้พวกเขาเข่นฆ่ากันเอง บางทีท้ายที่สุดไท่ซ่างหวงคงเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่เขาต้องการคือหุ่นเชิดที่ควบคุมได้ ส่วนองค์ชายยอดเยี่ยมเหล่านั้นก็กลายเป็นเครื่องสังเวยให้กับบทละครฉากหนึ่ง
แต่ตอนนี้ คนผู้นั้นกลับยื่นมือมาหาโอรสของตนแล้ว