หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 848 ความสัมพันธ์พี่น้อง
เล่มที่ 29 ตอนที่ 848 ความสัมพันธ์พี่น้อง
“แม้เจิ้นจะไม่อยากเชื่อ แต่…ทางด้านอวี้เอ๋อร์ หลิงเอ๋อร์ส่งคนไปจับตาดูไว้เถิด”
ประโยคนี้ของจักรพรรดิเหลียนทำให้เฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูเข้าใจกระจ่าง พระองค์สงสัยว่าการตายขององค์ชายสี่จะเกี่ยวข้องกับองค์ชายรอง
พระองค์หันไปทอดพระเนตรบุรุษที่นอนอยู่ด้านหลังตน ร่างกายที่เต็มไปด้วยผิวสีเขียวม่วงทั้งร่างน่าหวาดกลัวหาใดเปรียบ จักรพรรดิเหลียนพลันพบว่าในความทรงจำของพระองค์ ถึงกับมิอาจค้นหาเรื่องราวเกี่ยวกับวัยเด็กของหวงฝู่อี้ได้เลย พระองค์มิได้สิ้นเปลืองความคิดจิตใจไปกับองค์ชายเหล่านี้จริงๆ ทำให้เกิดช่องว่างระหว่างบิดาและบุตรมากเกินไป
เรื่องเกี่ยวกับหวงฝู่อี้ในกาลก่อนพระองค์ย่อมได้ยินได้ฟังมาเช่นกัน ตอนนี้เด็กคนนี้นอนอยู่ด้านหลังตนอย่างสงบ พลันนั้นจักรพรรดิเหลียนรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเกิดขึ้นจากพระหัตถ์ของพระองค์เอง
“เจ้าว่าอี้เอ๋อร์ถูกคนจับกรอกยาพิษหรือ?”
อวิ๋นซูพยักหน้าเล็กน้อย องค์ชายฐานะสูงศักดิ์กลับต้องมีจุดจบที่ถูกผู้อื่นสังหารเช่นนี้จริงๆ
“นอกห้องอี้เอ๋อร์มีองครักษ์คอยเฝ้าอยู่มิใช่หรือ แต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตุเห็นความผิดปกติเลย” ความหมายของจักรพรรดิเหลียนก็คือ เกรงว่าผู้ลงมือจะคุ้นเคยกับวังหลวงยิ่งนัก เบาะแสทั้งหมดชี้ไปทางหวงฝู่อวี้
เฟิ่งหลิงขยับเข้ามาใกล้ ยื่นมือไปวางบนไหล่จักรพรรดิเหลียนเบาๆ “เสด็จพ่ออย่าได้คิดมาก เรื่องนี้ลูกจะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนเป็นแน่ จะไม่ปล่อยให้น้องสี่ตายโดยไม่ชัดเจนเช่นนี้”
อวิ๋นซูเดินมาด้านข้างอย่างสงบเพื่อเขียนเทียบยาสงบใจให้จักรพรรดิเหลียนเทียบหนึ่ง ระยะนี้เกิดเรื่องในวังขึ้นมากมาย เมื่อเห็นท่าทีเหนื่อยล้าของจักรพรรดิเหลียน เห็นได้ว่ามิได้พักผ่อนดีๆ มานานแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไป เรื่องราวยังไม่ทันกระจ่างแจ้งสุขภาพของพระองค์คงรับไม่ไหวเสียก่อน
“ที่นี่มอบให้ลูกกับซูเอ๋อร์เถิด เสด็จพ่อต้องการเสด็จกลับไปพักผ่อนหรือไม่?”
“ให้พ่อคิดดีๆ ก่อน” จักรพรรดิเหลียนถอนปัสสาสะเบาๆ ในดวงเนตรเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า
อีกด้านหนึ่ง ภายในตำหนักองค์ชายรอง
ทุกคนเพิ่งจะเดินเข้ามาในห้องโถงใหญ่ หวงฝู่อวี้ก็ตะโกนขึ้นโดยพลัน “ถอยออกไปให้หมด!”
ข้าราชบริพารทุกคนถอยออกไปอย่างหวาดกลัว บุรุษเบื้องหน้าพลันหันมา ตบลงไปบนใบหน้าของหวงฝู่หลินอย่างแรง เสียงดังกระจ่างชัดเป็นพิเศษ “เจ้าเป็นใบ้หรือไร?! ไม่เห็นหรือว่าข้าถูกเสด็จพ่อตำนิ เจ้าพอใจมากหรือไม่? เจ้าก็รอดูเรื่องน่าขันของข้าเช่นเดียวกับคนเหล่านั้นใช่หรือไม่?!”
หวงฝู่หลินถูกฝ่ามือที่ตบลงมาอย่างกะทันหันปะทะจนถอยหลังไปสองก้าว บริเวณแก้มมีความเจ็บปวดอันแสบร้อนแพร่ออกมา มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น สติสัมปชัญญะกำลังกล่าวเตือนเขาไม่หยุดว่าจะต้องอดทนไว้ ตอนนี้ตนไม่อาจสู้หวงฝู่อวี้ได้ ความอัปยศเล็กน้อยเพียงเท่านี้ไม่นับเป็นอะไรได้ หลังจากคิดวนเวียนอยู่ในสมองหลายรอบ สุดท้ายหวงฝู่หลินจึงใจเย็นลง “ข้าเพียงไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นจึงทำอะไรเพื่อเสด็จพี่ไม่ทันการ เป็นข้าไม่ดีเอง”
“หึ เจ้าของไร้ประโยชน์! มิเช่นนั้นเจ้าคิดว่าเหตุใดข้าต้องพาเจ้าไปด้วยกันเล่า? หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ มิสู้พาสุนัขไปตัวหนึ่งเสียยังจะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังช่วยเห่าได้!” หวงฝู่อวี้ในยามนี้นำความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดของตนไปโถมใส่ไว้บนร่างของหวงฝู่หลินอย่างสิ้นเชิง ความจริงเขาโกรธเพราะเสด็จพ่อตำหนิเขาต่อหน้าคนมากมายเท่านั้น “เจ้าหวงฝู่หลิงสมควรตาย! อาศัยที่เสด็จพ่อสนับสนุนจึงไม่มีความหวาดกลัว แค้นนี้ข้าไม่ยอมจบง่ายๆ แน่!”
เขากลับไปนั่งลง รินน้ำชาดื่มเข้าไปอึกใหญ่ หวงฝู่หลินหรี่ตามองอย่างระมัดระวัง ก้มหน้าเอ่ยด้วยความสงสัย “หรือเสด็จพี่รองทราบนานแล้วว่าน้องสี่จะเกิดเรื่อง? มิเช่นนั้น…เหตุใดจึงรอโอกาสแต่เช้า?”
เสียงเคร้งดังขึ้น หวงฝู่อวี้วางจอกชาลงบนโต๊ะอย่างกระแทกกระทั้น ปรายตามองหวงฝู่หลินครู่หนึ่ง “ข้าจะทำเรื่องใดต้องให้เจ้ารู้ด้วยหรือ? ที่นี่ไม่มีเรื่องของเจ้าแล้ว ออกไปเสีย!”
เขาโบกมือ เห็นหวงฝู่หลินเป็นสุนัขที่เรียกให้มาก็ต้องมาบอกให้ไปก็ต้องไปอย่างแท้จริง
อย่างไรก็ตามอีกฝ่ายยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงถอยไปอย่างสงบ
เรื่องนี้แปลกประหลาดจริงๆ หวงฝู่หลินเข้าใจหวงฝู่อวี้ผู้นี้เป็นอย่างดี จู่ๆ อีกฝ่ายก็วางอำนาจบาตรใหญ่รังแกผู้อื่นเช่นนี้ จะต้องมีผู้ใดสนับสนุนอยู่เบื้องหลังเขาเป็นแน่ เพียงแต่จะเป็นเฉกเช่นที่ตนคิดหรือไม่? แม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นพี่น้องเหล่านี้อยู่ในสายตา แต่เหตุใดจู่ๆ จึงลงมือกับหวงฝู่อี้ในเวลาเช่นนี้?
หวงฝู่หลินค่อยๆ เดินมุ่งหน้าไปสู่ตำหนักของตนพร้อมความสงสัยเหล่านี้
พลันนั้นเอง มีเงาร่างเล็กๆ ร่างหนึ่งเดินพรวดออกมาจากมุมกระทั่งชนเขา
“โอ้ย…”
อีกฝ่ายครางต่ำก่อนจะล้มลงไปด้านหลัง เมื่อหวงฝู่หลินได้สติกลับมา พบว่าเด็กชายบนพื้นกำลังเก็บดอกไม้สีขาวที่ตกอยู่ด้านข้าง “น้องแปด นี่เจ้าทำอะไร?”
หวงฝู่รุ่ยรีบเก็บดอกไม้ที่ร่วงอยู่บนพื้นขึ้นมาด้วยความเร็วสูงสุด เมื่อเห็นผู้มาเยือนจึงค่อยผ่อนคลายลง “เป็นเสด็จพี่สามนี่เอง รุ่ยเอ๋อร์เพียงอยากไปเยี่ยมเสด็จพี่สี่เสียหน่อย”
ดอกไม้ในมือเขาคงเก็บมาจากสวนบุปผาหลวงกระมัง? คิดจะไปเยี่ยมหวงฝู่อี้เป็นครั้งสุดท้ายหรือไร? หวงฝู่หลินอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว มองใบหน้าซีดขาวของเด็กชายเบื้องหน้าเนิ่นนาน
ตั้งแต่อวี๋เฟยเกิดเรื่อง ดูเหมือนเขาจะไม่ได้พบน้องแปดที่น่าสงสารผู้นี้เลย ตอนนี้เมื่อมองอีกครั้ง อีกฝ่ายคล้ายจะโตขึ้นไม่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีความเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ไม่มีท่าทีอ้ำๆ อึ้งๆ เฉกเช่นเมื่อก่อนอีก ใช่แล้ว หากจะกล่าวถึงองค์ชายในพระราชวังแห่งนี้ที่มีสถานการณ์ย่ำแย่ยิ่งกว่าตนย่อมต้องเป็นหวงฝู่รุ่ย อยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ มนุษย์เราจะไม่เปลี่ยนแปลงเพื่อปกป้องตนเองได้อย่างไร เชื่อว่าเขาก็คงมิใช่ข้อยกเว้นกระมัง?
“มิใช่ว่าก่อนหน้านี้น้องสี่รังแกเจ้าบ่อยๆ หรือ?” ความหมายของหวงฝู่หลินก็คือ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หวงฝู่รุ่ยควรดีใจกับการตายของเขาถึงจะถูก
เด็กชายเบื้องหน้าเงยหน้าขึ้น ในดวงตากลับไม่มีความยินดีในความโชคร้ายของผู้อื่นเฉกเช่นที่เขาคาดเดา กลับเจือไปด้วยความเศร้าอยู่หลายส่วน “เสด็จพี่สี่ได้รับความลำบากเพียงนั้นแล้ว…”
หวงฝู่หลินรู้สึกเพียงว่าอะไรบางอย่างในใจกำลังกระสับกระส่าย “หรือเจ้าลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้เขาหัวเราะเยาะเจ้าเช่นไร?”
ก่อนหน้านี้หวงฝู่อี้ไม่ใช่คนดีอันใด พูดจากลิ้งกลอกเจ้าเล่ห์และมักจะรังแกองค์ชายอ่อนแอเหล่านี้ ในความคิดของหวงฝู่หลิน นี่เป็นเพียงกรรมตามสนองเท่านั้น และในวังไม่ต้องการคนใจดีเช่นหวงฝู่รุ่ย
“เรื่องก่อนหน้านี้รุ่ยเอ๋อร์ลืมไปหมดแล้ว รู้เพียงว่าเขาเป็นเสด็จพี่ของรุ่ยเอ๋อร์ เสด็จพี่สามกลับมาจากตำหนักเสด็จพี่สี่หรือ?” ในดวงตาของเขามีประกายจริงใจ ไม่ทราบว่าเหตุใดกลับทำให้หวงฝู่หลินไม่รู้จะกล่าวอันใดไปชั่วขณะ
“…อืม”
เขากอบกุมดอกไม้ในมือแน่น ถอยหลังไปสองก้าว “เช่นนั้นรุ่ยเอ๋อร์ไปก่อน”
หวงฝู่หลินไม่ได้พูดอะไรอีก จนกระทั่งเด็กชายเดินจากไป บุรุษผู้นี้จึงค่อยเดินหายไปในมุมหนึ่ง
“คุณหนูกงซุน ท่านรีบไปดูเหนียงเหนียงเถิด”
นางข้าหลวงข้างกายอวี้กุ้ยเฟยเดินกระสับกระส่ายมาหาอวิ๋นซู ในตอนที่นางไปถึง สตรีนางนั้นนั่งอยู่ด้านข้างด้วยแววตาว่างเปล่า มีข้าราชบริพารหลายคนล้อมอยู่รอบกาย ทว่านางกลับไม่สนใจพวกเขาโดยสิ้นเชิง
“เหนียงเหนียง ทรงเสวยชาหน่อยเถิด…”
เมื่อสตรีสุขุมเยือกเย็นปรากฏตัวและเดินเข้ามาใกล้ สายตาที่ไม่มีจุดศูนย์รวมของอวี้กุ้ยเฟยจึงค่อยมีความเปลี่ยนแปลง
“คุณหนูกงซุน…” อวี้กุ้ยเฟยค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เพียงแต่ท่าทีดูไม่ค่อยปกตินัก “คุณหนูกงซุนทูลกับฝ่าบาทแล้วหรือไม่? เปิ่นกงจะพาอี้เอ๋อร์ออกจากวัง อาการป่วยของอี้เอ๋อร์เพิ่งจะดีขึ้น เปิ่นกงคิดว่ารีบพาเขาไปจากที่นี่คงจะดีที่สุด คุณหนูกงซุนต้องช่วยเปิ่นกงด้วยเล่า…”
อวิ๋นซูมองไปยังนางข้าหลวงข้างกายโดยพลัน อีกฝ่ายมีความกระอักกระอ่วนเต็มหน้า อวี้กุ้ยเฟยถูกข้าราชบริพารหลายคนประคองไว้ ส่วนนางข้าหลวงผู้นั้นเดินมากระซิบข้างหูอวิ๋นซู “เมื่อครู่เหนียงเหนียงได้สติกลับมาก็ไม่ทราบว่าเป็นอะไร คล้ายลืมเลือนเรื่ององค์ชายสี่สิ้นพระชนม์ไปแล้วเจ้าค่ะ”
การตายของหวงฝู่อี้สร้างความกระทบกระเทือนให้อวี้กุ้ยเฟยไม่น้อย ในใจของอวิ๋นซูรู้สึกทอดถอนใจ เมื่อจับชีพจรให้อวี้กุ้ยเฟย พบว่าชีพจรของอีกฝ่ายอ่อนแอไร้พลัง จึงรีบสั่งข้าราชบริพารให้ต้มยามาเทียบหนึ่ง
“คุณหนูกงซุนจะต้องช่วยเปิ่นกงเล่า เมื่อออกไปจากพระราชวังแล้วเปิ่นกงจะซื้อเรือนแห่งหนึ่งให้อี้เอ๋อร์รักษาตัว พวกเราสองแม่ลูกจะใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ที่นั่น คุณหนูกงซุน อี้เอ๋อร์ได้สติแล้วหรือไม่? ไม่รู้ว่าเขากินยาแล้วหรือไม่ เปิ่นกงจะไปดูเสียหน่อย…”
“อวี้กุ้ยเฟยเพคะ!” อวิ๋นซูรีบหยุดสตรีผู้มีสีหน้าผิดปกตินั้นไว้ อีกฝ่ายหันมาด้วยสายตาเลื่อนลอย ท่าทีเช่นนี้ทำให้ผู้อื่นไม่อาจกล่าวเรื่องโศกเศร้าขึ้นมาได้อีก “องค์ชายสี่ทรงบรรทมอยู่ เหนียงเหนียงอย่าได้รบกวนเลยเพคะ”
อวี้กุ้ยเฟยชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงมีท่าทีเข้าใจกระจ่าง “ใช่แล้ว หากหลับอยู่เปิ่นกงจะไม่ปลุกเขาแล้ว จะให้เขาพักผ่อนให้ดี…”
บริเวณไม่ไกล เงาร่างทั้งสองที่ยืนอยู่ในลานตำหนักดึงดูดความสนใจของอวิ๋นซู นางส่งสายตาเป็นสัญญาณให้นางข้าหลวงข้างกายดูแลอวี้กุ้ยเฟยให้ดี จากนั้นจึงถอยออกไปอย่างสงบ
“ระยะนี้ได้ทานอาหารดีๆ บ้างหรือไม่?”
เฟิ่งหลิงมองไปยังเด็กชายเบื้องหน้าอย่างใส่ใจ ตั้งแต่องค์ชายห้าและอวี๋เฟยเกิดเรื่องติดต่อกัน ดูเหมือนว่าหวงฝู่รุ่ยจะกลายเป็นตัวตนที่ไม่มีผู้ใดสนใจ เป็นเฟิ่งหลิงที่สั่งให้คนดูแลให้ดีไม่ให้ถูกข้าราชบริพารเหล่านั้นรังแก ของกินของใช้อันใดจึงดีกว่าเมื่อก่อนมาก
เสด็จพี่ใหญ่ก็อยู่ที่นี่ ทำให้หวงฝู่รุ่ยสงบใจลงไม่น้อย เขาพยักหน้าอย่างเข้มแข็ง หลังจากลังเลครู่หนึ่งจึงเอ่ยปาก “เสด็จพี่ใหญ่…ข้าไปพบเสด็จพี่สี่ได้หรือไม่?”
สายตาของเฟิ่งหลิงหยุดอยู่บนดอกไม้ในมือของอีกฝ่าย เข้าใจเจตนาของอีกฝ่ายได้โดยพลัน เขาทำเพียงยื่นมือไปรับมา “พี่จะมอบให้เขาแทนเจ้าเอง น้ำใจนี้ของเจ้า พี่ชื่นชมเป็นที่สุด” ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้เฟิ่งหลิงไม่อยากให้หวงฝู่รุ่ยเข้ามาพัวพัน เรื่องของหวงฝู่อี้อาจเป็นเพียงการเริ่มต้นก็เป็นได้
หวงฝู่รุ่ยก้มหน้าลง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหดหู่ “เหตุใดกระทั่งเสด็จพี่สี่ก็…” เขาคิดถึงองค์ชายห้าหวงฝู่เซียว ไม่เข้าใจว่าเหตุใดในวังจึงมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นมากมายเพียงนี้
“พรุ่งนี้พี่จะสั่งให้คนนำตำราเหล่านั้นไปมอบให้ ช่วงนี้เจ้าก็ศึกษาตำราอยู่ในตำหนักดีๆ พี่จะหาเวลาไปทดสอบเจ้า”
หวงฝู่รุ่ยเงยหน้าขึ้นด้วยความแปลกใจ ไม่ทราบว่านานเพียงใดแล้วที่ไม่มีคนใส่ใจการเล่าเรียนของเขา แต่เสด็จพี่ใหญ่ถึงกับ…ในใจเกิดความรู้สึกอบอุ่น หวงฝู่รุ่ยแย้มยิ้ม “รุ่ยเอ๋อร์จะอ่านให้ดี”
บนใบหน้าของเฟิ่งหลิงเผยรอยยิ้มอ่อนโยน ทำให้หวงฝู่รุ่ยอดไม่ได้ที่จะมองจนนิ่งงัน ยามปกติหากพบกันเสด็จพี่ใหญ่มักจะมีท่าทีเย็นชาเรียบนิ่ง ทั้งๆ ที่หน้าตาโดดเด่นเพียงนี้ หากบนใบหน้ามีรอยยิ้มมากขึ้นเสียหน่อยคงดี
เด็กชายเบื้องหน้ามองตนจนเหม่ยลอย เฟิ่งหลิงยื่นมือไปลูบหัวเขาเบาๆ “ช่วงนี้ในวังมีเรื่องมากมาย หากมีความต้องการใดให้สั่งคนมาบอกพี่ ส่วนเจ้าอยู่ศึกษาตำราในตำหนักไปดีๆ เข้าใจหรือไม่?”
“รุ่ยเอ๋อร์เข้าใจแล้ว”
องครักษ์ผู้หนึ่งเดินมาข้างกายเฟิ่งหลิง “พาองค์ชายแปดกลับไปส่ง”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเห็นเด็กชายถูกพาตัวออกไป เฟิ่งหลิงจึงมองไปที่ดอกไม้ในมือตน ไม่ทราบว่าในใจกำลังคิดอะไรอยู่
“เดิมองค์ชายแปดมีนิสัยใจดีบริสุทธิ์ ทั้งยังฉลาดเฉลียวอีกด้วย” เสียงเยือกเย็นดังขึ้นจากข้างกาย เฟิ่งหลิงเงยหน้ามอง สบเข้ากับดวงตาเจือรอยยิ้มของอวิ๋นซู
“…อืม ใช่แล้ว” หากสั่งสอนเขาดีๆ มิแน่ว่า…