หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 861 แผนการเป็นอมตะ
เล่มที่ 29 ตอนที่ 861 แผนการเป็นอมตะ
นอกห้องครัว ซุนโป๋ถูกองครักษ์ช่วยออกมาแล้ว ใบหน้าของเขาขาวซีดหาใดเปรียบ ฝ่ามือครึ่งหนึ่งเปียกโชกไปด้วยเลือด ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องเขา
“คุณหนู! คุณหนูมาแล้ว!” มีคนอุทานออกมา ยามนี้รอบด้านมีบ่าวไพร่ล้อมดูอยู่เต็ม ทุกคนรีบหลีกทางให้โดยพลัน
ซุนโป๋ลืมตาด้วยความเจ็บปวด มองไปยังสตรีที่เดินใกล้เข้ามา เอ่ยปากอย่างอ่อนแรง “คุณหนูขอรับ มัน…”
อวิ๋นซูมองไปยังบาดแผลอันสาหัส รีบบอกให้ชุนเซียงที่อยู่ด้านข้างหยิบผ้าออกมากดให้เขา ค่อยๆ จับฝ่ามือที่ขาดไปเกือบครึ่ง การสัมผัสนี้ทำให้ซุนโป๋เจ็บปวดจนแทบสลบ
“เตรียมห้อง ต้องรีบต่อฝ่ามือที่ขาดให้เขา”
“เจ้าค่ะคุณหนู” สถานการณ์เช่นนี้มิใช่ว่าชุนเซียงไม่เคยพบ ต้องการสิ่งใดนางเข้าใจดี จึงรีบเร่งให้สาวใช้สี่นางไปเตรียมตัว
ตอนนี้เอง ในห้องครัวมีเสียงอุทานดังออกมา อวิ๋นซูรีบเดินไปที่ประตูแต่กลับถูกองครักษ์ขวางไว้ “คุณหนู เข้าไปไม่ได้นะขอรับ สุนัขตัวนั้นอันตรายเกินไป!”
เมื่อมองผ่านทุกคนเข้าไป อวิ๋นซูพลันเห็นเงาร่างสีดำวิ่งไปมามั่วซั่ว สภาพไม่ค่อยปกติ
ดวงตาที่เคยกระจ่างใสยามนี้แปรเปลี่ยนไปแดงก่ำ ไล่กัดสิ่งของรอบด้านจนเละเทะ ขณะเดียวกันก็เกร็งตัวอย่างแรง อวิ๋นซูสังเกตได้อย่างเฉียบแหลมว่าหางของสุนัขตัวนั้นเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง กระทั่งเนื้อหนังที่เดิมทีอ้วนท้วมสมบูรณ์ก็ยังค่อยๆ แห้งผอม ไม่มีผู้ใดกล้าเข้าใกล้สุนัขแปลกประหลาดตัวนี้ แต่ละสายตามองไปยังเงาร่างสีดำที่ค่อยๆ สงบลงด้วยความตื่นตะลึง
อวิ๋นซูเดินเข้าไปด้วยความระมัดระวัง สุนัขสีดำตัวนั้นหมอบอยู่บนพื้น ฟื้นคืนสู่สภาพแก่ชราใกล้ตายแต่เดิม ไม่เห็นถึงลมหายใจแม้แต่น้อย
ราวกับมันสัมผัสได้ว่าชีวิตของตนใกล้มาถึงจุดสิ้นสุดแล้ว ร้องครางไปทางอวิ๋นซูอย่างเจ็บปวด สายตาเช่นนั้นไม่ทราบว่าทำให้ผู้คนใจสั่นมากเพียงใด ความรู้สึกพูดไม่ออกค่อยๆ แผ่ขยาย
“ไม่เป็นไรแล้ว อีกไม่นานก็จะผ่านไปแล้ว” อวิ๋นซูย่อตัวลง องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังคิดจะบอกให้นางระวังแต่สตรีนางนี้กลับยื่นมือไปอุ้มสุนัขสีดำขึ้นมา ให้มันนอนอยู่บนขาตนอย่างสงบ
ผิวหนังร้อนผ่าว ใจเต้นเร็ว ขาทั้งสี่แข็งเกร็ง ร่างกายราวกับถูกลมพัดจนแห้ง เหลือเพียงหนังติดกระดูก อวิ๋นซูรู้ว่าสุดท้ายสุนัขตัวนี้ก็ยังมาถึงขีดจำกัด
“หงิง…” จริงดังคาด เพียงไม่นานในปากของสุนัขดำก็ส่งเสียงสุดท้ายออกมา ค่อยๆ หลับตาลง เสียงเต้นของหัวใจหายไป
ทุกคนสบตากัน พวกเขารู้ว่าสุนัขตัวนี้เป็นคุณหนูดึงมันกลับมาจากประตูผีเมื่อหลายวันก่อน มิแน่ว่าคราวนี้อาจมีชีวิตกลับมาอีกก็เป็นได้?
สตรีนางนั้นหลุบตาลง ไม่มีผู้ใดเห็นท่าทีของนางชัดเจน จากนั้นนางกลับเก็บเลือดของสุนัขตัวนั้นมาถ้วยหนึ่งอย่างสงบท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของทุกคน ส่งร่างกายอันเย็นชืดให้องครักษ์ด้านข้าง “หาที่ฝังมันอย่างสงบ”
“…ขอรับ คุณหนู” กล่าวเช่นนี้ ไม่มีทางช่วยแล้วหรือ?
อีกด้านหนึ่ง ซุนโป๋นอนอยู่ในห้องที่ชุนเซียงเตรียมไว้ให้ สตรีสุขุมผู้นั้นเดินเข้ามาจากด้านนอก ตรวจสอบบาดแผลที่มือของซุนโป๋อย่างละเอียด เลือดเป็นสีแดง ไม่ได้มีลักษณะของการถูกพิษ
…
“วันนี้จวนแม่ทัพดูไม่ค่อยปกตินัก?” ในยามที่บุรุษรูปงามเป็นเอกปรากฏตัวในจวนแม่ทัพกงซุน อวิ๋นซูก็เดินออกมาจากในห้องแล้ว เพียงมองก็เห็นรอยเลือดบนร่างของอีกฝ่าย ดวงตาของเฟิ่งหลิงไม่ได้มีความแปลกใจมากนัก เมื่อครู่เขาได้ยินมาแล้ว ในจวนมีคนถูกสุนัขกัด อวิ๋นซูกำลังรักษาอยู่ด้านใน
บนใบหน้าของสตรีมิได้มีความเหนื่อยล้ามากนัก เฟิ่งหลิงเดินเข้าไป “ซูเอ๋อร์ลำบากแล้ว ต้องการพักผ่อนหรือไม่?” เขายื่นมือไปเช็ดเหงื่อบนหน้าผากอวิ๋นซูเบาๆ
อวิ๋นซูส่ายหน้า เข้าใจดีว่าทุกครั้งที่เฟิ่งหลิงปรากฏตัวจะต้องนำข่าวอะไรมาด้วยเป็นแน่ ทุกวันนี้เขามีเรื่องมากมายรัดตัว คงไม่ปรากฏตัวในจวนโดยไร้เหตุผล “เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
“ในหลายแห่งนอกเมืองหลวงเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นหลายครั้ง”
คดีฆาตกรรม? ดูท่าทางในนั้นคงมีเบาะแสกระมัง มิเช่นนั้นจะดึงดูดความสนใจของเฟิ่งหลิงได้อย่างไร
“มีคนตายจากหลายครอบครัว ล้วนถูกบุรุษอายุประมาณ 60 ปีสังหาร บุรุษคนนั้นเป็นหนึ่งในคนที่หายตัวไป ที่ข้าเคยบอกเจ้าเมื่อหลายวันก่อน”
อวิ๋นซูเข้าใจบางอย่างขึ้นมาโดยพลัน “สภาพการตายของคนร้ายผู้นั้นแปลกประหลาดหรือ?”
เฟิ่งหลิงพยักหน้าเล็กน้อย “ทั่วทั้งร่างเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก ราวกับถูกบังคับให้อดอาหารมาหลายเดือน ส่วนลักษณะของเขากลับคล้ายคนอายุ 90 ปี” องครักษ์เงาบอกว่ายญาติของผู้ตายมาชี้ตัว อีกฝ่ายคล้ายกับจำไม่ได้ ผู้ใดก็ไม่ทราบว่าหลายวันที่หายตัวไปเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดจึงเปลี่ยนไปแก่ชรารวดเร็วเพียงนี้ จากนั้นจึงมีข่าวแพร่ออกไปว่าบุรุษผู้นั้นถูกปีศาจดูดเลือดจนเปลี่ยนไปมีสภาพเช่นนี้
“เพียงแต่ไม่มีผู้ใดทราบว่าเหตุใดเขาต้องฆ่าคน บางทีอาจได้รับคำสั่งจากคนตระกูลอู่” เฟิ่งหลิงเชื่อในการวิเคราะห์ของอวิ๋นซู เชื่อว่าคนที่หายตัวไปเหล่านี้จะต้องถูกจับไปลองยาเป็นแน่ บางทีหลังจากกินยาเข้าไปพวกเขาคงกลายเป็นหุ่นเชิดของตระกูลอู่ ต้องฟังคำสั่งพวกเขา
“เป็นผลข้างเคียงของยา” น้ำเสียงของอวิ๋นซูเจือไปด้วยความมั่นใจอยู่หลายส่วน เฟิ่งหลิงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง “วันนี้สุนัขตัวนั้นตายแล้ว ทั้งยังทำร้ายเจ้านายที่เลี้ยงดูมันมาหลายปีด้วย เชื่อว่าคงเป็นผลของยาอายุวัฒนะ เพราะยายังไม่สมบูรณ์ ดังนั้นตอนแรกเริ่มจะมีผลทำให้ผู้คนย้อนวัย สุดท้ายเมื่อพลังชีวิตถูกใช้ไปจนเกินขีดจำกัด ย่อมทำให้จิตวิญญาณของพวกเขาพังทลาย ทำให้พวกเขามีพฤติกรรมทำร้ายผู้อื่นต่างๆ นานา”
ที่แท้วันนี้จวนแม่ทัพเกิดเรื่องสุนัขดุทำร้ายผู้คน ซึ่งก็คือสุนัขที่เขาเคยเห็นในเรือนของอวิ๋นซูหลายวันก่อนหน้านี้…
“เชื่อว่าคนตระกูลอู่จงใจปล่อยเขาออกมากระมัง ดังนั้นเมื่อถูกปล่อยตัวก็วิ่งตรงไปที่เมืองหลวง อยากพบครอบครัวของตนเอง คิดไม่ถึงว่ายังไม่ทันไปถึงก็เกิดผลข้างเคียงแล้ว” เช่นนี้ย่อมอธิบายได้ว่าเพราะเหตุใดบุรุษผู้นั้นจึงฆ่าคนที่ไม่เคยเห็นหน้าและไม่มีบุญคุณความแค้นต่อกัน ที่น่าสงสารก็คือมีผู้บริสุทธิ์สละชีพเพิ่มขึ้นอีกแล้ว
“หากเป็นเช่นนี้ ผู้ลองยาเหล่านี้มิใช่ว่าอันตรายมากหรือ?” พวกเขาจำไม่ได้แม้กระทั่งญาติมิตรของตนเอง ทำให้เกิดการสังหารมากยิ่งขึ้น
อวิ๋นซูพยักหน้า “เชื่อว่าตระกูลอู่คงไม่ยอมหยุดลองยาเป็นแน่ นอกจากจะพัฒนายายืดชีวิตมิให้แก่ชราออกมาได้อย่างแท้จริง ดังนั้นก่อนที่จะทำสำเร็จ พวกเขาจะพาตัวทดลองกลับไปไม่หยุด”
สีหน้าของเฟิ่งหลิงค่อยๆ เย็นยะเยือก ถึงกับเอาชีวิตประชาชนของตนเองมาเป็นตัวทดลอง ไท่ซ่างหวงไม่เหมาะที่จะเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเลยจริงๆ ยากจะจินตนาการได้ว่าหากให้เขาได้ยาอายุวัฒนะไปจริงๆ แคว้นเหลียนจะแปรเปลี่ยนไปเช่นไร “ซูเอ๋อร์สามารถศึกษายาแก้ออกมาได้หรือไม่?” อย่างน้อยก็ควรช่วยคนที่น่าสงสารเหล่านี้เสียก่อน
อวิ๋นซูทอดถอนใจเบาๆ “ข้าเก็บเลือดของสุนัขตัวนั้นมาถ้วยหนึ่ง แต่ทำได้เพียงเข้าใจยาอายุวัฒนะนี้ลึกล้ำขึ้นเท่านั้น ทุกครั้งที่ล้มเหลว คนตระกูลอู่จะทำการปรับปรุงมันต่อไป ดังนั้นต่อให้ข้าทำยาแก้ออกมาได้ก็ตามความเร็วของพวกเขาไม่ทัน ยิ่งไปกว่านั้น ยาอายุวัฒนะไม่ใช่ยาพิษ หากต้องการทำลายแผนการของพวกเขาให้สิ้นซากจำเป็นต้องทำให้พวกเขาพ่ายแพ้จากรากฐาน”
เฟิ่งหลิงเข้าใจความหมายในคำพูดของอวิ๋นซูดี หากต้องการทำให้พวกเขาพ่ายแพ้อย่างถึงที่สุด ได้แต่ทำให้ไท่ซ่างหวงยอมทิ้งความคิดไม่แก่ไม่ตาย เพียงแต่จะเป็นไปได้หรือ? เดิมทีนี่ก็เป็นความคิดบ้าคลั่งโอหังมากอยู่แล้ว แต่ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนั้นเขากลับสั่งให้คนตระกูลอู่ต่อต้านลิขิตสวรรค์ พัฒนายาอายุวัฒนะออกมา ในขั้นตอนนี้ทำให้ไท่ซ่างหวงบ้าไปแล้วจริงๆ
อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูกลับจมลงสู่การใคร่ครวญ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เมื่อเฟิ่งหลิงเห็นท่าทีเช่นนี้ของนาง มักจะคิดว่านางกำลังคิดเรื่องอันตรายอะไรบางอย่างอยู่
“ซูเอ๋อร์ เรื่องนี้ให้ข้าไปทำเองเถิด เจ้าอย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่ามเด็ดขาด”
อวิ๋นซูรีบจับแขนเขาไว้ สายตาเช่นนั้นทำให้เฟิ่งหลิงใจสั่น เขารีบส่ายศีรษะ “เจ้าอย่าได้เสี่ยงไปทำเรื่องอันตรายอันใดเด็ดขาด เชื่อข้า”
“ข้ามีภารกิจต้องไปทำ”
“จะเป็นไปได้อย่างไร…”
“เดิมทีบรรพบุรุษของตระกูลอู่ก็เป็นคนทรยศของตระกูลอวิ๋น พวกเขาคิดอยากได้วิชาลับของตระกูลอวิ๋นมาตลอด ยาอายุวัฒนะนี้เชื่อว่าพวกเขาคงเป็นคนบอกกับไท่ซ่างหวง ข้ามีความรู้สึกว่าแผนการนี้ของพวกเขาคงดำเนินมานานหลายปีแล้ว มิเช่นนั้นแคว้นเหลียนที่ไม่เคยไปมาหาสู่กับแคว้นอื่น เหตุใดจึงให้คนตระกูลอู่ไปร่วมมือกับอวิ๋นเม่ย? สิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือวิชาลับ และบางทีคงได้ไปแล้วส่วนหนึ่ง ดังนั้นยาอายุวัฒนะของพวกเขาจึงปรากฏผลเช่นนี้”
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้ว “เป็นเรื่องหลายร้อยปีก่อนแล้ว ต่อให้ต้องการกำจัดคนทรยศก็ไม่จำเป็นต้องเป็นหน้าที่ของเจ้า เจ้ายังไม่เคยเห็นวิธีการของพวกเขา พวกเขาไม่เคยเห็นชีวิตคนอยู่ในสายตา ข้า…ข้าไม่อยากสูญเสียเจ้าไป” เขารู้ว่าเมื่ออวิ๋นซูตัดสินใจไปแล้วย่อมไม่อาจเปลี่ยนแปลงโดยง่าย ทว่าเขายังคงหวังว่าอวิ๋นซูจะใคร่ครวญเพื่อพวกเขาสองคน
ในดวงตาของบุรุษเจือไปด้วยความกังวลและร้องขอ อวิ๋นซูใจอ่อน ทว่าท่าทียังคงเต็มไปด้วยความขออภัย “ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า แต่ในฐานะที่เป็นคนตระกูลอวิ๋น ตอนที่ท่านย่ามอบวิชาลับให้ข้าก็เป็นการกำหนดภารกิจที่ไม่อาจละทิ้งให้ข้าแล้ว หากตระกูลอู่ไม่ถูกกำจัด ยาอายุวัฒนจะทำให้เกิดความตายนับไม่ถ้วน ท่านทนเห็นประชาชนของตนเองถูกผลักเข้าสู่กองเพลิงได้หรือ? หากข่าวนี้แพร่ออกไป ไม่ต้องพูดเลยว่ายาอายุวัฒนะจะเป็นจริงหรือเท็จ จักรพรรดิแต่ละแคว้นจะต้องตัดสินใจว่ามันเป็นของจริงแล้วเป็นแน่ เมื่อถึงตอนนั้น สงครามจะอุบัติขึ้นทุกแห่งหน ไม่ใช่อะไรที่ข้ากับท่านจะหยุดได้อีก”
ริมฝีปากบางของเฟิ่งหลิงสั่นระริก เขาเข้าใจ เหตุผลของอวิ๋นซูไม่มีส่วนใดที่สามารถปฏิเสธได้เลย นางมีจิตใจดังที่ตนมิอาจเทียบเคียง นางเฉลียวฉลาดและใส่ใจชาวประชา นี่คือฮองเฮาซูแห่งแคว้นอี้ที่ร่ำลือ จู่ๆ เฟิ่งหลิงกลับรู้สึกผิดยิ่งนัก เมื่ออยู่ต่อหน้าอวิ๋นซู ตนไม่อาจรักษาความเยือกเย็นไว้ได้เลย
“…ข้าเข้าใจแล้ว ตระกูลอู่ ข้าจะช่วยเจ้ากำจัดเอง” การต่อสู้กับไท่ซ่างหวงมิอาจหลีกเลี่ยง และคนตระกูลอู่ก็เป็นอาวุธในมือของไท่ซ่างหวง จุดประสงค์ของอวิ๋นซูกับตนย่อมเหมือนกัน หากต้องการเอาชนะไท่ซ่างหวง เช่นนั้นจำเป็นต้องทำลายอาวุธในมือของเขาให้สิ้นซาก
ในที่สุดอวิ๋นซูก็เผยรอยยิ้มชื่นชมออกมา “ข้ารู้ ท่านกับข้าจะสู้เคียงข้างกัน” ความเข้าใจระหว่างพวกเขา ต่อให้เคยขัดแย้งกันมา ไม่นานก็ฟื้นคืนสู่ปกติ “ข้าต้องการให้พวกเขารู้ว่า ต่อให้ได้วิชาลับของตระกูลอวิ๋นไปก็ไม่อาจพัฒนายาอายุวัฒนะออกมาได้ตลอดกาล จะอย่างไรพวกเราก็เป็นเพียงผู้เดินบนเส้นทางการแพทย์ มิใช่พระเจ้า ไม่อาจต่อต้านลิขิตสวรรค์ที่มีการเกิดแก่เจ็บตาย ในความคิดของข้า การที่ตระกูลอู่พูดเรื่องนี้กับไท่ซ่างหวงก็เพื่อให้พวกเขามีที่ยืน ทำให้ไท่ซ่างหวงไม่ทอดทิ้งพวกเขา”
เฟิ่งหลิงสั่นไปทั้งตัว จู่ๆ เขาก็เข้าใจเรื่องบางอย่างขึ้นมา หรือว่าตระกูลอู่คิดจะควบคุมไท่ซ่างหวง โดยควบคุมจาก…