หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 864 แขกไม่ได้รับเชิญ
เล่มที่ 29 ตอนที่ 864 แขกไม่ได้รับเชิญ
เช้าวันต่อมา ในตอนที่ชุนเซียงเดินผ่านห้องอวิ๋นซูกลับอดไม่ได้ที่จะหยุดฝีเท้าแล้วมองไปครู่หนึ่ง หน้าต่างที่ปิดสนิททำให้มองไม่เห็นสตรีด้านใน ยามปกติเวลานี้ควรเห็นใบหน้างดงามจริงจังอยู่ริมหน้าต่างแล้วถึงจะถูก วันนี้คุณหนูหลับได้ดีเพียงนี้เชียวหรือ?
ชุนเซียงแย้มยิ้ม จากนั้นจึงเดินจากไป ไม่คิดรบกวนอวิ๋นซูที่อยู่ด้านใน
ในโรงครัว พ่อครัวสองคนกำลังเตรียมอาหารเช้าให้แม่ทัพและคุณหนู พลันมีบุรุษร่างสูงใหญ่ปรากฏตัวบริเวณประตู
“นี่มิใช่ท่านลุงมู่หรือ? อาหารเช้ายังเตรียมไม่เสร็จ โปรดรอสักครู่”
พบว่าบุรุษผู้นั้นก้าวเข้ามา ม้วนแขนเสื้อของตนขึ้น “วันนี้ข้าจะเตรียมอาหารเช้าของคุณหนูเอง”
“นี่…ไม่ได้เด็ดขาด ท่านเป็นแขก ทำเช่นนี้ไม่เหมาะสม!” พ่อครัวสองคนสบตากัน เรื่องเช่นนี้ยังไม่เคยพบมาก่อน อีกฝ่ายเป็นแขกสูงศักดิ์ที่องค์ชายใหญ่พามา ท่านแม่ทัพกำชับให้ดูแลให้ดี จะปล่อยให้เขาทำงานหยาบกร้านเช่นนี้ได้อย่างไร
“หลายวันนี้ที่คุณหนูนอนได้ไม่ดี อาหารเช้าย่อมเป็นส่วนสำคัญ ข้าเชี่ยวชาญเรื่องอาหารยา องค์ชายใหญ่กำชับมาแล้ว ให้ข้าทำอย่างวางใจเถิด” อวิ๋นมู่เดินมาท่ามกลางพวกเขา จับมีดหั่นผักด้วยท่าทางคล่องแคล่ว จากนั้นจึงมีเสียงหั่นผักเป็นจังหวะดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
ในฐานะที่เป็นเจ้าบ้านตระกูลอวิ๋น ก่อนหน้านี้อวิ๋นมู่ไม่เคยถือมีดทำครัวมาก่อน แต่หลังจากซ่อนตัวอยู่ในป่า เพื่อที่จะดูแลสุขภาพของฮูหยินอวิ๋นเขาจึงมักจะลงครัวด้วยตัวเอง บุรุษจริงจังผู้นี้มีพรสวรรค์ยิ่งนัก ไม่นานก็ฝึกใช้มีดได้อย่างคล่องมือ พ่อครัวทั้งสองได้เห็นพลันอดไม่ได้ที่จะเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อบุรุษร่างกำยำผู้นี้
พวกเขายังไม่มีโอกาสปฏิเสธ หม้อน้ำแกงก็ร้อนดีแล้ว อวิ๋นมู่ใส่ผักที่หั่นเรียบร้อยแล้วเข้าไป ไม่นานก็มีกลิ่นหอมอันแปลกประหลาดโชยมา
สายตาของอวิ๋นมู่หยุดอยู่บนอาหารเช้าที่พ่อครัวด้านข้างเตรียมเอาไว้ “อาหารเช้าไม่จำเป็นต้องทำมากเพียงนี้เพียง แค่น้ำแกงข้นจากผักสมุนไพรถ้วยหนึ่งก็เพียงพอแล้ว”
“ทะ…ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้…” องค์ชายใหญ่เคยบอกว่าท่านนี้คือคนจากตระกูลอู่สายนอก เชื่อว่าคงเชี่ยวชาญเรื่องการบำรุงร่างกายยิ่งกว่าพวกเขาเป็นแน่ “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็มอบให้นายท่านถ้วยหนึ่งเถิด…”
“ข้าทำให้คุณหนูเพียงคนเดียว พวกท่านทำตามเมื่อครู่นี้ไปมอบให้ท่านแม่ทัพเองเถิด” หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ บุรุษก็เดินก้าวใหญ่ๆ ออกไปจากห้องครัว ทิ้งไว้เพียงพ่อครัวสองคนที่ตื่นตะลึงจนปากอ้าตาค้าง
อวิ๋นมู่เข้าใจดี การที่ตนทำเช่นนี้ย่อมไม่อาจชดเชยเรื่องในอดีตได้ แต่เขาเพียงอยากทำอะไรให้บุตรีของตนบ้าง ต่อให้เล็กน้อยจนไม่ควรค่าให้เอ่ยถึงก็ยังชดเชยความรู้สึกผิดในใจของเขาได้
สตรีที่อยู่ในผ้าห่มมีสีหน้าผ่อนคลายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นางฝันอย่างยาวนาน ในฝันนางและอวิ๋นเม่ยผู้เป็นน้องสาวนั่งอยู่ในห้องหนังสือด้วยกัน มีท่านพ่อสั่งสอนชี้แนะพวกนาง อย่างไรก็ตามในฝันนี้กลับไม่มีความขัดแย้งระหว่างพี่น้อง ทั้งยังไม่มีความห่างเหินระหว่างพ่อลูก บริเวณไม่ไกล มารดาที่รักใคร่พวกนางยังถือผลไม้สดใหม่เดินเข้ามา บนใบหน้าประดับไปด้วยรอยยิ้มรักใคร่เมตตา
“ซูเอ๋อร์ อย่านอนอีกเลย ลุกขึ้นมาคัดแยกสมุนไพรเถิด” เสียงของบิดาดังขึ้นเหนือศีรษะ นางในวัยเด็กสะดุ้งตื่น เดิมทีคิดว่าท่านพ่อจะตำหนิที่ตนเกียจคร้าน ไม่นึกว่าใบหน้าเคร่งขรึมจะเผยรอยยิ้มจนใจออกมา “เมื่อคืนนอนหลับไม่สบายหรือ? จำไว้ว่าก่อนนอนต้องดื่มชาขิงร้อยบุปผาถ้วยหนึ่ง”
ชาขิงร้อยบุปผา…สตรีในผ้าห่มค่อยๆ ตื่นขึ้นมา ในห้องสว่างแล้ว เมื่อครู่นางกำลังฝันหรือ? เหตุใดจึงได้คิดถึงเรื่องในวัยเด็กเล่า
สายตาหยุดอยู่บนถ้วยยาอันว่างเปล่าบนโต๊ะเบื้องหน้า ในดวงตามีประกายลึกล้ำพาดผ่าน
ประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก อากาศอันสดชื่นถาโถมเข้ามา ไม่กล่าวไม่ได้ว่าชาขิงเมื่อคืนมีประสิทธิภาพมากจริงๆ นางไม่ได้หลับอย่างมั่นคงเช่นนี้นานเพียงใดแล้ว
“คุณหนูตื่นแล้วหรือเจ้าคะ?” บนใบหน้าของชุนเซียงประดับไปด้วยรอยยิ้ม ในมือถืออาหารเช้าที่นำมาจากในห้องครัว
กลิ่นหอมสดชื่นตามมาด้วยควันสีขาวจากความร้อน น้ำแกงสีหยกทำให้อยากอาหารเป็นพิเศษ อวิ๋นซูเม้มปากเล็กน้อย เบื้องหน้าสว่างวาบโดยพลัน “วันนี้น้ำแกงอร่อยจริงๆ”
“จริงหรือเจ้าคะ? บ่าวยังคิดว่าเรียบง่ายไปบ้าง นึกไม่ถึงว่าท่านลุงมู่จะมีฝีมือดีเช่นนี้”
มือที่ถือช้อนแกงของอวิ๋นซูชะงักไป “ท่านลุงมู่เป็นคนทำหรือ?”
“เจ้าค่ะ พ่อครัวกล่าวว่าท่านลุงมู่ทำให้คุณหนูถ้วยหนึ่งโดยเฉพาะ กระทั่งส่วนของท่านแม่ทัพก็ยังไม่มี! องค์ชายใหญ่รอบคอบจริงๆ” ชุนเซียงคิดว่าอวิ๋นมู่ใส่ใจเพียงนี้เพราะเป็นคำสั่งของเฟิ่งหลิง อย่างไรก็ตามอวิ๋นซูกลับเงียบลง มองไปยังน้ำแกงสีหยก ลิ้มรสอย่างละเมียดละไม
อีกด้านหนึ่ง
“กรี้ด!” ภายในห้องมีเสียงกรีดร้องอันเปี่ยมไปด้วยความกลัวของซูหลิงเอ๋อร์ดังแว่วมา ประตูถูกเปิดดังปัง กู้สวิ๋นฟางรีบวิ่งเข้ามาโดยพลัน ดรุณีน้อยนางนั้นมีเหงื่อท่วมเต็มศีรษะ ดึงผ้าห่มออกโถมตัวเข้ามาในอ้อมกอดของเขา “พี่ชาย น่ากลัว น่ากลัวเหลือเกิน…”
“ฝันร้ายอีกแล้วหรือ?” สมควรตาย ตั้งแต่พบบุรุษผู้นั้น ทุกคืนหลิงเอ๋อร์ก็จะถูกฝันร้ายตามหลอกหลอน! กู้สวิ๋นฟางกัดฟันอย่างเคียดแค้น เช็ดเหงื่อบนหน้าผากให้ซูหลิงเอ๋อร์อย่างปวดใจ คุณหนูกงซุนกำชับมาแล้ว นางเขียนเทียบยาสงบใจที่จะช่วยกำจัดความตกใจให้ซูหลิงเอ๋อร์ได้บ้าง แต่จะอย่างไรนางก็ยังเด็ก หากไม่ใช้ยาได้ก็ไม่ควรใช้
“พี่ชายจะไปหยิบของกินมาให้หลิงเอ๋อร์ อีกไม่นานจะกลับมา…”
“พี่ชายอย่าไป หลิงเอ๋อร์กลัว…” ดวงตากลมโตฉ่ำน้ำของซูหลิงเอ๋อร์เต็มไปด้วยน้ำตา ดึงแขนเสื้อของกู้สวิ๋นฟางไว้ไม่ยอมปล่อย
เขาถอนใจยาวอย่างอดทน “เด็กๆ ยังไม่รีบยกอาหารเช้ามาให้คุณหนูอีก! แล้วก็…ต้มยามาด้วย” ไม่นานก็มีสาวใช้เข้ามา หลังจากได้ยินคำสั่งจึงถอยออกไป “หลิงเอ๋อร์ไม่ต้องกลัว มีพี่ชายอยู่ปกป้องเจ้าที่นี่ จะไม่ปล่อยให้คนชั่วรังแกเจ้าได้แน่”
ทุกวันนี้ในสมองของตนมักจะปรากฏท่าทางเย็นยะเยือกของบุรุษผู้นั้นขึ้นบ่อยๆ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงหลิงเอ๋อร์ที่เคยเห็นอีกฝ่ายสังหารคนมาแล้วเลย ความหวาดกลัวในใจไม่ทราบว่าจะหายไปเมื่อใด
ในเรือนแห่งนี้มีการจัดเตรียมองครักษ์เงาหลายคนไว้คอยปกป้องอยู่ในเงามืดแล้ว เนื่องจากกลัวว่าบุรุษผู้นั้นจะปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง ทว่าความไม่สงบในใจของกู้สวิ๋นฟางกลับไม่เคยจางหาย รู้สึกราวกับว่าด้านหลังมีสายตาคู่นั้นจับจ้องพวกเขาอยู่ตลอด
เสียงเคาะประตูดังขึ้น สาวใช้ผู้นั้นนำยาที่ต้มเรียบร้อยแล้วเข้ามา คิดไม่ถึงว่ากำลังจะเปิดประตู กลับมีเสียงอู้อี้ดังแว่วมา
“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?!” กู้สวิ๋นฟางหันไปมองนอกประตูอย่างเฉียบแหลม สาวใช้นางนั้นไม่ส่งเสียงอะไรออกมาอีก เมื่อมองผ่านช่องประตูที่เปิดออกเล็กน้อย พบว่ามือขาวนวลคู่หนึ่งคว่ำอยู่บนพื้น
“หลิงเอ๋อร์! เร็ว รีบไปซ่อน!” กู้สวิ๋นฟางกล่าวเสียงต่ำโดยพลัน วางซูหลิงเอ๋อร์ไว้ใต้เตียง “อย่าส่งเสียงเป็นอันขาด เจ้าห้ามออกมา เข้าใจหรือไม่?”
ซูหลิงเอ๋อร์กัดริมฝีปากพลางส่ายหน้า อย่างไรก็ตามกู้สวิ๋นฟางไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีก “เด็กดี อีกไม่นานพี่ชายจะกลับมา” เขาปล่อยมือนาง ยกชายอาภรณ์เดินออกไป เมื่อเปิดประตูห้อง พบว่าสาวใช้นางนั้นมีเลือดออกจากทวารทั้งเจ็ดนอนทรุดอยู่กับพื้น ท่าทางน่าหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง
“ใคร?! มีความสามารถก็โผล่หัวออกมา อย่าได้หลบซ่อน!”
เงามืดหลายเงาปรากฏตัวในลานเรือนทันใด องครักษ์เงามองไปยังสาวใช้บนพื้นด้วยความแปลกใจ “คุณชายกู้ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“พวกเจ้าไม่เห็นคนน่าสงสัยหรือ?”
องครักษ์เงาสบตากัน พวกเขาซ่อนอยู่ในเงามืด ไม่พบการเคลื่อนไหวใด นี่มันเกิดอะไรขึ้น?
“กรี้ด!”
ในห้องมีเสียงซูหลิงเอ๋อร์ดังขึ้น กู้สวิ๋นฟางสังหรณ์ไม่ดี รีบเปลี่ยนทิศทางโดยพลัน พบว่าบุรุษในชุดคลุมสีดำยืนอยู่ข้างเตียง บนบ่าแบกซูหลิงเอ๋อร์ที่สลบไปแล้วเอาไว้ เสียงหัวเราะแหบแห้งลำพองใจดังขึ้น “ผู้ชราคิดไปคิดมา เด็กฉลาดเฉลียวเพียงนี้เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะใส่ลงไปในยาจริงๆ”
“เจ้า! สารเลว ยังไม่รีบคืนหลิงเอ๋อร์มาอีก!”
องครักษ์เงาทั้งหลายรีบดึงกู้สวิ๋นฟางที่อารมณ์พลุ่งพล่านไปปกป้องไว้ด้านหลัง คนทั้งหลายพากันล้อมเข้ามา
บุรุษในชุดคลุมสีดำไม่หวาดกลัวโดยสิ้นเชิง เขายื่นมือไปบีบคอซูหลิงเอ๋อร์ “เพียงแค่ผู้ชราออกแรงเล็กน้อย ศีรษะของเด็กคนนี้ก็จะร่วงลงทันที หากพวกเจ้าเดินเข้ามาอีกก้าวหนึ่ง มือนี้ของผู้ชราอาจไม่ยอมฟังคำสั่ง”
“หยุดมือ!” กู้สวิ๋นฟางตะโกนอย่างเคียดแค้น “อย่าเข้าไป เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?”
บุรุษในชุดคลุมสีดำคาดเดาได้นานแล้วว่ากู้สวิ๋นฟางจะมีปฏิกิริยาเช่นนี้ เขาแค่นเสียงเบาๆ ด้วยความลำพองใจ “คุณชายท่านนี้ทำให้ผู้ชรารู้สึกสนใจยิ่งนัก หากเจ้าเรียกให้คุณหนูตระกูลกงซุนมาได้ บางทีผู้ชราอาจใคร่ครวญปล่อยเด็กนี่ไป”
อะไรนะ? เขาต้องการตัวคุณหนูกงซุน!
“ฝันไปเถิด!”
“อ้อ? ดูแล้วเด็กนี่มีวาสนากับผู้ชราจริงๆ ฮ่าๆ …” มือของบุรุษชุดคลุมดำขยับเล็กน้อย กู้สวิ๋นฟางรีบตะโกนออกมา “อย่าแตะต้องนาง! เจ้า เจ้า…”
องครักษ์เงาสบตากัน หนึ่งในนั้นถอยออกไป
บุรุษชุดคลุมดำย่อมทราบว่าองครักษ์เงาผู้นั้นไปรายงาน พลันนั้นจึงหันมา “ความอดทนของผู้ชรามีจำกัด จะไปรอที่จวนแม่ทัพกงซุน!”
สายลมอึมครึมระลอกหนึ่งพัดมา เบื้องหน้าไม่มีเงาร่างของบุรุษชุดคลุมดำผู้นั้นอยู่อีก
ภายในลานเรือนของอวิ๋นซู อวิ๋นมู่กำลังศึกษาเทียบยาในมือนางด้วยกัน
“หากผสมสมุนไพรเหล่านี้เข้าไป ควรเพิ่มเวลาที่ทำให้ยาแสดงประสิทธิภาพได้นานขึ้นระยะหนึ่ง อย่างไรก็ตามหากผสมหญ้าไข่มุกลงไป ผลควรจะเพิ่มเป็นเท่าตัว” เพียงแต่หญ้าไข่มุกหายากยิ่งนัก เวลาเพียงสั้นๆ ย่อมไม่อาจหาได้ อวิ๋นมู่เพิ่งจะพูดจบ จู่ๆ สายตาของเขาพลันเย็นชา รีบดึงอวิ๋นซูมาด้านหลัง “ใคร!”
“ฮ่าๆๆ…คุณหนูกงซุน สบายดีหรือไม่”
เสียงแหบแห้งดังขึ้นตามติดมาด้วยกลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้นที่ถาโถมมาเบื้องหน้า เงาร่างในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งเดินออกมาหลังต้นไม้ในลานเรือน
ชั่วขณะนั้นองครักษ์ทั้งหมดพลันได้สติกลับมาจากความตื่นตะลึง รีบเข้ามาล้อมไว้ คอยระวังการกระทำของบุรุษผู้นี้
อวิ๋นซูสังเกตุเห็นซูหลิงเอ๋อร์บนไหล่ของเขาแล้ว โบกมือครั้งหนึ่งห้ามไม่ให้องครักษ์เคลื่อนไหวบุ่มบ่าม นางเดินไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง “ผู้อาวุโสท่านนี้ต้องการสิ่งใด?”
“ฮ่าๆ คราวนี้ผู้ชรามาเชิญคุณหนูกงซุนให้เข้าร่วมกับพวกเราอย่างจริงใจเป็นอย่างยิ่ง เป็นอย่างไร ใคร่ครวญดีแล้วหรือไม่?” เขาหัวเราะพลางยื่นมือออกไปลูบผมของซูหลิงเอ๋อร์ อวิ๋นซูเข้าใจโดยพลัน เขากำลังใช้ชีวิตของซูหลิงเอ๋อร์มาข่มขู่นาง
“โอหัง จวนแม่ทัพใช่ที่ให้เจ้าทำตัวโอหังที่ไหนกัน!” องครักษ์ผู้อยู่ด้านหน้าสุดตะโกนเสียงดัง บุรุษในชุดคลุมดำดวงตาเปล่งประกาย ขยับมือเล็กน้อย สายลมพัดพาผงสีเทาให้แพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว
“มีพิษ! ทุกท่านระวังตัว!” อวิ๋นซูรีบส่งเสียงเตือน อย่างไรก็ตามองครักษ์หลายคนที่อยู่ด้านหน้าสูดผงพิษเข้าไปแล้ว พลันล้มลงไปชักกระตุกบนพื้น ส่งเสียงร้องออกมาชั่วขณะจากนั้นก็ไม่ขยับอีก คนอื่นๆ พากันปิดปากปิดจมูกถอยออกไป ไม่นานมือธนูที่สวมหน้ากากเหล็กก็ก้าวออกมายืนตั้งแถวเบื้องหน้า เล็งธนูไปยังบุรุษชุดคลุมดำตรงกลาง
“ยิงธนูมาเถิด! จะได้ช่วยผู้ชราเอาเลือดออกจากตัวเจ้าเด็กนี่พอดี ประหยัดเวลาได้มาก” เขาจับซูหลิงเอ๋อร์บนหลังมาขวางไว้เบื้องหน้าตน หัวเราะอย่างโอหังหาใดเปรียบ