หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 863 เบาะแส
เล่มที่ 29 ตอนที่ 863 เบาะแส
อวิ๋นมู่อยู่ภายใต้หน้ากาก ใบหน้าเด็ดเดี่ยวเผยท่าทีเจ็บปวดและโกรธเกรี้ยวออกมา นั่นเป็นบุตรีของตนชัดๆ…ทว่าเขาทราบดี เรื่องราวบนโลกนี้ไม่มีอะไรปกติ นั่นเป็นบุตรีที่ตนผลักออกไปเองกับมือ ยามนี้จะตำหนิผู้ที่มาขัดขวางระหว่างพวกเขาสองพ่อลูกได้อย่างไรเล่า
มองไปยังใบหน้าไม่คุ้นเคยนั้นอีกครั้ง สายตาของนางรอยยิ้มของนาง ล้วนมีเงาในอดีต เพียงแต่กลับมีความผ่อนคลายที่ตนไม่เคยเห็นอยู่หลายส่วน เมื่อย้อนคิดดู ก่อนหน้านี้ในตระกูลอวิ๋น ยามพวกเขาสองพ่อลูกพบหน้า เรื่องที่พูดคุยกันมากที่สุดก็คือวิชาแพทย์ของตระกูลอวิ๋น ตนมักจะกระตุ้นนาง ให้นางเรียนรู้ให้ดี อย่าได้สิ้นเปลืองความคิดไปกับสิ่งอื่น ส่วนนางนับเป็นบุตรีกตัญญูจริงๆ เชื่อฟังการจัดการของตนกระทั่งกลายเป็นผู้ที่มีวิชาแพทย์อันดับหนึ่งในตระกูลอวิ๋น เดินไปยังเส้นทางที่ตนเองคาดหวัง แต่สุดท้ายผลกลับกลายเป็นน่าอนาจเพียงนั้น
มองไปยังแม่ทัพกงซุนผู้นี้อีกครั้ง ในใจของอวิ๋นมู่กลับเต็มไปด้วยความตำหนิตนเอง แม้เขาจะรักซูเอ๋อร์ แต่กลับมอบรอยยิ้มและความอ่อนโยนเช่นนั้นให้นางน้อยมาก ตลอดมาเขาคิดว่าต้องรักษาลักษณะอันน่าเกรงขามของบิดาและเจ้าบ้านตระกูลอวิ๋นเอาไว้จึงจะสามารถชี้นำบุตรหลานเหล่านี้ได้ดี ต้องรักษาเกียรติยศของตระกูลอวิ๋นเอาไว้ แต่ตอนนี้กลับพบว่าเขาไม่เคยมีความสุขเฉกเช่นครอบครัวปกติเลย สองพ่อลูกไม่เคยมีช่วงเวลาที่พูดคุยกันได้ทุกเรื่อง เรื่องดำเนินมาถึงวันนี้ ตนเสียใจแล้ว แต่กลับทำได้เพียงมองดูภาพอันเปี่ยมสุขเฉกเช่นปกติมาวางอยู่เบื้องหน้า
อวิ๋นซูก้าวออกมาด้านหน้าหนึ่งก้าว เผยรอยยิ้มเป็นมิตรให้อวิ๋นมู่ “รบกวนท่านลุงมู่ดูแลให้มากแล้วเจ้าค่ะ”
ท่านลุงมู่…ร่างกายของอวิ๋นมู่แข่งชะงักไปบ้าง มองดูสตรีเยาว์วัยเบื้องหน้า ไม่ทราบว่าควรจะกล่าวอะไรไปชั่วขณะ
เฟิ่งหลิงมองความเจ็บปวดในใจของอวิ๋นมู่ออกจึงรีบเอ่ยปากทำให้บรรยากาศอ่อนลง “ตลอดมาท่านลุงมู่เอ่ยปากพูดน้อยมาก แต่ทำเรื่องใดล้วนละเอียดรอบคอบ ซูเอ๋อร์วางใจ เชื่อใจเขาได้”
อวิ๋นซูทราบดีว่าบางคนมีนิสัยเย็นชารักสันโดษอยู่บ้างจริงๆ นางทำเพียงพยักหน้าให้ท่านลุงมู่เล็กน้อย คิดไม่ถึงว่าบุรุษวัยกลางคนที่ยืนแข็งทื่อมาโดยตลอดกลับเอ่ยปาก “หากคุณหนูกงซุนมีเรื่องหงุดหงิดใจก็สามารถ…คุยกับลุงมู่ได้ ขอเพียงลุงมู่ช่วยได้จะต้องคลายกังวลแทนท่านแน่นอน”
มิใช่ว่าเอ่ยปากพูดน้อยมากหรอกหรือ? ในใจของอวิ๋นซูเกิดความรู้สึกแปลกใจ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดกลับรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอันยากจะเอ่ย
เฟิ่งหลิงทราบดีว่าอวิ๋นซูมีสัมผัสเฉียบแหลมจึงรีบเอ่ยปากเปลี่ยนหัวข้อ “แม่ทัพกงซุนสั่งให้คนเตรียมห้องได้หรือไม่?”
“ได้ องค์ชายวางใจเถิด ซูเอ๋อร์ อย่าลืมกินน้ำแกงบำรุงเหล่านั้นเล่า อย่าได้ทำให้ตนเองเหน็ดเหนื่อยเป็นอันขาด!”
“ท่านลุงมู่ หลายวันนี้ท่านอยู่ที่จวนแม่ทัพไปก่อน หากมีความสิ่งใดข้าจะสั่งให้คนมาแจ้งพวกท่าน” เฟิ่งหลิงส่งสายตาให้อวิ๋นมู่ ยื่นมือออกไปจับแขนอีกฝ่าย หวังว่าเขาจะเยือกเย็นลงได้
อวิ๋นมู่ค่อยๆ หันมา สูดหายใจลึกในมุมที่อวิ๋นซูมองไม่เห็น จากนั้นจึงพยักหน้าเป็นสัญญาณให้เฟิ่งหลิงจากไปอย่างวางใจ
ภายในจวนแม่ทัพอันกว้างใหญ่ บุรุษร่างสูงใหญ่เดินตามพ่อบ้านชราไปยังเรือนที่ตนอยู่เพียงลำพัง ระเบียงทางเดินอันสะอาดสะอ้าน เรียบง่ายทว่าไม่สูญเสียการตกแต่งอย่างดี เพียงแต่บรรยากาศในจวนแม่ทัพแห่งนี้มีความสุขและอิสระเสรีไม่น้อย มิน่าเล่าเมื่อครู่ซูเอ๋อร์จึงเผยรอยยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัวอยู่บ่อยๆ
เกี่ยวกับแม่ทัพกงซุนท่านนี้ อวิ๋นมู่ได้ยินข่าวลือมากมาย ล้วนกล่าวกันว่าเขาเป็นคนที่มีมนุษย์สัมพันธ์ย่ำแย่ที่สุดในราชสำนัก ทุกคนต่างหวาดกลัวเขา คิดว่าเขาเป็นทหารไม่ฟังเหตุผล อย่างไรก็ตามเมื่อดูจากภาพเมื่อครู่นี้แล้ว อวิ๋นมู่พลันเข้าใจได้ว่าสิ่งใดที่เรียกว่าคนเรามักมีสองหน้า คนบางคนแม้จะเข้าใกล้ไม่ง่าย แต่เขาเข้ากันได้กับครอบครัวของตนเองเป็นอย่างยิ่ง เมื่อมองดูจวนแม่ทัพแห่งนี้อีกครั้ง แม้ทุกคนจะหวาดกลัวเขา แต่ก็ให้ความเคารพเขาจากก้นบึ้งของหัวใจ
อวิ๋นมู่มองเห็นเงาร่างของตนเองบนร่างของแม่ทัพกงซุน แต่กลับเข้าใจว่าตนเทียบเขาไม่ได้ที่ใด
“ที่นี่คือโรงครัว หากลุงมู่ตื่นขึ้นมากลางดึกสามารถมาหาของกินที่นี่ได้ขอรับ” พ่อบ้านชราบอกอวิ๋นมู่อย่างเป็นมิตร มีเสียงจากด้านในดังแว่วมาพอดี
“เร็วเข้า นี่เป็นคำสั่งของท่านแม่ทัพ รีบส่งไปให้คุณหนูเสีย”
“นี่มิใช่โสมคนพันปีหรือ? มีค่าหลายพันตำลึงเงินเชียว!” ในคำพูดของข้ารับใช้เต็มไปด้วยความอิจฉา
ยามนี้อวิ๋นมู่หยุดฝีเท้าลง ยื่นหัวมองเข้าไปในประตูโรงครัว สายตาหยุดอยู่บนโสมคนพันปีอันล้ำค่าต้นนั้น “ซูเอ๋อร์กินโสมคนไม่ได้ มิเช่นนั้นตอนกลางคืนจะนอนไม่หลับ
“…ชะ เช่นนั้นหรือ?” คนทั้งหลายสบตากัน ถือโสมคนไว้ในมือไม่รู้ว่าจะทำเช่นไรดี อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาได้สติกลับมา บริเวณประตูกลับไม่เห็นเงาร่างของบุรุษแปลกหน้านั้นแล้ว “เมื่อครู่ คนผู้นั้น…คือผู้ใด?” เหตุใดจึงรู้สภาพของคุณหนู?
พ่อบ้านชราที่เดินอยู่เบื้องหน้าอวิ๋นมู่แย้มยิ้ม “เหตุใดลุงมู่จึงเข้าใจคุณหนูของข้าเพียงนี้?” ยิ่งไปกว่านั้นหากเมื่อครู่เขาฟังไม่ผิด อีกฝ่ายคล้ายจะเรียกคุณหนูของตนว่าซูเอ๋อร์? จะสนิทสนมเกินไปหรือไม่
ดวงตาของอวิ๋นมู่สว่างวาบ “เคยได้ยินองค์ชายใหญ่กล่าวถึง”
ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ พ่อบ้านชราพยักหน้าอย่างเข้าใจ
…
ริมหน้าต่าง สตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นั้นกำลังศึกษาเทียบยาในมือตน บนกระดาษสีขาวบริสุทธิ์มีผงสีแดงกองหนึ่ง นั่นคือเลือดสุนัขที่นางเก็บมาถ้วยนั้นและนำไปตากแห้งเรียบร้อยแล้ว
นางย่อมไม่คิดสร้างยาแก้อันใดออกมา จะอย่างไรก็ไล่ตามความเร็วที่ตระกูลอู่จะเปลี่ยนแปลงเทียบยาไม่ทันอย่างแน่นอน สิ่งที่นางต้องการก็คือจะทำให้คนตระกูลอู่เชื่อได้อย่างไรว่าตนช่วยพวกเขาได้ และจะถือโอกาสทำลายแผนการของพวกเขาจากภายใน จากเทียบยานี้ดูออกได้ไม่ยาก ตระกูลอู่มีความเกี่ยวพันแนบแน่นกับตระกูลอวิ๋น ยาลึกลับที่สามารถรักษาความเยาว์วัยได้ตลอดการเช่นนั้น พวกเขาได้รับเทียบยาไปเพียงครึ่งเดียว ส่วนผสมอีกครึ่งหนึ่งที่ถูกเพิ่มเข้าไปเป็นวิชาพิษของพวกเขาเอง ด้วยเหตุนี้จึงสร้างยาอายุวัฒนะที่ให้ผลลวงตาออกมาได้
“นี่มิใช่…” ยามนี้เอง บริเวณหน้าต่างมีเสียงดังแว่วมาเล็กน้อย อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้น สบเข้ากับดวงตาของอวิ๋นมู่พอดี
“ท่านลุงมู่ นี่…เป็นเทียบยาที่ได้มาเมื่อหลายวันก่อน” นางจะจดจ่อเกินไปแล้ว ถึงกับไม่ได้สังเกตเลยว่าตรงหน้าต่างมีคนยืนอยู่
อวิ๋นมู่พยักหน้าเล็กน้อย “ให้ข้าดูเสียหน่อยได้หรือไม่?” เขายื่นมือออกไป สายตาของอวิ๋นซูหยุดอยู่บนมือใหญ่ที่ด้วยเต็มไปด้วยตุ่มพอง ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดกลับเกิดความสงสัยเล็กน้อย อย่างไรก็ตามไม่นานก็ได้สติกลับมา ยื่นเทียบยาในมือออกไปให้
อวิ๋นมู่เอี้ยวตัวมองไปยังสมุนไพรที่เขียนไว้ด้านบนทั้งหลาย ขมวดคิ้วแน่น “คุณหนูกงซุนกำลังศึกษายานี้อยู่หรือ?” เทียบยานี้เขาเคยรู้จักมาก่อน มารดาที่เสียชีวิตไปแล้วเคยศึกษาเช่นกัน อย่างไรก็ตามภายหลังกลับล้มเหลว คล้ายว่าจะเป็นหนึ่งในวิชาลับของตระกูลอวิ๋น อวิ๋นมู่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอที่จะอ่านวิชาลับของตระกูลอวิ๋น เพียงได้รู้จากมารดาที่จากโลกใบนี้ไปแล้วบ้างเล็กน้อย
“มิใช่ เชื่อว่าองค์ชายใหญ่คงเคยกล่าวกับท่านมาก่อนแล้ว ระยะนี้นอกเมืองหลวงเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น ผู้ลงมือเป็นผู้ที่กินยานี้ไป กลายเป็นโศกนาฏกรรม”
“หึ ในนี้มีพิษกู่ด้วย!”
อวิ๋นมู่แค่นเสียงเบาๆ ดวงตาของอวิ๋นซูเปล่งประกายออกมา ใช่แล้ว! เหตุใดนางคิดไม่ถึง สิ่งที่ตระกูลอู่เชี่ยวชาญที่สุดมิใช่วิชาพิษหรือ? นอกจากวิชาพิษก็ยังมีวิชาพิษกู่อันชั่วร้าย คล้ายกับว่าก่อนหน้านี้หลิ่วอวิ๋นฮว๋าเคยใช้พิษกู่ควบคุมผู้อื่นให้กลายเป็นหุ่นเชิดของนางด้วย
“ท่านลุงมู่เข้าใจพิษกู่นี้มากน้อยเพียงใด?” อวิ๋นซูยื่นมือออกไปจับแขนอีกฝ่ายแน่น
อย่างไรก็ตามอวิ๋นมู่กลับไม่ได้หลบ หากเป็นคนปกติเกรงว่าจะต้องหลบด้วยท่าทางกระอักกระอ่วนเป็นแน่ จะอย่างไรบุรุษและสตรีย่อมมีความแตกต่าง ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาเพิ่งจะพบหน้ากันครั้งแรก ทว่าเขากลับดูคล้ายคุ้นชินเป็นอย่างยิ่ง “เมื่อก่อนสตรีตระกูลอู่ต้องการรักษาความเยาว์วัยของใบหน้าจึงพัฒนาวิชากู่ออกมาเพื่อใช้กับตนเอง และสามารถรักษาความเยาว์วัยเอาไว้ได้ยาวนานจริงๆ แต่มีสิ่งที่ต้องแลก ซึ่งก็คือพลังชีวิตที่พวกนางต้องสูญเสีย สุดท้ายจึงกลายเป็นกองกระดูก ตายอย่างอนาถ”
นี่มิใช่ผลข้างเคียงของยาอายุวัฒนะนั่นหรือ? สูญเสียพลังชีวิต ตายในสภาพน่าอนาจ
“ท่านลุงมู่มีวิธียืดผลของยานี้ให้นานขึ้นหรือไม่?” ทันใดนั้นอวิ๋นซูพลันเกิดความคิดอย่างหนึ่ง นางสังเกตุเห็นว่าหลังจากสุนัขตัวนั้นกินยาลงไป ผลของยาจะอยู่ได้เจ็ดวัน หากสามารถทำให้ผลของยายาวนานขึ้น ให้ตระกูลอู่เห็นความหวังว่าจะประสบความสำเร็จอย่างที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยประสบ เช่นนั้นภายในช่วงเวลานี้จะเป็นโอกาสลงมือที่ดีที่สุดของพวกเขา
“สมควรมีวิธี แต่จำเป็นต้องใช้เวลาอยู่บ้าง”
อวิ๋นซูหยิบเทียบยาอีกเทียบหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ “เทียบยานี้ข้าคิดอยู่นาน ท่านลุงมู่ช่วยอ่านได้หรือไม่?”
อีกฝ่ายรับมาดู พยักหน้าอย่างชื่นชม “มีแนวโน้มอยู่หลายส่วนจริงๆ แต่ยังขาดอยู่อีกเล็กน้อย รอข้ากลับไปศึกษาดูเสียก่อน”
ในสมองเกิดประกายบางอย่างขึ้นมา ภาพเช่นนี้คล้ายจะรู้จักมาก่อน ยังจำได้ว่าก่อนหน้านี้ยามที่ตนศึกษาตำราแพทย์ ทุกครั้งที่ส่งเทียบยาไปให้ท่านพ่อชี้แนะ เขามักจะกล่าวประโยคนี้…บนใบหน้าของอวิ๋นซูเผยรอยยิ้มออกมาอย่างรวดเร็ว “ลำบากท่านลุงมู่แล้ว”
บุรุษหน้าหน้าต่างพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นจึงเดินหายไปจากสายตาของอวิ๋นซู
ในมือยังคงหลงเหลือความอบอุ่นจากแขนของบุรุษเมื่อครู่นี้อยู่ อวิ๋นซูคิดไปถึงมือใหญ่คู่นั้น ท่าทีค่อยๆ เคร่งขรึมลงราวกับดำดิ่งลงสู่การครุ่นคิด
ม่านราตรีแผ่ขยาย จู่ๆ ท่ามกลางเมืองหลวงกลับมีลมแรงพัดมา
“คุณหนูเจ้าคะ วันนี้พักผ่อนเร็วหน่อยเถิด เพียงไม่นานคุณหนูก็ผอมลงไปมากแล้ว” ชุนเซียงมองสตรีที่นั่งอยู่ข้างเตียงด้วยความปวดใจ ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้นาง
อวิ๋นซูพยักหน้าอย่างเหนื่อยล้าชัดเจน ชุนเซียงหันไปปิดหน้าต่าง จากนั้นจึงถอยออกไปอย่างเงียบงัน
เพียงไม่นานก็ได้ยินเสียงปังดังขึ้น ไม่ทราบว่าเหตุใดจู่ๆ หน้าต่างจึงถูกลมพัดจนเปิดออก อวิ๋นซูที่คล้ายจมลงสู่ความฝันสะดุ้งตื่น ทำได้เพียงลงจากเตียงเดินไปทางหน้าต่างอย่างจนใจ
“นี่…” ดวงตาของอวิ๋นซูเจือประกายสงสัย พบว่าบนธรณีหน้าต่างถึงกับมียาวางอยู่ถ้วยหนึ่ง ยื่นมือออกไป พบว่ายังคงร้อนอยู่ นางมองสำรวจไปรอบด้านครู่หนึ่งแต่กลับไม่พบเงาร่างของผู้ใด ใครนำยามาให้กันแน่? นางถือยาถ้วยนั้นเข้าไป พาเงาร่างซูบผอมหายไปจากริมหน้าต่าง
เมื่อเปิดฝาถ้วยยา กลิ่นหอมพลันโชยเข้าสู่จมูก นี่มิใช่ชาขิงหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น…ยังผสมสมุนไพรแต่ละชนิดลงไปด้วย อวิ๋นซูขมวดคิ้ว เนิ่นนานผ่านไปจึงค่อยจิบไปหลายคำ รสชาติอันคุ้นเคยแพร่กระจายอยู่ในปาก นางถือช้อนแกง ในใจมีความรู้สึกนับร้อยผสมปนเป
นอกหน้าต่าง บุรุษผู้หนึ่งมองห้องที่ยังคงมีแสงสว่างอยู่เนิ่นนาน จนกระทั่งแสงเทียนดับลงจึงค่อยจากไป
Plapriga
ท่านพ่อไม่เนียนเลยเพคะ 5555