หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 866 ตอบโต้
เล่มที่ 29 ตอนที่ 866 ตอบโต้
ภายในห้องหลอมยาอันกว้างขวางมีการจัดตำแหน่งชัดเจน บริเวณชั้นวางด้านข้างมีกองกระดูกอันน่าหวาดกลัวจัดวางอย่างเรียบร้อยจนเต็มชั้น มีคนในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งกำลังนำกระดูกมนุษย์ที่มีเลือดอาบไปจัดวาง พวกเขาทำราวกับสิ่งเหล่านี้เป็นรางวัลจากสงครามที่น่าภาคภูมิใจ อีกด้านหนึ่งมีอุปกรณ์สำหรับทำยาแขวนอยู่หลากหลายชนิด มีขวดจัดเรียงเป็นแถวส่งกลิ่นอันอึมครึมออกมา มีตะขาบหรืองูพิษยื่นศีรษะออกมาเป็นบางครั้ง ไม่ต้องจินตนาการก็ทราบว่าด้านในบรรจุสิ่งใดไว้
พื้นอันเฉอะแฉะเหนียวเหนอะหนะทำให้ผู้คนแทบอยากอาเจียน อีกด้านยังมีเสียงร้องไห้และกรีดร้องดังระงม
ภายในกรงเหล็กสำหรับขังสัตว์มีเด็กชายสองคนนั่งขดตัวอยู่ด้วยกัน บนร่างของพวกเขาสวมอาภรณ์สีขาว ใบหน้าสะอาดสะอ้านไม่เข้ากับห้องที่ดูราวกับขุมนรกเช่นนี้โดยสิ้นเชิง มีเพียงสายตาหวาดกลัวที่ทำให้สัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาเป็นหนึ่งในนี้
“ชะ…ช่วยด้วย…” บนแท่นเหล็ก เด็กหญิงนางหนึ่งถูกมัดอยู่บนนั้น เหลือเพียงลมหายใจรวยระริน นางหลุบตาทำให้มองท่าทีได้ไม่ชัดเจนนัก โซ่เหล็กที่ถูกพันธนาการไว้บนมือและเท้าของนางทำให้อวิ๋นซูอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว อาภรณ์บริเวณแขนผอมบางมีรอยเลือดอันเสียดแทงนัยน์ตา ไม่ทราบว่าบนร่างกายของเด็กคนนี้มีรอยมีดมากน้อยเพียงใด เลือดราวกับไหลจนแห้งเหือดไปแล้ว กระทั่งไม่มีไหลออกมาอีกแม้เพียงครึ่งหยด คราบเลือดแห้งเหนียวซึมออกมาจากอาภรณ์ของนาง เลือดสีดำม่วงเปื้อนอยู่บนผิวของนาง
คนชุดดำอีกผู้หนึ่งเดินเข้าไปดึงโซ่เหล็กบนมือเท้าของเด็กหญิงโดยไม่สงสารแม้แต่น้อย ลากนางไปยังทิศทางของกองกระดูก
“หยุดมือ นางยังมีชีวิตอยู่!”
อย่างไรก็ตาม เมื่ออวิ๋นซูเอ่ยปาก คนชุดดำผู้นั้นก็ส่งสายตาเหยียดหยามมาทางนาง จากนั้นในมือพลันปรากฏมีดอันส่องประกายสีเงินออกมาเล่มหนึ่ง ปาดไปที่คอของเด็กหญิงผู้นั้นอย่างรวดเร็ว ได้ยินเพียงเสียงอึกอัก ศีรษะอันบริสุทธิ์ร่วงลงพื้น “ตอนนี้ก็ตายแล้ว”
“เจ้า…” มือที่อยู่ในแขนเสื้อของอวิ๋นซูกำแน่น นางจำเสียงของคนชุดดำผู้นั้นได้ นางก็คือสตรีที่แสดงเจตนาอันเป็นศัตรูต่อตนที่เจอนอกรถม้าเมื่อครู่นี้ คล้ายจะชื่อเซี่ยเยียน
เมื่อเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวของอวิ๋นซู เซี่ยเยียนกลับยิ้มเย็นชา ส่งเด็กหญิงในมือไปให้คนอื่นจากนั้นจึงเดินตรงไปยังกรงขัง
“ไม่ ช่วยพวกเราด้วย ช่วยพวกเราด้วย…”
เด็กชายทั้งสองถอยหลังไปด้วยความหวาดกลัว ขดตัวเข้าไปในมุม แขนทั้งสองสะบัดดิ้นสุดชีวิตเพื่อปัดมือที่ยื่นเข้ามาประหนึ่งเป็นมือของเทพแห่งความตาย อวิ๋นซูกำลังจะเข้าไปแต่กลับถูกบุรุษในชุดคลุมดำขวางทางไว้ “คุณหนูกงซุน เรื่องไม่อาจรั้งรอ พวกเรารีบเริ่มกันเถิด? เลือดพวกนี้จำเป็นต้องเก็บให้สดใหม่ ผู้ชรารับปากคุณหนูกงซุนแล้วว่าจะไม่จับเด็กมาอีก เช่นนั้นเลือดที่เหลือเหล่านี้ย่อมล้ำค่าเป็นอย่างยิ่งแล้ว”
ในดวงตาของเขาเปล่งประกายอำมหิต เห็นได้ชัดว่ากำลังข่มขู่อวิ๋นซู หากนางยังสอดมือเข้าไปยุ่งเรื่องเหล่านี้อีก เช่นนั้นเขาก็จะผิดคำพูดไปจับเด็กกลับมามากยิ่งขึ้น
อวิ๋นซูสูดหายใจลึกพยายามเบนสายตากลับมาจากบนร่างของเด็กทั้งสอง
เซี่ยเยียนราวกับจงใจกระตุ้นโทสะของพวกนาง มัดเด็กชายไว้บนโครงเหล็กอย่างหยาบคาย มีดในมือเฉือนไปที่แขนของเขาอย่างดุดัน เด็กชายพลันส่งเสียงกรีดร้องออกมา ร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยความเจ็บปวด
“เซี่ยเยียน เหตุใดจึงไม่ระวังเพียงนี้ อย่าได้วุ่นวายกับแขกสูงศักดิ์ของพวกเรา” ชายชราส่งเสียงตำหนิ จากนั้นจึงยิ้มให้อวิ๋นซู ยื่นมือออกไป “คุณหนูกงซุน เทียบยาเล่า?”
“ซูเอ๋อร์เชื่อมั่นในความจริงใจของผู้อาวุโส จึงนำเทียบยาติดตัวมาแล้ว ดังนั้นพวกข้าสามารถปรับเปลี่ยนให้ได้ทุกเมื่อ” อวิ๋นซูยิ้มตอบ เพียงแต่ในดวงตากลับไม่มีความอบอุ่นมากนัก นางเห็นภาพโหดร้ายเช่นนี้กับตา ความจริงยากจะสงบอารมณ์ของตนยิ่งนัก จำเป็นต้องรีบช่วยเด็กบริสุทธิ์เหล่านี้ให้เร็ว
สตรีนางนั้นเดินตรงไปยังเตาหลอมยา สายตาของอวิ๋นมู่หยุดอยู่บนร่องรอยอันแปลกประหลาดด้านบน “นี่คือเตาสิบแปดทมิฬหรือ?”
“อ้อ? นับว่าตาแหลมจริงๆ ไม่ทราบว่าท่านนี้เป็นผู้สูงส่งท่านใด?” ผู้อาวุโสลูบเคราของตน มองไปยังบุรุษเบื้องหน้าด้วยท่าทีลึกล้ำแฝงความหมาย
อวิ๋นมู่ไม่คิดสนใจเขา เดินไปด้านข้างกายอวิ๋นซู “ในนี้มีตัวยากระตุ้น 18 ชนิด ตัวยาหลัก 36 ชนิด ตัวยาเสริม 72 ชนิด” นิ้วของเขาชี้ไปที่ขวดเหล็กสีดำที่วางอยู่เต็มโต๊ะ ด้านในบรรจุสมุนไพรหลากหลายชนิดที่จะนำไปใส่ลงในเตาหลอมยาดังคาด
อวิ๋นซูเคยได้ยินชื่อเตาหลอมสิบแปดทมิฬมาเช่นกัน มีบันทึกอยู่ในตำราเท่านั้น ผู้ที่เคยพบเห็นมีน้อยเสียยิ่งกว่าน้อย เนื่องจากเตาหลอมยาระดับสูงเช่นนี้จะใช้ในการหลอมยาสวรรค์ที่มีน้อยบนโลก แน่นอนว่าหากตกอยู่ในมือของคนตระกูอู่ย่อมนำมาใช้เพื่อหลอมพิษกู่
“ช่วยด้วย…ช่วย…” เด็กชายบนแท่นยึดเหล็กยังคงไม่ล้มเลิกที่จะดิ้นรน เขาสัมผัสได้ว่าชีวิตของตนกำลังหยดหายไปทีละน้อยจากบาดแผลบนแขน
“หุบปาก!” เซี่ยเยียนตวาดอย่างดุดัน ยื่นมือไปง้างแก้มของเด็กชาย ใช้คีมเหล็กชิ้นหนึ่งดึงลิ้นเขาออกมา เลือดสดๆ สาดกระเซ็นไปถูกหลังของอวิ๋นซู
“อื้อ!” เด็กชายดิ้นอย่างเจ็บปวดทุรนทุราย ทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ที่ทำให้ผู้คนยากจะรับไหวออกมา
มือของอวิ๋นซูสั่นระริก ค่อยๆ กำมือแน่น ด้านหลังมีเสียงขออภัยของเซี่ยเยียนที่ฟังดูไม่มีความจริงใจแม้แต่น้อยแว่วมา “ทำให้อาภรณ์ของแม่นางสกปรกแล้ว ขออภัยจริงๆ คราวต่อไปเซี่ยเยียนจะระวัง” จากนั้นนางจึงแย้มยิ้ม โยนลิ้นลงไปที่พื้นตามใจ
ยังจะมีครั้งต่อไปอีกหรือ?!
“ซูเอ๋อร์ อดทนไว้!” อวิ๋นมู่ทราบดีว่าอวิ๋นซูอดทนมาจนถึงขีดจำกัดแล้ว เขาเข้าใจดี สตรีที่ชื่อเซี่ยเยียนผู้นั้นจงใจยั่วโทสะนาง หากพวกเขาฉีกหน้ากัน เช่นนั้นย่อมไม่อาจช่วยผู้ใดที่นี่ได้ อีกทั้งบุรุษในชุดคลุมดำผู้นั้นยังจะถือโอกาสผิดคำพูดและจับเด็กกลับมามากยิ่งขึ้น
ขลุกๆ…
ขวดกระเบื้องสีแดงขวดหนึ่งร่วงลงพื้น กลิ้งไปถึงข้างเท้าเซี่ยเยียน
อวิ๋นซูค่อยๆ หันไป “รบกวนแม่นางเซี่ยเยียนเก็บขึ้นมาได้หรือไม่?”
“เจ้าไม่มีมือหรือไร?” เซี่ยเยียนคิดไม่ถึงว่าอวิ๋นซูจะกล้าออกคำสั่งนาง ชายชราด้านข้างพลันตะโกนขึ้นมา “เซี่ยเยียน อย่าได้เสียมารยาท! ยังไม่รีบเก็บให้คุณหนูกงซุนอีก”
“…เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์”
สตรีนางนี้ก้มตัวลงอย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ชั่วขณะที่เก็บขวดกระเบื้องนั้นขึ้นมา กลับได้ยินเสียงอวิ๋นซูอุทานอย่างตกใจ “แย่แล้ว ลืมบอกแม่นางไปเชียว ในขวดนั้นมีพิษ อย่าได้ใช้มือเปล่าเก็บเป็นอันขาด”
อะไรนะ?!
เซี่ยเยียนสะบัดขวดนั้นออกโดยพลัน แบมือของตนออกดู พบว่าบนผิวขาวเนียนปรากฏรอยสีม่วงเขียว
“เจ้า! ส่งยาแก้พิษออกมาเดี๋ยวนี้!” ในดวงตาของนางราวกับมีประกายเพลิงแห่งโทสะเต้นระริก ถึงกับกล้าวางแผนร้ายใส่นางต่อหน้าท่านอาจารย์เชียวหรือ!
“เหตุใดแม่นางเซี่ยเยียนต้องเคร่งเครียดเพียงนี้ หากยาพิษมียาแก้พิษ ข้าจะนำติดตัวมาหรือ?”
“อะไรนะ เจ้า รนหาที่ตาย!”
เซี่ยเยียนกำลังคิดจะยกมือขึ้น แต่กลับพบว่ามือทั้งสองร้อนราวกับถูกเปลวเพลิงแผดเผา นางดึงมือกลับมาด้วยความเจ็บปวด กัดริมฝีปากแน่น พยายามไม่ให้ตนส่งเสียงร้องออกมา ในใจคิดว่าไม่อาจปล่อยให้อวิ๋นซูเห็นท่าทางน่าอนาจของตนดังที่ปรารถนาเป็นอันขาด เพียงแต่มือทั้งสองกลับอดไม่ได้ที่จะสันระริก “ท่าน ท่านอาจารย์…นางสารเลวนี่…”
“ยังไม่รีบหุบปากอีก! เซี่ยเยียน หากคุณหนูกงซุนต้องการชีวิตเจ้า ตอนนี้เจ้ายังจะยืนอยู่ที่นี่ได้อีกหรือ?” ผู้อาวุโสมองเพียงปราดเดียวก็ดูออก พิษของอวิ๋นซูไม่ได้มีผลถึงชีวิต นางเพียงต้องการมอบบทเรียนให้เซี่ยเยียนเล็กน้อยเท่านั้น “คุณหนูกงซุน เซี่ยเยียนอายุน้อย ยังไม่รู้ความ หากทำผิดที่ใดหวังว่าคุณหนูกงซุนจะให้อภัย”
อายุน้อยไม่รู้ความ? อายุยังน้อยก็มีใจคอโหดเหี้ยมเพียงนี้แล้ว เช่นนั้นภายภาคหน้าเล่า? อวิ๋นซูมีใจคิดสังหารเซี่ยเยียนแล้ว เพียงแต่ยังไม่ใช่ตอนนี้ บนใบหน้าของนางเผยรอยยิ้มเรียบเฉยออกมา “ผู้อาวุโสเกรงใจไปแล้ว เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น พิษนั้นใช้เพื่อลงโทษหัวขโมย เพียงแผดเผาไม่กี่ชั่วยาม เจ็บปวดไม่กี่ชั่วยาม และรู้สึกคันไม่กี่ชั่วยาม ผลของพิษย่อมหายไปเอง เป็นซูเอ๋อร์ละเลย ลืมว่ามีพิษชนิดนี้อยู่ ทำให้แม่นางเซี่ยเยียนได้รับความลำบากแล้ว”
ในน้ำเสียงของอวิ๋นซูเต็มไปด้วยเจตนาดูแคลน นางอยากจะบอกเซี่ยเยียนว่า ความเจ็บปวดนี้นางต้องยอมรับไปเปล่าๆ! อาจารย์ของนางจะไม่ออกหน้าให้นาง ส่วนตน หากจะเพ่งเล็งนาง แล้วนางจะทำอย่างไรได้เล่า?
จริงดังคาด คำพูดนี้ของอวิ๋นซูทำให้เซี่ยเยียนกัดฟันด้วยความเคียดแค้นชิงชัง อย่างไรก็ตามผู้อาวุโสกลับส่งสายตาให้นาง จึงทำได้เพียงถอยออกไปพร้อมความเกลียดชังต่ออวิ๋นซูที่อัดแน่นอยู่เต็มปอด
“เป็นผู้ชราสั่งสอนได้ไม่ดีเอง เรื่องราวมิอาจรั้งรอ เช่นนั้นจะให้คุณหนูกงซุนเห็นผลสำเร็จในคราวนี้ของผู้อาวุโสเสียก่อน”
บุรุษในชุดคลุมสีดำหยิบกล่องเหล็กสีดำออกมาจากแขนเสื้อ ใช้ปลอกเล็บยาวหยิบยาลูกกลอนสีแดงออกมาอย่างระมัดระวัง อวิ๋นซูรับมา เคลื่อนเข้าใกล้จมูกแล้วสูดดม แตกต่างจากยาลูกกลอนสีแดงที่ตนได้มาครั้งที่แล้วไม่ไม่มากนัก แต่กลับมีกลิ่นสมุนไพรเพิ่มอีกหลายชนิด สายตาของนางหยุดอยู่บนขวดยาสีดำเบื้องหน้าตนเหล่านั้น ดูท่าทางคงจะใส่สมุนไพรเพิ่มหลายชนิดจริงๆ
“ตอนนี้ตัวยาสามารถรักษาผลไว้ได้นานเพียงใด?”
ชายชราในชุดคลุมสีดำดวงตาสว่างวาบ เขาย่อมไม่รู้ว่ายาลูกกลอนที่ตนทำหายก่อนหน้านี้เป็นอวิ๋นซูเก็บไป “คุณหนูกงซุนทราบได้อย่างไร…”
“มิใช่ว่าระยะนี้นอกเมืองหลวงปรากฏตัวทดลองยาของผู้อาวุโสขึ้นมาหรือ? ดูจากวันที่พวกเขาหายตัวไป ยาก่อนหน้านี้ของผู้อาวุโสคงมีผลเพียงเจ็ดแปดวันกระมัง”
“ฮ่าๆๆ…คุณหนูกงซุนเฉลียวฉลาดดังคาดจริงๆ ทราบว่าคนเหล่านั้นเป็นตัวทดลองของผู้ชราด้วย ผู้ชราไม่ได้มองผิดไปจริงๆ! คราวนี้ผู้ชราสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของยาจนส่งผลครึ่งเดือนแล้ว อย่างไรก็ตามนี่ยังไม่เพียงพอ บางทีคุณหนูกงซุนอาจช่วยผู้ชราได้”
“ขอบเขตสูงสุดของวิชาแพทย์ที่ผู้อาวุโสแสวงหาเชื่อว่าคงเป็นการต่อต้านความชรา คืนความเยาว์วัย มีชีวิตยืนยาวไม่ตายกระมัง? ในฐานะที่เป็นผู้เดินบนเส้นทางการแพทย์ แม้ผู้อาวุโสกับซูเอ๋อร์จะมีเส้นทางแตกต่าง แต่สำหรับการแสวงหาขอบเขตแห่งวิชาแพทย์กลับเหมือนกัน” อวิ๋นซูรู้ว่าอีกฝ่ายยังคงมิได้ลดความระแวงที่มีต่อตน มือของนางยกขึ้นช้าๆ หยิบยาในขวดเหล็กเหล่านั้นขึ้นมาอย่างเชี่ยวชาญยิ่ง แยกออกใส่ลงไปในเตาหลอมสิบแปดทมิฬ “นำสมุนไพรเหล่านี้ไปหลอม 12 ชั่วยามก่อน ระยะนี้ขอให้ผู้อาวุโสหาสมุนไพรหลายอย่างนี้มาให้ซูเอ๋อร์ด้วย”
อวิ๋นซูส่งสายตาครั้งหนึ่ง อวิ๋นมู่จึงหยิบเทียบยาออกมาจากแขนเสื้อ
ผู้อาวุโสอ่านคร่าวๆ ครู่หนึ่ง พบว่าดรุณีนางนี้มิได้กำลังเล่นละครตบตาตนจริงๆ สมุนไพรที่นางใส่ลงไปเมื่อครู่นี้นับว่าเป็นตัวยาหลักจริงๆ แต่อีกฝ่ายกลับคัดยาสมุนไพรตัวเสริมที่ตนเลือกทิ้งไป จะอย่างไรเส้นทางวิชาแพทย์ของคนทั้งสองก็แตกต่าง เขากลับอยากจะเห็นเสียจริง สมุนไพรที่ดรุณีนางนี้เลือกจะให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยมกว่าตนหรือไม่
“สมุนไพรเสริมที่ผู้อาวุโสเลือก มากกว่าครึ่งใช้ในการหลอยาพิษและพิษกู่ ส่วนที่ซูเอ๋อร์เลือกกลับเป็นยาที่ช่วยสร้างหยินเสริมหยางทำให้ร่างกายแข็งแรง ส่วนประสิทธิภาพของยาจะเป็นเช่นไร ขอให้ผู้อาวุโสจับตารอดู” หากต้องการความเชื่อมั่นจากอีกฝ่ายย่อมต้องทำให้เขาเห็นประโยชน์ของตน ตอนนี้สิ่งที่นางต้องการก็คือแสดงความกว้างขวางลึกล้ำของวิชาลับแห่งตระกูลอวิ๋นต่อหน้าคนตระกูลอู่