หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 29 ตอนที่ 870 เย็นชาไร้ใจ
เล่มที่ 29 ตอนที่ 870 เย็นชาไร้ใจ
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา เซี่ยเยียนอดไม่ได้ที่จะผ่อนคลายลง คิดไม่ถึงว่ากลับมีสายตามองมาอีกครั้ง ราวกับความคิดของตนถูกอีกฝ่ายควบคุมอยู่ในกำมืออย่างไรอย่างนั้น เซี่ยเยียนรีบหลบตาโดยพลัน ในใจรู้สึกแปลกประหลาด ความรู้สึกไม่สงบอันรางเลือนยากจะกำจัดทิ้ง นางพยายามสงบอารมณ์ รอให้อวิ๋นซูเดินเข้าสู่แผนการของตนทีละก้าว
ไฟของหม้อหลอมยาถูกจุดขึ้นอีกครั้ง อุณหภูมิในห้องเพิ่มสูงขึ้น อวิ๋นมู่นำสมุนไพรแต่ละชนิดโยนลงไปในเตาหลอมสิบแปดทมิฬอย่างเชี่ยวชาญ พลันนั้นด้านหลังมีเสียงเซี่ยเยียนดังแว่วมา
“ยังไม่ตายหรือ? จะอย่างไรเลือดก็ไม่มากแล้ว เปลี่ยนคนใหม่” นางมองเด็กชายที่หายใจรวยระรินอยู่บนแท่นเหล็ก จงใจกล่าวเสียงดังคล้ายจะพูดให้อวิ๋นซูฟัง ในมือปรากฏมีดส่องประกายเล่มหนึ่ง อย่างไรก็ตามคราวนี้นางไม่คิดทำให้เด็กคนนั้นสบายนัก
เซี่ยเยียนไม่พอใจกับความเห็นใจของอวิ๋นซู ยิ่งนางไม่อยากสังหารผู้คน ตนกลับยิ่งจะทรมานเด็กคนนี้ให้โหดเหี้ยมต่อหน้านางมากขึ้น ขอเพียงได้เห็นท่าทีของนางแปรเปลี่ยนเล็กน้อย เซี่ยเยียนก็มีความสุขแล้ว
“ช้าก่อน”
“ทำไม? ตอนนี้เป็นเวลาหลอมยาอันสำคัญยิ่ง คุณหนูกงซุนยังมีอารมณ์สนใจความเป็นความตายของผู้อื่นอีกหรือ? อย่าทำลายความคาดหวังที่ท่านอาจารย์มีต่อเจ้า” เซี่ยเยียนเลิกคิ้วขึ้น เพียงแต่เมื่อเผชิญหน้ากับการยั่วยุของอีกฝ่าย อวิ๋นซูกลับสงบนิ่งหาใดเปรียบ
ในดวงตาของนางส่องประกาย ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงทำให้ในใจของเซี่ยเยียนไม่สงบยิ่งขึ้น
“จนกระทั่งวันนี้ ผู้อาวุโสใช้เลือดของเด็กไปมากน้อยเพียงใดแล้ว?” อวิ๋นซูมองข้ามเซี่ยเยียนไปยังบุรุษที่กำลังสนใจการเคลื่อนไหวของอวิ๋นมู่ ผู้อาวุโสได้สติกลับมา หัวเราะอย่างลำพองใจ “หึๆ วิชาที่หลอมยาไม่แก่ไม่ตายจะต้องใช้ชีวิตเป็นๆ มาหลอม ใช้เลือดของเด็กชายเด็กหญิงร้อยคนมาเป็นตัวยากระตุ้น อืม…เมื่อวัตถุดิบจมลงก้นหม้อแล้ว รวมกับขั้นตอนการหลอมยาขั้นสุดท้าย คงมีสิบกว่าคนกระมัง”
ฆ่าคนไปร้อยกว่าคนแล้ว! สิ่งที่เตาหลอมสิบแปดทมิฬหลอมออกมามิใช่ยา แต่เป็นชีวิตของเด็กๆ ร้อยชีวิต! ยิ่งไปกว่านั้นขั้นตอนสุดท้ายที่เขากล่าวถึงก็คือการเติมเลือดสดใหม่หนึ่งถ้วยลงไปก่อนจะหลอมยาสำเร็จ พวกเขาเห็นชีวิตผู้คนเป็นดังวัชพืช ปล่อยเด็กเหล่านี้ไว้บนแท่นเหล็กให้เลือดไหลจนแห้งตาย หรือบางทีก่อนพวกเขาจะหมดลมหายใจก็เปลี่ยนไปเลือกคนใหม่
มือที่อยู่ในแขนเสื้อของอวิ๋นซูค่อยๆ กำขึ้น จากนั้นจึงพยายามฝืนยิ้ม “ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสเคยได้ยินเรื่องร่างกายธาตุหยินหรือไม่?”
“ย่อมเคยได้ยิน”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา เซี่ยเยียนอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“ซูเอ๋อร์เคยศึกษา พบว่าในวิชาโบราณมีบันทึกไว้ ให้ใช้เลือดบริสุทธิ์ของเด็กชายเด็กหญิงทั้งร้อยคนมาเป็นตัวยากระตุ้น ทว่านี่เป็นเพียงการก้าวเข้าสู่วิชาแห่งชีวิตยืนยาวเท่านั้น หากสามารถนำเลือดของร่างกายธาตุหยินมาเป็นใช้เป็นย่อมเป็นดังตะเกียงนำทาง สามารถใช้หนึ่งเปรียบเสมือนร้อย ฆ่าเด็กไปมากมายเพียงนี้แต่กลับไปไม่ถึงผลลัพธ์ที่คาดหวัง ช่างสิ้นเปลืองจริงๆ”
นี่…หมายความว่าอย่างไร? ใช้เลือดของร่างกายธาตุหยินมาเป็นตัวนำทาง…เซี่ยเยียนยังไม่ทันเข้าใจความหมายลึกล้ำในคำพูดนี้ บุรุษในชุดคลุมดำก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างเรียบเฉย “ไม่ทราบว่าที่คุณหนูกงซุนอ่านมาคือวิชาโบราณอันใด? ผู้ชราไม่เคยได้ยินมาก่อน”
“เชื่อว่าผู้อาวุโสคงทราบ ทุกสรรพสิ่งในโลกนี้ประกอบขึ้นด้วยหยินและหยาง ทว่าองค์ประกอบทั้งหมดของยาอายุวัฒนะนี้เป็นหยางซึ่งเป็นธาตุร้อนอย่างเดียว ซูเอ๋อร์ใคร่ครวญถึงสาเหตุสำคัญที่ทำให้ล้มเหลวหลายครั้งก่อนหน้านี้แล้ว พบว่ายาที่ผู้อาวุโสหลอมออกมาตั้งแต่ต้นจนถึงตอนนี้จะทำให้ร่างกายของมนุษย์ทรมานเนื่องจากไม่สามารถรองรับธาตุหยางได้ ทำให้เสียสติจนตาย หากจะแก้ไขปัญหานี้ต้องใช้เลือดของร่างกายธาตุหยินที่ให้ผลเย็นจัดไปผสานรวมในตัวยา แล้วใช้ตัวยาหลักซึ่งเป็นธาตุร้อนใส่เข้าไปทีละขั้นตอน เช่นนี้จึงจะทำให้เป้าหมายในการยืดอายุรักษาความเยาว์วัยตลอดไปประสบความสำเร็จได้”
ผู้อาวุโสฟังพลางเดินเข้าไปใกล้สมุนไพรบนโต๊ะ เป็นเฉกเช่นที่อวิ๋นซูกล่าวจริงๆ เขาจับคนอายุแตกต่างกันมามากมายเพียงนั้นเพื่อมาลองยา เป็นเพราะยานี้ให้ผลรุนแรงเกินไป ไม่ทราบว่าคนเช่นไรจะรับผลนี้ได้ หากการใช้เลือดของร่างกายธาตุหยินไปคลายลักษณะร้อนแรงของตัวยาได้ และใช้วิธีการเพิ่มธาตุร้อนเข้าไปทีละนิดเพื่อรักษาชีวิต บางทีอาจจะได้รับพลังชีวิตมากมายไม่มีที่สิ้นสุดเฉกเช่นที่นางกล่าวก็เป็นได้!
“แม้ว่าซูเอ๋อร์จะคิดเช่นนี้ แต่กลับไม่อาจหาคนที่เกิดในช่วงเวลาหยินได้ ในเวลาสั้นๆ คงมิอาจหาพบ เกรงว่ายังต้องการเวลาอีกระยะหนึ่งจึงจะได้ผลลัพธ์สุดท้ายของยาอายุวัฒนะที่ผู้อาวุโสต้องการ” อวิ๋นซูทอดถอนใจเบาๆ มีท่าทีเสียดายยิ่ง
อวิ๋นมู่ที่อยู่ข้างเตาหลอมรู้สึกสงสัยคำพูดนี้ของอวิ๋นซูจริงๆ เหตุใดก่อนหน้านี้จึงไม่กล่าวกับเขาเล่า? ยิ่งไปกว่านั้นทฤษฎีธาตุหยินอะไรนั่นก็ไม่อาจเป็นจริงโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะใส่สมุนไพรล้ำค่าเพียงใด บนโลกใบนี้ย่อมไม่อาจสร้างยาอายุวัฒนะที่แท้จริงออกมาได้ จุดประสงค์ของซูเอ๋อร์คืออะไรกันแน่?
“ไม่! ผู้ชรารอไม่ได้อีกแม้เพียงเค่อเดียว!” บุรุษในชุดคลุมสีดำสะบัดชายอาภรณ์โดยพลัน สายตาเย็นชาจับจองไปทางเซี่ยเยียนที่อยู่ด้านหลัง
ได้ยินเสียงเคร้งดังขึ้น มีดในมือของสตรีร่วงลงพื้นโดยพลัน นางรู้สึกไม่ปลอดภัยตามสัญชาตญาณ “ไม่ ไม่นะท่านอาจารย์ จะฟังคำพูดไร้สาระของนางไม่ได้! นี่ นี่จะเป็นไปได้อย่างไร…” นังแพศยานั่น ถึงกับ ถึงกับคิดจะเอาเลือดของตนไปหลอมยาเชียวหรือ?! ถึงกับคิดแผนการโหดเหี้ยมเช่นนี้มาแก้แค้นตนเชียวหรือ!
“เซี่ยเยียน หลายปีมานี้อาจารย์ปฏิบัติต่อเจ้าไม่เลวเลย คราวนี้ถึงเวลาเจ้าตอบแทนบุญคุณอาจารย์แล้ว!”
“ท่านอาจารย์ไว้ชีวิตด้วย! ท่านอาจารย์ไว้ชีวิตด้วย! นางจะต้องเพ่งเล็งศิษย์เป็นแน่ พวกเรา พวกเราจับเด็กมามากมายเพียงนั้น เลือดของพวกเขามากพอแล้ว…”
อวิ๋นซูมองดูภาพนี้ ภายในดวงตาลึกล้ำมีเพียงความเย็นยะเยือกอย่างแท้จริง ทว่าบนใบหน้ากลับแสร้งแสดงท่าทีแปลกใจออกมา “ผู้อาวุโสหมายความว่าอย่างไร? หรือว่าแม่นางเซี่ยเยียนมีร่างกายธาตุหยิน?”
“ฮ่าๆๆ คุณหนูกงซุนกล่าวได้ถูกต้อง ดูท่าทางโชคของผู้ชราจะมาถึงแล้ว! เซี่ยเยียน เมื่อปีนั้นอาจารย์เก็บเจ้ามาจากถิ่นทุรกันดาร บางทีนี่คงเป็นสวรรค์ลิขิต เพื่อให้อาจารย์ประสบความสำเร็จในวันนี้ เจ้าควรยินดีแทนอาจารย์ถึงจะถูก” บุรุษในชุดคลุมสีดำค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้เซี่ยเยียนที่มีท่าทีตื่นตระหนัก ปลอกเล็บอันแหลมคมสีดำราวกับคมมีดทำให้ผู้คนตัวสั่น ราวกับชั่วขณะต่อมาจะกรีดลงไปบนลำคอของเซี่ยเยียนก็มิปาน
“แม่นางเซี่ยเยียนร่ำเรียนวิชาพิษมาตั้งแต่เด็กใช่หรือไม่? เช่นนั้นย่อมเหมือนเสือติดปีกแล้ว! เชื่อว่าเลือดสดๆ ในร่างกายของแม่นางเซี่ยเยียนจะต้องให้ผลเป็นสิบเท่าแน่นอน!” คำพูดของอวิ๋นซูยิ่งทำให้ผู้อาวุโสกระตือรือร้น ต้องทราบเมื่อตนรับเซี่ยเยียนมาเป็นศิษย์ก็ให้นางอาบยาพิษมาตั้งแต่เด็ก ร่างกายนี้แข็งแรงยิ่งกว่าบุรุษเสียอีก
“ไม่! ท่านอาจารย์ ท่านอาจารย์ไว้ชีวิตด้วย! ท่านอาจารย์รักศิษย์ที่สุดมิใช่หรือ? วันหน้าศิษย์จะพยายามยิ่งขึ้นเป็นแน่ จะสืบทอดวิชาพิษตระกูลอู่จากท่านอาจารย์ ทำให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกร…” เซี่ยเยียนพบว่าตนไม่มีที่ให้ถอยอีก ความหวาดกลัวในความตายอาบย้อมไปทั่วสมอง ยามนี้ไหนเลยจะมีท่าทีหยิ่งทนงเฉกเช่นยามปกติอยู่อีก
ด้านหลังผู้อาวุโส สตรีสุขุมเยือกเย็นมีรอยยิ้มเรียบเฉยประดับใบหน้า ภายใต้แสงจากเตาหลอมที่สาดส่องกลับทำให้ผู้คนหวาดกลัวหาใดเปรียบ ในที่สุดเซี่ยเยียนก็สัมผัสได้ถึงความน่ากลัวของอวิ๋นซูแล้ว นางถึงกับใช้คำพูดสองสามคำมาทำให้ท่านอาจารย์ทอดทิ้งศิษย์ที่ชุบเลี้ยงมาหลายปีอย่างตนไปในเวลาเพียงพริบตา โหดเหี้ยมไร้ใจถึงเพียงนี้!
อวิ๋นมู่มีสีหน้าเคร่งขรึมลง มองไปยังสตรีที่ไม่มีทางให้เดินอีกครั้ง ที่แท้นี่คือจุดประสงค์ของซูเอ๋อร์ นางต้องการแก้แค้นให้เด็กบริสุทธิ์ที่ตายไปอย่างอนาถเหล่านั้น…
นี่ตรงกับคำพูดนั้น ที่ว่าผลกรรมย่อมได้รับการตอบแทน จะอย่างไรย่อมต้องมีสักวันหนึ่งที่กรรมจะตามทัน สำหรับคนเช่นเซี่ยเยียนที่มือเปื้อนเลือดคนมานับไม่ถ้วน ไม่สมควรได้รับความเห็นใจใดๆ
เสียงเคร้งดังขึ้น อวิ๋นซูปล่อยตัวเด็กชายบนแท่นเหล็กลง เสียงของนางสงบนิ่งหาใดเปรียบ “เวลามิอาจรั้งรอ แม่นางเซี่ยเยียนเชิญขึ้นมาเถิด”
“เจ้า…”
บริเวณหน้าอกเกิดความเจ็บปวด เซี่ยเยียนกำลังจะเอ่ยปากด่า แต่ผู้อาวุโสกลับยื่นมือไปสกัดจุดบริเวณหน้าอกของนางอย่างรวดเร็ว นำสตรีร่างกายแข็งทื่อไปแขวนบนแท่นเหล็ก ใช้โซ่อันเย็นยะเยือกพันธนาการแขนขาทั้งสี่ของนาง ทำให้รู้สึกเหมือนงูพิษตัวหนึ่ง ความเย็นยะเยือกด้านหลังทำให้เซี่ยเยียนรู้สึกหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่คือขั้นตอนที่นางคุ้นเคยหาหาใดเปรียบ เพียงแต่คิดไม่ถึงว่าจะมีวันเช่นนี้ วันที่ตนกลายเป็นคนที่ถูกผู้อื่นเชือดเฉือน
“ท่านอาจารย์…ไว้ชีวิตด้วย…”
น้ำตาไหลออกมาจากหางตาอย่างมิอาจควบคุม ไม่ใช่เพียงเพราะหวาดกลัว ที่มีมากกว่าคือความสิ้นหวังที่ถูกทอดทิ้ง และความไม่ยินยอมพร้อมใจที่ตนพ่ายแพ้อย่างสิ้นเชิง
เดิมทีตนวางแผนเล่นงานนังแพศยานั่น คิดไม่ถึงว่ากลับถูกเล่นงานเสียเอง!
ประเดี๋ยวก่อน…
“ท่านอาจารย์! สมุนไพร สมุนไพรเหล่านั้นใช้ไม่ได้! ใช้ไม่ได้เจ้าค่ะ!” กระทั่งตอนนี้นางทำได้เพียงยืดเวลาออกไปเท่านั้น มิแน่ว่าสุดท้ายท่านอาจารย์อาจเปลี่ยนความคิด
ดวงตาของผู้อาวุโสมืดครึ้มลง เขาเข้าใจศิษย์ของตนเป็นอย่างดี หรือว่า… “คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?”
เซี่ยเยียนกัดฟัน “…เป็น เป็นศิษย์น้องเกลียดชังกงซุนซูจึงลงมือบางอย่างกัยสมุนไพรเหล่านั้น ดังนั้นจึงใช้ไม่ได้
“เอ๋? ศิษย์พี่ ท่าน ท่านพูดอะไร!” บุรุษในอาภรณ์ชุดดำที่อยู่ด้านข้างยังไม่ได้สติกลับมาจากการเปลี่ยนแปลงสะเทือนฟ้าเช่นนี้ เขาถึงกับถูกเซี่ยเยียนลากลงน้ำเชียวหรือ “ท่านอาจารย์ ศิษย์ไม่ได้ทำขอรับ!”
“ยังกล้าพูดว่ามิได้ทำอีกหรือ ทั้งๆ ที่เจ้ากล่าวว่าจะไม่ยอมให้กงซุนซูประสบความสำเร็จเป็นอันขาด มิฉะนั้นท่านอาจารย์จะไม่เชื่อใจพวกเรามากยิ่งขึ้น ดังนั้นเจ้าจึงลงมือกับสมุนไพรเหล่านั้น คิดจะทำลายการหลอมยาคราวนี้! ท่านอาจารย์โปรดให้เวลาศิษย์เล็กน้อย ศิษย์จะต้องช่วยท่านอาจารย์หาสมุนไพรทั้งหมดมาอีกครั้งได้แน่!” ถูกต้อง ต้องช่วงชิงเวลา! เซี่ยเยียนทราบดีว่าที่นี่ไม่มีที่ยืนสำหรับนางอีก ขอเพียงท่านอาจารย์ปล่อยนางไป นางก็จะหนีออกไป ไปยังสถานที่ที่ท่านอาจารย์หาไม่พบ!
บนใบหน้าของบุรุษในอาภรณ์สีดำเต็มไปด้วยความสั่นสะท้าน “เหตุใดศิษย์พี่จึงใส่ร้ายข้าเช่นนี้?! ข้าไม่เคยพูดคำเหล่านี้มาก่อน กลับเป็นศิษย์พี่…”
พบว่าเกิดประกายสีเงินส่องสว่าง บุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้นั้นยังไม่ทันรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ลำคอพลันเย็นวาบ ร่างกายแข็งทื่อล้มลงไปทั้งยืน ไม่นานก็มีเลือดออกจากทวารทั้งเจ็ดจนตาย
“ทำให้คุณหนูกงซุนเห็นเรื่องน่าขันแล้ว ศิษย์ไม่ดีจริงๆ เศษสวะเหล่านี้ปล่อยไว้ก็ไร้ประโยชน์” บุรุษในชุดคลุมสีดำดึงมือกลับมา อวิ๋นซูรับรู้ได้ว่าในแขนเสื้อของอีกฝ่ายซ่อนอาวุธลับอาบยาพิษเอาไว้
ยามนี้เซี่ยเยียนที่อยู่บนแท่นเหล็กพูดไม่ออกโดยสิ้นเชิง พวกเขาเหล่านี้ติดตามเป็นศิษย์ของท่านอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ถึงกับถูกกำจัดอย่างไร้ใจเพียงนี้ มิใช่ว่านางเห็นใจบุรุษบนพื้น เดิมทีก็ต้องการลากเขามาเป็นแพะรับบาปอยู่แล้ว เพียงแต่ในใจของเซี่ยเยียนกลับเกิดความสงสัยต่อผู้อาวุโสอย่างลึกล้ำ อีกฝ่ายจะโหดเหี้ยมเย็นชากับนางเช่นนั้นหรือไม่ “ท่านอาจารย์ ล้วนเป็นความผิดของศิษย์ เรื่องสำคัญเช่นนี้ไม่ควรยืมมือผู้อื่นจริงๆ ขอให้ศิษย์ทำผลงานชดใช้ ตามหาสมุนไพรอีกครั้ง…”
อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันพูดจบ แขนซ้ายกลับเกิดความเจ็บปวดเสียดแทงไปถึงกระดูก เสียงหัวเราะแหบแห้งดังขึ้นข้างหู “ไม่เสียทีที่อาจารย์ให้ความสำคัญกับเจ้าเพียงนี้ ใช้ผลงานมาชดเชย เรื่องนี้…เจ้าจำเป็นต้องทำจริงๆ”
ติ๋งๆ หยาดเลือดสีแดงดำหยดลงพื้น นัยน์ตาทั้งสองของเซี่ยเยียนขยายใหญ่ คำพูดติดอยู่ในลำคอ ถูกความหวาดกลัวครอบงำ