หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 30 ตอนที่ 881 เผชิญซึ่งหน้า
เล่มที่ 30 ตอนที่ 881 เผชิญซึ่งหน้า
ป่าเขาเขียวขจีฟุ้งกระจายไปด้วยบรรยากาศดุจแดนเซียน กองทัพอันยิ่งใหญ่เกรียงไกรหยุดอยู่บริเวณตีนเขา
ชานกงกงพาสาวใช้หลายนางมารออยู่ที่นั่นนานแล้ว เขาทำราวกับไม่เห็นกองทหารที่ได้รับบาดเจ็บในขบวนเดินทาง ใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้มจางๆ เดินเข้ามาต้อนรับ
“คุณหนูกงซุนเดินทางมาไกล ไท่ซ่างหวงทรงยินดียิ่ง ทว่า…ภูเขาแห่งนี้เงียบสงบ คนมากมายเพียงนี้ หากขึ้นเขาไปด้วยกันเกรงว่าจะมิค่อยเหมาะสม คุณหนูกงซุนโปรดอภัยด้วยขอรับ” ความหมายของชานกงกงก็คือให้อวิ๋นซูขึ้นเขาไปเพียงลำพัง ให้กองทัพอยู่รอที่ตีนเขา
บุรุษที่อยู่หน้ากองกำลังส่งสายตาครั้งหนึ่งพลันมียอดฝีมือยี่สิบคนเดินออกมายืนเรียงแถวเบื้องหน้า เห็นได้ชัดว่าต้องการคุ้มครองอวิ๋นซูขึ้นเขา มิใช่ว่าเขายินยอมทำตามพระบัญชาของไท่ซ่างหวง แต่คิดจะให้กองทัพที่เหลือเฝ้าอยู่รอบๆ บริเวณตีนเขาเพื่อให้มั่นใจว่าไท่ซ่างหวงจะไม่พาอวิ๋นซูไปที่อื่นเป็นการส่วนตัว
ชานกงกงทำเพียงแย้มยิ้มเล็กน้อย มิได้คารวะเฟิ่งหลิง แต่กลับเอ่ยปากอย่างลึกล้ำแฝงความหมาย “องค์ชายใหญ่ทรงใคร่ครวญได้รอบด้านยิ่งนัก เรื่องราวมิอาจรั้งรอ เชิญคุณหนูกงซุนเถิด”
อวิ๋นซูหันไปสบตากับเฟิ่งหลิง ผงกศีรษะให้กันอย่างเข้าใจ จากนั้นจึงเดินตามชานกงกงขึ้นบันไดหินไป
ชุนเซียงและอวิ๋นมู่ย่อมตามขึ้นไปด้วยกัน เส้นทางบนภูเขาเต็มไปด้วยต้นหญ้าเขียวขจี สองข้างทางมีต้นไม้หนาแน่นบดบังแสงอาทิตย์ร้อนแรง ข้างหูยินเสียงนกเสียงแมลงที่ห้อมล้อม เมื่อเงยหน้ามองไป บันไดหินกลางภูเขาทอดยาวมองไม่เห็นยอด ทำให้ผู้คนเข้าใจผิดคิดว่าทางเดินทอดตรงขึ้นสู่หมู่เมฆ
เหนือศีรษะมีหมอกสีขาวลอยวนเวียน เมื่อยื่นมือออกไปยังคิดว่าสามารถแตะถูกก้อนเมฆได้จริงๆ กระทั่งอากาศก็เจือไปด้วยกลิ่นหอมของธรรมชาติ ในใจของทุกคนมีความคิดเช่นเดียวกัน เป็นสถานที่ราวกับแดนเซียนจริงๆ มิน่าเล่าไท่ซ่างหวงจึงเลือกที่นี่เพื่อพักผ่อนในวัยชรา
คนปกติอาจคิดไปว่าที่นี่เป็นเพียงเขาลึกอันเงียบสงัด แต่คนเช่นเฟิ่งหลิงและยอดฝีมือทั้งยี่สิบคนกลับสัมผัสได้ถึงสายตาระมัดระวังที่จับจ้องมาตลอดทาง ที่นี่มียอดฝีมือซุ่มอยู่ทุกที่ เต็มไปด้วยการข่มขู่ของไท่ซ่างหวงทุกที่
ชานกงกงที่นำทางอยู่ด้านหน้าหันกลับมามองสำรวจสตรีเยาว์วัยที่เดินอยู่ด้านหลังตนเป็นระยะ ในใจคิดว่าลักษณะของนางมิได้โดดเด่น นับได้ว่าอยู่ในระดับกลาง ตกลงมีความสามารถใดกันแน่จึงทำให้จักรพรรดิเหลียนและองค์ชายใหญ่ให้ความสำคัญเพียงนี้ เขาคิดว่าข่าวลือในเมืองมิอาจเชื่อได้ทั้งหมด ชานกงกงได้แต่ยิ้มรับคำชมเชยที่ชาวบ้านในเมืองหลวงมีต่อหัตถ์เซียนท่านนี้ เขามิเคยสัมผัสถึงวิชาแพทย์ที่แท้จริงของอวิ๋นซู ย่อมคิดว่าข่าวลือเกินจริง อย่างไรก็ตามเมื่อย้อนคิดดูอีกครั้ง สตรีอ่อนแอเช่นนี้สามารถหนีจากน้ำมือของผู้อาวุโสตระกูลอู่มาได้ สมควรมีความสามารถอยู่บ้าง
แม้อวิ๋นซูจะสัมผัสได้ถึงสายตาสำรวจของชานกงกง แต่ก็มิได้เก็บไปใส่ใจ นางสังเกตป่าเขาแห่งนี้ ค่อยๆ เรียนรู้ความคุ้นชินและลักษณะนิสัยของไท่ซ่างหวงผู้นี้ไปอย่างเชื่องช้า
ดูผิวเผินที่แห่งนี้เป็นเพียงป่าเขาอันเงียบสงบที่มีสภาพแวดล้อมดีงามเท่านั้น แต่หากสังเกตให้ละเอียดจะพบร่องรอยที่เกิดจากฝีมือมนุษย์ไม่น้อย ยกตัวอย่างเช่น ดอกไม้ป่าที่พบตลอดทางมีไม่มาก แต่ดอกไม้ป่าที่พบได้น้อยเฉกเช่นดอกมู่ตานอันล้ำค่ากลับเห็นได้ทุกที่ กล่าวได้ว่าต้นไม้ที่นี่คล้ายผ่านการปรับปรุงอย่างพิถีพิถันมาแล้ว หากจะกล่าวว่าที่นี่เป็นป่าเก่าแก่ มิสู้กล่าวว่าที่นี่คือสวนบุปผาของไท่ซ่างหวงเพียงผู้เดียวเสียยังจะดีกว่า นี่จะต้องเสียกำลังคนและทรัพยากรไปมากน้อยเพียงใดจินตนาการได้เลยทีเดียว อวิ๋นซูเดาได้ว่าไท่ซ่างหวงมิใช่คนที่จะพูดคุยคล้อยตามด้วยง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้นความระแวงของเขามิได้ธรรมดา แม้ที่นี่จะมีสภาพแวดล้อมงดงาม แต่บรรยากาศกลับหนักอึ้งเคร่งขรึมผิดปกติ ไอสังหารบนร่างของผู้ที่อยู่ในเงามืดเหล่านั้นรุนแรงเกินไป ทำลายธรรมชาติและความสดใหม่ของพวกมันจนสิ้น ทุกอย่างมิได้เป็นเฉกเช่นที่ดวงตาเห็น เหมือนกับไท่ซ่างหวงผู้นี้ คำที่เขากล่าวเรื่องที่เขาทำ ล้วนมีจุดประสงค์
เบื้องหน้าปรากฏเรือนพักสีเขียวมรกต อย่างไรก็ตามยิ่งเดินขึ้นไป ทุกคนยิ่งมองเห็นสิ่งก่อสร้างอันกว้างใหญ่ไพศาลนั้นได้อย่างชัดเจน
หากจะกล่าวว่าเป็นเรือนพัก มิสู้กล่าวว่าเป็นพระราชวังที่สร้างจากไม้ไผ่เสียยังจะดีกว่า พื้นที่ของมันกว้างขวาง ภายในมีของประดับจัดเรียงอย่างหรูหราพิถีพิถัน สามารถมองเห็นกลิ่นอายของบารมีได้ทุกที่
“คุณหนูกงซุนเชิญตามบ่าวมาด้านนี้ขอรับ” ชานกงกงหันมาคารวะเล็กน้อย ส่งสายตาครั้งหนึ่ง พลันมีองครักษ์สองนายเข้ามาขวางทางพวกเฟิ่งหลิงไว้ กระทั่งชุนเซียงที่เป็นสาวใช้ก็ยังถูกกันอยู่ด้านนอก เห็นได้ว่าเมื่อมาถึงที่นี่ ไท่ซ่างหวงไม่มีเจตนายอมถอยแม้แต่น้อย
เฟิ่งหลิงยังคงไม่วางใจ กำลังคิดจะเดินไปด้านหน้า ทว่าอวิ๋นซูคล้ายคาดเดาความคิดของเขาได้จึงแย้มยิ้มเล็กน้อย “วางใจเถิด ไท่ซ่างหวงมีฐานะสูงส่งพระทัยกว้างขวาง ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับสตรีเยาว์วัยเช่นข้าเป็นแน่ ข้าไปครู่เดียวเดี๋ยวกลับมา”
คำพูดนี้คล้ายกับกล่าวให้ชานกงกงฟัง และคล้ายกับกล่าวให้คนที่อยู่ในเงามืดเหล่านั้นฟัง
ฮ่าๆ เป็นดรุณีที่ฉลาดเฉลียวยิ่งนัก ชานกงกงคิดในใจ จากนั้นจึงชะงักฝีเท้า รออวิ๋นซูเดินตามไป
สตรีสุขุมเยือกเย็นผู้นั้นค่อยๆ หายไปบนระเบียงทางเดิน ยามนี้เฟิ่งหลิงจึงค่อยเก็บสายตากลับมา ยืนอยู่ด้านข้างด้วยลำตัวยืดตรง มือจับปลอกกระบี่ที่เอว มองการเคลื่อนไหวรอบด้านอย่างระมัดระวัง
ชุนเซียงรู้สึกร้อนใจยิ่งนัก ทว่านางเข้าใจดี ที่นี่มิใช่สถานที่ที่สาวใช้ต่ำต้อยเช่นนางจะก่อเรื่องได้ ทำได้เพียงรออยู่ข้างกายอวิ๋นมู่อย่างสงบ มองไปยังทิศทางที่อวิ๋นซูจากไป
“คุณหนูกงซุนโปรดรสักครู่” อวิ๋นซูถูกพาไปยังห้องโถงอันกว้างขวางแห่งหนึ่ง มีเพียงโต๊ะและเก้าอี้ไม้ไผ่ตั้งอยู่ตรงกลาง ไม่นานก็มีสาวใช้ยกกาน้ำชาร้อนเข้ามาวางลงเบื้องหน้าอวิ๋นซู
ห้องรับแขกแห่งนี้มีแสงส่องผ่านมาได้สองด้าน เมื่อมองผ่านหน้าต่างไม้ไผ่ยังเห็นป่าไผ่เขียวขจีที่อยู่ด้านนอก แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาบนพื้นสีเขียวมรกต เกิดแสงสว่างอันอ่อนโยนอบอุ่น รอบด้านเงียบสงัดจนได้ยินเสียงนกเสียงแมลง ไม่ทราบว่าชานกงกงและสาวใช้นางนั้นถอยออกไปตั้งแต่ยามใด เหลือนางนั่งอยู่หน้าโต๊ะเพียงลำพัง
เวลาผ่านไปทุกชั่วขณะ แต่ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวใด
อวิ๋นซูทำเพียงหลับตา ดมกลิ่นหอมของชาไปพลางจมลงสู่การใคร่ครวญของตนเองไปพลาง มิได้มีท่าทีลุกลี้ลุกลนแม้แต่น้อย
“ไท่ซ่างหวง นางยังรออยู่ที่ห้องโถงพ่ะย่ะค่ะ”
ในมุมมืด ชานกงกงยังคงลอบสังเกตสตรีที่กำลังรออยู่เป็นระยะ เดิมทีคิดว่าเมื่อเวลาผ่านไปจะเห็นอีกฝ่ายลุกนั่งไม่ติดที่ ไหนเลยจะรู้ว่าสตรีผู้นี้แม้อายุยังน้อย แต่นิสัยกลับยอดเยี่ยม ท่าทีหนักแน่นไม่ขยับเขยื้อนเช่นนั้นไม่เหมือนท่าทีที่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมผู้หนึ่งควรมีจริงๆ
หลังฉากกั้นลม บุรุษผู้นั้นทำเพียงจิบชาอย่างสบายอุรา ตอบรับเสียงเบา ไม่มีความคิดที่จะเดินไป
เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น รอคอยอย่างไร้ความหวัง ย่อมสามารถทำลายจิตวิญญาณของคนผู้หนึ่งได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากอยู่ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่เป็นประโยชน์เช่นนี้ด้วยแล้ว จะทำลายพลังใจของคนผู้หนึ่งได้ง่ายที่สุด ไท่ซ่างหวงคิดใช้โอกาสนี้โจมตีดรุณีนางนั้นเสียหน่อย ให้นางรู้ว่าผู้ใดมีอำนาจกุมความเป็นความตายของนาง จากนั้นเมื่อยามพบหน้าทุกเรื่องย่อมพูดคุยง่ายแล้ว
“เหตุใดยังไม่ออกมาอีก?” ด้านนอกชุนเซียงรอจนร้อนใจแล้ว พบว่าดวงอาทิตย์คล้อยต่ำลง แสงแดดยามอาทิตย์ตกดินสาดส่องลงมาเบื้องเท้าของพวกเขา ทว่าด้านหน้ายังคงไร้เงาผู้ใดกลับมา นางมองไปทางเฟิ่งหลิงด้วยท่าทีร้องขอ แต่บุรุษรูปงามกลับทำเพียงหลับตานิ่ง ไม่ทราบว่ากำลังพักผ่อนหรือกำลังคิดสิ่งใด
อวิ๋นมู่ที่เงียบมาโดยตลอดเห็นสาวใช้มีท่าทีลุกนั่งไม่ติดที่จึงทอดถอนใจเบาๆ “รอดูความเปลี่ยนแปลงอย่างสงบเถิด” เขาเชื่อในความสามารถของอวิ๋นซู หากมีอันตรายจริงๆ ตอนนี้คงมีการเคลื่อนไหวแล้วถึงจะถูก ไม่มีข่าวย่อมนับว่าเป็นข่าวดีที่สุดแล้ว
ม่านราตรีมาเยือน เสียงฝีเท้าเบาๆ ดังเข้ามาใกล้ สตรีที่เดิมทีนั่งหลับตาอยู่หน้าโต๊ะพลันลืมตากระจ่างใสขึ้นมา
ชานกงกงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง เดิมทีเขาคิดว่าอวิ๋นซูจะต้องเหนื่อยจนหลับไปแล้ว คิดไม่ถึงว่านางจะตื่นอยู่ หรืออาจกล่าวได้ว่าระมัดระวังตัวเป็นอย่างยิ่งกระมัง “คุณหนูกงซุน ไท่ซ่างหวงเชิญเข้าเฝ้าขอรับ”
ไม่จำเป็นต้องอธิบายว่าเหตุใดจึงให้นั่งรอนานเพียงนี้ นี่คือความสามารถของผู้มีอำนาจที่แท้จริง อวิ๋นซูย่อมไม่เอ่ยปาก นางรู้ว่าอีกฝ่ายมีเหตุผลนับร้อยพันกำลังรออยู่ ถามไปก็ไม่มีความหมายใด
คราวนี้นางกลับถูกพาไปยังด้านในเรือนอีกแห่งหนึ่ง
สาวใช้ที่คอยปรนนิบัติอยู่ที่นี่มีมากกว่าอย่างชัดเจน ใบหน้านอบน้อมเช่นนั้นทำให้อวิ๋นซูรู้ว่าคราวนี้ได้เวลาพบพระพักตร์ไท่ซ่างหวงอย่างแท้จริงแล้ว
เบื้องหน้า ชานกงกงหยุดฝีเท้าลง เขาก้มตัวผายมือออกไป “คุณหนูกงซุนเชิญด้านในขอรับ”
ในห้องยังคงมีแสงเทียนส่องสว่าง ผสานรวมกับแสงจันทราสีเงินทำให้ผู้คนรู้สึกถึงบรรยากาศอันเงียบสงบ รอบด้านเงียบเสียจนได้ยินเสียงฝีเท้าของอวิ๋นซู นางค่อยๆ ก้าวเข้าไป พบว่าตรงกลางมีฉากกั้นลมตั้งอยู่ หลังฉากกั้นลมมีเงาร่างรางเลือนนั่งอยู่ร่างหนึ่ง
อวิ๋นซูนั่งลงคารวะ “หม่อมฉันถวายพระพรไท่ซ่างหวงเพคะ”
“เงยหน้าขึ้น” หลังฉากกั้นลมมีเสียงดังแว่วมา อวิ๋นซูค่อยๆ ยืดตัวตรง มองไปด้านหน้าอย่างสงบ
ไม่หยิ่งยโสไม่ร้อนรน สีหน้าสงบนิ่ง ในทุกการเคลื่อนไหวและการกระทำเต็มไปด้วยกลิ่นอายของสตรีสูงศักดิ์ชัดเจน ทว่าบรรยากาศสงบเยือกเย็นกลับทำให้ไท่ซ่างหวงรู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
“เจิ้นอยากพบคุณหนูกงซุนมาโดยตลอด วันนี้นับว่าสมปรารถนาแล้ว ไม่ทำให้เจิ้นผิดหวังจริงๆ”
“หม่อมฉันมิกล้ารับเพคะ”
“อย่างไรก็ตาม เดินทีเจิ้นคิดว่าคุณหนูกงซุนจะมิกล้ามา ตอบเจิ้นได้หรือไม่ เหตุใดเจ้าต้องมา? มาเพื่อสิ่งใด? เจิ้นต้องการฟังความจริง” ในชั่วขณะที่ได้เห็นสตรีนางนี้ ไท่ซ่างหวงพลันเปลี่ยนความคิดก่อนหน้านี้ของตนจนหมดสิ้น เขาต้องการรู้ว่าสตรีนางนี้สงบเยือกเย็นเฉกเช่นที่แสดงออกจริงหรือไม่
อวิ๋นซูหลุบตาลง คำพูดของไท่ซ่างหวงอยู่นอกเหนือการคาดเดาของนางไปบ้างจริงๆ ไม่มีคำพูดเกรงอกเกรงใจก็ลงมีดโดยตรงเสียแล้ว
“เพราะบารมีของไท่ซ่างหวง มาเพื่อชาวประชาแห่งแคว้นเหลียนเพคะ” ประโยคหน้าตอบคำถามแรก ประโยคหลังตอบคำถามที่สอง
อ้อ? ความหมายของนางก็คือเพราะเป็นคำสั่งของตนนางจึงจำเป็นต้องมา อย่างไรก็ตามเป็นเพราะนางใส่ใจชาวประชาแคว้นเหลียน กังวลถึงความยากลำบากของชาวประชาจึงมาเช่นกัน มุมปากของไท่ซ่างหวงยกขึ้นเล็กน้อย บางทีประโยคแรกอาจเป็นความจริง เช่นนั้นประโยคที่สองเล่า? นางมีคุณธรรมใดมีความสามารถใดจึงได้เป็นห่วงความยากลำบากของชาวประชา?
“ความสงบสุขปลอดภัยของชาวประชาแคว้นเหลียน เจิ้นคิดว่าไม่จำเป็นต้องให้คุณหนูกงซุนทำอันใด”
“หากความฝันในการมีชีวิตยืนยาวยังไม่ถูกทำลาย เช่นนั้นชาวประชาย่อมมิอาจสงบสุข”
อะไรนะ? “โอหัง!”
หลังฉากกั้นลมมีเสียงเย็นชาดังแว่วมา บรรยากาศพลันตึงเครียดหาใดเปรียบ
อวิ๋นซูก็ไม่ได้คิดถอย “ทูลไท่ซ่างหวง คราวนี้ที่หม่อมฉันมาเพราะต้องการทูลความจริงเรื่องหนึ่งกับพระองค์เพคะ บนโลกใบนี้ไม่มียาอายุวัฒนะอันใด การหลงใหลมัวเมาในวิชาหลอมยาทำได้เพียงบ่มเพาะความชั่วร้ายและเพิ่มพูนการสังหารเท่านั้น ไม่มีสิ่งอื่นใดอีก พลังทำลายล้างของมันมากมายยิ่งกว่าสงคราม ผู้ที่จะได้รับผลกระทบมิได้มีเพียงแคว้นเหลียน”
ไท่ซ่างหวงสูดหายใจลึก “เจิ้นได้ยินว่าระหว่างทางคุณหนูกงซุนพบกับการลอบโจมตี คนทรยศตระกูลอู่ผู้นั้นดูอ่อนเยาว์ลง 30 กว่าปี เรื่องนี้เป็นความจริงหรือ?”