หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 30 ตอนที่ 887 จุดตัดของโชคชะตา
เล่มที่ 30 ตอนที่ 887 จุดตัดของโชคชะตา
อวิ๋นซูดวงตาสว่างวาบ มองไปยังใบหน้าเปี่ยมกังวลของอวิ๋นมู่ ค่อยๆ ก้มหน้าลงมองไปยังกระถางต้นไม้บนธรณีหน้าต่าง ดอกไม้ตูมดอกเล็กๆ ยังคงมิเบ่งบาน ยามนี้มีแนวโน้มว่าจะร่วงโรยแล้ว
“บางทีอาจเป็นเพราะระยะนี้นอนไม่ค่อยหลับ คงเหนื่อยเท่านั้น” คำพูดที่คล้ายจะหลีกเลี่ยงประเด็นสำคัญกับทำให้อวิ๋นมู่เงียบไปครู่หนึ่ง
“คุณหนูกงซุน นี่มิใช่เรื่องล้อเล่น”
น้ำเสียงของเขาพลันแปรเปลี่ยน หรือนางไม่รู้ว่ามีใครหลายคนเป็นห่วงนาง หากนางเป็นอะไรไปจะเปลี่ยนชะตาชีวิตของคนมากน้อยเพียงใด อวิ๋นมู่ยื่นมือออกไปจับแขนอวิ๋นซู อีกฝ่ายเงยหน้าขึ้นอย่างจนใจ ในดวงตาของบุรุษเต็มไปด้วยความเคร่งขรึม “ระยะนี้ชีพจรของคุณหนูกงซุนเต้นแรงไม่แผ่ว ไม่ปกติเป็นอย่างมาก เป็นผลข้างเคียงของยาอายุวัฒนะนั้นใช่หรือไม่ ท่านกินยาแก้ลงไปจริงหรือ?!”
ในฐานะที่เป็นผู้เดินบนเส้นทางการแพทย์ อวิ๋นซูเชี่ยวชาญการดูแลตนเองเป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาชีพจรของนางเต้นสงบมาโดยตลอด ราวกับสายน้ำไหลนิ่งอย่างไรอย่างนั้น อย่างไรก็ตามอวิ๋นซูกลับพบว่าชีพจรของนางในระยะนี้เต้นเร็วกว่าเมื่อก่อนมาก ทั้งยังมีแนวโน้มว่าจะเต้นเร็วขึ้นเรื่อยๆ หากดูจากแนวโน้มนี้ ร่างกายของนางอาจก้าวเข้าสู่การพังทลายเพราะรับอัตราการเต้นของหัวใจที่รวดเร็วเช่นนี้ไม่ไหว
ยาอายุวัฒนะทำให้ผู้สูงอายุฟื้นคืนสู่ความเยาว์วัย แต่จะเผาผลาญพลังชีวิตและตายไปอย่างรวดเร็ว เพียงแต่หากเป็นสตรีอายุน้อยเช่นอวิ๋นซูไม่ทราบว่าจะมีผลลัพธ์เช่นไร
“ท่านลุงมู่ไม่จำเป็นต้องกังวล จะมีปฏิกิริยาเช่นนี้เพียงชั่วคราวเท่านั้น”
“ไม่ต้องกังวลหรือ? ข้าจะไม่กังวลได้อย่างไร เจ้า…” จู่ๆ อวิ๋นมู่พลันอารมณ์พลุ่งพล่านขึ้นมา ความหมายของเขาก็คือ ความเป็นความตายของนางจะไม่ให้ตนกังวลเช่นนั้นหรือ? หากรู้ว่านางจะเลอะเลือนเช่นนี้ ตอนแรกตนควรกินยาลูกกลอนนั่นลงไปแทนนาง!
อวิ๋นซูถอนใจเบาๆ นางกินยาแก้ลงไปจริงๆ แต่ยาแก้จะมมีผลหรือไม่ นางไม่มีความมั่นใจเต็มสิบส่วน
“ท่านลุงมู่โปรดอย่านำเรื่องนี้ไปบอกผู้อื่น เพียงรักษาตัวสักหลายวันก็พอ อีกไม่นานก็จะหายเป็นปกติ”
อวิ๋นมู่สูดหายใจลึก เด็กคนนี้ไม่เห็นสุขภาพของตนอยู่ในสายตาจริงๆ หรือ? “งานแต่งงานของคุณหนูกงซุนใกล้จะมาถึงแล้ว อย่าได้ลืมเล่า ชีวิตของท่านเพิ่งจะเริ่ม” เขาค่อยๆ หมุนตัวไป “ข้าจะคิดหาวิธีต่อไป หากสถานการณ์ย่ำแย่ ข้า…จะต้องบอกองค์ชายใหญ่”
อวิ๋นซูกำลังจะเอ่ยปากกล่าวอะไรบางอย่าง ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับเดินก้าวใหญ่ๆ จากไป ไม่ให้โอกาสใดๆ แก่นาง
หากให้เฟิ่งหลิงรู้เรื่องนี้ เขาจะต้องโทษตัวเองและจมลงสู่ความกังวลอันไร้ที่สิ้นสุดเป็นแน่ ตอนนี้เป็นเวลาสำคัญในการตามหาฮองเฮาพระองค์ก่อน นางจะกลายเป็นภาระของเขาได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นฤทธิ์ของยาอายุวัฒนะจะถูกสลายไปหรือไม่ก็ยังไม่ทราบ โชคชะตาของนาง…คงไม่ย่ำแย่เพียงนั้น
…
บริเวณชายแดนแคว้นเหลียน เช้าวันนี้ภายในป่าฟุ้งกระจายไปด้วยหมอกสีขาวอันหนาทึบ
ประกายสีเงินสายหนึ่งทะลุผ่านไปบนพื้นหญ้าอย่างรวดเร็ว คล้ายกับมีเสียงนกเสียงแมลงร้องดังแว่วมาตามสายลม
สตรีนางหนึ่งแบกตะกร้าไผ่ยืนอยู่ สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยที่เมื่อครู่ยังอยู่ข้างกาย ยามนี้ไม่เห็นร่องรอยแล้ว
“โฮ่ง” ยามนี้เอง เบื้องหน้าพลันมีอุ้งเท้าปุยปรากฏ สตรีผู้สวมผ้าแพรปิดหน้าแย้มยิ้มเล็กน้อย ที่แท้ก็อยู่ที่นั่น กำลังคิดจะเดินไปเบื้องหน้า สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยกลับส่งเสียงออกมาสองครั้งก่อนจะวิ่งมารอบตัว นี่…ต้องการให้ไปที่ใดอีกเล่า?
สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยเบื้องหน้าวิ่งพล่านราวกับพบของแปลกใหม่อะไรบางอย่าง หันมาเร่งสตรีด้านหลังไม่หยุด
“เด็กคนนี้นี่ ซุกซนอีกแล้วหรือ?”
ในที่สุดซูฉินก็จับเจ้าตัวน้อยที่อยู่ไม่สุขนั้นไม่ทัน พบว่ามันส่งเสียงร้องไปเบื้องหน้าไม่หยุด ยามนี้สตรีจึงค่อยสังเกตเห็นว่าบนพื้นหญ้าถึงกับมีร่องรอยสีแดงม่วงอยู่เล็กน้อย
เลือดหรือ?
สตรีขมวดคิ้วมองไป พบว่าภายใต้หมอกหนา เงาคนรางเลือนสะท้อนสู่ม่านสายตา ริมธารมีคนผู้หนึ่งนอนอยู่
นางค่อยๆ เดินเข้าไปใกล้ บุรุษผู้นั้นนอนหันหลังให้นางอยู่ริมธาร บริเวณไหล่มีธนูปักอยู่ดอกหนึ่ง เลือดอาบย้อมไปทั่วทั้งหลังแล้ว เลือดของเขาเป็นสีม่วงดำดูน่าตกใจ ซูฉินย่อตัวลง ยื่นมือไปสัมผัสชีพจรบริเวณลำคอของเขาเบาๆ ยังคงเต้นอย่างอ่อนแรง
ธนูดอกนี้มีพิษ เขาถึงกับรอดชีวิตมาได้เชียวหรือ? ช่างดวงแข็งจริงๆ
นางจับบุรุษผู้นั้นหันมาอย่างระมัดระวัง ใบหน้างดงามหล่อเหลาที่ยังคงเยาว์วัยสะท้อนสู่ม่านสายตา มุมปากซีดขาวมีรอยเลือดแห้งกรัง
อาภรณ์บนร่างของเขาขาดเสียหายไปหลายแห่ง ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยบาดแผลจากของมีคมทั้งน้อยทั้งใหญ่ เห็นได้ว่าผ่านการสู้สังหารอันดุเดือดมา
ซูฉินลังเลครู่หนึ่ง สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยที่อยู่ข้างกายใช้อุ้งเท้าตะปบแขนเสื้อบุรุษผู้นั้นพลางส่งเสียงร้องเรียกออกมาจากปากไม่หยุด
ซูฉินแย้มยิ้มอย่างจนใจ “เจ้าตัวน้อย ต้องการให้ข้าช่วยเขาหรือ?”
สุนัขจิ้งจอกตัวนี้ฉลาดเฉลียวยิ่งนัก หากเป็นคนที่มันไม่ชอบจะไม่มองแม้เพียงสายตา ดูท่าทางบุรุษหนุ่มผู้นี้โชคดีไม่เลว
เพื่อหลีกเลี่ยงการตามหาของหวงฝู่เฉิน ซูฉินจึงมาอยู่ที่อีกฝั่งของภูเขาโดยมิได้บอกผู้อื่น นางมิอาจไปจากที่นี่ได้ และจะไม่ยอมถูกคนเหล่านั้นหาตัวพบเป็นแน่ นางจึงอาศัยสุนัขจิ้งจอกที่เลี้ยงไว้เพื่อสืบข่าว พวกมันมีประสาทรับกลิ่นที่เฉียบแหลม สามารถทำให้ซูฉินรักษาระยะห่างจากคนของหวงฝู่เฉินได้
เจ็บ เจ็บไปทั้งร่างแล้ว
บุรุษบนเตียงนอนหลับไม่สบายนัก คิ้วขมวดแน่นมิคลาย มือที่วางราบอยู่ข้างตัวกำขึ้นเป็นระยะราวกับกำลังถูกผู้อื่นไล่สังหารในความฝันอย่างไรอย่างนั้น
บนหน้าผากเปียกชื้นและร้อนผ่าว ทั้งยังให้ความรู้สึกเย็นยะเยือก หลานอวิ๋นรู้สึกราวกับมีคนใช้ขนสัตว์กวาดไปมาบริเวณจมูกจึงยื่นมือออกไปจับ “หลิงเอ๋อร์อย่าซน…”
“โฮ่ง…”
“พี่ใหญ่เหนื่อยมากแล้ว ขอหลับอีกสักครู่เถิด…”
“โฮ่ง…”
แสงอาทิตย์สาดส่องลงมาบนขนตาหนาของบุรุษ บริเวณแก้มมีความเปียกชื้นและอบอุ่นแผ่ออกมา ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
ดวงตากลมโตคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขา หนวดและจมูกเปียกชื้นสีดำขยับเข้ามาใกล้ ลิ้นสีชมพูเลียไปที่แก้มของเขา หลานอวิ๋นตัวแข็งทื่อ สะ สุนัขจิ้งจอก?!
“โฮ่ง!”
บุรุษจับสุนัขจิ้งจอกตัวน้อยบนร่างโยนออกไปโดยพลัน เมื่อเจ้าตัวน้อยขนปุยตกลงพื้นก็ส่งเสียงมาทางเขาอย่างไม่พอใจ
ยามนี้เองประตูพลันเปิดออก สตรีผู้สวมผ้าแพรปิดหน้านางหนึ่งเดินเข้ามา มองมาที่เขาด้วยความแปลกใจ “คุณชายฟื้นแล้วหรือ?”
ภาพเบื้องหน้าค่อยๆ ชัดเจน หลานอวิ๋นจึงค่อยพบว่าตนอยู่ในกระท่อมอันเรียบง่ายที่ดูแปลกตาแห่งหนึ่ง
“ข้า เหตุใดข้าจึงมาอยู่ที่นี่…”
เขาคิดเรื่องก่อนหน้านี้ไม่ออกไปชั่วขณะ ซูฉินนำถ้วยยาวางไว้ด้านข้างอย่างเบามือ “คุณชายได้รับบาดเจ็บ สลบอยู่ที่ริมลำธาร เจ้าตัวน้อยนี้ไปพบเข้า”
สุนัขจิ้งจอกน้อยนั่นหรือ?
สุนัขจิ้งจอกสีขาวกระโดดขึ้นมาบนเตียงอีกครั้ง หลานอวิ๋นขดตัวไปด้านหลังด้วยความตึงเครียด ซูฉินแย้มยิ้ม “มันไม่กินคน”
“…” เขาก็มิได้กล่าวว่าตนกลัวเสียหน่อย เพียงแค่…ไม่คุ้นชินไปชั่วครู่เท่านั้น
ใช่แล้ว เขาจำได้แล้ว ตนพาคนมาจนเจอกับการซุ่มโจมตี คิดไม่ถึงว่าคนของไท่ซ่างหวงจะตามรอยมาถึงที่นี่ นี่ยิ่งแสดงให้เห็นว่าฮองเฮาพระองค์ก่อนอาจจะอยู่บริเวณนี้! เพียงแต่ผู้ใต้บังคับบัญชาของไท่ซ่างหวงโหดเหี้ยมยิ่งนัก แต่ละคนเป็นยอดฝีมือที่สามารถใช้พิษได้ ตนเลินเล่อไปชั่วขณะจึงถูกโจมตีเข้ากระบวนท่าหนึ่ง ท่ามกลางการคุ้มครองของลูกน้องเขาจึงหนีออกมาได้ แต่ว่า…กลับหลงทางอยู่ในป่าแห่งนี้
“แย่แล้ว ถุงผ้าแพร! ถุงผ้าแพรของข้าเล่า!” หลานอวิ๋นคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ รีบคลำไปบริเวณอกเสื้อด้วยท่าทีเคร่งเครียด การกระทำนี้ทำให้บาดแผลบนร่างฉีกขาดจนต้องร้องออกมา
“คุณชายอย่าขยับ มิเช่นนั้นหากบาดแผลฉีกขาดจะหายช้า”
หลานอวิ๋นจำได้ว่าตนถูกธนูทำให้บาดเจ็บบริเวณไหล่ เขาหันไปมอง พบว่าบริเวณไหล่ของตนถูกพันแผลไว้อย่างดี ยามนี้จึงค่อยรู้สึกเย็นๆ ชาๆ
“ซีด…”
ยามนี้เอง เขี้ยวอันใหญ่โตทำให้บุรุษตกใจ “งู!”
ไม่ทราบว่าสตรีเบื้องหน้าหยิบงูที่กำลังอ้าปากตัวหนึ่งออกมาจากที่ใด มันกำลังเลื้อยไปมาเบื้องหน้าเขา มุมปากของหลานอวิ๋นแข็งค้าง “แม่นาง นี่ นี่ท่าน…”
“บนธนูที่ปักอยู่บนไหล่ของคุณชายอาบไปด้วยยาพิษร้ายแรง สามารถมีชีวิตอยู่มาถึงตอนนี้ได้ก็นับว่าอัศจรรย์แล้ว อย่างไรก็ตามพิษนั้นซึมลึกเข้าไปถึงเลือดแล้ว ตอนนี้ทำได้เพียงใช้พิษแก้พิษ ในสองวันนี้เจ้างูน้อยตัวนี้จะทำประโยชน์ให้ไม่น้อย”
ใช้พิษแก้พิษ?! สีหน้าของหลานอวิ๋นย่ำแย่ยิ่งนัก แม้สตรีเบื้องหน้าจะปิดบังใบหน้าไว้ แต่ดูท่าทางยังเยาว์ยิ่ง วิธีเช่นนี้จะพึ่งพาได้หรือ?
ซูฉินคล้ายจะสัมผัสได้ถึงความคิดของบุรุษ น้ำเสียงเจือไปด้วยความหยอกล้อ “วางใจเถิด หากจะถูกพิษตายคงตายไปตั้งแต่สองวันก่อนหน้านี้แล้ว”
“…” วิธีพูดเช่นนี้มิอาจทำให้ผู้อื่นวางใจได้แม้แต่น้อย ช่างเถิด สถานการณ์เช่นไรบ้างที่ตนไม่เคยพบ เพียงแค่งูพิษเพียงตัวเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม แม้หลานอวิ๋นจะคิดเช่นนี้แต่กลับเบนสายตาออกไปด้านข้างไม่คิดมอง
บริเวณแขนมีความเจ็บปวดอันเสียดแทงแพร่ออกมาระลอกหนึ่ง ไม่ต้องคิดเขาก็ทราบว่าตนในยามนี้มีสภาพน่าอนาถเพียงใด
“แม่นางเห็นถุงผ้าแพรที่ข้าพกติดตัวมาหรือไม่?”
“ไม่เห็น”
แย่แล้ว นั่นเป็นของที่องค์ชายใหญ่มอบให้เขา ด้านในมีของของฮองเฮาพระองค์ก่อนอยู่ ตอนนี้ทำหายไป เขาจะจำฮองเฮาพระองค์ก่อนได้อย่างไร? ยิ่งไปกว่านั้นหากตกอยู่ในมือของผู้อื่น ผลลัพธ์ย่อมมิอาจคาดเดา
“ท่านจะไปไหน?”
ซูฉินมองไปยังบุรุษที่พยายามลงจากพื้นด้วยความแปลกใจ อีกฝ่ายหยิบอาภรณ์ที่วางพับอยู่ด้านข้างขึ้นมา “ข้ายังมีเรื่องสำคัญต้องทำ ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต ข้า…”
หลานอวิ๋นรู้สึกสองขาไร้เรี่ยวแรง ถึงกับทรุดนั่งลงไปเช่นเดิม ความชาอันรุนแรงแผ่ขึ้นมาจากเท้า ทำให้เขารู้สึกราวกับขาทั้งสองมิใช่ของตน “ขาของข้า…”
“เมื่อพิษของงูตัวนี้ออกฤทธิ์แล้วย่อมเป็นเช่นนี้ อีกไม่นานก็จะทุเลาลง คุณชายไม่จำเป็นต้องกังวล”
สมควรตาย นี่เขาสลบไปกี่วันแล้ว? หากทางด้านองค์ชายใหญ่ไม่ได้รับข่าวของตน ไม่รู้ว่าจะทำอะไรหรือไม่
“ไม่ทราบว่าแม่นางมีเครื่องเขียนหรือไม่?”
ซูฉินหยุดการเคลื่อนไหวในมือลง “ขออภัย ที่นี่ไม่อนุญาตให้ส่งจดหมาย”
อะไรนะ? หลานอวิ๋นอดไม่ได้ที่จะชะงักไป สตรีนางนั้นเงยหน้าขึ้นมา กล่าวด้วยน้ำเสียงไม่อนุญาตให้สงสัย “รอบาดแผลคุณชายหายดีเสียก่อนค่อยติดต่อไปเถิด”
“เช่นนั้น เช่นนั้นข้าไปตอนนี้ดีกว่า…”
“เช่นนั้นเป็นไปได้มากกว่าคุณชายเดินพ้นจากประตูไม่ถึงสองก้าวก็จะพิษกำเริบตาย” ซูฉินตอบกลับมาอย่างเรียบเฉยประโยคหนึ่ง หลานอวิ๋นพลันแข็งทื่อ ถึงกับไร้คำจะกล่าว
บริเวณมือมีสัมผัสปุยนุ่ม สุนัขจิ้งจอกตัวน้อยใช้หัวของมันดันมือหลานอวิ๋นไม่หยุด ท่าทางเช่นนี้ช่างน่ารักน่าชังนัก
หลานอวิ๋นทอดถอนใจเบาๆ เมื่อได้สติกลับมาสตรีนางนั้นก็ออกไปจากห้องแล้ว เหตุใดบนภูเขาโดดเดี่ยวแห่งนี้จึงมีสตรีอยู่ที่นี่เพียงลำพัง ทั้งยังเลี้ยงสัตว์เลี้ยงเช่นนี้ไว้อีก คิดไม่ถึงว่าเขาจะตกอยู่ในสภาพน่าอนาถเพียงนี้ ความแค้นนี้เขาจะต้องคิดบัญชีกับพวกมันให้ดีๆ แน่!