หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 30 ตอนที่ 893 แคว้นอี้บุก
เล่มที่ 30 ตอนที่ 893 แคว้นอี้บุก
เนิ่นนานผ่านไปหลังจากกั้นลมจึงค่อยมีเสียงถ้วยแตกดังขึ้น
“ไท่ซ่างหวงโปรดระงับโทสะ!” ผู้อาวุโสทั้งสองคุกเข่าลงด้านข้างด้วยความหวาดกลัว กระทั่งชานกงกงที่อยู่ด้านนอกก็คุกเข่าลงเช่นกัน
“ตอนนี้เจ้าจะบอกกับเจิ้นว่าไม่มีความเป็นอมตะหรือ? เช่นนั้นตอนแรกผู้ใดกล่าวว่าตระกูลอวิ๋นมีวิชาลับเช่นนี้ ยิ่งไปกว่านั้นยังสืบทอดกันมาหลายร้อยปีด้วย?!”
ผู้เยาว์ที่อยู่บนพื้นรู้สึกเรี่ยวแรงทั่วทั้งร่างค่อยๆ ไหลออกไป ไท่ซ่างหวง? ผู้ที่อยู่หลังฉากกั้นลมถึงกับเป็น…
ชานกงกงเห็นสายตาของบุรุษผู้นั้นจึงรีบเดินมาเบื้องหน้าผู้อาวุโสทั้งสอง “ผู้อาวุโสเชิญรอด้านนอกเถิด”
ผู้อาวุโสทั้งสองก็อยากไปจากห้องนี้อย่างอดรนทนไม่ไหว จึงรีบถอยออกไปอย่างรวดเร็ว
ขณะนั้นเอง ชานกงกงค่อยๆ นำฉากกั้นลมออก ร่างของบุรุษผมขาวโพลนพลันปรากฏตัวเบื้องหน้าผู้เยาว์ ไม่มีสิ่งใดขวางกั้น
บุรุษผู้นั้นเป็นชายชรา แต่ผิวหนังเช่นนั้นนับว่าได้รับการดูแลรักษาอย่างดี นอกจากผมสีเงินและคิ้วสีขาวที่ส่องประกายนั้นแล้ว องคาพยพทั้งห้าล้วนค่อนข้างดุดัน อาภรณ์ยาวสีขาวเงินทั้งร่างมีกลิ่นอายประหนึ่งเทพเซียนอยู่หลายส่วน เพียงแต่ดวงตาคู่นั้นกลับมีความลึกล้ำและเฉียบคมดั่งที่ผู้เป็นจักรพรรดิเท่านั้นจึงจะมีได้ ขณะนี้กำลังจับจ้องมายังผู้เยาว์บนพื้นด้วยสายตาเย็นชา
อย่างไรก็ตาม เส้นผมสีเงินของผู้เยาว์ทำให้ไท่ซ่างหวงอดไม่ได้ที่จะดวงตาสั่นไหว
“เจ้าถึงกับเปลี่ยนไปมีสภาพเช่นนี้เชียว…” หรือว่ายาอายุวัฒนะจะล้มเหลว?! เพียงแต่สภาพของอีกฝ่ายดูอ่อนเยาว์ลงชัดเจน กระทั่งเสียงก็เปลี่ยนไป มีเพียงเส้นผมสีขาวเท่านั้นที่ดูเสียดแทงนัยน์ตา
ผู้เยาว์ค่อยๆ ก้มหน้าลง ในสมองปรากฏภาพเหตุการณ์นับไม่ถ้วนขึ้นอีกครั้ง พลันนั้นเขารู้สึกราวกับสมองจะระเบิด ล้มลงบนพื้นดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวด “อ้าก!”
ดวงตาของเขาปรากฏสีแดงเลือด มองไปรอบด้านด้วยความหวาดกลัว
เดิมทีนี่เป็นเรือนไม้ไผ่อันเงียบสงบ ทว่ายามนี้กลับมีโลหิตอาบย้อมไปทั่ว บนมือของเขา บนร่างกายของเขา ทุกสิ่งล้วนอาบยอมไปด้วยโลหิตสีดำม่วง สภาพน่าตกใจเป็นอย่างยิ่ง ข้างหูมีเสียงร้องของเด็กทารกและเสียงร้องขอชีวิตของเด็กน้อยวนเวียนมิขาด เขาถอยหลังไปไม่หยุด จากนั้นมีมือแห้งเหือดจำนวนนับไม่ถ้วนโผล่ออกมาจากผืนดินคล้ายต้องการดึงเขาลงไปสู่นรกอย่างไรอย่างนั้น ยิ่งไปกว่านั้นไม่ทราบว่าตั้งแต่ยามใด ใต้ร่างถึงกับมีโครงกระดูกจำนวนมากปรากฏขึ้น คนเหล่านี้เขารู้จัก! ล้วนเป็นคนที่เขาเคยสังหาร!
ไท่ซ่างหวงพลันขมวดคิ้ว มองดูผู้เยาว์เบื้องหน้าที่ราวกับจมลงสู่ภาพหลอนอันน่าหวาดกลัว ในดวงตาของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยเส้นเลือดดูไม่คล้ายการเสแสร้ง หรือว่านี่จะเป็นผลข้างเคียงของยาอายุวัฒนะ หลังจากกินลงไปแล้วจะทำให้เขาจมลงสู่ความบ้าคลั่งเช่นนี้หรือ?
แต่นั่นเป็นเพียงเขาเท่านั้น
ผู้อาวุโสห้าสังหารคนไปมาก ในส่วนลึกของจิตใจย่อมมีความทรงจำอันดำมืดและความหวาดกลัวเช่นนี้ แต่เขาไม่เหมือนกัน ในฐานะที่เป็นผู้กุมอำนาจของแคว้นเหลียน จิตใจย่อมแข็งแกร่งมิอาจถูกโจมตีได้ง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจอันใดก็ไม่สามารถเข้าใกล้วรกายอันสูงส่งของเขาได้ เพราะเขาเป็นโอรสแห่งสวรรค์ เป็นผู้ที่สวรรค์เลือกสรร ยิ่งไปกว่านั้นเป็นเจตนาแห่งสวรรค์ที่ทำให้เขาเริ่มไล่ตามเส้นทางแห่งความเป็นอมตะ
“จำได้แล้วหรือไม่? จำได้หรือไม่ว่าเพื่อการหลอมยาอายุวัฒนะ เจ้าเสียเวลาไปนานเพียงใด สังหารผู้คนไปมากเพียงใด?”
ความทรงจำมากมายดุจดวงดาราถาโถมเข้ามา ต่อให้ผู้เยาว์ไม่อยากเชื่อก็จำเป็นต้องยอมรับ ตนเองในอดีตโหดเหี้ยมปานนั้นจริงๆ
“ฮ่าๆๆ …” มีเสียงหัวเราะอันบ้าคลั่งดังออกมาจากปากของเขา หากเมื่อก่อนเขาเย็นชาไร้ใจปานนั้นจริงๆ เหตุใดจึงต้องให้เขามีสภาพเช่นนี้ด้วย? เหตุใด…เขาจึงรู้สึกหวาดกลัว?
“กงซุนซู…”
ไท่ซ่างหวงดวงตาเปล่งประกาย จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา “ขอเพียงเจ้ามอบเทียบยาออกมา เจิ้นจะให้เจ้าตายสบายเสียหน่อย”
ผู้เยาว์เงยหน้าขึ้น “ให้กงซุนซูมาพบข้า! ให้นาง…เปลี่ยนข้ากลับเป็นเหมือนเดิม…มิเช่นนั้น ให้นางวางยาพิษข้าให้ตายไปเสีย…”
อะไรนะ?! ไท่ซ่างหวงไม่เข้าใจคำพูดอันบ้าคลั่งเหล่านั้นของอีกฝ่ายโดยสิ้นเชิง มีเพียงผู้เยาว์ที่รู้ว่าเขายอมให้ตนจำเรื่องในอดีตไม่ได้ ยอมไม่มีความรู้สึกเช่นวันนี้เสียยังจะดีกว่า เขาหวาดกลัว เขาหวาดกลัวตนเองในอดีตเพียงนี้! หากเขาสามารถเลือกได้ หวังว่าตนจะไม่กินยาอายุวัฒนะลงไป อยากเป็นคนเย็นชาไร้ใจไปตลอดกาล
จู่ๆ สายตาของผู้เยาว์พลันเปลี่ยนไป มองไปยังบุรุษผมขาวโพลนเบื้องหน้าด้วยท่าทีดุดัน ทะยานตัวขึ้นจากพื้น โจมตีไปยังไท่ซ่างหวง
ในชั่วพริบตานั้นเอง มียอดฝีมือระดับสูงสามคนปรากฏตัวขึ้นในห้อง กระบี่สามเล่มแทงเข้าไปยังร่างของผู้เยาว์อย่างแม่นยำ สกัดเขาไว้ในตำแหน่งที่อยู่ห่างจากไท่ซ่างหวงสามก้าว
ติ๋ง…ติ๋ง…
โลหิตไหลมาตามอาภรณ์ของเขา หยดลงสู่พื้น ท่าทีของผู้เยาว์แข็งทื่อ จากนั้นจึงเผยรอยยิ้มยากเข้าใจออกมา
“ไท่ซ่างหวง?!”
ผู้อาวุโสด้านนอกได้ยินเสียงการเคลื่อนไหวจึงรีบวิ่งเข้ามา พบว่าผู้เยาว์ยังคงแข็งค้างอยู่ในท่าโจมตี
“ท่านห้า ช่างไม่ประมาณตนเสียจริง!” หรือเขาลืมแม้กระทั่งว่าข้างกายของไท่ซ่างหวงมียอดฝีมือเดนตายนับไม่ถ้วนอยู่? ถึงกับกล้าลอบโจมตีไท่ซ่างหวงที่นี่เชียวหรือ! นับเป็นการรนหาที่ตายจริงๆ
อย่างไรก็ตามสิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือสิ่งที่ผู้เยาว์ต้องการก็คือความตาย
ข้างหูมีเสียงดังวิ้งๆ ผู้เยาว์มองไปยังหลังคาสีเขียวเหนือศีรษะอย่างว่างเปล่า รู้สึกคล้ายมีมือนับไม่ถ้วนกำลังลากเขาไปยังขุมนรกที่ลึกจนไร้ที่สิ้นสุด หลังจากเขาตายคงจะตกนรกกระมัง?
“หึ นำเลือดเขาออกมาให้หมด นอกจากนี้ เรื่องทำยาอายุวัฒนะให้สมบูรณ์ก็มอบหมายให้พวกเจ้าแล้ว”
ผู้อาวุโสทั้งสองได้สติกลับมาโดยพลัน ไท่ซ่างหวงมิได้ตำหนิพวกเขาหรือ? “พ่ะย่ะค่ะ น้อมรับพระบัญชา…”
…
ภายในพระราชวังแห่งแคว้นเหลียน ทุกที่ล้วนเต็มไปด้วยทิวทัศน์มงคล กระทั่งในอากาศยังเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความสุข
ระยะนี้เกิดเรื่องไม่ดีอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้สามารถจัดงานมงคลอันหรูหราได้ นับว่าช่วยผ่อนคลายความกดดันในใจของทุกคนแล้ว
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าจะได้แต่งงานแล้ว รู้สึกอย่างไรบ้าง?”
ภายในศาลา บุรุษรูปงามเป็นเอกนั่งยืดตัวตรงมิได้ตอบคำถาม ทว่ามุมปากกับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มโดยไม่ตั้งใจ เปิดเผยความคิดในใจออกมาจนสิ้น
“เมื่อใดจะมอบหลานให้พ่อเล่า? หากเจ้าไม่ต้องการแผ่นดินนี้ พ่อก็จะมอบให้หลาน!”
“เสด็จพ่อให้สนมในวังหลังคลอดโอรสให้อีกหลายพระองค์ยังเป็นไปได้มากกว่า” เฟิ่งหลิงตอบกลับประโยคหนึ่ง ทำให้รอยสรวลของจักรพรรดิเหลียนแข็งค้าง เด็กคนนี้ช่างทำให้ตนดูย่ำแย่จริงๆ
ทันใดนั้นแม่ทัพร่างสูงใหญ่พลันปรากฏตัวในทัศนวิสัยของทั้งสองด้วยอาการร้อนรน จักรพรรดิเหลียนมีปฏิกิริยาเป็นคนแรก “หลิงเอ๋อร์ไปล่วงเกินพ่อตาในอนาคตของเจ้าหรือ?” ในเวลาเช่นนี้แม่ทัพกงซุนไม่ควรอยู่ที่จวนแม่ทัพเพื่อจัดเตรียมทุกสิ่งทุกอย่างหรือไร? ระยะนี้กระทั่งการประชุมเช้าเขาก็ขี้เกียจมาแล้ว พูดเพียงว่าต้องจัดเตรียมงานแต่งให้บุตรี จากนั้นก็ไม่เห็นแม้แต่เงาคน
เฟิ่งหลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย อย่างไรก็ตามเขาเห็นว่าแม่ทัพกงซุนมีสีหน้าเคร่งเครียด ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี
เพียงไม่นานแม่ทัพกงซุนก็มาถึงเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิเหลียน เขามองไปยังเฟิ่งหลิงด้วยสายตาลึกล้ำ “ทูลฝ่าบาท ที่ชายแดนมีข่าวมา…กองทัพใหญ่ของแคว้นอี้กำลังตั้งค่ายอยู่ที่ปากทางเข้าของแคว้นเหลียนแล้ว!”
อะไรนะ?! จักรพรรดิเหลียนลุกขึ้นยืนโดยพลัน กระทั่งเฟิ่งหลิงก็ตื่นตะลึง
“รีบเรียกประชุมขุนนาง!”
ภายในท้องพระโรงสีทองอร่าม บรรยากาศกดดันอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ขุนนางทั้งหลายตื่นตระหนกจนเท้าพันกัน “เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้ ค่ายกลที่ชายแดนถูกทำลายแล้วหรือ?”
“ใช่แล้ว หลายปีมานี้ไม่เคยมีผู้ใดบุกเข้ามาในแผ่นดินแคว้นเหลียนได้ หรือแคว้นของพวกเราจะมีคนทรยศ?”
“จุดประสงค์ของจักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้คืออะไรกันแน่? ได้ยินว่าก่อนหน้านี้หลายปีเขาขยายแผ่นดินไม่หยุด ทำลายแคว้นเล็กๆ ไปไม่น้อย ความสามารถไม่อาจดูเบาได้จริงๆ”
“ฝ่าบาทเสด็จ!”
เสียงเล็กแหลมดังขึ้น รอบด้านพลันเงียบลง บุรุษในอาภรณ์สีเหลืองสว่างเดินก้าวใหญ่ๆ เข้ามา โบกมือครั้งหนึ่ง “สถานการณ์ชายแดนเป็นอย่างไรบ้าง?”
พลันมีขุนนางใหญ่คนหนึ่งก้าวออกมา “ทูลฝ่าบาทแคว้นอี้รวมพลอยู่ที่นอกชายแดนแคว้นเหลียน ยิ่งไปกว่านั้นได้ยินว่ามีคนส่วนหนึ่งเข้ามาแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
“เหตุใดจึงเกิดเรื่องเช่นนี้ได้? ส่งคนไปตรวจสอบค่ายกลที่ชายแดนแล้วหรือไม่?”
“จากคำรายงานของสายลับ ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดค่ายกลบริเวณชายแดนจึงถูกทำลายได้ ทำให้ปรากฏเส้นทางอยู่สายหนึ่ง คนของแคว้นอี้เข้ามาจากเส้นทางนั้นพ่ะย่ะค่ะ”
ขณะนี้เอง มีทหารนายหนึ่งวิ่งเข้ามาในท้องพระโรง มือถือจดหมายฉบับหนึ่งเอาไว้
“ทูลฝ่าบาท ราชทูตแคว้นอี้ส่งจดหมายมาพ่ะย่ะค่ะ!”
จดหมาย?! สายตาของทุกคนหยุดอยู่บนจดหมายบางๆ ฉบับนั้น ขันทีใหญ่รีบรับขึ้นถวาย จักรพรรดิเหลียนเปิดอ่าน พระพักตร์พลันเคร่งขรึมลง
ขุนนางทั้งหลายพากันคาดเดาเนื้อหาในจดหมาย หรือจะเป็นจดหมายท้ารบ?
“หึ หากแคว้นอี้กล้ามาบุก แม่ทัพเช่นข้าจะนำทัพออกไปสังหารพวกมันไม่ให้เหลือแม้แต่กระดูก!” แม่ทัพกงซุนชูกำปั้นอันแข็งแกร่งขึ้นมา ทั่วทั้งร่างเต็มไปด้วยกลิ่นอายเย็นยะเยือก เมื่อคำพูดนี้ถูกกล่าวออกมา แม่ทัพทุกคนจึงพากันแสดงท่าที ต้องการขับไล่คนของแคว้นอี้ออกจากแคว้นเหลียน
ขณะนี้เอง นอกท้องพระโรงปรากฏเงาร่างที่มิได้รับเชิญขึ้นมา
ชานกงกงพาขุนนางหลายคนเดินเข้ามาในท้องพระโรง ใบหน้าไม่คุ้นเคยเหล่านั้นมีน้อยคนที่จะจำได้ อย่างไรก็ตามขุนนางเก่าแก่ในราชสำนักแต่ละคนกลับหน้าเปลี่ยนสี
ขุนนางเหล่านี้เป็นขุนนางเก่าแก่ที่มีผลงานมากมายซึ่งติดตามไท่ซ่างหวงไปยามเกษียณแล้ว ตอนนี้ถึงกับปรากฏตัวอยู่ที่นี่…
“บ่าวถวายพระพรฝ่าบาท”
ไท่ซ่างหวงเลิกขนงขึ้นเล็กน้อย สุรเสียงเต็มไปด้วยความไม่พอพระทัย “วันนี้ชานกงกงมามีสิ่งใดหรือ?”
ชานกงกงได้ยินสุรเสียงไม่พอใจของอีกฝ่ายจึงแย้มยิ้มอย่างนอบน้อม “บ่าวได้รับพระบัญชาจากไท่ซ่างหวงให้มาถ่ายทอดคำชี้แนะของไท่ซ่างหวงพ่ะย่ะค่ะ”
คำชี้แนะ?
“วันนี้แคว้นอี้มาบุก นับเป็นวิกฤตที่แคว้นเหลียนของพวกเรามิได้พบมาหลายปี เจิ้นสั่งให้คนไปสอบถามมาแล้ว จากท่าทีของราชทูตแห่งแคว้นอี้ คราวนี้ที่นำทหารมาตั้งค่ายมิได้ต้องการก่อสงคราม แต่มาเพื่อตามหาของที่แคว้นอี้ทำหายไป ขอเพียงนำกลับคืน จักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้สัญญาว่าจะถอยทัพกลับไปทันที เจิ้นใคร่ครวญมานาน หวังว่าจักรพรรดิจะตรวจสอบความจริงให้แน่ชัด นำของที่สูญหายส่งออกจากแคว้นเหลียนโดยเร็ว เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดเหตุการณ์ที่มิอาจย้อนคืน” คำพูดของชานกงกงเพิ่งจะจบ ขุนนางทั้งหลายก็พากันคาดเดา
“นี่หมายความว่าอย่างไร? แคว้นอี้ทำของหาย ถึงกับมาหาที่แคว้นเหลียนเชียวหรือ!”
“ใช่แล้ว ผู้ใดจะทราบว่าเขาทำสิ่งใดหายไป!”
จักรพรรดิเหลียนที่อยู่บนบัลลังก์จับจ้องไปยังท่าทีของชานกงกง จดหมายของราชทูตแห่งแคว้นอี้เพิ่งจะมาถึง ทางด้านไท่ซ่างหวงก็ทราบข่าวแล้วหรือ? ยิ่งไปกว่านั้น…เชื่อว่าเขาคงรู้ว่าจักรพรรดิเซียวต้องการสิ่งใดเป็นแน่! หรือว่า…
หรือว่า นี่เป็นสาเหตุที่ไท่ซ่างหวงส่งกงซุนซูกลับมาอย่างปลอดภัย?!
กลยุทธ์แสร้งปล่อยเพื่อจับ
จุดประสงค์ของเขาก็คือต้องการบีบบังคับให้ถึงที่สุด หากไม่ยอมเชื่อฟังก็จะรวบรวมขุนนางเก่าแก่ในราชสำนัก บีบบังคับให้ตัดสินใจส่งนางไปยังแคว้นอี้!
ไท่ซ่างหวงมีแผนการอยู่ในใจ เพียงแต่จะอย่างไรจักรพรรดิเหลียนก็คิดไม่ถึง เพื่อจุดประสงค์ของตน อีกฝ่ายถึงกับทำให้ความปลอดภัยของแคว้นเหลียนจมลงสู่สถานการณ์อันตรายอย่างลึกล้ำ! จักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้มิใช่ตัวดีอันใด!