หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 30 ตอนที่ 898 ลุ่มหลงไร้ใจ
เล่มที่ 30 ตอนที่ 898 ลุ่มหลงไร้ใจ
เมื่อได้ยินประโยคนี้ กระทั่งชุนเซียงก็อดไม่ได้ที่จะเดินเข้าไป ตกลงของสิ่งใดที่ทำให้กู้สวิ๋นฟางลำพองใจในตนเองเพียงนี้กันแน่?
อวิ๋นซูค่อยๆ เปิดกล่องออก พบว่าภายในผ้าแพรสีแดงมีลูกเหล็กก้อนกลมสีดำกองหนึ่งวางอยู่จนเต็ม ดวงตาของสตรีทั้งสองเปล่งประกาย มิน่าเล่าจึงได้หนักเพียงนี้! เพียงแต่…ของเหล่านี้คืออะไรกัน?
“ฮ่าๆ รู้อยู่แล้วว่าพวกเจ้าไม่รู้ถึงความน่าอัศจรรย์ของมัน!”
กู้สวิ๋นฟางยื่นมือออกไปหยิบลูกเหล็กก้อนเล็กขึ้นมาหนึ่งลูก มองหาบางอย่างในลานเรือน สุดท้ายจึงเลือกต้นไม้กระถางหนึ่ง โยนไปเบื้องหน้าเบาๆ
ได้ยินเสียงตู้มดังขึ้น ลูกเหล็กปะทะเข้ากับกระถางต้นไม้อย่างแม่นยำ มีประกายเพลิงพวยพุ่งออกมา จากนั้นจึงเผาไหม้อย่างรวดเร็วทำให้ชุนเซียงตกใจจนอุทานออกมา “ใครก็ได้! ไฟไหม้! รีบดับไฟเร็ว!”
“ฮ่าๆ เป็นอย่างไร ร้ายกาจใช่หรือไม่? อย่ามองว่าลูกเหล็กเหล่านี้ลูกเล็ก ขอเพียงไม่โยนลงน้ำ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดก็เผาไหม้ได้ทั้งสิ้น!”
การเคลื่อนไหวทางด้านนี้ดึงดูดเหล่าข้ารับใช้ที่อยู่ใกล้ๆ เข้ามาโดยพลัน รีบใช้น้ำหลายถังมาดับไฟ ชุนเซียงเดินมาข้างกายกู้สวิ๋นฟางด้วยท่าทีโกรธเกรี้ยว “คุณชายกู้ล้อเล่นเช่นนี้จะเกินไปแล้ว! ของขวัญที่ผู้อื่นมอบให้ล้วนเป็นภาพวาดภาพอักษร แต่ท่านกลับส่งของอันตรายเช่นนี้มา คิดจะเผาจวนแม่ทัพหรือไร?!”
“หึ เหตุใดสาวใช้เช่นเจ้าจึงสายตาคับแคบเช่นนี้! เจ้าไม่คิดหรือว่าลูกเหล็กเหล่านี้มีพลังทำลายล้างรุนแรงกว่าอาวุธลับที่ทำให้พวกเจ้าก่อนหน้านี้? ขอเพียงนำติดตัวไปสักหลายลูก ในเวลาสำคัญยังสามารถช่วยชีวิตพวกเจ้าไว้ได้!” กู้สวิ๋นฟางไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง ต้องทราบว่าเขาพอใจกับสิ่งที่ตนสร้างมาก หากนำของเหล่านี้ไปใช้ในสงครามจะต้องไร้คู่ต่อกรเป็นแน่ เพียงแต่น่าเสียดาย เปลวเพลิงเช่นนี้ไม่มีตา อาจเผาไหม้คนกันเองก็เป็นได้!
อวิ๋นซูกลับหยิบลูกเหล็กสีดำเล็กๆ ขึ้นมาเล่นอย่างสนอกสนใจ ชุนเซียงเดินเข้ามาด้วยท่าทีเคร่งเครียด “คุณหนูระวังนะเจ้าคะ หากถูกทำร้ายขึ้นมาจะดีไปได้อย่างไร?”
จากนั้นนางจึงถลึงตาใส่ตัวการ “หากไม่ระวังทำตกพื้น มิใช่ว่าจะเผากระทั่งตัวเองหรือ?!”
กู้สวิ๋นฟางชะงักไปครู่หนึ่งจากนั้น จึงกล่าวอย่างกระอักกระอ่วน “อ้อ เช่นนั้น เช่นนั้นพวกเจ้าก็ระวังเสียหน่อยสิ?!”
“…”
“คุณชายกู้กล่าวได้ถูกต้อง ขอเพียงจัดการอย่างระมัดระวังและใช้อย่างเหมาะสม ในเวลาสำคัญจะช่วยชีวิตพวกเราได้จริงๆ” อวิ๋นซูแย้มยิ้มเล็กน้อย เมื่อนางเอ่ยปากเช่นนี้ ชุนเซียงจึงค่อยสงบลงได้
กู้สวิ๋นฟางปรายตามองไปทางชุนเซียงด้วยความลำพองใจ “ตอนนี้ต่อให้จักรพรรดิเซียวนั่นมีความสามารถมาหาถึงประตูได้จริงๆ เจ้าก็ใช้ลูกเหล็กนี้ยัดปากเขาเสีย เผาเขาให้ไม่เหลือแม้แต่ซาก!”
ชุนเซียงพลันเบิกตากว้าง ทำท่าทางอยากพูดบางอย่างแต่ก็หยุดไป อวิ๋นซูมีสายตาสงสัยจริงๆ “จักรพรรดิเซียว?”
“ทำไม เจ้าไม่รู้หรือ? กองทัพของจักรพรรดิเซียวมารวมตัวกันที่นอกชายแดนแคว้นเหลียนแล้ว มาเพื่อหาเจ้า…โอ้ย สาวใช้นี่ หยิกจนข้าเจ็บไปหมดแล้ว!” จู่ๆ กู้สวิ๋นฟางก็ถูกชุนเซียงลากไปด้านหลัง เจ็บจนต้องก่นด่าออกมา ทว่าอวิ๋นซูกลับเดินไปเบื้องหน้าก้าวหนึ่ง “ชุนเซียง อย่าได้เสียมารยาท”
“…คุณหนู…” ชุนเซียงคลายมือของตนอย่างจนใจ นางลืมกำชับกู้สวิ๋นฟางว่าอย่าได้นำข่าวนี้มาบอกคุณหนูเป็นอันขาด
“ทำไมเล่า? วันนี้บนถนนลือกันว่าจักรพรรดิเซียวมาตามหานางสนมของเขา ต้องการให้จักรพรรดิเหลียนส่งของคืนนาย หึ นางสนมอันใดกัน ฝันยามกลางวันแสกๆ แล้ว!” กู้สวิ๋นฟางกลับรู้สึกอยุติธรรมแทนอวิ๋นซู ภายในเรือนมีเพียงเสียงของเขาผู้เดียว อวิ๋นซูมองไปทางชุนเซียงอย่างลึกล้ำ สาวใช้นางนั้นขมวดคิ้ว หลบสายตาด้วยความรู้สึกร้อนตัว
กู้สวิ๋นฟางเห็นท่าทีของพวกนางจึงเอ่ยปากอย่างกระอักกระอ่วน “ทำไม เจ้าไม่รู้จริงๆ หรือ? ตอนนี้ชาวบ้านบนถนนต่างกำลังคาดเดาว่าผู้ใดคือสนมของจักรพรรดิเซียว เหตุใดจึงมาที่แคว้นเหลียน มีบางคนกล่าวว่า…จะเป็นสายลับจากแคว้นอี้หรือไม่”
ภายในห้องโถงเงียบสงัด บรรยากาศดูแปลกประหลาดอยู่บ้าง
ชุนเซียงก้มหน้าลงไม่กล้ามองท่าทีของอวิ๋นซูในยามนี้ คุณหนูของนางโมโหน้อยครั้ง แต่เมื่อโมโหขึ้นมาจะเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ทั้งสายตาและบรรยากาศล้วนแตกต่าง ในความเยือกเย็นเจือไปด้วยความน่าเกรงขาม บรรยากาศเช่นนั้นมากเพียงพอที่จะกดดันจนขาทั้งสองของนางอ่อนแรง
อย่างไรก็ตาม จู่ๆ ชุนเซียงกลับย้อนนึกไปถึงบุตรีอนุภรรยาที่ไม่ได้รับความโปรดปรานในจวนโหวก่อนหน้านี้ หลายปีมานี้ตนติดตามอยู่ข้างกายนางโดยตลอด พบว่านางมีความเปลี่ยนแปลงขั้นพลิกฟ้าพลิกดิน ทำให้ตนเคารพรักนาง ขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดความยำเกรงจากก้นบึ้งของหัวใจ
“กล่าวมาเถิด เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เนิ่นนานผ่านไปอวิ๋นซูจึงเอ่ยปากขึ้นในที่สุด
ชุนเซียงสูดหายใจลึก เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วย่อมมิอาจปิดบังได้อีก “คุณหนูเจ้าคะ…นี่เป็นเรื่องเมื่อหลายวันก่อน ทหารของจักรพรรดิเซียวบุกเข้ามาถึงนอกชายแดนแคว้นเหลียน ทั้งยังส่งจดหมายฉบับหนึ่งมาให้ฝ่าบาท ต้องการให้จักรพรรดิเหลียนคืนของที่แคว้นอี้ทำหายไป”
“ของที่หายไป?” มุมปากของอวิ๋นซูยกขึ้นเป็นวงโค้ง เซียวอี้เชิน? เขายังไม่ยอมแพ้กระมัง ตนเกือบลืมคนผู้นี้ไปแล้วเชียว ความวุ่นวายในแคว้นอี้ยังมิอาจทำให้เขาเรียนรู้ ดูท่าทางนางจะถูกบีบบังคับจนจำเป็นต้องทำให้เขาสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่าง!
ชุนเซียงเม้มปากเล็กน้อย “งานอภิเษกระหว่างองค์ชายใหญ่และคุณหนูใกล้จะมาถึงแล้ว องค์ชายไม่อยากให้เรื่องนี้ส่งผลกระทบกับอารมณ์ของคุณหนู บ่าวเชื่อว่าองค์ชายและฝ่าบาทจะต้องจัดการเรื่องนี้ได้อย่างดีเป็นแน่ ดังนั้นจึงไม่ได้บอกคุณหนูให้ทราบเจ้าค่ะ”
อวิ๋นซูมิได้เอ่ยปากขึ้นอีก ชุนเซียงแข็งทื่อไปทั้งร่างจากนั้นจึงก้มหน้าลง รอคำตำหนิของอีกฝ่าย
ทว่าจู่ๆ กู้สวิ๋นฟางที่นั่งอยู่ด้านข้างมาโดยตลอดกลับลุกขึ้นยืน “อา จู่ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่ายังมีเรื่องต้องทำ หลิงเอ๋อร์ พวกเรากลับกันเถิด!”
ชุนเซียงส่งสายตาดูแคลนไปให้ ช่างไร้คุณธรรมจริงๆ หากมิใช่เพราะเขา ตนจะมายืนสำนึกผิดอยู่ที่นี่ได้อย่างไร! แต่ตัวการกลับหนีไปแล้ว…
จนกระทั่งกู้สวิ๋นฟางจากไป ชุนเซียงจึงค่อยเดินเข้ามา “คุณหนูเจ้าคะ อย่าได้ทำอะไรบุ่มบ่ามเป็นอันขาด องค์ชายทรงตรัสว่าจะแก้ไขเอง”
อย่างไรก็ตามอวิ๋นซูกลับแย้มยิ้มเล็กน้อย “เพียงแค่จักรพรรดิเซียวยังมิมากพอที่จะส่งผลกระทบกับอารมณ์ของข้า” นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน อวิ๋นซูไม่เคยโกรธเคืองในเจตนาดีของผู้อื่น หากจักรพรรดิเซียวมีการเคลื่อนไหวอีกระดับ เฟิ่งหลิงย่อมต้องบอกนางแน่ เซียวอี้เชินหรือ นางกลับอยากจะเห็นเสียจริง คนเสียสติผู้นี้ยังจะมีวิธีใดที่จะบีบบังคับนางจนถึงขอบเหวได้
…
ขณะเดียวกัน แคว้นเฉินอันเงียบสงบ ดูผิวเผินเหมือนสงบสุขแต่กลับมีบางอย่างเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม
“ไป! รีบไป!”
นอกประตูอู่เหมิน [1] นักโทษประหารหลายคนพากันเดินไปยังลานประหาร ทว่าชาวบ้านที่มาล้อมดูกลับมีไม่มาก พวกเขาต่างคุ้นชินแล้ว ทุกวันจะมีหลายคนถูกลากมาตัดหัวที่นี่ หนึ่งปีมานี้ บทลงโทษในแคว้นเฉินร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆ ชาวบ้านที่ดูแลตนเองได้ดีย่อมไม่ได้รับผลกระทบ แต่ผู้ที่มีความคิดเป็นอื่นกลับหาโอกาสลงมือเปลี่ยนแปลงไม่ได้
ภายในพระราชวัง แม่นมสองคนพานางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งมายังตำหนักเนี่ยนซู ยาขมเหนียวข้นถ้วยหนึ่งถูกยกเข้าไป สตรีที่อยู่ข้างเตียงยังไม่ทันมีปฏิกิริยากลับมาก็ถูกแม่นมทั้งสองจับแขนไว้อย่างแรง
“พวกเจ้า พวกเจ้าจะทำอะไร?!” เสียงที่เคยอ่อนโยน ยามนี้กลับเจือไปด้วยความแหบแห้งและโกรธเกรี้ยว
“แม่นางทำสิ่งใดไป ตนเองยังไม่กระจ่างอีกหรือ?”
“ข้า ข้า…โอหัง! ข้าต้องการพบฝ่าบาท! ข้าต้องการพบฝ่าบาท!” ใบหน้าที่คล้ายกับอวิ๋นซูถึงเก้าส่วนในยามนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวหาใดเปรียบ น้ำตาไหลลงมาอย่างมิอาจควบคุม
ยามนี้เอง บุรุษในอาภรณ์สีเหลืองสว่างอันสูงศักดิ์เดินมาปรากฏตัวภายในตำหนักประทับ เพียงแต่ในดวงตากลับเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็ง
“ฝ่าบาท! ช่วยหม่อมฉันด้วยเพคะ…”
ตงฟางซวี่ในวันนี้มิใช่รัชทายาทผู้อ่อนโยนดุจบัณฑิตรู้หนังสือเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป เขามีความเด็ดขาดโหดเหี้ยมในฐานะที่เป็นจักรพรรดิแห่งแคว้น ที่มีมากกว่าก็คือความน่าเกรงขามที่มิอาจต่อต้านโดยง่าย
มือใหญ่อันเย็นยะเยือกค่อยๆ เชยคางอีกฝ่ายขึ้น ทว่าในดวงตากลับไม่ปรากฏความอ่อนโยนเฉกเช่นกาลก่อน
“เจิ้นเคยกล่าวเมื่อใดว่าอนุญาตให้เจ้าคลอดทายาทของเจิ้น?”
ดวงตาทั้งสองของสตรีหดเกร็งโดยพลัน นางรู้สึกหวาดกลัวจนกัดริมฝีปากอันขาวซีดของตน นางรู้ว่าตนมิใช่สตรีเพียงนางเดียวที่เคยเข้ามาอาศัยอยู่ในตำหนักเนี่ยนซู หลายคนก่อนหน้านี้มักจะหายตัวไปโดยไม่ทราบสาเหตุ ต่อให้เคยได้รับความรักความโปรดปรานจากฝ่าบาท สุดท้ายกระทั่งชื่อก็มิหลงเหลือ นางเคลิบเคลิ้มไปกับความอ่อนโยนของฝ่าบาท คิดว่าตนคือคนที่ฝ่าบาทรักจากใจ แต่ตอนนี้ไม่เห็นฝ่าบาทที่เป็นเช่นเดิมอีกต่อไป ในที่สุดนางก็เริ่มสงสัย ความหวานล้ำที่ผ่านมาเป็นเพียงความฝันของนางหรือไม่
สตรีเหล่านั้นมิได้รับความโปรดปรานในระยะยาว จะต้องเป็นเพราะมิได้ให้กำเนิดทายาทเพื่อฝ่าบาทเป็นแน่! ดังนั้นตั้งแต่หลายวันก่อน นางจึงเริ่มเทยาที่ได้รับในตอนเช้าทิ้งอย่างลับๆ ในที่สุดนางก็มีทายาทอยู่ในท้อง!
นางไม่รู้ว่าฝ่าบาทจะมีปฏิกิริยาเช่นไร ดังนั้นจึงไม่ได้บอกเรื่องนี้กับผู้อื่น เพียงแต่นางจะทราบได้อย่างไรว่าในพระราชวังแห่งนี้ไม่มีสิ่งใดเป็นความลับ
“แต่ว่า…ในพระราชวังแห่งนี้มีเพียงรัชทายาท…โดดเดี่ยวเกินไปจริงๆ เพคะ…” ผู้ที่นางกล่าวถึงก็คือตงฟางเนี่ยน
ตงฟางซวี่ดวงตามืดครึ้มลง สะบัดหน้าหนีอย่างแรง
“ในความคิดของเจิ้น วังหลวงมีรัชทายาทเพียงผู้เดียวก็เพียงพอแล้ว!”
อะไรนะ? สตรีชะงักไปครู่หนึ่ง นางข้าหลวงทั้งหลายเดินเข้ามา ฝืนกรอกยาจากน้ำดอกหงฮวาลงไปในปากของสตรีผู้นั้นโดยมิสนใจการดิ้นและการร้องขอของอีกฝ่าย
“ไม่ ไม่! ฝ่าบาท…แค่กๆ ลูก ลูกของพวกเรา…”
“หุบปาก! เจ้า…ไม่คู่ควรที่จะคลอดโอรสของเจิ้น” มือของตงฟางซวี่กำแน่น แผ่นหลังของเขามีเพียงความเย็นชา ไม่มีความอบอุ่นเช่นวันวานหลงเหลืออยู่อีก
นี่มันเพราะเหตุใดกัน? มิใช่ว่าฝ่าบาทรักนางหรือ? ให้นางเข้ามาอยู่ในตำหนักเนี่ยนซูอันหรูหราเช่นนี้ โปรดปรานนางเพียงผู้เดียว กระทั่งไม่เคยกล่าวถึงสตรีที่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน นางคิดว่าความอ่อนโยนของตนจะทำให้ฝ่าบาทหวั่นไหว แต่ยามนี้ ความเจ็บปวดอันยากจะทานทนในท้องทังยังมีสายตาที่ไม่ปรากฏความสงสารแม้แต่น้อยของบุรุษทำให้นางสะดุ้งตื่นจากความฝันอันงดงามได้อย่างรวดเร็ว
“ฝ่าบาท หม่อมฉันรักฝ่าบาทเพคะ! หม่อมฉันอยากปรนนิบัติฝ่าบาท อยากปรนนิบัติฝ่าบาทตลอดไป…”
ตงฟางซวี่ค่อยๆ หันกลับมา ในดวงตาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง “อย่าได้ใช้ใบหน้านั้นมาแสดงท่าทีเช่นนี้”
“ฝะ ฝ่าบาท…” สตรียื่นมือออกไปสัมผัสใบหน้าตนอย่างยากจะเชื่อ หรือข่าวลือนั้นจะเป็นจริง? นาง นางเป็นได้แค่ตัวแทนของผู้อื่นหรือ? “ไม่ ไม่ใช่ ต้องมิใช่เช่นนี้ ฝ่าบาทรักหม่อมฉันใช่หรือไม่เพคะ? ฝ่าบาท…” นางดิ้นรนยื่นมือออกไปทางบุรุษ หวังว่าเขาจะกุมมืออย่างอ่อนโยนเช่นกาลก่อน คิดไม่ถึงว่ามุมปากของตงฟางซวี่กลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มถากถาง
“ส่งนางออกนอกพระราชวัง เจิ้นไม่อยากเห็นหน้านางอีก!”
“ไม่ ฝ่าบาท หม่อมฉันผิดไปแล้ว หม่อมฉันไม่กล้าแล้วเพคะ ให้หม่อมฉันอยู่ข้างกายฝ่าบาทเถิด ได้โปรด ได้โปรดเถิดเพคะ…” นางขยับไปเบื้องหน้าอย่างยากลำบาก แต่บุรุษผู้นั้นกลับสะบัดแขนเสื้อเดินจากไป ไม่มีความรู้สึกสงสารแม้เพียงครึ่งส่วน
—————————–
คำอธิบายเพิ่มเติม
[1] ประตูอู่เหมิน เป็นประตูใหญ่ทางเข้าพระราชวังโบราณ เมื่อจักรพรรดิต้องการประหารขุนนางมักจะสั่งให้ลากไปประหารที่ประตูอู่เหมิน ทำให้เป็นที่รู้จักกันในชื่อประตูผี