หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 904 ความหวั่นไหวของเขา
เล่มที่ 31 ตอนที่ 904 ความหวั่นไหวของเขา
วันต่อมา ข่าวลือเริ่มแพร่กระจายในหมู่ข้าราชบริพารอย่างลึกลับ
“ได้ยินหรือไม่ เมื่อวานฝ่าบาทให้องค์ชายแปดเข้าไปสนทนาที่ห้องทรงอักษรนานเลยทีเดียว!”
“ในเวลาสำคัญเช่นนี้หรือ? จะเป็นไปได้อย่างไร!”
“มิใช่ว่าตำหนักองค์ชายใหญ่ถูกคุ้มกันแน่นหนาหรือไร? มีคนกล่าวว่าเขาออกจากวังไปตามหาพระชายา ฝ่าบาททรงให้ความสำคัญกับองค์ชายใหญ่เพียงนั้นย่อมต้องรู้สึกผิดหวังเป็นแน่!”
“ความหมายของเจ้าก็คือ…ฝ่าบาททรงคิดจะ…แต่องค์ชายแปดยังทรงพระเยาว์ ไร้อำนาจหนุนหลัง…”
“ขอเพียงฝ่าบาททรงเห็นชอบ ผู้ใดจะเป็นรัชทายาทก็ย่อมได้!”
เพียงไม่นานข่าวลือนี้ก็แพร่ไปถึงหูหวงฝู่อวี้ ในตำหนักพลันมีเสียงทุบทำลายข้าวของด้วยความโกรธเกรี้ยวดังแว่วมา “น่าขัน! น่าขันจริงๆ บ่าวสุนัขเหล่านี้ไม่ว่าสิ่งใดล้วนกล้ากล่าวออกทั้งสิ้น หวงฝู่รุ่ยมีความสามารถอันใดจึงจะได้เป็นรัชทายาท? คิดว่าข้าหวงฝู่อวี้ตายไปแล้วหรือไร?!”
หวงฝู่หลินที่อยู่ด้านข้างก้มหน้าหลุบตามิกล่าวคำใด ไม่ทราบว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“องค์ชาย ข่าวลือนี้อาจมิใช่ข่าวโคมลอย มีคนกล่าวว่าได้ยินมาจากขันทีข้างพระวรกายฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ” เสี่ยวหยวนจื่อที่อยู่ด้านข้างดวงตาไหววูบ เมื่อเขาได้ยินข่าวลือนี้ก็รีบมาทูลรายงานที่ตำหนักองค์ชายรองทันที เพื่อจะได้รับประทานรางวัลมากเสียหน่อย
“น้องสาม เจ้าคิดเห็นเช่นไร?” หวงฝู่อวี้รู้ว่าระยะนี้หวงฝู่หลินไปมาหาสู่กับหวงฝู่รุ่ยโดยตลอด ตอนนี้จึงต้องการฟังข้อมูลจากเขาเสียหน่อย
ในสมองของหวงฝู่หลินพลันปรากฏรอยยิ้มไร้เดียงสานั้นขึ้นมา เขาค่อยๆ เบนสายตาขึ้น “น้องแปดไร้อำนาจไร้พลัง ทั้งยังไม่มีความสามารถใดเป็นพิเศษ เสด็จพ่อไม่ควรเห็นเขาอยู่ในสายตาถึงจะถูก”
“หึ ข้าก็คิดเช่นนี้! แต่ว่า…ตั้งแต่ขุนนางขนส่งเกลือเปิดโปงข้า เสด็จพ่อก็ยิ่งไม่เห็นข้าอยู่ในสายตา ตอนนี้องค์ชายในวังเหลือเพียงเจ้ากับข้าสองคน นอกจากนี้ก็มีน้องแปดที่ไร้ซึ่งตำแหน่งอันใด มิแน่ว่าเสด็จพ่ออาจมีความคิดแต่งตั้งองค์ชายที่ควบคุมได้เป็นรัชทายาท” หวงฝู่อวี้คิดไปถึงท่าทีที่ผู้เยาว์ต่อต้านตนเมื่อวาน พลันกัดฟันด้วยความเกลียดชัง “เมื่อวานเขาไปห้องทรงอักษรมารอบหนึ่งก็มีท่าทียโสโอหังแล้ว เจ้าเด็กคนนี้ ข้าดูถูกเขาเกินไปจริงๆ! มิแน่ว่าเขาอาจใช้คำพูดสวยหรูอันใดมามอมเมาเสด็จพ่อก็เป็นได้!”
ใช้คำพูดสวยหรูมามอมเมา? หวงฝู่หลินคิดว่าคำพูดนี้ไม่เหมาะกับองค์ชายแปดที่ยังเยาว์จริงๆ เสด็จพี่รองเพียงร้อนใจเกินไปเท่านั้น
ขณะนั้นเอง จู่ๆ หวงฝู่อวี้ก็ใช้สายตาเปี่ยมอันตรายมองมาที่เขา “น้องสาม คงมิใช่ว่าเจ้ามีความคิดอันใดหรอกกระมัง?” ตอนนี้หวงฝู่หลิงไปแล้ว พวกเขาองค์ชายทั้งสาม ไม่ว่าผู้ใดก็อาจถูกเสด็จพ่อเลือกได้ทั้งสิ้น ทว่าหวงฝู่อวี้ไม่อนุญาตให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นเป็นอันขาด!
“เสด็จพี่รองคิดมากไปแล้ว ข้าคิดว่ามีเพียงเสด็จพี่รองที่เหมาะสมกับตำแหน่งเจ้าแห่งแผ่นดิน ข้าไม่ขอสิ่งอื่นใด ขอเพียงวันหน้าได้เป็นแขนขาให้เสด็จพี่ในราชสำนักเช่นนี้ก็พึงพอใจแล้ว” หวงฝู่หลินเผยท่าทีจริงใจหาใดเปรียบออกมา คำพูดประจบประแจงชัดเจนทำให้อีกฝ่ายเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“นับว่าเจ้ายังรู้สถานะ ไม่เหมือนเจ้าเด็กนั่น!”
ขณะนั้นมีขันทีน้อยผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากด้านนอก “องค์ชาย บ่าวเห็นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“เห็นอันใด?” ขันทีน้อยผู้นี้คือสายที่หวงฝู่อวี้ส่งไปจับตาดูหวงฝู่รุ่ยเมื่อวาน
“วันนี้ฝ่าบาททรงรับสั่งให้ขันทีใหญ่ไปเรียกองค์ชายแปดเข้าเฝ้า คล้ายจะเป็นเรื่องแต่งตั้งรัชทายาท…”
“อะไรนะ?!” เสียงปังดังขึ้น หวงฝู่อวี้ตบโต๊ะพรางลุกขึ้นยืน “เจ้าฟังไม่ผิดใช่หรือไม่? ขันทีใหญ่กล่าวเช่นนี้หรือจริงหรือ?”
“จริงแท้แน่นอนพ่ะย่ะค่ะ! หากมิใช่เรื่องนี้ ฝ่าบาทคงมิให้ขันทีใหญ่มาเรียกด้วยตนเอง”
กล่าวได้ถูกต้อง หวงฝู่อวี้คิดว่าในห้องทรงอักษรเมื่อวานจะต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นเป็นแน่ มิเช่นนั้นหวงฝู่รุ่ยที่อ่อนแอมาโดยตลอดจะกล้าใช้น้ำเสียงเช่นนั้นพูดกับตนได้อย่างไร? หรือก่อนหน้านี้เสด็จพ่อทรงตรัสเรื่องนี้กับเขาแล้ว ดังนั้นเขาจึงคิดว่ามีที่พึ่งจนไม่ต้องเกรงกลัวสิ่งใด!
ในดวงตาของหวงฝู่อวี้ปรากฏการณ์แววอันตราย หวงฝู่หลินที่อยู่ด้านข้างพลันเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี ทุกครั้งที่เสด็จพี่รองมีสายตาเช่นนี้ แสดงว่าจะต้องมีผู้โชคร้าย
“ระยะนี้น้องสามสนิทสนมกับน้องแปดมากกระมัง?”
“…เขาเป็นเพียงเด็กน้อยไม่รู้ความ ไม่มีความสามารถอันใด ความจริงเสด็จพี่รองมิจำเป็นต้องหวาดกลัวเขา” กระทั่งหวงฝู่หลินก็ไม่รู้ว่าเหตุใดตนต้องพูดแทนหวงฝู่รุ่ยเช่นนี้
กลัวหรือ? เขามิได้กลัว แต่เขาโกรธ! น้องแปดที่เขาไม่เคยเห็นอยู่ในสายตากลับมีวันที่สามารถคุกคามตนได้เชียวหรือ นี่เป็นเรื่องที่หวงฝู่อวี้มิอาจทนรับไหว! หลายปีมานี้เขาทำทุกวิถีทางเพื่อบรรลุเป้าหมาย มิอาจยอมให้องค์ชายที่ไร้อำนาจมาชุบมือเปิบเช่นนี้ได้ คนผู้นี้จะต้องกำจัดให้เร็วเสียหน่อยเขาจึงจะวางใจ “สมควรทำให้เขารู้ถึงความร้ายกาจของข้าเสียหน่อย พรุ่งนี้เจ้าพาเขามาที่สวนใสกระจ่าง กล่าวว่ามีเรื่องสำคัญต้องการหารือกับเขา”
ในมือของหวงฝู่อวี้ปรากฏห่อยาขึ้นห่อหนึ่ง ตอนนี้ตนมีพระอัยกาสนับสนุน ต่อให้องค์ชายตายไปอีกหนึ่งคนก็ไม่จำเป็นต้องกลัว “ทำไม ไม่เต็มใจหรือ? หรือว่าเจ้าเห็นใจเขา?”
เมื่อเห็นว่าบุรุษตรงข้ามไม่ยอมตอบอยู่นาน น้ำเสียงของหวงฝู่อวี้จึงเริ่มปรากฏความไม่พอใจ
“จะเป็นไปได้อย่างไร ตลอดมาข้าล้วนทำตามเสด็จพี่รองทั้งสิ้น” ในที่สุดอีกฝ่ายก็เงยหน้าขึ้น รับของในมือเขาไปด้วยท่าทีแข็งเกร็งจนเห็นได้ชัด นี่มิใช่ครั้งแรกที่หวงฝู่หลินช่วยเขาสังหารผู้อื่น แต่ตอนนี้กลับรู้สึกสั่นคลอน เมื่อคิดว่ารอยยิ้มที่ใสบริสุทธิ์ไร้เดียงสาประหนึ่งกระดาษขาวกำลังจะหายไป ความกดดันพลันเอ่อล้นอยู่ในสมอง
กระทั่งหวงฝู่หลินเองยังรู้สึกแปลกใจ นี่เขาถึงกับ…เป็นห่วงเด็กคนนั้นเชียวหรือ ช่างน่าขันจริงๆ หรือว่าความสนิทสนมในระยะนี้ทำให้เขาเห็นอีกฝ่ายเป็นพี่น้องของตนไปแล้วจริงๆ? นี่ไม่เหมือนตัวเขาเลย
“เช่นนั้นก็ดี อย่าลืมฐานะของตนเล่า วันหน้าเมื่อข้าได้ขึ้นครองราชสมบัติ ราชสำนักจะต้องมีที่ของเจ้าเป็นแน่”
อีกฝ่ายกล่าวอย่างเรียบเฉย ทำให้หวงฝู่หลินสงสัยขึ้นอีกครั้ง คำสัญญาเช่นนี้จะมีวันเป็นจริงหรือไม่
ปฏิบัติต่อพี่น้องของตนราวกับบี้มดแมลงตายไปตัวหนึ่งด้วยท่าทางเป็นธรรมชาติเพียงนั้น ไม่มีความลังเลแม้เพียงครึ่งส่วน ติดตามอยู่ข้างกายคนเช่นนี้ มิใช่ว่ากำลังเหยียบอยู่บนน้ำแข็งบางๆ หรือไร? หวงฝู่หลินเห็นความโหดเหี้ยมไร้ใจของราชวงศ์จนคุ้นชินแล้ว ที่ผ่านมาเขาคิดว่าขอเพียงตนพยายามทำงานให้อีกฝ่ายเต็มกำลัง วันหน้าจะต้องโดดเด่นเหนือผู้คนได้แน่ แต่คราวนี้เขาถึงกับหวั่นไหวแล้ว
“หาข้าราชบริพารคนหนึ่งเป็นแพะรับบาปด้วย กล่าวไปว่าเมื่อปีนั้นเขาถูกอวี๋เฟยปฏิบัติอย่างโหดเหี้ยม คราวนี้จึงถือโอกาสกำจัดองค์ชายเพื่อแก้แค้น” นี่คือวิธีการที่หวงฝู่อวี้ชอบใช้ จะอย่างไรคนก็ตายไปแล้ว ต่อให้เสด็จพ่อสงสัย ทว่าเมื่อคลื่นลมผ่านไปย่อมสงบได้ ถึงตอนนั้นเขาค่อยให้พระอัยกาสยบเรื่องให้เงียบ ต่อให้เสด็จพ่อไม่พอพระทัยก็ต้องแต่งตั้งตนเป็นรัชทายาท!
“เข้าใจแล้ว” หวงฝู่หลินสูดหายใจลึก จากนั้นจึงหมุนตัวเดินหายไปจากสายตาของบุรุษโหดเหี้ยมผู้นั้น
…
เมื่อกลับมาจากการเข้าเฝ้าจักรพรรดิเหลียนก็เป็นเวลาเย็นแล้ว หวงฝู่รุ่ยในวันนี้ยังมิอาจสงบอารมณ์ฮึกเหิมของตนได้ นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาได้ทานอาหารร่วมกับเสด็จพ่อ! แม้จะไม่สนิทชิดเชื้อเฉกเช่นชาวบ้านปกติ แต่สำหรับเขาก็นับว่าเป็นวาสนาที่สวรรค์ประทานให้แล้ว
เบื้องหน้ามีเงาคนทอดยาวอยู่บนพื้น หวงฝู่รุ่ยเงยหน้าขึ้น เห็นบุรุษยืนพิงกำแพงอยู่ข้างประตูตำหนัก
“เสด็จพี่สาม?”
บรรยากาศบนร่างของหวงฝู่หลินในวันนี้ดูแตกต่างออกไป เขาย่อมเห็นความตื่นเต้นยินดีบนใบหน้าของผู้เยาว์เมื่อครู่นี้ “น้องแปด ได้ยินว่าวันนี้เจ้าทานข้าวกับเสด็จพ่อหรือ?”
ดวงตาของหวงฝู่รุ่ยเปล่งประกาย ใช่แล้ว ดูเหมือนว่าในพระราชวังแห่งนี้จะไม่มีความลับอันใด ทว่าเขายังคงไม่ทราบข่าวลือในวังหลวง “วันนี้เสด็จพ่อทดสอบการเรียนของรุ่ยเอ๋อร์จนลืมเวลา เลยเวลากลางวันไปแล้วค่อยได้ทานอาหาร จึงให้รุ่ยเอ๋อร์อยู่ด้วย”
น้ำเสียงของเขายากจะปกปิดความยินดี ราวกับต้องการให้หวงฝู่หลินร่วมชื่นชมด้วยกัน คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายกลับขมวดคิ้วลึกล้ำยิ่งขึ้น
“…เสด็จพี่สาม รุ่ยเอ๋อร์…ไม่ควรทานอาหารร่วมกับเสด็จพ่อหรือ?”
ไม่ควร! ไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง! โดยเฉพาะในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้!
หวงฝู่หลินมองผ่านไปด้านหลังเขาด้วยสายตาลึกล้ำ “น้องแปด เข้าไปคุยกันในตำหนักเถิด”
ภายในลานเรือนอันเงียบสงบ ผู้เยาว์รู้สึกหวาดระแวงจนเห็นได้ชัด มองไปยังเงาร่างสูงใหญ่เบื้องหน้า เม้มริมฝีปากเล็กน้อย
“น้องแปดทราบหรือไม่ว่าตอนนี้ในวังมีข่าวลือแปลกประหลาดอยู่เรื่องหนึ่ง?”
“ข่าวลือหรือ?” หวงฝู่รุ่ยเงยหน้ามองด้วยความสงสัย ทว่าหวงฝู่หลินกลับมิได้หันมา ฟังจากน้ำเสียงของเขาคงไม่รู้กระมัง? ในสมองปรากฎเสียงกล่าวเตือนของ เสด็จพี่รองขึ้นมา บุรุษกำมือที่อยู่ในแขนเสื้อของตนอย่างลังเล ไม่ง่ายเลยกว่าเขาจะช่วงชิงโอกาสจนสามารถอยู่ทำงานข้างกายหวงฝู่อวี้ได้ ทนความอัปยศมาหลายปีเพียงนี้ เหตุใดตอนนี้จึงมีความคิดที่จะถอยเล่า?
น่าขันจริงๆ เขากับหวงฝู่รุ่ยจะมีความสัมพันธ์พี่น้องมากน้อยเพียงใดกัน เด็กคนนี้ไม่รู้ถึงความน่ารังเกียจในพระราชวังเลยหรือไร? ตนมีหน้าที่ต้องปกป้องเขาหรือไร? ไม่ ปกป้องได้หนึ่งครั้งมิใช่จะปกป้องได้ตลอดไป เขาเคยสาบานไว้แล้วว่าตนจะต้องโดดเด่นเหนือผู้อื่นให้ได้ จะไม่ยอมเป็นเนื้อปลาให้ผู้อื่นกัดกินอีก!
“ไม่มีอะไร จู่ๆ ข้าก็คิดได้ว่ามีเรื่องสำคัญต้องกระทำ เดิมทีอยากหารือสำคัญกับเจ้าเสียหน่อย มิสู้พรุ่งนี้ไปคุยกันที่สวนใสกระจ่างเป็นอย่างไร?”
หวงฝู่รุ่ยลังเลครู่หนึ่ง จากนั้นจึงแย้มยิ้ม “ในเมื่อเสด็จพี่สามกล่าวเช่นนี้ พรุ่งนี้รุ่ยเอ๋อร์จะไปรอเสด็จพี่ที่สวนใสกระจ่าง”
รับปากอย่างมีความสุขเพียงนี้ คงมิได้กำลังเล่นละครตบตาตนกระมัง? หวงฝู่หลินสงสัยไปตามความคุ้นชิน หันมองไปยังดวงตากระจ่างใสคู่นั้น ในสมองพลันว่างเปล่าไปชั่วขณะ
ท่าทีเช่นนี้ หลังจากผ่านคืนพรุ่งนี้ไปจะไม่ได้เห็นแล้ว
“น้องแปด เมื่อวาน…เจ้ากระด้างกระเดื่องต่อเสด็จพี่รองหรือ?” เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา หวงฝู่หลินกลับรู้สึกเสียใจในความบุ่มบ่ามของตน นี่เขาเป็นอะไรไป? หากหวงฝู่รุ่ยสงสัยแล้วคืนพรุ่งนี้ไม่มาตามนัด ตนจะอธิบายกับเสด็จพี่รองเช่นไร
คิดไม่ถึงว่าผู้เยาว์กลับทอดถอนใจอย่างรู้สึกผิด “เป็นรุ่ยเอ๋อร์บุ่มบ่ามไปเอง ไม่ควรกระด้างกระเดื่องต่อเสด็จที่รองจริงๆ แต่รุ่ยเอ๋อร์คิดว่ามิได้ทำความผิดอันใดที่เสด็จพี่รองต้องมาตำหนิ เสด็จพี่ใหญ่เคยกล่าวเช่นนี้…”
“เสด็จพี่ใหญ่หรือ? เสด็จพี่ใหญ่มีเสด็จพ่อหนุนหลัง แต่เจ้าเล่า?!” จู่ๆ น้ำเสียงของหวงฝู่หลินพลันเคร่งขรึมขึ้นมา ท่าทีเช่นนี้หวงฝู่รุ่ยเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก
บนใบหน้าของผู้เยาว์เจือไปด้วยความแปลกใจ ยามนี้หวงฝู่หลินจึงค่อยรู้ว่าตนเองกล่าวผิดไปแล้ว รีบเก็บอารมณ์ของตน “วันหน้าเจ้าต้องควบคุมคำพูดและการกระทำของตนให้ดี จะอย่างไรเจ้าก็เป็นพี่น้องของพวกเรา มารยาทพื้นฐานเช่นนี้ไม่ควรลืม”
“รุ่ยเอ๋อร์เข้าใจแล้ว”
“เรื่องคืนพรุ่งนี้สำคัญมาก อย่าได้บอกผู้อื่นเป็นอันขาด ข้าไม่อยากให้บุคคลที่สามรู้เรื่องของพวกเรา เรื่องนี้น้องแปดทำได้หรือไม่?” หากเป็นเขาคงจะตอบรับโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อยกระมัง
“รุ่ยเอ๋อร์เข้าใจ จะรักษาความลับให้เสด็จพี่แน่นอน”
เป็นเช่นนี้จริงดังคาด ทว่าในใจของหวงฝู่หลินกลับมิได้ผ่อนคลายมากนัก ยามนี้เขาหวังจริงๆ ว่าความไร้เดียงสาที่แสดงออกมาบนใบหน้าของผู้เยาว์จะเป็นการเสแสร้ง หากพรุ่งนี้ไม่มาตามนัด บางทีคงไม่มีเรื่องยุ่งยากมากมายเพียงนั้น