หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 905 องค์ชายถูกพิษ
เล่มที่ 31 ตอนที่ 905 องค์ชายถูกพิษ
“ทูลฝ่าบาท วันนี้องค์ชายสามไปรออยู่ที่ตำหนักองค์ชายแปดนานแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สายลับกลับมารายงาน ภายในห้องทรงอักษร พระหัตถ์ของจักรพรรดิเหลียนชะงักไปเล็กน้อย “เจิ้นรู้แล้ว จับตาดูต่อไป”
ในเวลาเพียงชั่วพริบตา บุรุษชุดดำหายไปจากเบื้องหน้าอย่างไร้เสียง
จักรพรรดิเหลียนที่อยู่หน้าโต๊ะสูดพระอัสสาสะลึก หลินเอ๋อร์หรือ? จริงๆ แล้วเขาทำงานให้อวี้เอ๋อร์มาตลอด ตอนนี้เมื่อคิดดู ลูกสามคนนี้มีความคิดลึกล้ำมาโดยตลอด เมื่อเทียบกับอวี้เอ๋อร์ยังมีความคิดลึกล้ำกว่ามาก แต่เขามิได้มีหมู่เฟยทรงอำนาจคอยสนับสนุน อยู่ในวังหลวงด้วยความยากลำบากมาตั้งแต่เล็ก เติบโตมาเป็นเช่นนี้เพราะสถานการณ์บีบบังคับ ในฐานะที่เป็นคนของราชวงศ์ ไม่ว่าจะเป็นผู้กุมอำนาจหรือจะเป็นหมากให้ผู้กุมอำนาจ การสั่งสมขุมกำลังของตนเองเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดายิ่งนัก
หรือคราวนี้ตนจะสูญเสียโอรสไปพร้อมกันถึงสองคน? หลินเอ๋อร์จะถูกไท่ซ่างหวงซื้อตัวไปแล้วหรือไม่?
จักรพรรดิเหลียนทรงสรวลด้วยสุรเสียงขมขื่น นี่มิใช่สิ่งที่เรียกว่าปลูกสิ่งใดได้สิ่งนั้นหรือ ภายในวังหลังมีเพียงผู้เดียวที่พระองค์รักจากใจจริง ทั้งๆ ที่เป็นเช่นนี้อีกฝ่ายกลับจำใจจากไปเพราะเสด็จพ่อของตน พระองค์โศกเศร้าอยู่นาน กระทั่งเคยคิดยอมแพ้ รับสนมดั่งเช่นที่ไท่ซ่างหวงจัดเตรียม ขยายทายาทแห่งแคว้นเหลียนออกไป แต่หลังจากทำตัวเป็นหุ่นเชิด พระองค์กลับรับรู้ได้ถึงความไม่ยินยอมพร้อมใจอันเข้มข้นที่ฝังแน่นอยู่ในส่วนลึกมาโดยตลอด
สนมเหล่านี้ องค์ชายเหล่านี้ ทั้งหมดเป็นเพราะชะตาชีวิตของตนเกิดการเปลี่ยนแปลง เช่นนี้แล้วพระองค์มิใช่คนไร้ใจหรือไร
พระองค์ไม่สามารถรักพวกเขาได้อย่างเท่าเทียม แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วกลับต้องการให้พวกเขากระทำตัวตรงไปตรงมาและมีคุณธรรม พระองค์ไม่มีคุณสมบัติเช่นนั้น สุดท้ายผู้ที่ทำร้ายพวกเขายังคงเป็นตน
จักรพรรดิเหลียนคิดว่าผู้ที่เหมาะสมที่สุดที่จะรับสืบทอดแผ่นดินแห่งแคว้นเหลียนยังคงเป็นเฟิ่งหลิง เด็กคนนั้นมิได้เติบโตมาในวังหลวง มีนิสัยสบายๆ และไม่ชอบผูกมัดอย่างที่หาไม่ได้ในวัง หากเขาได้เป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเหลียน เชื่อว่าวังหลวงแห่งนี้คงไม่เปลี่ยนไปเย็นชาปานนั้น มีความรักความจริงใจให้คนเพียงคนเดียวก็มากพอแล้ว จากนนั้นก็คลอดบุตรอันเป็นที่รักสักคน วังหลังจึงจะอบอุ่น
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว คิดมากไปก็ทำให้หงุดหงิดใจเท่านั้น ความผิดพลาดสั่งสมมาจากอดีต ตอนนี้หากจำต้องเด็ดเดี่ยวไร้ใจก็ต้องปรับเปลี่ยน
…
ยามค่ำคืน ภายในเรือนของหวงฝู่หลินมีแสงสว่างจากเปลวเทียนลุกโชนอยู่เนิ่นนาน
เขาพลิกตำราในมือแต่กลับอ่านไม่เข้าหัวแม้เพียงตัวอักษรเดียว นานเพียงใดแล้วที่มิได้รู้สึกสับสนหงุดหงิดเช่นนี้ เขาไม่อาจไม่ยอมรับว่าเขาลงมือกับหวงฝู่รุ่ยไม่ได้จริงๆ มักจะคิดว่าเรื่องนี้ออกจะแปลกประหลาดอยู่บ้าง
รุ่ยเอ๋อร์เป็นคนฉลาด แต่นี่มากพอให้เสด็จพ่อเปลี่ยนพระทัยต้องการแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาทเชียวหรือ? เขาเข้าใจเสด็จพ่อที่สุด เสด็จพ่อไม่ควรแต่งตั้งใครอย่างบุ่มบ่ามง่ายดายเช่นนี้ ความโปรดปรานที่มีต่อเสด็จพี่ใหญ่จะเปลี่ยนแปลงไปในช่วงเวลาสำคัญนี้หรือ? ยิ่งไปกว่านั้นน้องแปดยังเยาว์…
ดวงตาของหวงฝู่หลินเปล่งประกาย หรือว่าข่าวนี้จะมีคนจงใจแพร่ออกมา?
“ผู้ใด?!” จู่ๆ บุรุษในห้องพลันมองไปนอกหน้าต่าง ได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังขึ้น “องค์ชายสาม”
หวงฝู่หลินค่อยๆ เปิดประตู พบว่ามีบุรุษชุดดำผู้หนึ่งยืนอยู่บริเวณนั้น “กระหม่อมมาถ่ายทอดรับสั่งขององค์ชายรองพ่ะย่ะค่ะ ทรงรับสั่งว่าคราวนี้จะต้องสำเร็จเท่านั้น ไม่อนุญาตให้ล้มเหลว คืนพรุ่งนี้องค์ชายรองจะไปที่สวนใสกระจ่างด้วยพระองค์เองหลังจากเรื่องราวเสร็จสิ้น หวังว่าองค์ชายสามจะทำงานให้สำเร็จ”
หวงฝู่อวี้นั่งไม่ติดที่เช่นนี้เชียวหรือ? คืนพรุ่งนี้ยังคิดไปเก็บศพรุ่ยเอ๋อร์ด้วยตนเองอีก ดูท่าทางเขาจะอิจฉาจนเสียสติไปแล้วจริงๆ
หลังจากบุรุษชุดดำกล่าวจบก็หายตัวไปไม่เหลือร่องรอย หวงฝู่หลินปิดประตูเบาๆ ในดวงตาของเขามีประกายลึกล้ำ หยุดมองไปยังตำราการทหารที่เปิดค้างไว้บนโต๊ะ เขาเป็นสุนัขรับใช้ของหวงฝู่อวี้มานานเพียงนี้แล้ว บางทีคราวนี้…
ยามเย็นวันต่อมา ยังคงมีเวลาอีกเล็กน้อยจึงจะถึงเวลานัดหมาย วันนี้จักรพรรดิเหลียนเรียกหวงฝู่รุ่ยไปทดสอบผลการเรียนที่ห้องทรงอักษรตั้งแต่เช้า ข่าวยังคงแพร่ไปถึงหูหวงฝู่อวี้ด้วยความรวดเร็ว ในใจของเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชัง ทว่าเมื่อคิดว่าตอนกลางคืนจะได้เห็นศพของหวงฝู่รุ่ย เช่นนั้นปล่อยให้เด็กคนนั้นได้ใจไปครึ่งวันจะเป็นอะไรไป?
“รุ่ยเอ๋อร์ มิสู้คืนนี้อยู่ทานอาหารด้วยกันเป็นอย่างไร?”
ดวงตาหวงฝู่รุ่ยเปล่งประกาย คิดไปถึงคำพูดของหวงฝู่หลิน มองพระพักตร์เปี่ยมเมตตาเบื้องหน้า ลังเลอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงเอ่ยปาก “เสด็จพ่อทรงมีราชกิจรัดตัว ลูกมิกล้ารบกวน ยิ่งไปกว่านั้นวันนี้…รุ่ยเอ๋อร์กินเจ!”
กินเจ?! จักรพรรดิเหลียนทรงสรวลออกมาเบาๆ เด็กคนนี้ไม่รู้จักโกหกจริงๆ พระองค์คล้ายจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลิงเอ๋อร์จึงถูกใจหวงฝู่รุ่ย ความไร้เดียงสาเช่นนี้ บางทีในพระราชวังแห่งแคว้นเหลียนคงมีเขาเพียงคนเดียว
“ในเมื่อรุ่ยเอ๋อร์กินเจ เช่นนั้นก็เป็นวันอื่นเถิด” พระองค์ยื่นพระหัตถ์ออกไปลูบศีรษะหวงฝู่รุ่ยเบาๆ
การกระทำเล็กๆ น้อยๆ เช่นนี้กลับทำให้ผู้เยาว์ชะงักไปครึ่งค่อนวัน บนเส้นผมคล้ายยังมีความอบอุ่นจากพระหัตถ์ของจักรพรรดิเหลียนหลงเหลืออยู่ ความสนิทสนมเช่นนี้เขาเคยจินตนาการมานับครั้งไม่ถ้วน แต่กลับไม่คิดว่าตนจะได้รับมาจริงๆ เหมือนพ่อลูกครอบครัวปกติทั่วไปอย่างไรอย่างนั้น
ในใจของหวงฝู่รุ่ยรู้สึกเสียดาย เขาอยากทานอาหารร่วมกับจักรพรรดิเหลียน แต่รับปากเสด็จพี่สามไปก่อนแล้วว่าจะรักษาความลับให้เขา
“ลูกทูลลา”
เมื่อออกมาจากห้องทรงอักษร หวงฝู่รุ่ยจึงเบนสายตามองไปยังเส้นผมบริเวณหน้าผาก เมื่อครู่พระหัตถ์ของเสด็จพ่อวางลงตรงนี้ หรือว่า…วันนี้จะไม่แช่น้ำดี?
ขันทีใหญ่เดินเข้ามาจากด้านนอก เดินมาเบื้องพระพักตร์จักรพรรดิเหลียนด้วยความระมัดระวัง “ฝ่าบาท ทางตำหนักองค์ชายสามมีการเคลื่อนไหวแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เป็นวันนี้หรือ? เด็กคนนั้น…ช่วยพวกเขาปิดบังพระองค์ ถูกขายแล้วยังไม่รู้ตัวจริงๆ จักรพรรดิเหลียนถอนพระปัสสาสะเบาๆ หยกชั้นดีเช่นนี้ยังต้องผ่านอุปสรรคเสียก่อนจึงจะวางบนบัลลังก์ได้
ตอนนี้เอง ขันทีใหญ่เดินเข้ามาจากด้านหนึ่ง “ฝ่าบาท เมื่อครู่บ่าวได้รับของมาอย่างหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ” เขาส่งกระดาษในมือไปให้อย่างระมัดระวัง จักรพรรดิเหลียนรับไปอ่าน ดวงเนตรพลันเปล่งประกาย “เป็นผู้ใดส่งมา?”
ทว่าขันทีใหญ่กลับยิ้มด้วยความสงสัย “กระดาษแผ่นนี้มีคนทำตกไว้ข้างเท้าบ่าว บ่าวมิทันมองว่าเป็นผู้ใด…”
ในกระดาษเขียนไว้ว่าคืนนี้ที่สวนใสกระจ่าง ผู้ใดคิดอยากให้ตนไปที่นั่นกันแน่?
แสงจันทร์นวลผ่องสาดส่องลงมาในสวนอันเงียบสงบ ทะเลสาบที่มีคลื่นกระเพื่อมเล็กน้อยสะท้อนภาพดวงจันทร์กลมโต
หวงฝู่รุ่ยยืนอยู่บนระเบียงทางเดิน เห็นว่าในศาลาฝั่งตรงข้ามมีบุรุษผู้หนึ่งนั่งรออยู่นานแล้ว ในใจคิดว่าคงมิใช่ว่าตนมาสายกระมัง? “เสด็จพี่สาม…”
หวงฝู่หลินเงยหน้าขึ้นมอง สายตาที่มองผู้เยาว์เจือไปด้วยความจนใจอยู่หลายส่วน รักษาเวลาจริงๆ ไม่รู้หรือว่าพาตนเองมาตาย?
“หลายวันก่อนเห็นเจ้ากำลังอ่านตำราการทหาร ข้ามีอยู่เล่มหนึ่งพอดี มิสู้มอบให้เจ้าเป็นอย่างไร”
ตำราการทหารใหม่เอี่ยมเล่มหนึ่งถูกผลักไปเบื้องหน้า หวงฝู่รุ่ยดวงตาเปล่งประกาย “นี่ ได้จริงหรือ?”
หวงฝู่หลินแย้มยิ้ม บนหลังคาฝั่งตรงข้ามมีเงาดำเคลื่อนผ่าน เขามีสีหน้ามืดครึ้มลงโดยพลัน “ข้าเตรียมอาหารที่เจ้าชอบกินมาโดยเฉพาะ ทั้งยังมีสุราหนึ่งกา คืนนี้ดวงจันทร์งดงาม มิสู้ดื่มกับข้าเสียหน่อยเป็นอย่างไร?”
“รุ่ยเอ๋อร์ไม่ดื่มสุรา…” เมื่อกล่าวคำพูดเช่นนี้ออกมา หวงฝู่รุ่ยพลันเงยหน้ามองอีกฝ่ายด้วยท่าทีขออภัย เสด็จพี่อุตส่าห์เตรียมมาแล้ว หากตนไม่ดื่ม มิใช่ว่าเป็นการผิดต่อน้ำใจของเสด็จพี่หรอกหรือ “เช่นนั้น…รุ่ยเอ๋อร์จะดื่มสักหลายจอก”
เด็กคนนี้ไม่รู้จริงๆ ว่าจะปฏิเสธผู้อื่นอย่างไร
เงาดำบนหลังคาดูไม่ค่อยสงบนัก หวงฝู่หลินขมวดคิ้ว เสด็จพี่รองถึงกับควบคุมอารมณ์ไม่ได้เช่นนี้ คิดจะเร่งตนหรือไร? ไม่เข้าใจจริงๆ เหตุใดต้องหวาดกลัวหวงฝู่รุ่ยที่ยังอายุน้อยผู้นี้ด้วย เกรงว่าเสด็จพี่รองคงไม่เชื่อใจตนจริงๆ กระมัง?
ในความคิดของหวงฝู่หลิน นี่เป็นการแสดงถึงความขี้ขลาดอย่างหนึ่ง ไม่เคยคิดว่าจะทำเช่นไรให้ตนแข็งแกร่งขึ้น แต่กลับใช้วิธีการโจมตีฆ่าล้างคู่ต่อสู้เพื่อทำให้ตำแหน่งของตนมั่นคง เสด็จพี่รองยังคงไม่เข้าใจ ตำแหน่งเจ้าแห่งแคว้นเหลียนมิได้นั่งง่ายดายเพียงนั้น ด้วยความสามารถของเขา ต่อให้ได้รับสืบทอดจริงๆ จะนำแคว้นเหลียนเดินไปได้ไกลเพียงใด?
หวงฝู่หลินคิดเช่นนี้พรางหยิบกาสุลาขึ้นมารินให้ผู้เยาว์ฝั่งตรงข้ามจอกหนึ่ง
“ก่อนหน้านี้เสด็จพี่สามกล่าวว่ามีเรื่องสำคัญต้องการหารือ ไม่ทราบว่าเป็นเรื่องใด? มีสิ่งใดที่รุ่ยเอ๋อร์ช่วยได้หรือไม่?” หวงฝู่รุ่ยมองไปยังจอกที่มีสุราอยู่เต็ม เพิ่งจะยื่นมือออกไป หวงฝู่หลินกลับเอ่ยปากขึ้นว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้ ข้าต้องการยืมตำราทางการทหารที่เสด็จพี่ใหญ่ให้เจ้ายืมพวกนั้น เจ้าก็รู้ ความสัมพันธ์ของข้าและเสด็จพี่ใหญ่มิค่อยแน่นแฟ้น”
หวงฝู่รุ่ยชะงักไปครู่หนึ่ง มิใช่ว่าก่อนหน้านี้พี่สามไม่สนใจหรือ? “ที่แท้ก็เป็นเรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ พรุ่งนี้รุ่ยเอ๋อร์จะนำมามอบให้เสด็จพี่สามแน่นอน”
เขายกจอกสุราขึ้นมา ความจริงทุกครั้งที่เห็นพี่น้องคนอื่นดื่มสุรา เขาก็มีความปรารถนาคิดอยากลองดูเสียหน่อย ทว่าก่อนหน้านี้สุขภาพอ่อนแอจึงไม่อาจลิ้มลอง ตอนนี้เขาคิดว่าอาการป่วยของตนดีขึ้นมากแล้ว ดื่มบ้างเป็นบางครั้งคงมิทำร้ายสุขภาพนัก
กำลังจะยกจอกสุราเข้ามาใกล้ ดวงตาของหวงฝู่หลินกลับเปล่งประกาย “น้องแปดไม่คิดเปิดตำราทหารที่ข้ามอบให้ดูเสียหน่อยหรือ?”
การเคลื่อนไหวของหวงฝู่รุ่ยหยุดชะงักกลางอากาศ จากนั้นจึงแย้มยิ้มเล็กน้อย “รุ่ยเอ๋อร์เกือบลืมไปแล้ว ขอบคุณเสด็จพี่สามจริงๆ”
เขาวางจอกสุราลง หันไปหยิบตำราทหารใหม่เอี่ยมขึ้นมาเปิดอ่าน คิดไม่ถึงว่าเมื่อพลิกไปยังหน้าสุดท้ายกลับต้องเงยหน้าขึ้นมองไปยังบุรุษตรงข้ามด้วยความสั่นสะท้าน ริมฝีปากสั่นระริก
“ตำราทางการทหารเล่มนี้อาจเทียบไม่ได้กับตำราของเสด็จพี่ใหญ่ แต่ก็เป็นน้ำใจเล็กน้อยของข้า” หวงฝู่หลินจับจ้องไปยังผู้เยาว์ตรงข้าม ดวงตามีประกายลึกล้ำ
“…จะ จะเป็นไปได้อย่างไร รุ่ยเอ๋อร์…ชอบมาก”
“ชอบก็ดีแล้ว ยามปกติข้าไม่มีสิ่งใดจะให้เจ้า เก็บไว้ให้ดีเถิด”
“…รุ่ยเอ๋อร์จะเก็บให้ดี” เขาค่อยๆ ปิดตำราลง อย่างไรก็ตามจากมุมของหวงฝู่หลินกลับเห็นมือทั้งสองของอีกฝ่ายสั่นระริกอย่างมิอาจควบคุม
ภายในศาลายามนี้เงียบสงัดลงทันตา เสียงนกเสียงแมลงรอบด้านกระจ่างชัดเป็นพิเศษ ผู้เยาว์ดูไม่เป็นธรรมชาติเฉกเช่นก่อนหน้านี้อีกต่อไป
“จู่ๆ น้องแปดก็ได้รับความโปรดปรานจากเสด็จพ่อ ข้ารู้สึกยินดีจริงๆ มา คารวะเจ้าหนึ่งจอก”
หวงฝู่รุ่ยร่างกายแข็งทื่อ หรือว่า…เป็นเพราะสองวันมานี้เสด็จพ่อทดสอบผลการเรียนของตน?
“น้องแปดเป็นอะไรไป?” หวงฝู่หลินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ผู้เยาว์ฝั่งตรงข้ามจึงค่อยได้สติกลับมา จับจ้องไปยังจอกสุราเบื้องหน้าตนก่อนจะยกขึ้นประหนึ่งเห็นความตายเป็นดั่งการกลับบ้าน “รุ่ยเอ๋อร์…ขอบคุณเสด็จพี่สาม”
บุรุษชุดดำบนหลังคาจับจ้องการเคลื่อนไหวในศาลาเขม็ง ได้ยินเสียงเพล้งดังขึ้น จอกสุราในมือหวงฝู่รุ่ยตกลงพื้นโดยพลัน สุราสาดกระจายไปทั่วทั้งพื้น อาบย้อมอาภรณ์สีขาวจนเปียกชื้น เสียงครางด้วยความเจ็บปวดดังแว่วมา ผู้เยาว์หอบหายใจรุนแรง กุมหน้าอกของตน จากนั้นจึงพยายามปีนขึ้นข้างโต๊ะ “สะ เสด็จพี่สาม ช่วยข้าด้วย…”