หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 907 จริงเท็จ
เล่มที่ 31 ตอนที่ 907 จริงเท็จ
พระราชวังแห่งแคว้นเหลียนในค่ำคืนนี้ดูไม่ค่อยสงบนัก องค์ชายรองหวงฝู่อวี้ถูกส่งออกนอกวังไปในคืนนั้นอย่างเหนือคาด ภายในสวนใสกระจ่าง หวงฝู่รุ่ยที่ยังเจ็บปวดจางๆ รู้สึกราวกับเรื่องเมื่อครู่นี้มิใช่ความจริง สายลมเย็นยะเยือกพัดมายังใบหน้าของเขา กระทั่งจักรพรรดิเหลียนเสด็จกลับไปเมื่อใดก็ไม่ทราบ
เสด็จพี่รองถูกปลดเป็นสามัญชน? ในสมองอดไม่ได้ที่จะปรากฏคำพูดที่หวงฝู่อวี้กล่าวกับตนเมื่อวันนั้นขึ้นมา หวงฝู่รุ่ยคิดว่าผู้ที่ควรถูกปลดเป็นสามัญชนสมควรเป็นตนถึงจะถูก
“เสด็จพี่สาม… ทุกอย่างนี้…ล้วนเป็นความผิดของรุ่ยเอ๋อร์”
“อืม เป็นความผิดของเจ้าจริงๆ”
หวงฝู่หลินที่อยู่บนพื้นลุกขึ้นยืน ผู้เยาว์ชะงักไปเล็กน้อย พบว่าบนใบหน้าของอีกฝ่ายเต็มไปด้วยความเย็นชาอย่างที่ตนไม่เคยเห็น “หากไม่ใช่เพราะเจ้า เสด็จพี่รองคงไม่ตกลงสู่จุดจบเช่นนี้”
หวงฝู่รุ่ยอ้าปาก แต่กลับกล่าวคำใดไม่ออกแม้เพียงคำเดียว
“เจ้าคิดว่าข้าอยากช่วยเจ้าจริงหรือ? น้องแปดอย่าได้ไร้เดียงสาเช่นนี้เลย” บนใบหน้าของหวงฝู่หลินเต็มไปด้วยความเย็นยะเยือก ทำให้หวงฝู่รุ่ยแยกความจริงเท็จไม่ออก ไม่ทรายว่าเพราะเหตุใด เขารู้สึกราวกับว่านี่จึงจะเป็นเสด็จพี่สามอย่างแท้จริง
“เสด็จพี่สามช่วยรุ่ยเอ๋อร์ไว้แล้ว…”
“ข้าเพียงไม่พอใจหวงฝู่อวี้มานาน คราวนี้จึงหลอกใช้เจ้าเพื่อดึงเขาลงไปเท่านั้น”
หลอกใช้? คำพูดของหวงฝู่หลินประหนึ่งคมมีดทิ่มแทงลงไปยังหัวใจของหวงฝู่รุ่ย ร่างกายของผู้เยาว์ไหวเอน รู้สึกราวกับยืนอยู่บนขอบเหว “แต่ระยะนี้…”
“น้องแปด หากเจ้าโง่งมเช่นนี้ตลอด ข้าคงกลัดกลุ้มกับเจ้าจริงๆ ก็เหมือนกับที่เสด็จพี่รองกล่าว เจ้าต้องจดจำฐานะของตนให้ดี” หวงฝู่หลินหันมา ไม่ใส่ใจท่าทีของอีกฝ่าย ในดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความอึมครึม มือที่อยู่ในแขนเสื้อค่อยๆ กำขึ้น
“เกิดมาในราชวงศ์ ยังคิดฝันถึงความสัมพันธ์พี่น้องอีกหรือ? เพียงเห็นน้องห้าเจ้าก็ควรเข้าใจกระจ่างแล้ว เขาไม่เคยเห็นเจ้าอยู่ในสายตา เห็นเจ้าเป็นเพียงความอัปยศของเขามาโดยตลอด พี่น้องร่วมมารดาอันใดกัน เขาไม่เคยเห็นความสำคัญของเจ้าด้วยซ้ำ” หวงฝู่หลินกล่าวความจริงออกมาอย่างไร้ปราณี ราวกับต้องการซ้ำเติมจิตใจของหวงฝู่รุ่ยให้ถึงที่สุด
“วันหน้าอย่าได้ทำเรื่องอย่างการขอร้องแทนผู้อื่นเช่นนี้อีก ต่อให้ไม่มีน้องแปดข้าก็มีวิธีเอาตัวรอด” สิ่งที่เขาพูดคือความจริง แม้ไม่มีหวงฝู่รุ่ย เขาก็เชื่อว่าเสด็จพ่อจะไม่ลงโทษเขาจริงจัง
หวงฝู่หลินเดินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว “การแสดงบทพี่น้องรักใคร่เช่นนี้ข้าไม่คิดอยากแสดงอีกแล้ว น้องแปด เจ้าก็ทำตัวเองให้ดี ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้ากับข้ามีความสัมพันธ์แบบที่ต้องแย่งชิงกัน แผ่นดินแห่งแคว้นเหลียนมีจักรพรรดิได้เพียงพระองค์เดียว เจ้ากับข้าอาศัยความสามารถของแต่ละคนไปเสีย หวังว่าวันหน้าน้องแปดจะไม่เสียใจกับการกระทำในวันนี้ ไม่เสียใจที่มิได้สังหารพี่สามเช่นข้าไปด้วยกัน”
พูดมาถึงขั้นนี้แล้ว เขาคงไม่มาพัวพันกับตนอีกกระมัง? หวงฝู่หลินรู้สึกว่าในที่สุดวันนี้ก็ได้เป็นตัวของตัวเองอย่างแท้จริง และได้ทำให้เด็กน้อยผู้นี้รู้ว่าบนโลกใบนี้ไม่มีเรื่องดีงามมากมายเพียงนั้น
หลังจากวันนี้ไปเขาคงไม่เห็นตนเป็นเสด็จพี่ของเขาอีก เช่นนี้ก็ดี จะได้ลดทอนความสัมพันธ์พี่น้องเปี่ยมความสุขเหล่านั้น ไม่ทำให้จิตใจของตนว้าวุ่น หวงฝู่หลินไม่เคยลืมคำสาบานของตน ในที่สุดโอกาสกำจัดเสด็จพี่รองก็มาถึง
เพียงไม่นานภายในสวนใสกระจ่างก็เหลือหวงฝู่รุ่ยยืนอยู่ในศาลาเพียงลำพัง อาภรณ์บนร่างบางเพียงนั้น บนโต๊ะยังมีตำราทหารที่หวงฝู่หลินมอบให้เขาวางอยู่
เหตุใดเสด็จพี่สามจึงต้องกล่าวคำพูดเหล่านี้ด้วย หากเขาอยากกำจัดเสด็จพี่รองจริงๆ จะปล่อยให้ตนถูกยาพิษตายไปก็ย่อมได้ ความสัมพันธ์แบบที่ต้องแย่งชิงอันใดกัน หากตนตายไปและเสด็จพี่รองถูกลงโทษ นั่นจึงเป็นโอกาสที่ดีที่สุดของเสด็จพี่สาม
เขาไม่เข้าใจ เขาไม่เข้าใจจริงๆ หรือเสด็จพี่สามจะเกลียดชังตนจริงๆ?
ภายในใจของผู้เยาว์ยามนี้ประหนึ่งผิวทะเลสาบที่ถูกลมหนาวพัดถาโถมเข้ามา เกิดคลื่นกระเพื่อมจนมิอาจสงบนิ่ง
อีกด้านหนึ่ง
“ฝ่าบาท ทางเข้าออกแคว้นเหลียนเข้าไปไม่ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
รถม้าของแคว้นอี้กำลังแล่นออกจากแผ่นดินแคว้นเหลียน เซียวอี้เชินมองไปยังกลุ่มเขาอันพร่าเลือนด้านหลังพลางขมวดคิ้วแน่น ดูท่าทางพวกเขาคงอดรนทนไม่ไหวอยากให้ตนจากไปเร็วๆ เสียหน่อย หรือจะกล่าวว่าที่ตอนแรกเข้าไปยังแคว้นเหลียนได้มิใช่ความบังเอิญ?
“ช่างเถิด ปล่อยให้เจิ้นเข้าไปได้ครั้งหนึ่ง ย่อมต้องมีครั้งที่สอง”
ในดวงตาของเซียวอี้เชินมีประกายแวววาว แคว้นเหลียนที่เป็นดั่งเนื้อชิ้นมันแห่งนี้เขาไม่คิดปล่อยไปแน่ รอให้จัดการเรื่องภายในแคว้นให้เรียบร้อยและสั่งสมกำลังให้ดีเสียก่อนค่อยคิดวิธีแทรกซึมเข้าไปในแคว้นใหญ่อันลึกลับแห่งนี้อีกครั้ง
ขณะนั้นเอง นิ้วของสตรีภายในรถม้าขยับเล็กน้อย เซียวอี้เชินมีปฏิกิริยาขึ้นโดยพลัน “ตื่นแล้วหรือ?”
มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มอย่างควบคุมไม่อยู่ อดรนทนไม่ไหว อยากจะเห็นเสียหน่อยว่าเมื่อสตรีนางนี้ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นตน นางจะมีท่าทีเช่นไร
ขนตาหนาขยับเล็กน้อย สตรีสูดหายใจเฮือกใหญ่ ค่อยๆ ลืมตาทั้งสองที่ปิดสนิทขึ้นมา
“อวิ๋นซู ลืมตามองเสียว่าเจิ้นคือผู้ใด” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความหยิ่งผยองที่ไม่คิดปกปิดแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม เพียงไม่นานรอยยิ้มของเซียวอี้เชินกลับเลือนหายไป
สตรีเบื้องหน้าตื่นขึ้นมาแล้วจริงๆ ทว่านางกลับใช้ท่าทีสงบนิ่ง หรืออาจเรียกได้ว่าใช้สายตาไร้แววมองมาที่ตน ไม่มีประกายใดแม้แต่น้อย
“เจ้าเป็นอะไรไป? จำไม่ได้หรือว่าเจิ้นคือผู้ใด?” เซียวอี้เชินไม่เคยคิดเลยว่าในยามที่เจอกันอีกครั้งนางจะมีท่าทีเช่นนี้ ราวกับจดจำตนมิได้โดยสิ้นเชิง เขายื่นมือออกไปเขย่าไหล่ของนาง สตรีนางนั้นกะพริบตา ยังคงไม่มีปฏิกิริยาอื่นใด
นี่มันเกิดอะไรขึ้น? หรือว่าจะได้รับบาดเจ็บที่ใด?
“หมอทหารที่ตามมาด้วยเล่า บอกให้เขาเข้ามา!”
ในรถม้ามีเสียงไม่สบอารมณ์ของเซียวอี้เชินดังแว่วมา ไม่นานบุรุษผู้หนึ่งก็ปรากฏตัวเบื้องหน้าด้วยท่าทีเคารพนอบน้อม
“ตรวจดูว่านางได้รับบาดเจ็บหรือไม่?” ท่าทีเช่นนี้ทำให้เขารู้สึกผิดหวังยิ่งนัก ดวงตาคู่นั้นสมควรแฝงไปด้วยความโกรธเกรี้ยวและตื่นตะลึงถึงจะถูก เป็นเช่นนี้ทำให้เขาไม่มีความสุขจริงๆ
หมอทหารตรวจชีพจร จากนั้นจึงเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย “ทูลฝ่าบาท ชีพจรของท่านหมอสงบนิ่ง ไม่มีความผิดปกติอันใดพ่ะย่ะค่ะ”
ไม่มี? เซียวอี้เชินขมวดคิ้ว ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด เมื่อเห็นใบหน้าที่เหมือนนางทุกกระเบียดนิ้วเช่นนั้น ในใจกลับเกิดลางสังหรณ์ไม่ดีแพร่ออกมา
ตลอดทางบรรยากาศในรถม้าเต็มไปด้วยความกดดัน เซียวอี้เชินมองใบหน้าไร้อารมณ์ของอีกฝ่ายเขม็ง ลังเลว่านางจงใจเสแสร้งออกมาหรือไม่
“อวิ๋นซู เจ้าเล่นลูกไม้อันใดกันแน่? อย่าได้คิดหนีเป็นอันขาด คราวนี้เจิ้นไม่ยอมปล่อยให้เจ้ามีโอกาสหนีแน่” น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยเจตนาข่มขู่ ทว่าสตรีตรงข้ามกลับมองไปเบื้องหน้าด้วยดวงตาว่างเปล่า เซียวอี้เชินรู้สึกหัวใจของตนอัดแน่นไปด้วยความโกรธจนแทบระเบิด หยัดกายขึ้นโดยพลัน “เจ้าคิดว่าทำท่าทีเช่นนี้แล้วเจิ้นปล่อยเจ้าไปง่ายๆ หรือ?”
เพิ่งกล่าวจบ เขาก็บดขยี้ริมฝีปากของอีกฝ่ายอย่างเผด็จการ สตรีในอ้อมกอดยังคงไม่มีปฏิกิริยาใด ราวกับหุ่นไม้ก็มิปาน
เสียงฉีกขาดดังขึ้น ความหงุดหงิดอันไร้ก้นบึ้งทำให้เขาออกแรงที่มือ ฉีกแขนเสื้อของนางจนขาด เผยให้เห็นเรียวแขนแบบบางขาวนวล บุรุษเผด็จการพลันโถมตัวเข้าไป คิดใช้วิธีการดั้งเดิมที่สุดบีบบังคับให้นางแสดงปฏิกิริยาออกมา
เส้นผมของสตรียุ่งเหยิง สายตามองไปเบื้องหน้าอย่างนิ่งงันราวกับไม่รู้ว่าตนในยามนี้ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นไร
“พอแล้ว! เจ้าคิดว่าเจิ้นไม่กล้าแตะต้องเจ้าจริงหรือ?!”
เซียวอี้เชินหยุดมือลง หากเขาต้องการนางตอนนี้ก็ย่อมทำได้ เพียงแต่ท่าทีของอีกฝ่ายทำให้เขาไม่รู้สึกยินดีแม้เพียงครึ่งส่วน
จะปล่อยให้เขาฆ่าแกงอย่างไรก็ได้หรือ? หรือว่าไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา?
เซียวอี้เชินยืดตัวขึ้น มองสตรีในอ้อมกอดที่ยังคงไม่มีปฏิกิริยาใด ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความบ้าคลั่ง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขารู้เพียงว่าสตรีนางนี้ทำให้ตนโกรธเข้าแล้วจริงๆ!
“เจ้าคิดว่าหนีไปถึงแคว้นเหลียนแล้วเจิ้นจะหาเจ้าไม่เจอหรือ? มิใช่ว่าอยากแต่งให้ผู้อื่นหรือไร? องค์ชายแห่งแคว้นเหลียนคนนั้น อีกไม่นานเจิ้นจะจับเขามาให้เจ้า อาจเป็นแขนข้างหนึ่ง ขาข้างหนึ่ง หรืออาจเป็นศีรษะของเขา มิใช่ว่าเจ้าชอบใบหน้าเขามากหรือ? ฮ่าๆ อวิ๋นซู เจ้ากลายเป็นสตรีตื้นเขินเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใด?”
เซียวอี้เชินกล่าววาจาให้นางอับอายไม่หยุดหย่อน ยิ่งพูดก็ยิ่งโหดร้าย แต่เขากลับไม่เห็นความผิดปกติในดวงตาของสตรีนางนั้นแม้เพียงครึ่งส่วน เขาสงสัยกระทั่งว่านางสูญเสียประสาทการได้ยินไปแล้วหรือไม่
บุรุษเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงสูดหายใจลึก หยัดกายขึ้นนั่ง
แปลก! แปลกประหลาดจริงๆ สตรีที่นอนไม่ขยับเขยื้อนดูคล้ายไม่มีจิตวิญญาณอย่างไรอย่างนั้น
แคว้นเหลียนมีตระกูลอู่ที่ลึกลับอยู่มิใช่หรือ? ความสามารถของพวกเขาเซียวอี้เชินเคยสัมผัสมาแล้ว หรืออวิ๋นซูจะถูกพวกเขาลงมือทำอันใดจึงมีท่าทางคล้ายคนตายเช่นนี้
หรือจะกล่าวว่า…
ดวงตาของเซียวอี้เชินเปล่งประกาย ใช่แล้ว เรื่องราวดูราบรื่นจนเกินไป แคว้นเหลียนที่แคว้นต่างๆ ล้วนหวาดกลัวจะปล่อยให้ตนลักพาตัวพระชายาองค์ชายของพวกเขาออกมาจากแคว้นง่ายดายเพียงนี้เชียวหรือ?
“หยุดรถ!”
ในรถม้ามีเสียงออกคำสั่งดังขึ้น ขบวนเดินทางค่อยๆ หยุดลง
“ทุกคนพักผ่อนได้ สั่งลงไป…ให้ทำอาหารรสเผ็ดเข้ามา”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เซียวอี้เชินมองสำรวจสตรีเบื้องหน้า ความสงสัยในใจเพิ่มขึ้นไม่หยุด เขาคิดถึงพิษกู่ที่อวิ๋นเม่ยเคยใช้ก่อนหน้านี้ ใช้สำหรับควบคุมผู้อื่นให้กลายเป็นหุ่นเชิดของนาง สตรีเบื้องหน้าให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับหุ่นเชิดเหล่านั้นจริงๆ
เพียงแต่คนคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร ทว่าความคุ้นชินทั้งหลายย่อมเป็นสิ่วที่ผู้อื่นมิอาจเปลี่ยนได้ ขอเพียงทดสอบสักหลายครั้ง ความจริงย่อมปรากฏขึ้นมาเอง
ที่นี่คือเขตแดนแคว้นอี้ องครักษ์สั่งอาหารพื้นบ้านรสเผ็ดหลายจานจากโรงเตี๊ยมที่ใกล้ที่สุดเข้ามา
“กิน!”
เซียวอี้เชินใช้ตะเกียบคีบหมาล่าถู่โต้วใส่เข้าไปในปากของสตรี นางคล้ายกับได้รับคำสั่งถึงกับอ้าปากกัดเข้าไปจริงๆ ดวงตาของบุรุษเปล่งประกายเย็นชา ยัดอาหารรสเผ็ดแต่ละชนิดใส่ปากของอีกฝ่ายไม่หยุดราวกับต้องการระบายอย่างไรอย่างนั้น จากนั้น…
เคร้ง! เขาถึงกับเขวี้ยงถ้วยและตะเกียบในมือออกไปด้านนอก ใช้มือบีบคางสตรีตรงข้ามอย่างแรง
“อวิ๋นซู เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเจ้าไม่กินอาหารเหล่านี้?!”
สตรีนางนั้นมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า การเคลื่อนไหวก็หยุดลงเช่นกัน
เปลวเพลิงแห่งความโกรธเกรี้ยวอันไร้ก้นบึ้งลุกโชนในใจ จะอย่างไรเซียวอี้เชินก็ไม่อยากเชื่อการคาดเดาของตน หรือว่านางจะเป็นตัวปลอม นางมิใช่อวิ๋นซู?
ตนเองสิ้นเปลืองเรี่ยวแรงไปมากมาย ย่อมทนไม่ได้ที่สุดท้ายถึงกับถูกผู้อื่นควบคุมอยู่ในกำมือ
“หากเจ้าเป็นตัวปลอม คงรู้ว่าเจิ้นมีนับพันนับหมื่นวิธีที่จะทำให้เจ้าอยู่ไม่สู้ตายกระมัง?!” ในยามที่เซียวอี้เชินกล่าวประโยคนี้ยังคงกัดริมฝีปากจนเลือดไหลซึมออกมา