หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 910 ลอบเข้าตำหนัก
เล่มที่ 31 ตอนที่ 910 ลอบเข้าตำหนัก
เกรงว่าการกลับมาของท่านหมอคงมีฝ่าบาทยินดีเพียงผู้เดียว ตู้หย่วนซิ่วรู้ดีว่าอีกไม่นานในราชสำนักจะเกิดคลื่นลมถาโถม
“หวังว่าองค์หญิงจื่อเหวยจะฟังคำเปิ่นกง ท่านหมอมิใช่คนที่องค์หญิงจะหาเรื่องได้ แม้แต่เปิ่นกงก็มิได้เช่นกัน”
จื่อเหวยยากจะจินตนาการจริงๆ ไม่คิดว่าตู้หย่วนซิ่วจะกล่าวคำนี้ออกมา นางสนมในวังหลวงถูกเปลี่ยนตัวมากมายเพียงนั้น มีเพียงตำแหน่งของอีกฝ่ายที่มิเคยสั่นคลอน ยิ่งไปกว่านั้นมารดาอาศัยบุตร จื่อเหวยเชื่อว่าในใจของตงฟางซวี่จะต้องมีตู้หย่วนซิ่วอยู่แน่นอน ทว่าเมื่ออยู่ต่อหน้าท่านหมอที่ไม่ทราบนามผู้นั้น กระทั่งนางยังกล่าวคำพูดลดทอนตนเองเช่นนี้…
“แต่ว่า…”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังมีท่าทีไม่ยอมแพ้ ตู้หย่วนซิ่วจึงส่งสายตาครั้งหนึ่ง “เด็กๆ พาองค์หญิงจื่อเหวยกลับไปส่งที่ตำหนัก”
“เหนียงเหนียง นี่ท่าน…”
“องค์หญิง เปิ่นกงทำเช่นนี้เพื่อท่าน” ตำหนักเนี่ยนซูมิใช่สถานที่ที่นางจะมาเอะอะโวยวายได้ตามใจ ถือโอกาสที่ตอนนี้ฝ่าบาทยังไม่เสด็จออกมาส่งนางกลับไปเสียจะเป็นการดีที่สุด
จื่อเหวยถูกบังคับกลับตำหนัก ตู้หย่วนซิ่วยืนอยู่หน้าประตูตำหนักเนี่ยนซูที่ตนมิคุ้นเคย นางลืมไปแล้วว่าตนมาที่นี่ครั้งสุดท้ายเมื่อใด เงยหน้ามองไปยังป้ายตำหนักอันยิ่งใหญ่นั้น รู้สึกกดดันจนนางหายใจไม่ออก
แม้นางอยากพบหน้าท่านหมอสักครั้ง แต่ยังคงคิดว่าตนมิได้เตรียมใจให้ดี นางจำได้ ท่านหมอเคยกล่าวว่านางเป็นคนที่เหมาะสมกับฝ่าบาทที่สุด เพียงแต่เวลาผ่านไปนานเพียงนี้แล้ว นางรู้แล้วว่าในสายตาของฝ่าบาทมิอาจมีผู้อื่นไปตลอดกาล
จู่ๆ ตู้หย่วนซิ่วพลันรู้สึกอับอายจนถึงขีดสุด สุดท้ายนางมิอาจทำสิ่งใดได้เลย
อย่างไรก็ตาม วันต่อมาเรื่องที่ตู้หย่วนซิ่วกังวลก็เกิดขึ้นในที่สุด
ในการประชุมเช้า ทุกคนมองไปยังบัลลังก์อันว่างเปล่า อดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์กันขึ้นมา
“ได้ยินว่าฝ่าบาททรงเฝ้าอยู่ที่ตำหนักเนี่ยนซูทั้งคืน คิดไม่ถึงว่ากระทั่งการประชุมเช้าก็ไม่มา”
“นารีเป็นเหตุ นารีเป็นเหตุจริงๆ!”
เฟิ่งอวี่และหลิ่วอวิ๋นเฟิงสบตากันด้วยท่าทีเคร่งเครียด เมื่อวานพวกเขาได้ยินข่าวแล้วเช่นกัน ทว่าจะอย่างไรก็ไม่กล้าเชื่อ แต่เมื่อได้เห็นสถานการณ์วันนี้ ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ
“ฝ่าบาททรงมีพระบัญชา กิจทั้งหมดในการประชุมเช้าวันนี้ให้ถวายเป็นฎีกาขึ้นไป เลิกประชุม”
เมื่อขันทีใหญ่ถ่ายทอดราชโองการของตงฟางซวี่ ภายในพระราชสำนักพลันเกิดเสียงกระซิบกระซาบ
“อวิ๋นเฟิง อย่าได้บุ่มบ่าม” ขุนนางทั้งหลายพากันสลายตัวกลับไป เฟิ่งอวี่สังเกตเห็นว่าสีหน้าของหลิ่วอวิ๋นเฟิงไม่ค่อยปกตินักจึงคิดไปถึงบทสนทนาก่อนหน้านี้ กลัวว่าอีกฝ่ายจะลงมือทำอะไรบุ่มบ่าม
“คิดไม่ถึงว่าฝ่าบาทจะพาซูเอ๋อร์กลับมาได้”
ดวงตาเฟิ่งอวี่เปล่งประกาย ยื่นมือออกไปจับไหล่อีกฝ่าย “เรื่องนี้….อาจมีลับลมคมในบางอย่าง”
“มิเห็นหรือ? กระทั่งประชุมเช้าฝ่าบาทก็ไม่เสด็จมาแล้ว”
เฟิ่งอวี่มิอาจบอกได้ว่าหากท่านหมอกลับมาจริงๆ ทางน้องสามคงต้องส่งข่าวใดมาบ้างแล้ว “ฝ่าบาทเป็นคนรู้จักแยกแยะ เชื่อว่าคงปลีกตัวมาไม่ได้จริงๆ”
อย่างไรก็ตาม หลิ่วอวิ๋นเฟิงกลับเม้มริมฝีปากแน่น ระยะนี้ขุนนางไม่น้อยในราชสำนักมีท่าทีไม่พอใจตงฟางซวี่ หากไม่สนใจราชกิจเพียงเพราะสตรีนางเดียว ไม่ทราบว่าแคว้นเฉินจะเดินไปในเส้นทางใด เขาไม่อยากให้น้องสาวของตนถูกตราหน้าว่าเป็นนารีล่มแคว้น หากเป็นเช่นนี้จริงๆ…
“อย่าเพิ่งคิดฟุ้งซ่าน หากท่านหมอกลับมาจริงๆ ฝ่าบาทคงไม่บ้าคลั่งเช่นเมื่อก่อน จะต้องทุ่มเทความคิดไปกับราชสำนักแน่นอน” ยามนี้ตงฟางซวี่เอาใจออกห่างพวกเขาแล้ว เฟิ่งอวี่ไม่อยากสูญเสียหลิ่วอวิ๋นเฟิงที่เป็นดั่งพี่น้องไปอีกคน
ทว่าเมื่อกลับมาถึงจวนชางติ้งโหวกลับมีคนรอเขาอยู่ที่นั่นนานแล้ว
“พี่ใหญ่ ท่านหมอกลับมาแล้วหรือ? เช่นนั้นพี่สามเล่า!” เฟิ่งฉีรออยู่ในลานเรือนนานแล้ว เมื่อเห็นเฟิ่งอวี่กลับมาจึงรีบเดินเข้าไปทันที
บุรุษดวงตาแวววาว รีบยื่นมือไปจับไหล่เฟิ่งฉีโดยพลัน สายตาของเขาแฝงไปด้วยสัญญาณบางอย่าง เฟิ่งฉีพลันรู้ตัวว่าตนไม่ควรกล่าวถึงเฟิ่งหลิงที่นี่ หัวเราะออกมา “ตอนนี้ทั่วทั้งเมืองหลวงลือกันว่าท่านหมอกลับมาแล้ว ข้าไม่เชื่อ ดังนั้นจึงอยากถามพี่ใหญ่เสียหน่อย ท่านเจอนางหรือไม่”
ทั้งสองคุยไปพลางเดินเข้าห้องไปพลาง
ชั่วขณะที่ปิดประตูห้อง เฟิ่งฉีจึงเก็บรอยยิ้มยินดีบนใบหน้ากลับคืน “พี่ใหญ่รู้อะไรมาใช่หรือไม่?”
เฟิ่งอวี่เงียบไปครู่หนึ่ง “วันนี้ฝ่าบาทมิได้มาประชุมเช้า”
อะไรนะ?! เฟิ่งฉีพลันหน้าเปลี่ยนสี “หรือว่าจะเป็นท่านหมอจริงๆ? เช่นนั้นเหตุใดพี่สามจึงไม่กลับมาด้วยกัน คงมิใช่ว่าเกิดอุบัติเหตุอันใดหรอกกระมัง?”
สองพี่น้องเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง จะอย่างไรชางติ้งโหวก็มิเคยนำข่าวของเฟิ่งหลิงมาบอกพวกเขา หากคนผู้นั้นคือท่านหมอจริงๆ จะสงบนิ่งเช่นนี้ได้อย่างไร
“น่าเสียดาย ตอนนี้ในตำหนักเนี่ยนซูไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้าไป ไม่มีใครช่วยเราสืบข่าวได้เลย” เฟิ่งอวี่ขมวดคิ้ว ฝ่าบาทปกป้องท่านหมอได้ดียิ่งนัก เขารอมาเนิ่นนานเพียงนี้จะมีความรู้สึกเช่นไรจินตนาการได้เลยทีเดียว หากต้องการพบท่านหมอเกรงว่าคงไม่ง่าย
“พวกเราไม่ได้ แต่มีคนหนึ่งทำได้แน่นอน!” เฟิ่งฉีดวงตาเปล่งประกาย บุรุษตรงข้ามคาดเดาได้ทันทีว่าเขากล่าวถึงผู้ใด
…
“องค์หญิง ทรงเข้าไปไม่ได้”
สตรีร่างสูงโปร่งแบบบางนางหนึ่งถูกทุกคนขวางเอาไว้ ใบหน้าสง่างามปรากฏเค้ารางเติบโตขึ้นไม่น้อย ดวงตาที่เดิมทีเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวากลับเปล่งประกายแวววาว นางลืมไปแล้วว่าการก่อเรื่องครั้งสุดท้ายของตนเกิดขึ้นเมื่อใด ตอนนี้ได้กระทำตามใจนึกอีกครั้งจึงรู้สึกคิดถึงอย่างบอกไม่ถูก
องค์หญิงที่เคยเป็นเด็กน้อยเยาว์วัยยามนี้ดูโดดเด่นขึ้นไม่น้อย ราวกับดรุณีน้อยกำลังเปล่งประกาย มีความงดงามเพริศพริ้ง ไม่ปรากฏความซุกซนและอ่อนไหวเช่นกาลก่อน ล้วนถูกแทนที่ด้วยความฉลาดเฉลียวที่นางในยามเด็กไม่เคยมี
“เหตุใดจึงเข้าไปไม่ได้? รู้หรือไม่ว่าพี่ซูกับข้ามีความสัมพันธ์กันเช่นไร?” หย่งหนิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย กล่าวอย่างสมเหตุสมผล
“นี่…” ทุกคนทราบดีว่าองค์หญิงหย่งหนิงและท่านหมอมีความสัมพันธ์ประหนึ่งพี่สาวน้องสาว แต่ฝ่าบาททรงรับสั่งไว้แล้ว พวกเขาที่เป็นบ่าวไพร่ย่อมไม่กล้าขัดคำสั่งเจ้านาย
“เจ้ารู้หรือไม่คนแรกที่พี่ซูอยากพบยามได้สติก็คือองค์หญิงเช่นข้า?! หากต้องรอให้นางได้สติก่อนแล้วค่อยเปลืองเวลาไปตามหาข้า มิสู้วันนี้ให้ข้าเข้าไปเสีย มิแน่ว่าพี่ซูอาจดีขึ้นในพริบตาก็เป็นได้ เจ้าว่าถูกหรือไม่?”
หย่งหนิงคล้ายจะกล่าวได้มีเหตุผล องครักษ์ผู้มีหน้าที่เฝ้ายามโต้แย้งไม่ได้แม้แต่ครึ่งประโยค กระทั่งเขาได้สติกลับมา สตรีนางนั้นก็เดินผ่านประตูเข้าไปในห้องโถงแล้ว
“องค์หญิง อย่าทำให้กระหม่อมลำบากใจเลยพ่ะย่ะค่ะ”
ตอนนี้เองมีองครักษ์อีกนายหนึ่งเข้ามาขวางอยู่เบื้องหน้าหย่งหนิง สตรีขมวดคิ้ว เดินถอยหลังไปหนึ่งก้าว การคุ้มกันแต่ละชั้นเช่นนี้จะดำเนินไปถึงเมื่อใด? ฝ่าบาทคิดจะซ่อนพี่ซูไว้หรือไร?
หย่งหนิงที่เห็นว่าคงเคลื่อนไหวลำบากจึงเปลี่ยนความคิดฉับพลัน “ข้าจะยอมรามือไปก่อน วันนี้คงไม่เหมาะเยี่ยมเยียน ช่างเถิด วันหน้าค่อยมาใหม่!”
หลังจากกล่าวประโยคนี้ทิ้งไว้ ดรุณีน้อยที่เมื่อครู่รั้นจะเข้าไปให้ได้กลับเบนหน้าเดินจากไป องครักษ์ที่อยู่ด้านหลังมองส่งนางด้วยสายตาเคร่งขรึม กลัวว่าองค์หญิงผู้ดื้อรั้นจะมีลูกไม้อันใดอีก
“องค์หญิงเพคะ ทุกวันยามนี้จะมีหมอหลวงมารวมตัวกันหลายคน”
ในมุมหนึ่ง นางข้าหลวงที่ไปสืบความกลับมากำลังรายงานต่อหย่งหนิงเสียงเบา สตรีทรงเสน่ห์ยกยิ้มที่มุมปาก นี่คือจุดแข็งของนาง มีแต่เรื่องที่หย่งหนิงคิดไม่ถึงไม่มีเรื่องที่นางทำไม่ได้ ตำหนักเนี่ยนซูเพียงแห่งเดียวยังมิอาจสร้างความลำบากให้นาง! ต่อให้เฟิ่งฉีมิได้ไหว้วาน หย่งหนิงก็อยากพบสตรีในตำหนักเนี่ยนซูเสียหน่อย นางอยากรู้จริงๆ ว่าระยะนี้พี่ซูไปที่ใด ได้รับความลำบากเช่นไร
มีเพียงตนที่กลับมาจากแคว้นอี้อย่างปลอดภัย หลายครั้งที่หย่งหนิงสะดุ้งตื่นขึ้นมาจากความฝัน นางเริ่มตำหนิตนเองอยู่เงียบๆ เริ่มย้อนนึกไปถึงทุกอย่างที่ผ่านมาในอดีต กระทั่งทำให้องค์หญิงซุกซนแปรเปลี่ยนไปไม่น้อย พี่ซูคอยปกป้องนางมาตลอด ตอนนี้นางอยากทำอะไรตอบแทนบ้าง
ภายในตำหนักประทับอันเงียบสงบ บุรุษรูปงามเฝ้าอยู่ข้างเตียง มองไปยังสตรีที่ยังคงหลับลึก
นางยังไม่มีทีท่าว่าจะได้สติกลับมา แต่หมอหลวงเหล่านั้นกล่าวว่าไม่ได้บาดเจ็บอะไรมาก ขึ้นอยู่กับเวลาเท่านั้น ตงฟางซวี่ปลอบใจตนเองไม่หยุด เวลาเนิ่นนานเพียงนี้เขายังรอได้ย่อมไม่ใส่ใจกับเวลาเพียงไม่กี่วัน ทว่าทุกครั้งที่เห็นใบหน้ายามหลับไหลของนาง ความกระสับกระส่ายในใจถึงกับยากจะควบคุม
“ซูเอ๋อร์ เจ้าจะไม่ยอมตื่นมามองข้าเสียหน่อยหรือ? ตอนนี้ข้าเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเฉินแล้ว ไม่มีผู้ใดทำร้ายเจ้าได้อีก เจ้าลืมตาดูเสียหน่อย ตำหนักแห่งนี้ข้าสั่งให้คนสร้างเพื่อเจ้าโดยเฉพาะ…ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปจะไม่มีผู้ใดมารบกวนพวกเราอีก…”
บุรุษพูดพึมพำอยู่ข้างหูนาง ขณะนั้นเอง ด้านนอกกลับมีเสียงฝีเท้าร้อนรนดังแว่วมา
“ทูลฝ่าบาท แม่ทัพหลิ่วมีเรื่องสำคัญมารายงานพ่ะย่ะค่ะ!”
“เจิ้นเคยบอกแล้วมิใช่หรือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ไม่อนุญาตให้มารบกวน?” ตงฟางซวี่เอ่ยปากอย่างไม่สบอารมณ์ ด้านนอกพลันจมลงสู่ความเงียบงันอันน่าหวาดกลัว
ตงฟางซวี่สูดหายใจลึก มองสตรีบนเตียงครู่หนึ่ง จากนั้นจึงลุกขึ้นยืน “อีกครู่ให้หมอหลวงตรวจรักษานางให้ดี เจิ้นจะรีบกลับมา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
เงาร่างในอาภรณ์สีเหลืองสว่างปรากฏตัวนอกตำหนักเนี่ยนซู พอดีกับที่มีหมอหลวงเข้ามารวมตัวแลกเปลี่ยนกันอีกด้านหนึ่ง เงาร่างร่างหนึ่งเดินโค้งตัวอย่างไม่เป็นธรรมชาตินัก แอบมองไปยังแผ่นหลังที่เดินผ่านไป
ในใจของหย่งหนิงพลันเกิดความยินดี โชคของตนมิได้ดีธรรมดาเสียแล้ว ฝ่าบาทไม่อยู่นางย่อมกระทำได้ตามใจ
“ท่านหมอยังไม่ได้สติอีกหรือ?”
“แปลกจริงๆ ดูจากชีพจรไม่พบความผิดปกติใด เมื่อใดจะฟื้นขึ้นมากันแน่”
หมอหลวงทั้งหลายสนทนากันอยู่นอกตำหนักประทับด้วยความกังวล ไม่มีผู้ใดสังเกตเลยว่าเงาร่างร่างหนึ่งกำลังเดินเข้าไปในมุมมืดอย่างรวดเร็ว
ในตำหนักประทับฟุ้งกระจายไปด้วยกลิ่นหอมของยาจางๆ หย่งหนิงที่สวมชุดขันทีน้อยเดินเข้าไปด้วยความเงียบงัน มองดูใบหน้าที่กำลังหลับใหล ดวงตาอดไม่ได้ที่จะแดงก่ำ “พี่ซู เป็นท่านจริงๆ…ข้าคือหย่งหนิง หย่งหนิงมาเยี่ยมท่านแล้ว…”
นางเขย่าสตรีบนเตียงเบาๆ น้ำตาไหลออกมาอย่างระงับไม่ได้
“พี่ซู…” หย่งหนิงกุมมือสตรีแน่น อย่างไรก็ตามการเคลื่อนไหวของนางกลับชะงักไป ก้มหน้าลงมองนิ้วเรียวยาวขาวนวลอันไร้เรี่ยวแรงนั้นอีกครั้ง “นี่…”
ตอนอยู่ที่แคว้นอี้ หย่งหนิงจับมือคู่นี้มานับครั้งไม่ถ้วน แต่ยามนี้กลับให้ความรู้สึกแตกต่างกันออกไป
นางคลายฝ่ามือของสตรีผู้นั้นออกดูด้วยความสงสัย ไม่นานก็พบกับความผิดปกติ
บริเวณนิ้วกลางของอวิ๋นซูต้องรอยแผลลากยาวอยู่จางๆ รอยหนึ่งซึ่งเกิดจากการจับเข็มเงินมาเป็นเวลานาน เหมือนกับร่องรอยของผู้ฝึกวรยุทธที่มักจะมีตุ่มพองปรากฏที่มือ หย่งหนิงจดจำร่องรอยเหล่านี้ได้อย่างลึกล้ำ แต่มือคู่นี้กลับไม่มีร่องรอยอันใด มันละเอียดนุ่มราวกับเป็นคุณหนูสูงศักดิ์ที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างดี
ความเป็นไปได้อย่างหนึ่งถาโถมเข้าสู่สมอง หย่งหนิงรีบดึงผ้าห่มออกสำรวจอย่างละเอียด ตอนที่อยู่แคว้นอี้ทั้งสองอยู่ด้วยกันทุกวัน นางมักจะเข้าไปกอดรัดอวิ๋นซูแล้วหลับไหลไปด้วยกัน ทำให้นางคุ้นเคยกับร่างกายของอวิ๋นซูเป็นอย่างยิ่ง
“ผู้ใด?!” ขณะนั้นเองด้านหลังมีเสียงอันโกรธเกรี้ยวดังแว่วมา