หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 909 วังหลวงสั่นคลอน
เล่มที่ 31 ตอนที่ 909 วังหลวงสั่นคลอน
“เมื่อครู่ข้าฟังไม่ผิดกระมัง? เขากล่าวว่าผู้ใดกลับมา?” จางเหม่ยเหรินมองไปยังนางข้าหลวงข้างกายอย่างไม่ยอมแพ้ กระทั่งพวกนางก็อดไม่ได้ที่จะมีท่าทีตื่นตะลึง “ท่านหมอกลับมาแล้ว…แต่มิใช่ว่าท่านหมอตายไปแล้วหรือ?”
ยามนั้นฮองเฮาประกาศว่าท่านหมอโชคไม่ดีถูกลอบโจมตีระหว่างทางขณะที่องค์หญิงหย่งหนิงเสด็จกลับจนต้องสละชีพ ทว่าตอนนี้เหตุใดจึงกล่าวว่ากลับมาแล้วเล่า?
ขณะนั้นเอง ขันทีใหญ่ปรากฏตัวบนสะพานไม้ไผ่ด้วยท่าทางร้อนรน “เด็กๆ รีบพาจางเหม่ยเหรินไปส่งนอกวังทันที!”
อะไรนะ?! สตรีนางนั้นเบิกตากว้างอย่างยากจะเชื่อ “ท่านกงกง นี่หมายความว่าอย่างไร?”
พบว่าอีกฝ่ายใช้สายตาซับซ้อนมองมาที่นาง คละเคล้าไปด้วยความไม่ใส่ใจ “ท่านหมอกลับมาแล้ว นางคือเจ้านายที่แท้จริงของตำหนักเนี่ยนซูแห่งนี้!”
นางข้าหลวงรอบด้านเริ่มเก็บข้าวของของจางเหม่ยเหรินอย่างเร่งร้อน ส่วนสตรีนางนั้นกลับมีใบหน้าขาวซีด “ไม่ ข้าไม่เชื่อ ข้า…” เมื่อครู่นางยังคิดฝันว่าตนจะได้รับเกียรติอันสูงส่ง แต่ตอนนี้ได้พบพระพักตร์ฝ่าบาทเพียงครั้งเดียวก็จะถูกส่งออกไปแล้วหรือ? นางไม่กล้าจินตนาการเลยว่าเมื่อตนออกจากวังแล้วจะถูกส่งไปที่ใด จะมีชะตาชีวิตเช่นไรรอนางอยู่
สวรรค์เล่นตลกกับนางหรือไร? นางจะกลายเป็นสตรีคนแรกที่ยังมิทันได้พักอยู่ในตำหนักเนี่ยนซูก็ถูกไล่ออกเช่นนั้นหรือ?!
“เหม่ยเหรินโปรดเร่งมือหน่อยเถิด อีกสักครู่หากฝ่าบาทเห็นว่าท่านยังอยู่ที่นี่ บ่าวไม่ทราบว่าฝ่าบาทจะทรงตัดสินพระทัยเช่นไร” ในน้ำเสียงเจือไปด้วยเจตนาข่มขู่อันเข้มข้น ขันทีใหญ่ส่งสายตาครั้งหนึ่ง องครักษ์ที่อยู่ด้านข้างพลันเดินเข้ามาคุมตัวสตรีที่ทรุดลงนั่งกับพื้นไปเรียบร้อยแล้ว
“ไม่ ข้าไม่เชื่อ…ข้าไม่เชื่อ!”
…
บริเวณประตูวัง ยามนี้จักรพรรดิผู้สูงศักดิ์กระสับกระส่ายอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน นี่มิใช่ข่าวที่เขารอมาเนิ่นนานหรอกหรือ ทว่าเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วเขาถึงกับเกิดความสงสัยขึ้นมา
เดิมทีเขาคิดว่าตนเป็นผู้ที่ถูกสวรรค์กลั่นแกล้ง ยามนี้กลับรู้สึกว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงความฝันตื่นหนึ่ง เป็นเพียงฝันร้ายที่จะทำลายจิตวิญญาณของเขาจนสิ้น
บริเวณประตูวังมีคนมารวมตัวจำนวนมาก ข่าวเรื่องท่านหมอกลับมาแพร่ไปทั่วทั้งพระราชวังราวกับคลื่นน้ำถาโถม
“เหนียงเหนียง ท่านหมอ ท่านหมอกลับมาแล้ว!”
ตู้หย่วนซิ่วที่กำลังเย็บผ้าห่มมือสั่น เข็มปักผ้าจิ้มไปที่นิ้วมือของนางจนเจ็บปวด นางเงยหน้าขึ้นโดยพลัน มิได้สนใจโลหิตสีแดงที่ไหลซึมออกมาโดยสิ้นเชิง “เจ้ากล่าวอันใด?”
สีหน้าของนางข้าหลวงขาวซีด มีท่าทางราวกับเห็นผี “ท่านหมอกลับมาแล้วเพคะ! ข่าวจากทางตำหนักเนี่ยนซูกล่าวว่าจางเหม่ยเหรินที่เพิ่งเข้าวังมาถูกส่งออกไปแล้ว!”
นางกลับมาแล้ว? นี่ นี่จะเป็นไปได้อย่างไร? ตู้หย่วนซิ่วคิดจะลุกขึ้นยืน ทว่าสองขากลับอ่อนแรงอย่างไร้สาเหตุ นางข้าหลวงที่อยู่ข้างกายรีบเข้ามาประคอง “เหนียงเหนียง ไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
ตู้หย่วนซิ่วส่ายศีรษะ พบว่าตนถึงกับกล่าวคำใดไม่ออกแม้เพียงคำเดียว ความรู้สึกยากบรรยายเช่นนี้ มิได้ยินดีและมิได้โกรธเกรี้ยว เพียงแต่ความหวาดกลัวอันรางเลือนกำลังแผ่ขยาย
“ไป ไปที่ประตูวัง…”
รถม้าคันหนึ่งที่อยู่ภายใต้การคุ้มครองของกองทหารปรากฏขึ้นในสายตาตงฟางซวี่ นอกจากเสียงฝีเท้า ผู้คนรอบด้านกลับเงียบงันจนผิดปกติ
ตงฟางซวี่กลั้นหายใจ เดิมทีคิดจะวิ่งเข้าไปแต่กลับพบว่าขาทั้งสองของตนคล้ายถูกตอกติดอยู่บนพื้นจนขยับไม่ได้ ต่อให้ในใจจะร้อนรนเพียงใด แต่กลับรู้สึกคล้ายมีพลังอันไร้รูปร่างกำลังฉุดดึงเขาไว้
รถม้าค่อยๆ หยุดลงเบื้องหน้า องครักษ์ผู้หนึ่งลงจากม้า ทุกคนต่างรู้ดีว่าท่านหมอมีความสำคัญในใจตงฟางซวี่มาก ไม่มีผู้ใดกล้าแตะต้องง่ายๆ
เงาร่างในอาภรณ์สีเหลืองสว่างทำเพียงมองรถม้าที่ไหวเอนเล็กน้อย ไม่ขยับเขยื้อน
“ฝ่าบาท? ฝ่าบาท?”
ขันทีใหญ่ข้างกายอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากเตือน เชื่อว่าในใจของทุกคนคงเป็นเช่นเดียวกับตงฟางซวี่ ต่างไม่มั่นใจว่านี่คือเรื่องจริงหรือเท็จ รถม้าคันนั้นกลายเป็นจุดรวมสายตาของทุกคนไปแล้ว
“ประคองเจิ้น…” ในที่สุดตงฟางซวี่ก็มีแรงเอ่ยปาก ขันทีใหญ่ข้างกายเข้าใจได้โดยพลัน รีบประคองแขนของเขาเดินมุ่งหน้าไปยังรถม้าคันนั้น
สายลมเย็นพัดมา เขารู้สึกว่าการย่างก้าวของตนเลื่อนลอยปานนั้น หากมิใช่ว่ามีคนด้านข้างคอยประคอง ไม่รู้จริงๆ ว่าตนจะเดินไปได้ไกลเพียงใด
องครักษ์ด้านข้างเลิกผ้าม่านที่บดบังสายตาขึ้นเบาๆ เงาร่างที่นอนหลับอย่างสงบปรากฏอยู่เบื้องหน้าตงฟางซวี่ ดวงตาทั้งสองของเขาหดเกร็ง ชั่วขณะนั้นถึงกับคิดว่าตนมองผิดไป
“ดีเหลือเกิน ฝ่าบาท เป็นท่านหมอ! ท่านหมอกลับมาแล้วจริงๆ!”
“…ซูเอ๋อร์?” ตงฟางซวี่กล่าวคำนี้ประหนึ่งออกมาจากจิตวิญญาณ จู่ๆ กลับมีเรี่ยวแรงสายหนึ่งผลักเขาไปเบื้องหน้า มือของตงฟางซวี่ยื่นไปกุมมือเล็กๆ อันเย็นยะเยือก “ซูเอ๋อร์? ซูเอ๋อร์? นางเป็นอะไร?!”
แม่ทัพเดินมาจากด้านหลัง “ทูลฝ่าบาท พวกกระหม่อมพบท่านหมอที่ท้ายขบวนทัพใหญ่ของแคว้นอี้ บางทีอาจเกิดอุบัติเหตุอันใดระหว่างทางทำให้ท่านหมอตกจากรถม้าจนได้รับบาดเจ็บ ส่วนทัพใหญ่แคว้นอี้คงมิสังเกตเห็น”
ตกจากรถม้า?! ตงฟางซวี่ในยามนี้ฟังคำใดไม่เข้าหูแม้เพียงคำเดียว เขาอุ้มสตรีที่กำลังสลบไสลขึ้นมา “ตามหมอหลวง!”
ไกลออกไป ตู้หย่วนซิ่วเก็บภาพนี้เข้าสู่ม่านสายตา ใบหน้าอันคุ้นเคยเช่นนั้นมิได้แปรเปลี่ยนแม้แต่น้อย ทว่าในดวงตาของตงฟางซวี่ถึงกับมีประกายที่ไม่ได้เห็นมานาน
ภายในตำหนักเนี่ยนซู ตำหนักประทับอันกว้างขวางเรียบง่ายมีกลิ่นหอมของยาโชยมาจางๆ ห้องนี้กระทั่งเหม่ยเหรินหลายคนก่อนหน้านี้ก็ยังมิเคยเหยียบย่างเข้ามา ในใจของตงฟางซวี่ สถานที่แห่งนี้เป็นของอวิ๋นซูเพียงผู้เดียว
ข้างเตียง จักรพรรดิสูงศักดิ์ยังคงเฝ้าอยู่ด้วยความห่วงใย เขากุมมืออันเย็นเยียบคู่นั้นไม่ยอมปล่อย “อาการบาดเจ็บของนางเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ทูลฝ่าบาท อาการบาดเจ็บของท่านหมอล้วนเป็นอาการบาดเจ็บภายนอก บางทีเป็นเพราะตกจากที่สูงได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะจึงยังไม่ฟื้น กระหม่อมจะเขียนเทียบยาให้เทียบหนึ่ง เชื่อว่าพักผ่อนอีกสักหลายวันท่านหมอจะได้สติขึ้นมาพ่ะย่ะค่ะ”
“หลายวัน? ไม่! เจิ้นต้องการให้นางฟื้นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” ความกระวนกระวายในใจตงฟางซวี่เป็นสิ่งที่ผู้อื่นมิอาจเข้าใจ เขาไม่อาจสลัดความกลัวในใจออกไปได้ ไม่ง่ายเลยกว่าสตรีที่ตนรักจะกลับมา จะยอมให้เรื่องเหนือคาดอันใดมาทำให้พวกเขาแยกจากกันอีกได้อย่างไร?
“ฝ่าบาทยังอยู่ที่ตำหนักเนี่ยนซูหรือ?” ภายในตำหนักตู้หย่วนซิ่ว สตรีภูมิฐานเงยหน้ามองฟ้า ในดวงตาเจือไปด้วยประกายลึกล้ำ
“ตอบเหนียงเหนียง ฝ่าบาทและหมอหลวงทุกท่านอยู่ที่ตำหนักเนี่ยนซูเพคะ กล่าวกันว่าท่านหมอยังมิได้สติ ฝ่าบาทมิได้เสวยมาหนึ่งคืนวันเต็มแล้วเพคะ”
มุมปากของตู้หย่วนซิ่วยกเป็นรอยยิ้มขืน “เห็นท่าทีของฝ่าบาทวันนี้หรือไม่? ทำให้เปิ่นกงรู้สึกว่าเขาย้อนกลับไปยังวันวาน”
ทว่าท่าทีเช่นนั้นกลับมีคนเพียงคนเดียวที่จะนำกลับมาให้เขาได้ เดิมทีตู้หย่วนซิ่วคิดว่าหัวใจของตนสงบนิ่งดุจสายน้ำ แต่วันนี้นางกลับพบว่าที่แท้ความรู้สึกของนางเพียงถูกกดอยู่ในส่วนลึกของจิตใจเท่านั้น
“แย่แล้วเหนียงเหนียง! องค์หญิงจื่อเหวยไปก่อเรื่องที่ตำหนักเนี่ยนซูแล้วพ่ะย่ะค่ะ!” ขณะนั้นขันทีน้อยผู้หนึ่งเดินกระหืดกระหอบเข้ามา สายตาของตู้หย่วนซิ่วแปรเปลี่ยนไปโดยพลัน ในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้เกรงว่าคงไม่มีผู้ใดกล้ารบกวนฝ่าบาท องค์หญิงจื่อเหวยผู้นี้ยังมองสถานการณ์ไม่ชัดเจนอีกหรือ?
ตั้งแต่เถี่ยเจินอวิ๋นเหวยจากไป องค์หญิงจื่อเหวยกลับรั้งอยู่ในวัง ทว่าหลังจากใช้ความพยายามมานานกว่าหนึ่งปี ฝ่าบาทกลับยอมพบนางน้อยมาก องค์หญิงแห่งเถี่ยเจินกลายเป็นตัวตนที่น่ากระอักกระอ่วนในพระราชวัง ตำแหน่งไม่ชัดเจนกล่าวได้ไม่สะดวกปาก แรกเริ่มเดิมทียังวิ่งไปวิ่งมาอยู่ในวังหลังด้วยท่าทีกระตือรือร้นมีชีวิตชีวา ละทิ้งท่าทียโสโอหังเช่นกาลก่อนมาสานสัมพันธ์ที่ตำหนักของตู้หย่วนซิ่วหลายครั้ง แต่ทั้งสองล้วนเข้าใจดี ในความสัมพันธ์นี้จะมีความจริงใจอยู่มากน้อยเพียงใดกันเชียว
“เปิ่นกงเตือนนางแล้ว คิดไม่ถึงว่านางยังไม่ยอมแพ้!”
ขณะนี้นอกตำหนักเนี่ยนซูกำลังเกิดการปะทะกันระหว่างสองฝ่าย
“องค์หญิงโปรดเสด็จกลับไปเถิด ฝ่าบาททรงมีรับสั่งแล้วว่ามิให้ผู้ใดเข้าไปรบกวน”
สตรีที่เดิมทีงดงามชดช้อยยามนี้กลับประทินโฉมหนาเตอะแต่งกายหลากสีสัน หลังจากถูกความผิดหวังมากมายโจมตี ในดวงตาของนางกลับไม่ปรากฏความมั่นใจในตนเองเช่นตอนแรก สตรีที่ทำให้ฝ่าบาทคิดถึงมิเสื่อมคลายกลับมาแล้ว นางเพียงต้องการเห็นหน้าเสียหน่อยว่าเป็นคนเช่นไรจึงได้มีความสามารถเพียงนี้! องค์หญิงแห่งชนเผ่าเถี่ยเจินผู้สูงศักดิ์พยายามอยู่ในแคว้นเฉินมานาน แต่กลับมิได้รับการตอบแทนแม้เพียงครึ่งส่วน หลายครั้งที่นางคิดยอมแพ้ ทว่าเมื่อคิดถึงคำพูดของเสด็จพี่ในยามนั้น นางจึงรู้ว่าตนไม่มีหน้ากลับไปยังชนเผ่าเถี่ยเจินอีก
คนในชนเผ่าเถี่ยเจินคิดว่านางเป็นที่โปรดปรานอยู่ในแคว้นเฉิน ไหนเลยจะรู้ว่าในสายพระเนตรของจักรพรรดิเฉิน นางเป็นเพียงแขกชั่วคราวเท่านั้น
“ข้าองค์หญิงนำยาของเถี่ยเจินมาด้วย มิแน่ว่าฝ่าบาทต้องการ”
“ตอนนี้หมอหลวงทั้งวังอยู่ด้านในแล้ว ไม่รบกวนองค์หญิงจริงๆ โปรดอย่าทำให้กระหม่อมลำบากใจเลย เชิญเสด็จกลับไปเถิด”
“เจ้า…”
“องค์หญิงจื่อเหวย” ขณะนี้เอง ด้านหลังมีเสียงตู้หย่วนซิ่วดังแว่วมา จื่อเหวยหันไปโดยพลัน พบว่าสตรีภูมิฐานกำลังพานางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามา
ดวงตาของจื่อเหวยเปล่งประกาย “เหนียงเหนียงเสด็จมาได้จังหวะพอดี รีบบอกให้องครักษ์เหล่านี้ถอยไปเถิด จื่อเหวยต้องการพบฝ่าบาท”
ตู้หย่วนซิ่วมององครักษ์ผู้นั้นครู่หนึ่ง อีกฝ่ายถอยออกไปด้านข้างด้วยท่าทีนอบน้อม ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด แม้ตู้หย่วนซิ่วจะมิได้รับความโปรดปรานจากฝ่าบาท แต่ทุกคนในพระราชวังต่างไม่กล้าปฏิบัติย่ำแย่ต่อหน้านาง ความน่าเกรงขามเช่นนี้ราวกับถูกลิขิตไว้ท่ามกลางความมืดมน ยิ่งไปกว่านั้นนางยังเป็นหมู่เฟยขององค์ชายเพียงพระองค์เดียวในวังหลวงอีกด้วย
อย่างไรก็ตามตู้หย่วนซิ่วกลับมีสีหน้าเคร่งขรึม ท่าทีเช่นนี้เถี่ยเจินจื่อเหวยเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก “เหนียงเหนียง ท่าน…”
“องค์หญิงจื่อเหวยเสด็จกลับตำหนักก่อนเถิด เปิ่นกงทำเช่นนี้เพื่อตัวท่านเอง”
“เพราะเหตุใด? จื่อเหวยเพียงต้องการมอบยาให้ฝ่าบาท…” นางคิดว่าเหตุผลเช่นนี้ของตนมิสมควรถูกตำหนิ กลับกัน หากสตรีนางนั้นตื่นขึ้นมาจริงๆ ฝ่าบาทจะต้องขอบคุณนางด้วยซ้ำ
“องค์หญิงอยู่ในวังหลวงมานานเพียงนี้ ยังไม่เข้าใจนิสัยของฝ่าบาทอีกหรือ?”
เมื่อคำนี้ถูกกล่าวออกมา สีหน้าของเถี่ยเจินจื่อเหวยพลันแข็งค้าง เดิมทีนางคิดว่าหากตนแน่วแน่มิแปรเปลี่ยนย่อมมองเห็นความหวัง ทว่าตงฟางซวี่กลับมีใจมั่นคง ขอเพียงเป็นเรื่องที่เขาไม่อยากทำ ไม่ว่าผู้อื่นจะพยายามเช่นไรล้วนไม่เห็นผล
“ข้า…” เถี่ยเจินจื่อเหวยคล้ายถูกผู้อื่นซ้ำบาดแผล ก้มหน้าลงโดยพลัน กำหมัดแน่น ความไม่ยินยอมพร้อมใจในดวงตามิอาจรอดพ้นสายตาตู้หย่วนซิ่วไปได้
“ที่เปิ่นกงมาคราวนี้ มิใช่เพราะสิ่งอื่นใด แต่เพื่อมาหยุดไม่ให้องค์หญิงกระทำเรื่องโง่งม ฝ่าบาทในตอนนี้อยู่ในช่วงอันตรายที่สุด”