หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 913 ดั่งฟ้าผ่ายามกลางวัน
เล่มที่ 31 ตอนที่ 913 ดั่งฟ้าผ่ายามกลางวัน
“องค์หญิง คุณชายสี่เฟิ่งส่งจดหมายมาอีกแล้วหรือเพคะ?”
ภายในสวนบุปผา ภายใต้แสงจันทร์ที่สาดส่อง สตรีผู้เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์กำลังอ่านจดหมายในมือด้วยท่าทางเหม่อลอย นานๆ ครั้งจึงค่อยส่งเสียงหัวเราะ นางข้าหลวงที่อยู่ไม่ไกลถือจานแตงโมเดินเข้ามา มีเพียงช่วงเวลาเช่นนี้จึงจะเห็นหย่งหนิงแสดงท่าทีเช่นนี้
“นี่ เจ้าแอบดูองค์หญิงเช่นข้าหรือ!”
หย่งหนิงตกใจ รีบเอาจดหมายไปแอบไว้ด้านหลังอย่างเขินอาย
นางข้าหลวงเห็นท่าทีเขินอายของนางจึงอดไม่ได้ที่จะแย้มยิ้ม “องค์หญิงและคุณชายสี่เฟิ่งส่งจดหมายหากันตลอด บ่าวเห็นก็รู้สึกดีใจนัก มิสู้ให้ฝ่าบาทพระราชทานสมรส ทำให้องค์หญิงสมปรารถนาไปเลยเป็นอย่างไรเพคะ?”
“เจ้ากล่าวอันใด! ข้ากับคุณชายสี่แค่รู้จักกันเท่านั้น…” แม้หย่งหนิงจะกล่าวเช่นนี้ แต่ดวงหน้าเล็กๆ ยังอดไม่ได้ที่จะแดงระเรื่อ
“เพียงรู้จักกันเท่านั้นจริงหรือเพคะ? บางทีคุณชายสี่อาจมิได้คิดเช่นนี้ก็เป็นได้!” บนใบหน้าของนางข้าหลวงปรากฏรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ หย่งหนิงชะงักไปเล็กน้อย ถึงกับขยับเข้าใกล้ด้วยท่าทีตื่นเต้น “เจ้าว่าคุณชายสี่เฟิ่งมิได้คิดเช่นนี้หรือ? แล้วเจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
“ในความเห็นของบ่าว หากคุณชายสี่เฟิ่งมิได้มีความรู้สึกดีกับองค์หญิงคงไม่ส่งจดหมายหากันนานเพียงนี้ ช่วงที่องค์หญิงกลับมาที่วังหลวง…” เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ นางข้าหลวงพลันรู้ตัวว่าตนกล่าวผิดไปแล้ว พบว่าหย่งหนิงหน้าเปลี่ยนสีไปจริงๆ
นางไม่อยากกล่าวถึงเรื่องที่เคยอยู่แคว้นอี้ หลังจากกลับแคว้นมาแล้ว หย่งหนิงก็ไม่รู้สึกเหมือนอยู่บ้านอีก กลับกัน คำซุบซิบนินทารอบตัวมิเคยหยุด เดินทีนางคิดว่าตนได้กลับบ้านแล้ว ไม่นึกว่าจะได้กลับมายังสถานที่ที่เพ่งเล็งนางทุกเรื่อง
“ที่ผ่านมาคุณชายสี่เฟิ่งคอยปกป้ององค์หญิงอยู่เงียบๆ มิใช่หรือเพคะ? ในความคิดของบ่าว อาศัยเพียงจุดนี้ก็รู้แล้วว่าเขามีความรักต่อองค์หญิง”
“นั่นเป็นเพราะ…พี่ซูให้คุณชายสี่ดูแลข้าให้ดี…”
นางข้าหลวงขมวดคิ้ว ตั้งแต่องค์หญิงกลับวังมาก็เติบโตขึ้นไม่น้อยจริงๆ แต่กลับไม่มีความมั่นใจในตนเองจนทำให้ผู้อื่นมิอาจต่อต้านเช่นตอนแรก เหตุใดนางต้องคิดว่าระหว่างนางกับคุณชายสี่เฟิ่งเป็นไปไม่ได้ด้วยเล่า?
“หากองค์หญิงไม่ลองดูเสียหน่อย จะทราบได้อย่างไรว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร?”
ลอง? หย่งหนิงใจสั่น เพราะนางกล่าวคำที่เก็บซ่อนไว้ในใจของตนมาโดยตลอด แต่กลับไม่กล้าคิดว่าคุณชายสี่มีท่าทีเช่นไรต่อตนกันแน่? จดหมายทุกฉบับของเขาล้วนแฝงไปด้วยความใส่ใจและอ่อนโยน เพราะเห็นตนเป็นน้องสาวจริงๆ หรือ? มิแน่ว่าเขาอาจรังเกียจที่ตนเคยเป็นสนมของจักรพรรดิเซียว…ตนจะคู่ควรกับเขาได้อย่างไร
ตอนนี้เอง ขันทีน้อยผู้หนึ่งเดินใกล้เข้ามา “บ่าวถวายพระพรองค์หญิงหย่งหนิง ฝ่าบาทเชิญองค์หญิงเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
ดวงตาของหย่งหนิงเปล่งประกาย แต่กลับคิดไปถึงเรื่องที่ตงฟางซวี่ไล่ตนออกจากตำหนักเนี่ยนซูเสียก่อน “มิใช่ว่าฝ่าบาทไม่อยากเห็นองค์หญิงเช่นข้าหรือ? ไม่ไป!”
ขันทีน้อยผู้นั้นเงยหน้าขึ้นอย่างจนใจ “องค์หญิงโปรดระงับโทสะ ดูเหมือนฝ่าบาทเรียกองค์หญิงเข้าพบเพราะมีเรื่องสำคัญพ่ะย่ะค่ะ”
…
ในตำหนักเนี่ยนซู สตรีงดงามนั่งอยู่อย่างสงบ บนใบหน้าไม่มีอารมณ์อันใด
“ซูเอ๋อร์ พูด” ตรงข้ามนางมีบุรุษผู้หนึ่งกำลังมองใบหน้าที่หัวใจของเขาคิดถึงมาเนิ่นนาน บนร่างคละคลุ้งไปด้วยกลิ่นสุรา
“ซูเอ๋อร์ เจ้ากำลังโกรธข้าใช่หรือไม่? ดังนั้นจึงไม่ยอมพูดกับข้าหรือ?”
ตงฟางซวี่ค่อยๆ หลับตาลง คิ้วขมวดแน่นยากจะคลายออก ราวกับกำลังอดกลั้นอะไรบางอย่าง จากนั้นพลันลุกขึ้นยืนขว้างกาสุราในมือทิ้ง “หากเจ้าคือนางจริงๆ ก็พูดออกมา! พูดเดี๋ยวนี้!”
เมื่อเผชิญหน้ากับความโกรธเกรี้ยวประดุจฟ้าผ่าเช่นนี้ ไม่ว่าเป็นผู้ใดก็ต้องมีท่าทีเปลี่ยนไปบ้าง แต่สตรีกลับทำราวมองไม่เห็น ได้แต่มองไปเบื้องหน้าด้วยสายตาว่างเปล่า ท่าทีเช่นนี้ทำให้ตงฟางซวี่เกิดความรู้สึกเคียดแค้นชิงชัง
“ข้ามิสนใจว่าช่วงนี้เจ้าไปอยู่ที่ใดมา และไม่สนใจว่าคนในใจของเจ้าคือผู้ใด! ข้าเพียงต้องการให้เจ้าเอ่ยปากกล่าวสักประโยค เช่นนี้ก็มิได้หรือ?”
“เหตุใดเจ้าจึงไม่มองความรักที่ข้ามีต่อเจ้า? เหตุใดเจ้าจึงจากข้าไปง่ายดายเพียงนั้น? เจ้าไม่รู้หรือว่าข้ารอคอยเจ้ามาตลอด รอคอยเจ้ามาตลอด…”
หน้าอกของเขากระเพื่อมขึ้นลงอย่างแรง ความคาดหวังและการรอคอยที่สะสมมานานแรมเดือนกลับกลายเป็นเรื่องน่าขัน ทำให้ตงฟางซวี่ระเบิดความโกรธเกรี้ยวที่ซ่อนอยู่ในส่วนลึกของจิตใจออกมา
“เหตุใดเจ้าไม่ยอมอยู่กับข้า? เจ้าให้ข้าเป็นจักรพรรดิแห่งแคว้นเฉินข้าก็เป็นแล้ว เจ้าให้ข้าเป็นจักรพรรดิผู้ยอดเยี่ยม ตอนนี้ชาวประชาล้วนสงบสุขปลอดภัยแล้ว แต่เจ้า เจ้ากลับไม่ยอมกลับมา!”
เขาพลันยื่นมือออกไปจับไหล่ทั้งสองของสตรีแน่นราวกับต้องการจึกเข้าไปถึงเลือดเนื้อของนางก็มิปาน “เจ้าทำเช่นนี้กับข้ายุติธรรมแล้วหรือ? ยุติธรรมหรือ!”
“ทูลฝ่าบาท องค์หญิงหย่งหนิงเสด็จมาถึงแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ด้านนอกมีเสียงรายงานดังแว่วมา บุรุษในห้องค่อยๆ สงบลง มองไปยังใบหน้าที่ไม่มีการเคลื่อนไหวใด จากนั้นจึงหัวเราะอย่างเย้ยหยัน
เขาเป็นตัวโง่งมจริงๆ ไม่ทราบว่ามีคนมากน้อยเพียงใดกำลังรอดูเรื่องน่าขันของเขา
ในตอนที่หย่งหนิงถูกพาเข้ามา นางเห็นกาสุราแตกเต็มพื้น บุรุษสูงศักดิ์นั่งอยู่ด้านข้างด้วยท่าทีหมดอาลัยตายอยาก ดวงตาเย็นยะเยือกจนทำให้นางใจสั่น
“หย่งหนิงถวายพระพรฝ่าบาท”
ในตำหนักจมลงสู่ความเงียบ บุรุษมิได้ตอบรับนาง
ในห้องเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของตน หย่งหนิงเงยหน้าขึ้นด้วยความสงสัย ดวงตาของนางเปล่งประกาย “ฝ่าบาท ท่าน…ท่านไม่เป็นไรใช่หรือไม่?
ตงฟางซวี่สูดหายใจลึก ค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองดรุณีน้อยเบื้องหน้า “หย่งหนิง ในหมู่พี่น้องทุกคน เจ้าควรรู้ว่าเจิ้นรักเจ้าที่สุดกระมัง”
“…เพคะ” นางตอบรับอย่างเรียบเฉย ภาพเรื่องราวต่างๆ ที่ผ่านมาในอดีตปรากฏในสมอง
“เช่นนั้นเจ้าจะไม่โกหกเจิ้นใช่หรือไม่?”
มือที่อยู่ในแขนเสื้อของหย่งหนิงอดไม่ได้ที่จะกำขึ้น นางไม่เคยเห็นท่าทีเช่นนี้ของตงฟางซวี่มาก่อน ยามนี้บุรุษผู้นี้คล้ายกับยืนอยู่บนขอบเหว สามารถร่วงลงไปได้ทุกเมื่อ ทว่าไร้ซึ่งคนที่ยินดียื่นมือไปดึงเขาขึ้นมา
“ฝ่าบาททรงอยากทราบเรื่องใด หย่งหนิงจะบอกท่านแน่นอน” เดิมทีนางยังคงมีความโกรธเคืองตงฟางซวี่อยู่เต็มอก แต่เมื่อเห็นสภาพเช่นนี้ของเขาหย่งหนิงจึงเริ่มเห็นใจบ้างแล้ว เสด็จพี่ที่ทำให้นางภาคภูมิใจในกาลก่อนไปอยู่ที่ใดกันแน่ เหตุใดจึงหายไปไม่เห็นร่องรอยเสียแล้ว
“นางคือซูเอ๋อร์ใช่หรือไม่? ก่อนหน้านี้เจ้าหลอกเจิ้นใช่หรือไม่?”
หย่งหนิงขมวดคิ้ว ดวงตาที่จับจ้องมายังตนอัดแน่นไปด้วยความปรารถนาและความวาดหวัง ทว่าเมื่อครู่นางบอกแล้ว นางจะไม่พูดโกหก
“ต่อให้ฝ่าบาทลงโทษหย่งหนิง หย่งหนิงก็จะบอกฝ่าบาทว่านางไม่ใช่พี่ซู ไม่ใช่จริงๆ”
ท่าทีของตงฟางซวี่แข็งค้างไปในชั่วขณะนั้น เขามองดรุณีน้อยเบื้องหน้าอย่างลึกล้ำ “เหตุใดเจ้าจึงมั่นใจเพียงนี้?”ในน้ำเสียงเจือไปด้วยความสั่นเทา
“บนนิ้วของพี่ซูมีรอยอยู่ แต่นางไม่มี มือทั้งสองของนางไม่มีร่องรอยของพี่ซูอยู่เลย เพียงแค่ใบหน้าเหมือนกันเท่านั้น พวกนางไม่ใช่คนคนเดียวกัน” แต่ละคำของหย่งหนิงกล่าวได้ชัดเจนยิ่งนัก ราวกับกลัวว่าตงฟางซวี่จะไม่เข้าใจ “หรือฝ่าบาทไม่รู้สึก? นางคือพี่ซูที่พระองค์รักอย่างลึกซึ้งผู้นั้นหรือ?”
ในใจตงฟางซวี่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด “เจ้ารู้หรือไม่ว่าโทษหลอกลวงเบื้องสูงคืออะไร?”
“ย่อมทราบแน่นอน แต่หย่งหนิงไม่ได้หลอกลวง ไม่ว่าฝ่าบาทจะถามกี่ครั้งล้วนมีคำตอบเช่นเดิม!” ดรุณีน้อยยืดอกขึ้น สายตาสงบนิ่ง
ตงฟางซวี่รู้สึกสองขาอ่อนแรง ทรุดลงไปนั่งอีกครั้ง เขามองสตรีเบื้องหน้าที่ดูราวกับไม่มีจิตวิญญาณ กล่าวอะไรไม่ออกแม้แต่คำเดียว
ภายในห้องเงียบสงัดจนถึงขั้นที่ว่าหากมีเข็มหล่นลงพื้นคงได้ยินชัดเจน ในที่สุดหย่งหนิงก็ทนไม่ไหว เดินเข้าไปกุมมือตงฟางซวี่เบาๆ มือใหญ่ที่เคยอบอุ่นอ่อนโยนยามนี้กลับซีดเซียวไร้ซึ่งเรี่ยวแรงปานนั้น หย่งหนิงทนไม่ได้จริงๆ “ฝ่าบาท พี่ซูจะต้องกลับมาแน่ อย่าปล่อยให้คนเช่นนี้มาทำให้นางแปดเปื้อน”
“…ออกไปเถิด”
น้ำเสียงของตงฟางซวี่ไร้ซึ่งพลัง เขาค่อยๆ หลับตาลง ไม่ทราบว่ากำลังคิดอะไรอยู่
หย่งหนิงถอยออกไปพลางหันมามองด้วยความกังวล นางรู้ว่าตอนนี้ตงฟางซวี่ต้องการเวลาสงบใจ หากตนอยู่ที่นี่คงไม่มีประโยชน์อันใด
ไม่นานด้านนอกก็มีเสียงหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างระมัดระวัง “ทูลฝ่าบาท กระหม่อมหาคนผู้นั้นพบแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สมองของตงฟางซวี่ค่อยๆ เย็นลง เขาลืมตาขึ้น มือที่อยู่ในแขนเสื้อกำแน่น สภาพของตนตอนนี้มิใช่ว่าจะทำให้เซียวอี้เชินสมปรารถนาหรอกหรือ? บางทีเขาอาจกำลังหัวเราะเยาะตนอยู่ในแคว้นอี้ที่ตนติดกับเขาง่ายดายเช่นนี้!
ภายในป่า บุรุษชุดคลุมดำรออยู่ที่นั่นนานแล้ว
ด้านหลังมีเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังแว่วมา คนผู้นั้นเงยหน้าขึ้น สุดท้ายจึงเผยรอยยิ้มคล้ายมีคล้ายไม่มี “ในที่สุดฝ่าบาทก็คิดถึงกระหม่อมแล้ว”
ผู้ที่เอ่ยปากมิใช่คนอื่นใด แต่เป็นหลานเซียงเหลียงที่ไปๆ มาๆ ระหว่างแคว้นเฉินและแคว้นอี้
เขาไม่เคยลืมความแค้นอันลึกล้ำที่ตนแบกรับ ระยะนี้ยังคงแพร่กระจายข่าวลือที่จะสั่นคลอนจิตใจของประชาชนอยู่ในแคว้นอี้ไม่หยุดหย่อน อีกด้านหนึ่งก็ยังใส่ใจสภาพของตงฟางซวี่ในแคว้นเฉินเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ขณะที่เขาเห็นพระพักตร์ของจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งแคว้นเฉินที่อยู่ภายใต้แสงจันทร์ชัดเจน กระทั่งหลานเซียงเหลียงก็ยังอดไม่ได้ที่จะประหลาดใจ
ในช่วงที่มิได้เจอกัน บุรุษผู้มีท่าทีประหนึ่งบัณฑิตในตอนนั้นถึงกับกลายเป็นผู้ที่มีความซับซ้อนในดวงตาเช่นนี้เชียวหรือ? เขาย่อมรู้ว่าตงฟางซวี่ตามหาอวิ๋นซูมาโดยตลอด นิสัยก็เปลี่ยนแปลงไปไม่น้อย เพียงแต่คิดไม่ถึงว่ายามพบหน้ากันอีกครั้งจะทำให้เขามีความรู้สึกเช่นนี้
“เจ้าคงรู้กระมังว่าเจิ้นหาเจ้าด้วยเรื่องใด”
“ความจริง มิใช่ว่าฝ่าบาทมีคำตอบในใจอยู่แล้วหรือ?” มุมปากของหลานเซียงเหลียงยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม เขาสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจในใจของตงฟางซวี่
จริงดังคาด ในดวงตาของบุรุษตรงข้ามมืดครึ้มลง “ตอนนี้จักรพรรดิเซียวอยู่ที่ใด?”
“เช่นเดียวกับฝ่าบาท กำลังยุ่งอยู่กับการตามหาตัวท่านหมอ” เพียงแต่จุดประสงค์ของเขามิได้มีเพียงกักขังสตรีนางนั้นไว้ข้างกาย แต่เพื่อใช้นางมาทำให้สถานการณ์ของแคว้นอี้สงบลง “ตอนนี้แคว้นอี้สั่นคลอน ส่วนจักรพรรดิเซียวก็มักจะไม่อยู่วัง ฝ่าบาทไม่มีความคิดอันใดหรือ?”
แม้จะกล่าวว่าเซียวอี้เชินมีอำนาจอันยิ่งใหญ่และมั่นคงของตนอยู่ในราชสำนัก แต่ระยะนี้เขาได้ยินว่าใครบางคนกำลังทำลายรากฐานของแคว้นอี้จากเบื้องล่าง ตอนนี้ราชสำนักมิใช่ที่ที่ขุนนางจะทำให้มั่นคงได้อีกต่อไป
แม้หลานเซียงเหลียงจะไม่รู้ว่าผู้ใดลอบช่วยตนมาโดยตลอดและเหตุใดจึงล่วงรู้อำนาจในแคว้นอี้ประหนึ่งรู้ฝ่ามือตนเองเช่นนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานเขาก็ได้รับข้อมูลลับบางอย่าง ทำให้รู้ว่าก้าวต่อไปควรจะเดินเช่นไร
บนร่างของตงฟางซวี่พลันมีบรรยากาศบ้าคลั่งปะทุออกมา เมื่อคิดถึงท่าทีได้ใจของเซียวอี้เชิน บางทีเขาอาจกำลังจับตาดูแคว้นเฉินและตนอยู่ที่ใดสักแห่ง ทั้งยังรู้สึกพึงพอใจมากกระมัง
“เจิ้นต้องการให้เขาจ่ายค่าตอบแทนที่เจ็บปวดที่สุดออกมา!”