หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 31 ตอนที่ 914 แยกกันโดยมิคาดคิด
เล่มที่ 31 ตอนที่ 914 แยกกันโดยมิคาดคิด
อีกด้านหนึ่ง ภายในพระราชวังแคว้นอี้
“ทูลฝ่าบาท ทางเข้าในตอนนั้นถูกปิดแล้ว คนของพวกเราถูกกั้นอยู่นอกภูเขาไม่สามารถเข้าไปได้ ดูเหมือนจะเปิดใช้ค่ายกลลวงตาอีกครั้งแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
สายลับมารายงาน สีหน้าของเซียวอี้เชินพลันเคร่งขรึมลง
เขาถูกอีกฝ่ายหยอกล้อจนถึงที่สุดจริงๆ! อีกฝ่ายจงใจหลอกให้เขาพาหุ่นเชิดตัวหนึ่งออกมาจากนั้นค่อยปิดทางเข้าออกแคว้นเหลียนอีกครั้ง แต่จะอย่างไรเซียวอี้เชินก็คิดไม่ออกว่าเรื่องนี้มีประโยชน์อันใดกันแน่ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายหลอกใช้ตน! ส่วนคนผู้นั้นคือใครก็ยังไม่เผยตัวออกมา
“ยังไม่มีข่าวของคนที่อยู่ด้านในหรือ?” ก่อนหน้านี้เซียวอี้เชินทิ้งสายของตนไว้ในดินแดนแคว้นเหลียนเพื่อคอยจับตาดูทุกการกระทำของพวกเขาแล้ว เพียงแต่ตอนนี้กลับขาดการติดต่อไป
“กระหม่อมกำลังคิดทำทุกวิถีทางเพื่อติดต่อพวกเขาพ่ะย่ะค่ะ”
เซียวอี้เชินสูดหายใจลึก ดูท่าทางตนจะดูถูกแคว้นเหลียนเกินไปจริงๆ เขาไม่เคยสงสัยในความสามารถของลูกน้องมาก่อน แต่กระทั่งตอนนี้ก็ยังไม่อาจส่งข่าวใดออกมาได้ เห็นได้ว่าการที่ตนหาทางเข้าออกได้โดยบังเอิญในตอนแรกเป็นสิ่งที่ถูกควบคุมโดยอีกฝ่าย
ตกลงการปล่อยให้ตนเข้าไปในแคว้นเหลียนมีประโยชน์อันใดกันแน่? หรือว่าคนที่อีกฝ่ายเพ่งเล็งคืออวิ๋นซู?
“สถานการณ์ทางแคว้นเฉินเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ทูลฝ่าบาท จักรพรรดิเฉินพาสตรีนางนั้นเข้าวังแล้ว ว่ากันว่ามิได้มาประชุมเช้าหลายวันแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อ้อ? เซียวอี้เชินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย ในที่สุดก็มีเรื่องที่ควรค่ากับความยินดีของตนในรอบหลายวันนี้แล้ว สุดท้ายตงฟางซวี่ก็ยังขี้เกียจ หุ่นเชิดตัวนั้นคงทำให้เขาดูแลอย่างดีกระมัง ได้ยินว่านิสัยของเขาเปลี่ยนไปไม่น้อย บางทีตอนนี้สมควรขอบคุณตนที่ทำให้ความปรารถนาของเขาสำเร็จ
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่เข้าประชุมเช้าหลายวันหรือ? จักรพรรดิเซียวคิดว่าตนช่างฉลาดเฉลียวจริงๆ หากทำให้จักรพรรดิองค์ใหม่แห่งแคว้นเฉินลุ่มหลงในนารีจนละเลยราชกิจย่อมเป็นการดีที่สุด เมื่อถึงตอนนั้นกองทัพของตนบุกเข้าไปฆ่าสังหาร อีกฝ่ายย่อมรับมือไม่ทัน จะได้ทำให้อีกฝ่ายรู้เสียหน่อยว่ามิใช่ทุกคนที่มีคุณสมบัติที่จะนั่งในตำแหน่งนั้น และคนที่ตั้งตัวเป็นศัตรูกับตนย่อมไม่มีจุดจบที่ดีอันใด!
เพียงแต่…ตอนนี้อวิ๋นซูอยู่ที่ใดกันแน่ นางรู้หรือไม่ว่ามีคนมากน้อยเพียงใดกำลังสิ้นไร้หนทางเพราะนาง…
…
รถม้าคันหนึ่งแล่นอยู่ในป่าอย่างเชื่องช้า บุรุษรูปงามเลิกผ้าม่านขึ้น ส่งสายตาให้คนข้างนอก ความเร็วของรถม้าจึงช้าลงยิ่งขึ้น
ใบหน้าที่นอนหลับอยู่บนตักดูสงบนิ่งราวกับแสงแดดในฤดูใบไม้ผลิ ผิวขาวราวกระเบื้องเคลือบเจือไปด้วยรอยสีชมพูจางๆ ทำให้ผู้ได้เห็นอดไม่ได้ที่จะใจสั่น เฟิ่งหลิงหลุบตาลง ในดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน มือใหญ่ยื่นไปลูบผมอวิ๋นซูเบาๆ จู่ๆ พลันรู้สึกว่าตนเป็นบุรุษที่โชคดีที่สุดในโลกที่ได้อยู่เฝ้าข้างกายนาง ได้ชื่นชมใบหน้ายามหลับใหลของนางเช่นนี้
เดินทางมาหลายวันแล้ว เมื่อเห็นท่าทีเหนื่อยล้าของนางเฟิ่งหลิงก็อดไม่ได้ที่จะปวดใจ แต่เขาไม่อาจบอกให้ตนลดความเร็วลงได้อีก เขาต้องรีบพาอวิ๋นซูไปส่งที่ตระกูลอวิ๋นจึงจะทำให้อาการป่วยของนางดีขึ้นได้
ขณะนั้นเอง จู่ๆ รถม้ากลับเกิดแรงกระแทกอย่างแรง เฟิ่งหลิงมองไปนอกหน้าต่างอย่างระมัดระวัง จริงดังคาด องครักษ์ที่อยู่เบื้องหน้าผู้หนึ่งย้อนกลับมา
“เกิดอะไรขึ้น?”
“ทูลองค์ชาย เพียงพบหินภูเขาจำนวนหนึ่งพ่ะย่ะค่ะ”
หินภูเขา? เดิมทีเป็นเรื่องที่ปกติธรรมดาเป็นอย่างยิ่ง แต่จู่ๆ เฟิ่งหลิงกลับดวงตาเปล่งประกาย คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาย้ายอวิ๋นซูไปไว้บนเบาะนิ่มด้านข้างอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงทะยานตัวลงจากรถม้า
“หินภูเขาอย่างไร?”
พบว่าบนเส้นทางเล็กๆ ที่เต็มไปด้วยฝุ่นทรายมีหินกลมสีดำหลายก้อนปรากฏอยู่ เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว มองไปรอบด้านอย่างระมัดระวังโดยพลัน
อยู่ที่ตระกูลมหาราชครูมาเนิ่นนาน เฟิ่งหลิงย่อมรู้ว่าหินพวกนี้ใช้เพื่อจดจำกลไกค่ายกลที่วางไว้ หรือว่าพวกเขาจะเข้ามาอยู่ในค่ายกลแล้ว? แต่นี่เป็นเส้นทางที่จำเป็นต้องผ่านเพื่อไปยังหมู่บ้านที่เสด็จแม่อาศัยอยู่…
ในใจของเฟิ่งหลิงเกิดลางสังหรณ์ไม่ดี ท่านตาไม่เคยยอมแพ้ที่จะตามหาเสด็จแม่ แต่เห็นได้ว่าเสด็จแม่ไม่อยากถูกอีกฝ่ายเจอตัว อีกทั้งตอนนี้ร่องรอยคล้ายจะถูกเปิดเผยแล้ว
“สั่งลงไป ให้หาทางอ้อม!”
ไม่นานรถม้าก็เปลี่ยนทิศทาง การเคลื่อนไหวด้านนอกทำให้สตรีในรถม้าค่อยๆ ตื่นขึ้นมา
“เกิดอะไรขึ้น? นี่มิใช่เส้นทางที่รวดเร็วที่สุดหรือ?” อวิ๋นซูมองไปยังบุรุษที่เพิ่งเข้ามาด้วยความสงสัย ท่าทีของเฟิ่งหลิงเจือไปด้วยความหนักอึ้ง
“ดูเหมือนท่านตาจะพบที่นี่แล้ว พวกเขาวางค่ายกลไว้ในป่าคล้ายไม่อยากให้ผู้อื่นเข้าไปวุ่นวาย”
อวิ๋นซูมีสีหน้าเคร่งขรึมลง นางรู้ดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างท่านมหาราชครูและฮองเฮาพระองค์ก่อนไม่ธรรมดา มีความซับซ้อนมากเกินไป หากปล่อยให้ท่านมหาราชครูพบนางตอนนี้ย่อมนำพาความยุ่งยากมาไม่น้อย
ฮองเฮาพระองค์ก่อนได้รับความลำบากมากมายเพียงนั้น ท่านมหาราชครูคิดว่าล้วนเป็นความผิดของราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียน ตอนนี้ไม่ง่ายเลยกว่าที่พ่อลูกจะได้พบกันอีกครั้ง เขาจะอนุญาตให้บุตรีของตนเหยียบย่างเข้าสู่สถานที่กลืนกินผู้คนอีกได้อย่างไร?
อย่างไรก็ตาม ยามนี้เฟิ่งหลิงกลับใช้สายตากังวลมองไปทางอวิ๋นซู หากเป็นไปได้เขาไม่อยากให้อวิ๋นซูพบท่านตาในช่วงเวลาเช่นนี้จริงๆ
สตรีตรงข้ามคล้ายจะสัมผัสได้ถึงความเป็นห่วงอันเข้มข้นของบุรุษ นางแย้มยิ้มเล็กน้อย “วางใจเถิด ข้าจะดูแลตัวเองให้ดี”
ขณะนี้จู่ๆ รถม้าก็หยุดลง ด้านนอกเงียบสงัดราวกับไม่มีเสียงใด
องครักษ์ผู้หนึ่งถอยมาข้างรถม้าด้วยความระมัดระวัง “องค์ชาย ดูเหมือนจะมีการเคลื่อนไหวพ่ะย่ะค่ะ”
เฟิ่งหลิงรีบดึงอวิ๋นซูมาปกป้องไว้ในอ้อมกอด “ซูเอ๋อร์ เจ้าอยู่ที่นี่ก่อน หากไม่ถึงที่สุดหรือไม่ถึงเวลาอย่าได้ออกไปเด็ดขาด”
ในป่าด้านนอกเงียบสงัดจนผิดปกติ องครักษ์ทั้งหลายมองไปรอบด้านด้วยความระมัดระวัง บุรุษรูปงามปรากฏตัวนอกรถม้า บรรยากาศรอบด้านพลันเปลี่ยนไป สัญชาตญาณของยอดฝีมือเฉียบคมที่สุด “องค์ชาย มีคนติดตามพวกเรามาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว”
เฟิ่งหลิงดวงตามืดครึ้มลง มือของเขาค่อยๆ ยื่นไปจับกระบี่บริเวณเอว “มาแล้ว”
อวิ๋นซูที่อยู่ในรถม้าได้ยินเสียงต่อสู้ที่ดังแว่วมาจากภายนอกอย่างชัดเจน นางเลิกผ้าม่านขึ้น มองไปเบื้องหน้าด้วยความกังวล พบว่าบุรุษในอาภรณ์ชุดดำหลายคนกำลังล้อมเฟิ่งหลิงเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้นองครักษ์ของเขาก็กำลังต่อสู้โรมรันกับมือสังหารกลุ่มนี้อย่างดุเดือดรุนแรง
บุรุษรูปงามเผชิญหน้ากับการล้อมโจมตีของอีกฝ่ายโดยไม่ตกเป็นรองแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม อวิ๋นซูกลับสังเกตเห็นความผิดปกติ
มือสังหารเหล่านั้นมิได้มาเพื่อลงมือสังหารเฟิ่งหลิง คล้ายกับว่าต้องการพัวพันเขาเท่านั้น หรือจุดประสงค์ของพวกเขามิใช่เฟิ่งหลิง?
ตอนนี้เอง ด้านหลังมีลมหนาวระลอกหนึ่งพัดมา อวิ๋นซูเอี้ยวตัวหลบตามสัญชาตญาณ พบว่ากรงเล็บหนึ่งเฉียดผ่านไหล่นางไปปักอยู่บนเบาะด้านหลังนาง
บุรุษในอาภรณ์ชุดดำผู้หนึ่งปรากฏตัวเบื้องหน้า อีกฝ่ายคิดไม่ถึงว่าอวิ๋นซูจะหลบการโจมตีของตนได้ ดวงตาเจือไปด้วยความแปลกใจ อย่างไรก็ตามชั่วขณะนั้นถึงกับมีเข็มเงินจำนวนนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาจากแขนเสื้อของสตรีเบื้องหน้า คนชุดดำถูกเข็มเงินปักไปหลายเข็มโดยไม่ทันระวัง เขาก้มหน้าลงมองเข็มเงินบริเวณหน้าอกตน ดวงตาค่อยๆ พร่าเลือน
เข็มนี้มีพิษหรือ?! ชั่วขณะต่อมาเขาถึงกับถูกอวิ๋นซูถีบลงจากรถม้า
“ซูเอ๋อร์!”
เฟิ่งหลิงสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวทางด้านนี้แล้ว ยามนี้จึงค่อยรู้ตัวว่าตนเองติดกับ! แรกเริ่มเดิมทีคนเหล่านี้โจมตีรุนแรงเพื่อดึงดูดพวกเขาออกไปไกลจะได้ไม่ทำร้ายผิดตัว ไม่คิดว่าจุดประสงค์ของพวกเขาก็คืออวิ๋นซู! ตอนนี้เมื่อตนสังเกตเห็นก็ไม่ทันแล้ว เมื่อเห็นว่าบุรุษถูกถีบออกจากรถม้าเฟิ่งหลิงจึงอดไม่ได้ที่จะทอดถอนใจ เพียงแต่เมื่อคิดจะย้อนกลับไปกลับถูกพัวพันจนมิอาจปลีกตัว
“ปกป้องนาง!”
เฟิ่งหลิงตะโกน องครักษ์รอบด้านรีบทะยานเข้าไปล้อมอยู่รอบๆ รถม้า ขณะนี้เองสถานการณ์พลันเปลี่ยนไป กลิ่นกำมะถันเข้มข้นฟุ้งกระจายไปทั่ว ได้ยินเสียงตู้มดังขึ้น บริเวณท้ายรถม้าถึงกับเกิดระเบิด รถม้าแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ
“ซูเอ๋อร์!”
เฟิ่งหลิงใจสั่น เขาเห็นสตรีถูกกระโดดออกจากรถม้าอย่างชัดเจน กระทั่งร่วงลงสู่พื้นหญ้าด้านข้างอย่างแรง
อวิ๋นซูหยัดกายขึ้นด้วยความเจ็บปวด หากเมื่อครู่มิใช่ว่านางได้กลิ่นกำมะถันจึงรีบกระโดดออกมาจากรถม้า เกรงว่าร่างกายของตนคงถูกแยกส่วนไปแล้ว เมื่อครู่เป็นระเบิดที่มีพลังทำลายล้างสูง ถูกวางไว้ที่ท้ายรถม้าตั้งแต่เมื่อใด?
กำลังคิดจะใคร่ครวญให้ดี แต่กลับพบว่าบุรุษชุดดำผู้หนึ่งคิดจะฝ่าวงล้อมเข้ามาแต่กลับถูกองครักษ์ขวางไว้ อวิ๋นซูพลันรู้ตัวว่าที่แท้ตนก็คือเป้าหมายของพวกเขา!
เกิดความเจ็บปวดแพร่ออกมาจากเท้า นางก้มหน้าลง เห็นแส้หนังเส้นหนึ่งพันอยู่บริเวณข้อเท้าของนาง ก่อนจะมีแรงดึงนางเข้าไปสู่ส่วนลึกของป่า
“ซูเอ๋อร์ ไม่!”
เสียงของเฟิ่งหลิงดังมาจากด้านหลัง อย่างไรก็ตามกิ่งไม้กลับทำให้ทัศนวิสัยของอวิ๋นซูถูกบดบัง ร่างกายตกลงไปเรื่อยๆ แต่แรงนั้นยังคงไม่คิดปล่อย
นางรีบหยิบของสิ่งหนึ่งออกมาจากแขนเสื้อ ซึ่งก็คือของขวัญแต่งงานที่กู้สวิ๋นฟางมอบให้นางก่อนหน้านี้!
ยาลูกกลอนสีดำเม็ดหนึ่งปรากฏในมือ ดวงตาของอวิ๋นซูเจือไปด้วยประกาย จากนั้นจึงโยนไปเบื้องล่างซึ่งเป็นที่มาของแรงที่ไม่ยอมปล่อยนาง ได้ยินเสียงระเบิดดังสนั่น แส้หนังถึงกับถูกระเบิดจนแหลก ตามมาด้วยเสียงร้องโหยหวน อวิ๋นซูหลุดจากพันธนาการได้พลันรู้สึกผ่อนคลายไม่น้อย อย่างไรก็ตาม บนร่างกลับบาดเจ็บภายนอกไม่เบา
ที่นี่คือ…
รอบด้านเป็นป่าที่ดูไม่คุ้นเคย นางถูกลากมาตลอดทางจนมาถึงที่นี่ ทำให้สูญเสียทิศทาง
“นางอยู่นั่น!”
บริเวณไม่ไกลมีบุรุษชุดดำหลายคนทะยานตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว อวิ๋นซูดวงตาเคร่งขรึมลง รีบวิ่งไปอีกทางหนึ่งโดยพลัน
เสียงลมหนาวพัดหวีดหวิว คนชุดดำตามมาติดๆ ไม่ยอมปล่อย แต่ที่อวิ๋นซูเป็นห่วงที่สุดก็คือเฟิ่งหลิงที่อยู่ด้านบน เบื้องหน้ามีปากถ้ำแห่งหนึ่งที่ถูกปิดเอาไว้จนแทบมองไม่เห็น อวิ๋นซูพลิกตัวแทรกเข้าไปทันที ใช้กิ่งไม้หนาบดบังร่างของตนเอาไว้
“คนเล่า? คงไปได้ไม่ไกล ตาม!”
อวิ๋นซูกลั้นใจ พยายามลดการดำรงอยู่ของตนให้ต่ำที่สุด เสียงฝีเท้าเหล่านั้นค่อยๆ ไกลออกไป แต่นางยังไม่ยอมออกมา พบว่าอีกครู่หนึ่งเหนือศีรษะมีเสียงอันโกรธเกรี้ยวดังขึ้นจริงๆ “นางไม่อยู่ที่นี่จริงๆ ไป อย่าปล่อยให้นางหนีไปได้!”
หากเมื่อครู่อวิ๋นซูคลายความระมัดระวังและออกไปจากถ้ำ เกรงว่าตอนนี้คงตกอยู่ในมือของคนชุดดำเจ้าเล่ห์เหล่านั้นแล้ว
นางสูดหายใจลึก ทว่าไม่นานกลับสังเกตเห็นความผิดปกติ
ขาทั้งสองของนางชาจนขยับไม่ได้ นางก้มหน้าลงมอง พบว่าบริเวณข้อเท้าถึงกับปรากฏร่องรอยสีเขียวดำอยู่รอยหนึ่ง บนแส้เส้นนั้นทายาพิษเอาไว้!
ในตอนที่อวิ๋นซูรู้ตัว ความรู้สึกชาก็หนักหน่วงยิ่งขึ้น นางยืนไม่ไหวจนต้องทิ้งตัวลงนอนกับพื้น ข้างหูมีเสียงดังวิ้งๆ ไม่นานก็หมดสติไป
…
ม่านราตรีแผ่ขยาย ในภูเขาลึกมีเสียงของสัตว์ป่าดังขึ้น
สตรีที่หมดสติไปในถ้ำตั้งแต่ยามกลางวันค่อยๆ ได้สติขึ้นมา เมื่อลืมตาขึ้นพบว่ารอบด้านคือความมืดมิด
ความทรงจำอันรางเลือนค่อยๆ กลับมา นี่นางอยู่ที่ใด? ประเดี๋ยวก่อน เฟิ่งหลิง!
อวิ๋นซูสั่นสะท้านไปทั้งร่าง รีบลุกขึ้นนั่งโดยพลัน การเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันเช่นนี้ทำให้นางปวดหัว เกิดความวิงเวียนอันรุนแรงเอ่อล้นออกมา
“บรู๋ว!”
เสียงหอนฟังดูใกล้เพียงนี้ ทำให้เส้นประสาทของอวิ๋นซูขึงตึง สัญชาตญาณกำลังบอกนางว่า มีอะไรบางอย่างกำลังจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวอยู่ภายนอก!