หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 934 บทสนทนาลับของสามีภรรยา
เล่มที่ 32 ตอนที่ 934 บทสนทนาลับของสามีภรรยา
ซูฉินไม่เคยคิดเลยว่าจะได้พบบิดาตนในสถานที่เช่นนี้
ที่ผ่านมาท่านมหาราชครูอยู่ในค่ายใหญ่ของตระกูลมาโดยตลอด ไม่เคยเห็นออกมาเช่นนี้ แต่ตอนนี้เขากลับเดินออกมาจากป่าอย่างแท้จริง บนใบหน้าเจือไปด้วยรอยยิ้มลึกล้ำ ด้านหลังของเขาคือท่านไป๋ที่มีสีหน้าย่ำแย่ ก้มหน้าลงไม่กล้าสบตากับซูฉินและเฟิ่งหลิงราวกับรู้สึกผิด
“ท่านมหาราชครู ไม่เจอกันหลายปี สบายดีหรือไม่?” หวงฝู่เฉินเดินเข้าไปด้วยความเคารพ เขารู้ว่าหากอยากได้ซูฉิน จะต้องได้รับความช่วยเหลือจากท่านมหาราชครู
“นายน้อย ไม่เจอกันหลายปี บุตรีคนนี้ของข้าทำให้ท่านกังวลแล้ว”
ซูฉินอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว น้ำเสียงราวกับคิดทำเพื่อนางยังคงเหมือนเมื่อก่อน ทำให้ผู้อื่นที่ได้ยินยิ่งรู้สึกเสียดหู
“ท่านมหาราชครูกล่าวหนักไปแล้ว ทุกสิ่งล้วนเป็นข้ายินดีทำ”
สายตาของท่านมหาราชครูเลื่อนไปมองเฟิ่งหลิงที่อยู่ด้านข้าง ถึงกับเผยความอบอุ่นอ่อนโยนอันหาได้ยากยิ่งออกมา “หลิงเอ๋อร์ ในเมื่อหาเสด็จแม่ของเจ้าพบแล้ว เหตุใดไม่บอกตาเล่า? หรือเจ้ายังคงสงสัยตาเพราะเรื่องของคุณหนูกงซุนเมื่อคราวที่แล้วอยู่อีก?”
เฟิ่งหลิงมิได้กล่าวคำใด ส่วนซูฉินฟังแผนการของอีกฝ่ายออกแล้ว
นางค่อยๆ ดึงเฟิ่งหลิงกลับมา สูดหายใจลึก ในเมื่อพบกันที่นี่แล้วก็มิอาจหลีกเลี่ยง จำต้องแก้ไขปัญหาระหว่างพ่อลูกในหลายปีมานี้
“ท่านพ่อ หลายปีมานี้นิสัยของท่านมิได้เปลี่ยนไปเลย กระทั่งหลานของตนก็ไม่เว้น”
“ฉินเอ๋อร์ พ่อสอนเจ้าตั้งแต่เด็กว่ากระทำเรื่องใดอย่าได้ใช้ความรู้สึก หากเจ้าทำตามการจัดการของพ่อ ตอนนี้คงไม่ตกอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้หรอก”
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วยังคงกล่าวคำพูดเหล่านี้อีก ซูฉินไม่รู้สึกเหนือคาดอันใด นางคิดว่าคงไม่มีผู้ใดหรือเรื่องใดจะเปลี่ยนแปลงบิดาของนางได้
“ความคิดแตกต่างมิอาจร่วมทาง ท่านพ่อ ตอนนี้ข้ายังคงกล่าวเช่นเดิม”
ท่านมหาราชครูคาดเดาได้นานแล้วว่าซูฉินจะมีท่าทีเช่นนี้ เขาเพียงเงยหน้าขึ้นมองรอบด้าน “สภาพแวดล้อมที่นี่ไม่เลวเลย พ่อก็ไม่ได้เหยียบย่างออกมาจากตระกูลหลายปี ถือโอกาสนี้เสพสุขไปตามวัยเสียหน่อยก็ดี”
ยิ่งเขากล่าวด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ ยิ่งทำให้ซูฉินรู้สึกหนักอึ้ง
เดิมทีคิดว่าท่านพ่อจะใช้วิธีการแข็งกร้าวที่สุดมาบีบบังคับตนให้กลับไปกับเขา ตอนนี้เมื่อดูแล้ว เหมือนเขาจะมีแผนการอื่น แต่ต้องไม่ใช่เรื่องดีอันใดเป็นแน่
“ฉินเอ๋อร์ ไม่พาพ่อไปดูบ้านของเจ้าหน่อยหรือ?”
ท่านมหาราชครูคล้ายมองไม่เห็นท่าทีไม่ต้อนรับของซูฉินและเฟิ่งหลิง แม่ลูกคู่นั้นสบตากัน ในดวงตาเต็มไปด้วยความระแวง
“ชิงหลิน หรือเจ้ามิได้บอกฉินเอ๋อร์เรื่องที่อาจารย์จะมา?” ความหมายในคำพูดนี้คล้ายกับกำลังกล่าวว่าเขามีเจตนาซ่อนพวกซูฉินเอาไว้
ท่านไป๋เงยหน้าขึ้นด้วยความรู้สึกแปลกใจ มองรอยยิ้มบนใบหน้าของท่านมหาราชครูแล้วจึงก้มหน้าลง เม้มริมฝีปากขาวซีด มิได้กล่าวตอบ
“หากท่านมหาราชครูไม่รังเกียจ ข้าจะสั่งให้คนเตรียมที่พักสงบๆ แห่งหนึ่ง พวกท่านสองพ่อลูกจะได้ติดต่อกันได้สะดวก” หวงฝู่เฉินรีบเดินเข้ามา ปฏิบัติราวกับเห็นท่านมหาราชครูเป็นพ่อตาในอนาคตไปแล้ว
การปรากฏตัวของท่านมหาราชครูในตอนนี้ทำให้ซูฉินที่เดิมทีคิดจะพยายามพูดโน้มน้าวทำลายแผนการของหวงฝู่เฉินต้องเปลี่ยนความคิด นางรู้ว่าหากเสียเวลาอยู่ที่นี่ย่อมไม่มีประโยชน์อันใดกับพวกเขาจึงรีบส่งสายตาให้เฟิ่งหลิง ทว่าท่านมหาราชครูคล้ายคาดเดาแผนการของนางได้
“ฉินเอ๋อร์ ไม่เจอกันนานเพียงนี้ คิดจะรีบร้อนจากไปเสียแล้ว เจ้าไม่อยากพูดกับพ่อหรือว่าหลายปีมานี้มีชีวิตดีหรือไม่?”
เขาเดินก้าวมาเบื้องหน้าหนึ่งก้าว ข้างกายถึงกับมียอดฝีมือปรากฏตัวหลายคน เตรียมการมาอย่างดี
“หลิงเอ๋อร์ เจ้ากลับไปก่อนเถิด…” เดิมทีซูฉินคิดจะรั้งอยู่เพื่อจัดการกับท่านมหาราชครู ไม่นึกว่าเฟิ่งหลิงกลับหยิบลูกกลมเล็กๆ สีดำออกมาจากแขนเสื้อแล้วเขวี้ยงไปเบื้องหน้า ได้ยินเสียงระเบิดดังขึ้น พื้นหญ้าเบื้องหน้าปรากฏควันรูปดอกเห็ดสีขาวระเบิดขึ้นมาโดยพลัน บดบังทัศนวิสัยของทุกคนไว้ จนกระทั่งกลุ่มควันเลือนหายไป รอบด้านไม่มีเงาร่างของคนทั้งสองอยู่อีก
“นั่นมันอะไร?” ระเบิดควันหรือ?
ข้างหูเต็มไปด้วยเสียงหวีดหวิวของสายลม พริบตาเดียวเฟิ่งหลิงก็พาท่านซูฉินกลับมาที่หมู่บ้าน
“ดีที่ก่อนหน้านี้ซูเอ๋อร์มอบสิ่งนี้ไว้ให้ข้า” มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มลำพองใจ คิดไม่ถึงว่าจะใช้ได้ถนัดมือเช่นนี้ สามารถหนีจากยอดฝีมือข้างกายท่านมหาราชครูได้ทันที เป็นเรื่องที่หาได้ยากจริงๆ
อย่างไรก็ตาม ไม่นานเฟิ่งหลิงก็สังเกตเห็นท่าทีหนักอึ้งของซูฉิน คล้ายจะจมจ่อไปกับการใคร่ครวญ
“นี่ไม่เหมือนนิสัยของท่านพ่อ เขาคิดจะรั้งอยู่ที่นี่ แสดงว่า…ยังมีเรื่องสำคัญที่ต้องกระทำ” ซูฉินอดไม่ได้ที่จะคิดถึงคำพูดที่ท่านราชครูพูดกับนางก่อนหน้านี้ หรือท่านพ่อจะสืบพบที่อยู่ของชีพจรแห่งแคว้นแล้ว ดังนั้นเขามาคราวนี้ นอกจากต้องการพานางกลับไป ยังคิดจะตามหาท่านราชครูด้วยหรือ?
ซูฉินทราบดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างราชครูกับมหาราชครูไม่ใคร่จะดีนัก ความสามารถของท่านราชครูก็มิใช่ย่อย เช่นนั้นหากท่านมหาราชครูคิดแตะต้องเขาจริงๆ คงต้องเตรียมการให้รอบด้านเสียก่อน
“ท่านแม่ ที่นี่ไม่อาจอยู่นานได้ ข้าจะรีบสั่งให้คนพาท่านไปยังสถานที่ปลอดภัยแห่งหนึ่ง”
คิดไม่ถึงว่าซูฉินกลับยื่นมือออกมาหยุดเขา “ตอนนี้ยังไปไม่ได้”
นางจำเป็นต้องตรวจสอบแผนการของท่านมหาราชครูให้ชัดเจน หากเขามาเพราะเรื่องที่ท่านราชครูพูดจริงๆ เช่นนั้นตนก็ยิ่งไม่อาจปล่อยให้ท่านราชครูตกอยู่ในอันตรายเพียงลำพัง
ไม่นานชาวบ้านที่ได้รับยาแก้พิษก็ฟื้นคืนเป็นปกติ จนกระทั่งยามเช้า คนตระกูลอวิ๋นจึงได้กลับมาจากหมู่บ้าน
“ซูเอ๋อร์…” ฮูหยินอวิ๋นหันมา แต่กลับพบว่าอวิ๋นซูหลับอยู่ในอ้อมกอดของเฟิ่งหลิงไปอย่างเหนื่อยล้าตั้งแต่ยามใดก็มิอาจทราบ บุรุษผู้นั้นกอดนางอย่างอ่อนโยน กลัวจะทำให้คนในอ้อมกอดสะดุ้งตื่น
เขาและฮูหยินอวิ๋นสบตากันอย่างเข้าใจ จากนั้นจึงอุ้มอวิ๋นซูกลับไปยังห้องของพวกเขา
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้ว มองใบหน้าสงบนิ่งบนเตียง ยื่นมือออกไปเกลี่ยเส้นผมอ่อนนุ่มเบาๆ ตนเองผิดต่อซูเอ๋อร์จริงๆ ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดของนางกลับไม่อาจปล่อยให้นางพักรักษาตัวอย่างสบายใจ ตอนนี้ท่านตาตามมาแล้ว ไม่อาจรับประกันว่าอวิ๋นซูจะถูกลากเข้าไปพัวพันหรือไม่
ตอนนี้เอง สตรีที่คิดว่าหลับไปแล้วกลับยื่นมือมาจับชายแขนเสื้อของเฟิ่งหลิงเบาๆ ดวงตาค่อยๆ ลืมขึ้น มองดูใบหน้าเจือความประหลาดใจเบื้องหน้า
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ?”
นางมีความคิดละเอียดอ่อนเพียงนี้ จะไม่สังเกตเห็นได้อย่างไร ในตอนที่กำลังแก้พิษให้ชาวบ้าน เฟิ่งหลิงและซูฉินมักแลกเปลี่ยนสายตากันเป็นระยะ ทั้งยังจงใจซุบซิบกันโดยหลบเลี่ยงคนตระกูลอวิ๋นอีกด้วย
อวิ๋นซูคิดว่าในตอนที่เฟิ่งหลิงและซูฉินจากไปจะต้องมีอะไรเกิดขึ้นเป็นแน่
จริงดังคาด บุรุษข้างกายยิ้มขืน “ไม่มีอะไรปิดบังเจ้าได้จริงๆ”
เขาขยับเปลี่ยนท่าทาง เอนตัวนอนข้างกายอวิ๋นซู ใช้แขนของตนต่างหมอนให้นาง ดึงสตรีเข้ามาในอ้อมกอดอย่างระมัดระวัง
“ชาวบ้านเหล่านี้ถูกคนของหวงฝู่เฉินวางยาพิษ เขาต้องการแก้แค้นให้ฝูจี”
อวิ๋นซูขมวดคิ้ว ฟังเขาพูดต่อไปอย่างสงบ
“เขาฝังศพฝูจีแล้ว ดูเหมือนไม่คิดจะให้คนตระกูลหวายหวังรู้ เชื่อว่าคงต้องการใช้เรื่องนี้มาแสดงน้ำใจต่อเสด็จแม่ของข้า” เขาเป็นคนที่เห็นแก่ตัวมากจริงๆ
เดิมทีอวิ๋นซูคิดว่าหากหวงฝู่เฉินรู้ว่าบุตรีของตนถูกนางสังหารจะต้องคิดทำทุกวิถีทางเพื่อมาล้างแค้นนางเป็นแน่ คิดไม่ถึงว่าเขาจะนำความโกรธไปลงกับชาวบ้านบริสุทธิ์ ยิ่งไปกว่านั้น…ยังสงบนิ่งยิ่งกว่าที่นางคิดมากนัก
จู่ๆ นางพลันรู้สึกเห็นใจฝูจี เมื่อดูจากสถานการณ์ในวันนั้น นางคงไม่ได้รับความรักจากพ่อของตน
ความรักความรู้สึกทั้งหมดของหวงฝู่เฉินล้วนมอบให้ฮองเฮาพระองค์ก่อนหมดแล้ว เห็นได้ว่าหลายปีมานี้ภรรยาที่แท้จริงของเขาได้รับเพียงความเย็นชา บางทีนี่อาจเป็นสิ่งที่บีบบังคับให้ฝูจีหยิ่งทะนงในตนเองจนผิดปกติ เพราะนางจะไม่อนุญาตให้ตนพ่ายแพ้ให้แก่ผู้ใด
จู่ๆ อวิ๋นซูพลันคิดไปถึงอวิ๋นเม่ย บางทีนางคงเป็นคนประเภทเดียวกับฝูจี
ภาคภูมิใจในตนเองและหยิ่งทะนงจนเกินพอดี สามารถดึงดูดความสนใจของผู้อื่นได้อย่างแท้จริง
“เขารู้ว่าหากชาวบ้านถูกพิษจะต้องมาหาท่านแม่เพื่อให้นางช่วยรักษา ดังนั้นหากเป็นเช่นนี้ต่อไป เสด็จแม่จะต้องไปพบเขาเพื่อท่านแม่เป็นแน่”
“ดังนั้นยาแก้พิษนี้เขาเต็มใจมอบให้หรือ?”
เฟิ่งหลิงค่อยๆ ยื่นมือออกไปจัดผมให้นางอย่างเบามือ พยักหน้าเล็กน้อย
ลำบากยากเย็นเช่นนี้เพียงเพื่อจะพบคนผู้หนึ่ง อวิ๋นซูไม่รู้ว่าควรจะบรรยายหวงฝู่เฉินผู้นี้เช่นไรดี รู้เพียงว่า เพื่อจะทำให้เป้ายหมายของตนสำเร็จ เขาไม่เสียดายที่จะต้องจ่ายด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่สิ สมควรกล่าวว่าเขาไม่เคยเห็นชีวิตของชาวบ้านเหล่านั้นอยู่ในสายตาถึงจะถูก เห็นพวกเขาเป็นเพียงตัวหมากที่จะทำให้ตนได้รับชัยชนะ
มิน่าเล่า เขาจึงไม่ได้รับความจริงใจไปตลอดกาล
“นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง พวกเราจะต้องไปจากที่นี่แล้ว”
ดวงตาของอวิ๋นซูเปล่งประกาย ปรากฏความแปลกใจเพียงไม่นานก็เลือนหาย ความจริงเกิดเรื่องเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้ไม่สงบอีกต่อไป หากพวกเขายังรั้งอยู่ที่นี่อีก คงทำได้แต่นำพาความอันตรายที่ไม่แน่นอนมากมายมาสู่หมู่บ้านอันสงบสุขแห่งนี้
“จะเคลื่อนไหวเมื่อใด?”
“เสด็จแม่กล่าวว่าอีกสักหลายวัน นางมีเรื่องต้องไปตรวจสอบก่อน เพราะว่า…ท่านตาหาที่นี่พบแล้ว”
ท่านมหาราชครู?! อวิ๋นซูมีท่าทีเคร่งเครียดโดยพลัน “เขามาพาตัวท่านแม่ไปหรือ?”
“ย่อมไม่ปล่อยให้เขาสมปรารถนาแน่นอน! แต่ท่านแม่กล่าวว่าท่านตายังมีแผนอื่นอยู่อีก เขาพักอยู่ในสถานที่ที่หวงฝู่เฉินจัดเตรียมไว้ให้แล้ว แต่สิ่งที่ข้าค่อนข้างเป็นห่วงก็คือท่านไป๋”
สองวันก่อนหน้านี้จู่ๆ ท่านไป๋ก็จากไปและไม่ได้กล่าวว่าจะไปที่ใด ตอนนี้กลับถูกท่านมหาราชครูพาตัวมาปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาคล้ายจงใจ เขาและซูฉินไม่คิดว่าท่านไป๋จะเผยร่องรอยของพวกเขา กลับกัน หากท่านตารู้ว่าท่านไป๋ปิดบังเขาเพื่อพวกตน เกรงว่าจุดจบคงไม่ดีนัก
“ท่านไป๋ก็กลับมาด้วยหรือ?”
“ข้าคิดว่าเขาคงมีจุดอ่อนบางอย่างอยู่ในมือท่านตา หากเป็นไปได้ คงถึงเวลาให้เขาเลือกเส้นทางในอนาคตของตนแล้ว”
ท่านอาจารย์เคยบอกกับเขาว่าท่านไป๋เป็นผู้มีความสามารถ เพียงแต่เถรตรงเกินไป ทำให้ถูกคาดเดาความคิดได้ง่าย หากเขาคิดจะเดินในเส้นทางของการเป็นราชครูก็จำเป็นต้องตัดความสัมพันธ์กับท่านตาให้ชัดเจน
“คงเป็นเพราะ..ชิงจู๋กระมัง?”
อวิ๋นซูยังไม่ลืมชิงจู๋ผู้เป็นน้องชายของท่านไป๋ หากท่านมหาราชครูใช้ชิงจู๋มาข่มขู่จริงๆ เช่นนั้นท่านไป๋ย่อมไม่อาจต่อต้าน
เฟิ่งหลิงดวงตาเปล่งประกาย คิดว่าอวิ๋นซูกล่าวได้มีเหตุผล “เรื่องของชิงจู๋ข้าย่อมแก้ไขให้เขา เพียงแต่ซูเอ๋อร์ ลำบากเจ้าแล้ว”
เขาเพียงอยากปกป้องนางให้ดี คิดไม่ถึงว่าสุดท้ายยังคงเดินบนเส้นทางอันตราย
“ไม่จำเป็นต้องเก็บไปใส่ใจ จากการรักษาของท่านพ่อในช่วงนี้ทำให้ข้ารู้สึกดีขึ้นมาก เพียงแต่หากต้องพาคนตระกูลอวิ๋นไปทั้งหมดคงไม่ง่าย”
“ข้าเข้าใจ ตอนนี้แคว้นเหลียนอยู่ในสถานการณ์พิเศษ เดิมทีไม่ควรลากตระกูลอวิ๋นเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้าจะให้คนหาสถานที่สงบๆ ให้นายท่านทั้งหลายปักหลักอยู่ ส่วนท่านพ่อท่านแม่ เชื่อว่าพวกเขาคงไม่อยากจากเจ้าไป”
ไม่ง่ายเลยกว่าจะได้รวมตัวกันทั้งครอบครัว เฟิ่งหลิงเข้าใจดีว่าอวิ๋นซูในตอนนี้ต้องการพวกเขามากที่สุด