หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 937 เส้นทางที่แตกต่าง
เล่มที่ 32 ตอนที่ 937 เส้นทางที่แตกต่าง
ดวงตาของท่านมหาราชครูมีประกายไหลผ่าน จนกระทั่งบุรุษชุดดำผู้นั้นออกไปจึงค่อยเอ่ยปาก “กลับมาเร็วเช่นนี้ สืบเรื่องที่เจ้าอยากรู้ได้แล้วหรือ?”
ท่านไป๋เดินเข้ามาด้วยความนอบน้อม “ขอรับ ศิษย์สืบมาได้แล้ว ที่ท่านราชครูปรากฏตัวที่นี่ ดูเหมือนจะเป็นเพราะฝ่าบาทมอบหมายงานพิเศษบางอย่างให้เขาจัดการ ส่วนรายละเอียดเป็นเช่นไร ศิษย์ยังมิอาจทราบ”
คำตอบเช่นนี้ก็เหมือนมิได้ตอบ แม้ดูคลุมเครือ แต่กลับทำให้ผู้อื่นหาช่องโหว่ไม่พบ
ท่านมหาราชครูมองดวงตาทั้งสองของบุรุษเบื้องหน้าอย่างลึกล้ำ คล้ายต้องการเห็นร่องรอยบางอย่างในนั้น
“อ้อ? ราชครูมิได้เอ่ยข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ให้เจ้ารู้หรือ?”
“ท่านราชครูเพียงถามไถ่สารทุกข์สุขดิบกับศิษย์ตามปกติ ยิ่งไปกว่านั้นหากมีข่าวสำคัญอันใดจริงๆ ด้วยนิสัยของท่านราชครูคงไม่บอกศิษย์เป็นแน่ ยิ่งไปกว่านั้นศิษย์สืบทราบว่าท่านราชครูไปจากหมู่บ้านนี้แล้ว ดูเหมือนจะกลับไปรับพระบัญชาจากฝ่าบาทอีกครั้ง” หากบอกท่านอาจารย์ว่าท่านราชครูไม่อยู่ที่นี่แล้ว มิแน่ว่าเขาอาจกลับไปที่จวน
ท่านมหาราชครูเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย จากนั้นจึงเอ่ยปาก “ระยะนี้เจ้าอย่าได้ปรากฏตัวต่อหน้าหลิงเอ๋อร์อีก เกรงว่าพวกเขาคงเห็นเจ้าเป็นคนทรยศไปแล้ว มีเพียงอยู่กับอาจารย์เท่านั้นจึงจะรักษาความปลอดภัยของเจ้าไว้ได้ นอกจากนี้ เรื่องของชิงจู๋เป็นอุบัติเหตุ อาจารย์ไม่อยากให้เจ้าเข้าใจผิด ก่อนอาจารย์ออกมาได้สั่งให้คนรักษาเขาแล้ว เจ้าอย่าได้กังวล”
ท่านไป๋คาราวะอย่างซาบซึ้งใจ “ศิษย์เข้าใจความลำบากของท่านอาจารย์ดี วันหน้าจะไม่สับสนอีก จะไม่ทำให้ท่านอาจารย์ผิดหวังอีก”
“เจ้าเข้าใจก็ดี จำไว้ เจ้าเป็นศิษย์ที่สำคัญที่สุดของอาจารย์ วันหน้าตำแหน่งราชครูจะต้องเป็นของเจ้า ดึกแล้ว เจ้ารีบไปพักผ่อนเถิด”
มองดูแผ่นหลังของบุรุษเบื้องหน้าจากไป ในดวงตาของท่านมหาราชครูเจือไปด้วยประกายลึกล้ำ เด็กคนนี้ หลังจากหายไปไม่นานก็ให้ความรู้สึกแตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง หากจะกล่าวว่าไม่รู้อะไรเขาย่อมไม่เชื่อ ตนเห็นเขาเติบโตมาตั้งแต่เล็ก ทุกแววตาและการแสดงออกล้วนคาดเดาได้ว่ากำลังคิดอะไรอยู่ เกรงว่าตอนนี้เขาคงไม่เข้าใจจุดยืนของตัวเองอย่างแท้จริง
เขาไม่รู้จักการพูดโกหก ที่เขากลับมารายงานข้อมูลคลุมเครือเช่นนั้นคงเพื่อปกปิดอะไรบางอย่าง ช่างเถิด ให้โอกาสเขาอีกครั้ง หวังว่าเขาจะไม่ทำให้ตนผิดหวังอีก
ยามเช้า บุรุษหน้ากระจกกำลังหวีผมให้อวิ๋นซูอย่างละเอียดอ่อน นิ้วเรียวยาวสอดเข้าไปในกลุ่มผมดำขลับอย่างระมัดระวัง ท่าทางเต็มไปด้วยชีวิตชีวาไม่แตกต่างจากเด็กน้อย
อวิ๋นซูมองดูใบหน้าจริงจังโดดเด่นที่สะท้อนอยู่ในกระจก มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม “ไม่ได้พาชุนเซียงมาด้วย คิดไม่ถึงว่าจะได้บุรุษรูปงามล่มแคว้นมาปรนนิบัติเช่นนี้”
เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา “เช่นนั้นซูเอ๋อร์ เจ้าเต็มใจเป็นจักรพรรดินีของข้าไปชั่วชีวิตหรือไม่?”
ความรู้สึกหวานล้ำคละเคล้าอยู่ในทุกคำพูดและการกระทำ ทั้งสองดื่มด่ำไปกับความสุขของการเริ่มต้นวันใหม่อันงดงามในทุกวัน ดั่งเช่นสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามัน
ขณะนั้นเองมีหินก้อนหนึ่งกระทบหน้าต่างเข้ามา หล่นลงบนพื้นจนเกิดเสียงดังชัดเจน
เฟิ่งหลิงขมวดคิ้วมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงเก็บหินที่มีกระดาษพันติดอยู่ขึ้นมาเปิดอ่าน สีหน้าจมลงสู่ความหนักอึ้ง
“เกิดอะไรขึ้น?”
บุรุษรูปงามก้มตัวลงกล่าวอะไรบางอย่างข้างหูอวิ๋นซู ดวงตาของนางมีประกายเข้าใจกระจ่าง พยักหน้าเล็กน้อย
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ด้านนอกมีเสียงฮูหยินอวิ๋นดังแว่วมา
“ซูเอ๋อร์ ได้เวลากินยาตอนเช้าแล้ว”
“ท่านแม่”
เมื่อได้ยินเสียงตอบรับของอวิ๋นซู ฮูหยินอวิ๋นจึงค่อยผลักประตูเข้าไป เพียงมองก็เห็นหวีในมือของเฟิ่งหลิงและมวยผมเรียบร้อยของอวิ๋นซู อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มยินดีออกมา
เมื่อเห็นความสุขอัดแน่นเต็มดวงตาของบุตรี ฮูหยินอวิ๋นรู้สึกพึงพอใจอย่างบอกไม่ถูก
“บิดาของเจ้าเปลี่ยนยาใหม่แล้ว คงให้ผลดีกว่าเทียบก่อนๆ”
สายตาของอวิ๋นซูมองไปยังถ้วยยาที่ยังมีไอร้อนพวยพุ่งออกมา ทุกเช้าฮูหยินอวิ๋นจะตื่นมาต้มยาให้นางด้วยตนเอง เพื่อแก้พิษให้นาง ทุกคนในตระกูลอวิ๋นล้วนลงแรงเต็มที่ แม้จะพัฒนาตัวนาต่อจากเทียบยาแก้พิษที่ตนคิดไว้ แต่ทุกครั้งจะมีการปรับปรุง นับเป็นการร่วมแรงร่วมใจของทุกคน
“กล่าวมากมายเช่นนี้ ยาจะเย็นหมดแล้ว” ฮูหยินอวิ๋นประคองยาเข้าไปด้วยความระมัดระวัง อวิ๋นซูหยิบช้อนขึ้นมา กลิ่นยาจางๆ โถมเข้าสู่จมูก สายตาของนางเกิดประกายแปลกประหลาด ทว่าอยู่ต่อหน้าฮูหยินอวิ๋นจึงไม่ได้พูดอะไร
“ท่านแม่ มีผลไม้หรือไม่?”
ฮูหยินอวิ๋นดวงตาเปล่งประกาย ต้องทราบว่าระยะนี้อวิ๋นซูคล้ายจะไม่ค่อยอยากอาหาร ตอนนี้มีของที่อยากกินแล้ว หรือจะดีขึ้นจริงๆ? “ได้ๆๆ แม่จะไปนำมาเดี๋ยวนี้”
เมื่อกันสตรีผู้นั้นออกไปได้ เฟิ่งหลิงจึงสังเกตเห็นท่าทีผิดปกติของอวิ๋นซู
ต้องทราบว่าซูเอ๋อร์ของเขาไม่ชอบรบกวนผู้อื่นเป็นที่สุด และยิ่งไม่เคยเรียกใช้มารดาของตัวเอง ทำเช่นนี้เพราะต้องการกันฮูหยินอวิ๋นออกไปกระมัง
“ซูเอ๋อร์ ยานี้มีปัญหาหรือ?”
อวิ๋นซูเงยหน้าขึ้นก่อนจะพยักหน้าเล็กน้อย “ยานี้มีพิษ เพียงแต่…หากท่านมหาราชครูเป็นคนทำจริงๆ เหตุใดจึงใช้พิษที่สังเกตเห็นง่ายเช่นนี้?”
พิษ?! เฟิ่งหลิงพลันคิดไปถึงกระดาษในมือตน ท่านตาของเขามิใช่คนทำอะไรหยาบๆ เช่นนี้ “ในเมื่อมีพิษ ระวังเสียหน่อยย่อมเป็นการดี มิแน่ว่าอาจเป็นแผนของท่านตา”
จนกระทั่งฮูหยินอวิ๋นกลับมา ถ้วยยาก็ว่างเปล่าไปแล้ว
เงาดำพุ่งทะยานผ่านป่าอย่างรวดเร็ว คล้ายมิได้สังเกตเห็นดวงตากระจ่างชัดคู่หนึ่งที่กำลังเก็บการเคลื่อนไหวทั้งหมดของเขาไว้ในสายตา
คิดไม่ถึงว่าไม่ทันไรในเรือนพักกลับมีข่าวว่าสุขภาพของอวิ๋นซูย่ำแย่ลงแพร่ออกมา ในมุมมืด ท่านไป๋ขมวดคิ้ว มองไปยังประตูบ้านที่ปิดสนิท หรือองค์ชายไม่เห็นกระดาษที่เขาส่งออกไป ปล่อยให้ท่านอาจารย์ลงมือสำเร็จจริงๆ?
ขณะที่ท่านไป๋กำลังสงสัยนั้นเอง พลันมีเสียงสัญญาณดังแว่วมาตามสายลม ดวงตาของเขาเปล่งประกาย รีบสะบัดชายอาภรณ์ทะยานไปทางนั้น
ภายในห้อง ท่านมหาราชครูกำลังหลับตา ข้างกายมีบุรุษชุดดำยืนอยู่
“ท่านอาจารย์ เรียกศิษย์หรือขอรับ?”
เมื่อท่านไป๋เข้ามา สายตาพลันกวาดมองบุรุษชุดดำผู้นั้นอย่างรวดเร็ว หรือหลังจากอีกฝ่ายลงมือก็กลับมารายงานท่านอาจารย์ทันที? ความกังวลในใจขยายใหญ่ยิ่งขึ้น หรือตนจะสายไปก้าวหนึ่งจริงๆ
“ชิงหลิน เมื่อครู่เจ้าไปที่ใดมา?”
ท่านไป๋รู้สึกแปลกใจ แต่กลับยืนอยู่เช่นนั้นด้วยท่าทีนอบน้อม “ศิษย์ไปจับตาดูนายน้อย คิดว่าหากมีความผิดปกติอันใดจะรีบกลับมารายงานท่านอาจารย์ขอรับ”
มิแน่ว่าตนอาจถูกบุรุษชุดดำจับตามองอยู่ก็เป็นได้ และคงถูกเขาสังเกตเห็นแล้ว ท่านไป๋รู้ว่าคำตอบนี้ของตนไม่มีช่องว่างอันใด ดวงตามีเพียงความสงบนิ่ง
ท่านมหาราชครูพยักหน้าเล็กน้อย บนใบหน้าเผยรอยยิ้มชื่นชมออกมา
“ดูแล้วเป็นอาจารย์คิดมากไป เดิมทีคิดว่าเจ้าไปแจ้งข่าวเสียอีก อย่างไรก็ตาม ตอนนี้กงซุนซูถูกพิษแล้ว ชีวิตอยู่ระหว่างความเป็นความตาย ศิษย์คนดี เจ้าไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวังจริงๆ”
ชีวิตของคุณหนูกงซุนอยู่ระหว่างความเป็นความตาย…มือที่อยู่ในแขนเสื้อของท่านไป๋อดไม่ได้ที่จะกำแน่น ทว่าใบหน้ากลับยังคงแสดงความนิ่งเรียบ ที่แท้แรกเริ่มเดิมทีท่านอาจารย์ก็ไม่เชื่อตน คิดจะใช้เรื่องนี้ทดสอบตนหรือ?
“ศิษย์จะเชื่อฟังคำสั่งสอนของท่านอาจารย์”
“อืม ดี ดียิ่ง” รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านมหาราชครูลึกล้ำยิ่งขึ้น น้ำเสียงพลันแปรเปลี่ยนไป “ช่างเป็นศิษย์ที่ดีของอาจารย์จริงๆ!” เสียงปังดังขึ้น เขาตบโต๊ะอย่างแรง ท่านไป๋เงยหน้าโดยพลัน สบเข้ากับดวงตาคมกริบของอีกฝ่าย
“ท่านอาจารย์?”
ท่านมหาราชครูหลับตาลง สูดหายใจลึก “กงซุนซูมิได้ถูกพิษ”
อะไรนะ? คิ้วของท่านไป๋ขมวดมุ่น ยามนี้จึงค่อยสังเกตเห็นว่าตนละเลยอะไรไป
ท่านมหาราชครูมองไปยังบุรุษชุดดำข้างกายด้วยสีหน้านิ่งเรียบ “ที่อาจารย์มอบให้ เป็นเพียงยาพิษที่ตรวจพบง่าย ด้วยความสามารถของกงซุนซูคงไม่ถูกพิษเช่นนี้แน่ แต่เป็นเจ้า! หากไม่ใช่ว่าเจ้าแจ้งเบาะแส จะทำให้พวกเขาเกิดความระแวงจนรีบแพร่ข่าวว่ากงซุนซูถูกพิษออกมาได้อย่างไร คิดว่าทำเช่นนี้แล้วอาจารย์จะลดความระแวงลงหรือ?”
ท่านไป๋เข้าใจกระจ่างขึ้นมาโดยพลัน ที่แท้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเพียงแผนที่ท่านมหาราชครูมีต่อตน เมื่อครู่เขากำลังทดสอบว่าตนโกหกหรือไม่! ตอนนี้…
บุรุษในอาภรณ์ชุดขาวก้มหน้าหลุบตา คล้ายกับไม่มีคำโต้แย้งใดในคำพูดของท่านมหาราชครู
เสียงหัวเราะดูแคลนดังแว่วมา “อาจารย์ให้โอกาสเจ้าแล้ว แต่เจ้ากลับไม่รู้จักรักษา เช่นนั้นอย่าได้ตำหนิที่อาจารย์ไม่เห็นแก่ความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ในหลายปีมานี้ของพวกเรา!”
เขาหยิบขวดกระเบื้องสีดำขวดหนึ่งออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้บุรุษชุดดำข้างกาย “นี่จึงจะเป็นพิษร้ายแรงที่จะเอาชีวิตกงซุนซูอย่างแท้จริง! ต้องขอบคุณเจ้าที่ทำให้พวกเขาคิดว่าอาจารย์เชื่อเรื่องที่กงซุนซูถูกพิษแล้วจะไม่ลงมืออีก! แต่คราวนี้นางไม่โชคดีเช่นนั้นแน่”
“ท่านอาจารย์ คุณหนูกงซุนเป็นหลานสะใภ้ของท่าน!”
“อาจารย์จำไม่ได้ว่าเคยยอมรับนางเป็นหลานสะใภ้ตั้งแต่เมื่อใด! ดูท่าทางเจ้าคงคิดใช้ผลงานชดเชยความผิดกับหลิงเอ๋อร์กระมัง? เพื่อจะได้ไปจากอาจารย์ ไปอยู่ข้างกายหลิงเอ๋อร์ นับว่าสิ้นเปลืองความคิดลำบากลำบนแล้วจริงๆ เพียงแต่น่าเสียดาย หลังจากนี้ไปเจ้าจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในคุกของตระกูลตลอดกาล!”
บุรุษชุดดำรับยาพิษในมือของท่านมหาราชครูมา หมุนตัวเดินก้าวใหญ่ๆ ออกไปจากประตู
ตอนนี้เอง อารมณ์หลากหลายที่กดทับอยู่ในใจท่านไป๋มาตลอดล้นทะลักออกมา สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยน
“ชิงหลิน เจ้าคิดจะทำอะไร?!” ท่านมหาราชครูสังเกตเห็นความผิดปกติของเขาเป็นคนแรกรีบตะโกนออกมา ทว่าบุรุษผู้นั้นกลับทะยานร่างตามบุรุษชุดดำผู้นั้นไป ซัดมือไปใส่หลังของอีกฝ่าย แย่งขวดพิษในมือมา
“ท่านอาจารย์ ข้าจะไม่ยอมให้ท่านทำร้ายคุณหนูกงซุนและนายน้อยแน่!”
ในดวงตาของเขาอัดแน่นไปด้วยการตัดสินใจอันเด็ดเดี่ยว กระโดดครั้งหนึ่ง หายไปจากสายตาของท่านมหาราชครู
“ท่านมหาราชครู!” มุมปากของบุรุษชุดดำมีเลือดไหลซึมออกมา ฝ่ามือเมื่อครู่เป็นฝ่ามือที่ใช้แรงเต็มสิบส่วนของท่านไป๋
“ไปพาตัวคนทรยศกลับมา! หากเขายังคงดื้อดึงก็ตัดสินโทษตรงนั้นเสีย!”
“ขอรับ!”
ท่านมหาราชครูคิดว่าตนทำดีที่สุดแล้ว เขาไม่อาจปล่อยให้ลูกศิษย์ของตนทรยศครั้งแล้วครั้งเล่า ในเมื่อชิงหลินไม่อยากเดินบนเส้นทางสว่างไสว เช่นนั้นตนจะทำให้เขาได้รู้ว่าความไร้เดียงสาและความโง่เขลาต้องแลกมาด้วยอะไร!
“คราวนี้อย่าปล่อยให้เขานำข่าวไปแจ้งอีกฝ่ายได้อีก”
บุรุษชุดดำมีวิชาตัวเบายอดเยี่ยม ไม่นานก็มาขวางอยู่เบื้องหน้าท่านไป๋ “เมื่อครู่ปล่อยให้เจ้าลอบโจมตีสำเร็จ แต่คราวนี้ไม่ง่ายเช่นนั้นแน่”
กระบี่เย็นยะเยือกเปี่ยมไอสังหารถูกชักออกมาจากฝัก พริบตาเดียวก็ตวัดโจมตีไปทางท่านไป๋เกิดเป็นเส้นลมปราณสายหนึ่ง ร่างกายของเขาทะยานหลบรวดเร็วจนกลายเป็นเงารางเลือน แต่บริเวณแขนยังปรากฏรอยเลือดขึ้นรอยหนึ่ง
ผู้ที่อยู่ข้างกายท่านอาจารย์ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับต้นๆ ในตระกูล ท่านไป๋รู้ว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่าย พลันนั้นจึงเปลี่ยนทิศทางมุ่งหน้าไปทางป่าทึบบนเนินเขา
“คิดจะหนีหรือ? ไม่ง่ายเช่นนั้นแน่!”
เงาร่างสองสายทะยานผ่านป่าอย่างรวดเร็ว ท่านไป๋กำขวดยาพิษไว้แน่น ทั้งๆ ที่ท่านอาจารย์มองความคิดเขาจนทะลุปรุโปร่ง ทั้งๆ ที่เขารู้ดีว่าระหว่างศิษย์อาจารย์มิอาจกลับไปเป็นเช่นเดิม แต่ในใจกลับผ่อนคลายยิ่งกว่าที่ตนคิด
คล้ายกับว่าหินก้อนใหญ่ที่กดทับเขาไว้ถูกยกออก ท่านไป๋รู้ดี สุดท้ายตนยังคงเลือกเส้นทางที่แตกต่างจากท่านอาจารย์