หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 938 ได้รับชีวิตใหม่
เล่มที่ 32 ตอนที่ 938 ได้รับชีวิตใหม่
“โง่งม! หนีมารนหาที่ตายที่นี่ เจ้าคิดว่าตัวเองยังจะมีชีวิตกลับไปอีกหรือ?” บุรุษชุดดำไล่ตามท่านไป๋มาที่ริมผา ด้านหน้าไร้เส้นทางจะไปต่อ
เขาหัวเราะอย่างเย้ยหยัน ท่านมหาราชครูกล่าวว่าท่านไป๋เป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์และฉลาดเฉลียวที่สุดในหมู่ลูกศิษย์ทุกคน แต่ในความคิดของบุรุษชุดดำ เขาโง่งมจนถึงขีดสุดใน ช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้กลับบีบบังคับตนให้มาถึงที่ตาย คิดว่าจะหนีพ้นน้ำมือของเขาไปได้หรือ?
ริมฝั่งผา บุรุษในอาภรณ์ชุดขาวทำเพียงหัวเราะอย่างเรียบเฉย ลมเย็นพัดมา ในดวงตาคละคลุ้งไปด้วยความเบิกบาน
“ข้าไม่เคยคิดว่าตัวเองจะมีชีวิตออกไปได้”
“อ้อ? กล่าวเช่นนี้เจ้าคิดจะฆ่าตัวตายหรือ? ก็ดี ล้วนเป็นคนตระกูลเดียวกัน ข้าก็ไม่อยากให้มือเปื้อนเลือด” บุรุษชุดดำทำท่าที่เมตตาราวกับว่าไม่ต้องให้ตนลงมือสังหารอีกฝ่ายก็นับเป็นบุญคุณอันมากล้นแล้ว
“ข้าไม่คิดฆ่าตัวตาย”
ท่านไป๋ไม่มีท่าทีเคร่งเครียดและผิดหวังแม้แต่น้อย บุรุษชุดดำถูกท่าทางนี้ของเขากระตุ้นโทสะ อีกฝ่ายคิดจะหยอกล้อตนหรือไร?
“หรือว่า เจ้าคิดจะกลับไปกับข้าดีๆ เพื่อขออภัยท่านมหาราชครู?” หากเป็นเช่นนี้ช่างน่าเบื่อจริงๆ
“ข้ากลับไปข้างกายท่านอาจารย์ไม่ได้ และไม่สามารถด้วย” มือของท่านไป๋ขยับเล็กน้อย บุรุษชุดดำเข้าใจความหมายในคำพูดของเขาได้โดยพลัน
บนใบหน้าของเขาปรากฏรอยยิ้มดูแคลนขึ้นมา “อาศัยเจ้าน่ะหรือ?”
คิดไม่ถึงว่าเมื่อท่านไป๋เคลื่อนไหว รอบด้านจะมีเสียงแปลกประหลาดดังขึ้น ทำให้บุรุษชุดดำผู้มีสัมผัสเฉียบคมหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน
“เจ้า…”
เขาเกือบลืมไปแล้ว แม้วรยุทธของท่านไป๋จะเทียบตนไม่ได้ แต่เขาเป็นยอดฝีมือที่เชี่ยวชาญการใช้ค่ายกลกลไก! หรือตนจะกระโดดเข้ามาในกับดักที่อีกฝ่ายจัดเตรียมไว้แล้ว?
จริงดังคาด มีประกายสีเงินสายหนึ่งไหววูบวาบ บุรุษชุดดำเคลื่อนไหวปราดเปรียวว่องไว หลบธนูอันเย็นยะเยือกที่ถูกยิงออกมาจากส่วนลึกของป่าไปได้สบายๆ จะถูกทำลายง่ายดายเช่นนี้เชียวหรือ? เขาไม่คิดเช่นนั้น!
เมื่อได้สติกลับมา พบว่าแววตาของท่านไป๋คมกริบขึ้นเรื่อยๆ บุรุษชุดดำไม่เคยคิดเลยว่าท่านไป๋ที่มีลักษณะดุจบัณฑิตจะเผยสายตาโหดเหี้ยมเช่นนี้ออกมาได้ ทำให้เขาจำเป็นต้องระวังอีกฝ่ายที่อยู่เบื้องหน้า
มีประกายสีเงินอีกหลายสายยิงพุ่งเข้ามา ร่างของบุรุษชุดดำทะยานไปในอากาศราวกับค้างคาว ลูกธนูที่ยิงมาจากทั่วทุกสารทิศเฉียดผ่านเขาไปก่อนจะปักลงพื้น เกรงว่าท่านไป๋คงกำลังทดสอบความสามารถของตนเท่านั้น การโจมตีที่แท้จริงอยู่หลังจากนี้ต่างหาก
รีบสู้รีบจบ! นี่คือหลักการที่บุรุษชุดดำปฏิบัติมาโดยตลอด เทียบกับการนั่งรอความตาย มิสู้ชิงลงมือก่อนดีกว่า เขาเกือบลืมไปแล้วว่าตนต่างหากถึงจะเป็นผู้ล่า!
ท่านไป๋เห็นแววตาที่เปลี่ยนไปของบุรุษชุดดำแล้ว คาดเดาได้ทันทีว่าก้าวต่อไปเขาคิดจะทำอะไร
อีกฝ่ายพุ่งทะยานมาเบื้องหน้า บริเวณพื้นที่เดิมทีเป็นพื้นราบถึงกับปรากฏอุปสรรคที่เต็มไปด้วยอาวุธมีคมโผล่ขึ้นมารวดเร็วประดุจสายฟ้า บุรุษชุดดำรู้สึกเหนือคาดจนหลบไม่ทัน บริเวณหน้าอกถูกแทงเป็นรูหลายรู!
สมควรตาย! นี่ตนถึงกับเลินเล่อลำพองใจเชียวหรือ! อีกฝ่ายจะยืนเฉยๆ ให้ตนจับได้อย่างไรเล่า? ใต้เท้าจะต้องซ่อนกลไกนับไม่ถ้วนเอาไว้เป็นแน่
อย่างไรก็ตามบุรุษชุดดำรู้ดีว่าตนเองไม่มีทางให้ถอย เรื่องที่ท่านราชครูมอบหมายจะต้องทำให้สำเร็จ หากไม่พาท่านไป๋กลับไปก็ต้องนำหัวของเขากลับไป!
“เหตุใดท่านไป๋ต้องดิ้นรนเช่นนี้ด้วย เจ้าเองก็รู้ว่าการทรยศท่านมหาราชครูย่อมไม่มีจุดจบที่ดี ใต้หล้านี้เจ้าจะหนีไปที่ใดได้? มิสู้กลับไปกับข้าดีๆ เสีย ท่านมหาราชครูจะต้องเห็นแก่ความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์ ยอมไว้ชีวิตเจ้าแน่”
“เจ้าทำงานให้ท่านอาจารย์มานานเพียงนั้น ควรรู้ดีว่าไม่มีประโยชน์ที่จะชักจูงศัตรู” สายตาของท่านไป๋มองไปยังทิศทางหนึ่ง ขอเพียงเท้าของตนสะกิดเบาๆ ก็จะเปิดใช้กลไกได้ เมื่อถึงตอนนั้น ตนและบุรุษชุดดำ ไม่ว่าใครก็ไปจากที่นี่ไม่ได้
สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงเท่านี้ แม้ว่าสังหารคนเบื้องหน้าไปแล้วท่านอาจารย์จะสั่งให้ผู้อื่นไปลงมือแทนก็ตาม แต่อย่างน้อยก็นับเป็นการเตือนนายน้อย ในเมื่อคุณหนูกงซุนไม่ได้ถูกพิษ แสดงว่าพวกเขาก็มีการเคลื่อนไหวแล้วเช่นกัน ได้ใช้ชีวิตของตนซื้อเวลาให้พวกเขา นับว่าคุ้มค่าแล้ว
สารเลว ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ทำได้เพียงบุกเข้าปะทะอย่างแข็งกร้าว!
แววตาของบุรุษชุดดำพลันแปรเปลี่ยน โคจรพลังภายในทะยานเข้าโจมตีไปทางท่านไป๋ ในขณะเดียวกัน ส่วนลึกของป่ามีบรรยากาศอันผิดปกติที่ทำให้ผู้คนต้องตัวสั่นแผ่ออกมา พบว่าประกายสีเงินจำนวนนับไม่ถ้วนถูกยิงออกมา สายตาคมกริบของบุรุษชุดดำเย็นยะเยือกลง ใช้กระบี่ในมือตวัดกลายเป็นเครื่องป้องกันอันไร้รูปลักษณ์ ได้ยินเสียงชิ้งๆๆ ดังขึ้นหลายครั้ง ธนูทั้งหมดถูกสกัดกั้น เกิดเป็นประกายไฟ
ห่าธนูโปรยปรายลงมาจากฟ้าคล้ายตาข่ายที่ไร้ซึ่งช่องโหว่ บนร่างเกิดความเจ็บปวดที่มิอาจหลีกเลี่ยง บุรุษชุดดำขมวดคิ้วมองไปยังธนูสีเงินที่ถูกตนสกัดกั้นเอาไว้ได้ ทว่าเมื่อก้มหน้าลงกลับพบว่าบนร่างของตนถูกลูกดอกสีดำปักเต็มร่าง
ท่านไป๋ถึงกับใช้วิธีพรางตาเพื่อจำกัดการสังเกตของเขาให้อ่อนลง ทำให้เขาสนใจหลบการโจมตีของธนูสีเงินเท่านั้น! แต่ภายใต้การโจมตีนี้ ท่านไป๋คงมิอาจถอยกลับไปได้อย่างปลอดภัยเช่นกัน…
จริงดังคาด บุรุษอาภรณ์ขาวที่ยืนอยู่ริมผาถูกอาบย้อมไปด้วยเลือด วิธีการลากศัตรูไปตายด้วยกันเช่นนี้โหดเหี้ยมจริงๆ
บนร่างของบุรุษชุดดำมีลูกดอกปักเต็มร่าง ต่อให้ขยับเพียงเล็กน้อยก็เกิดความเจ็บปวดอันไร้ก้นบึ้งแผ่ออกมา มุมปากมีเลือดสดๆ เอ่อทะลัก เขาสบตากับท่านไป๋ รู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจที่ยอดฝีมืออันดับหนึ่งในตระกูลอย่างตนจะมาตายในสถานที่เช่นนี้
ยกกระบี่ในมือขึ้นอย่างยากลำบาก กัดฟันเดินเข้าไปใกล้ท่านไป๋ทีละก้าว ส่วนบุรุษริมขอบผาก็มิได้หลบเลี่ยง ทำเพียงหลับตาอยู่เช่นนั้น
เห็นการตายเป็นดั่งการกลับบ้านเก่าหรือ? มุมปากของบุรุษชุดดำยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นชา ค่อยๆ ยกกระบี่ในมือขึ้น คิดไม่ถึงว่าชั่วขณะต่อมาอาวุธแหลมคมชนิดหนึ่งกลับพุ่งออกมาจากพื้นแทงทะลุร่างของเขา มองไปยังเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุดของตนอย่างยากจะเชื่อ สายตาค่อยๆ พร่ามัว…
ท่านไป๋มองบุรุษชุดดำเบื้องหน้าที่ไม่มีโอกาสรอดแล้ว ทำเพียงทอดถอนใจอย่างเสียดาย
ในสายลมมีกลิ่นคาวเลือดอันเข้มข้น ไม่ชัดเจนว่าเป็นของตนหรืออีกฝ่าย รู้สึกว่าตนเองเริ่มสติพร่าเลือน ทว่าความทรงจำกลับชัดเจนเพียงนั้น เขารู้ว่าตนแบกรับความคาดหวังของท่านอาจารย์ไว้มาก แต่ก็เหมือนกับที่นายน้อยกล่าว นี่คือทางเลือกของเขา
ความสุขอันยากบรรยายแผ่ขยายอยู่ในใจ ท่านไป๋ราวกับไม่รู้ว่าชีวิตของตนกำลังจะเลือนหาย บางทีวิธีการลากศัตรูไปตายด้วยกันเช่นนี้อาจโง่งม แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นใดอีก
เพียงแต่น่าเสียดายที่ไม่อาจไปมองดูโลกด้วยตาตนเองเฉกเช่นที่ท่านราชครูกล่าว
“จิ๊ เหตุใดจึงทำให้ตัวเองตกอยู่ในสภาพน่าอนาถเพียงนี้? เด็กโง่”
ในชั่วขณะที่สติเริ่มเลือนหาย เขาได้ยินเสียงอันคุ้นเคยดังแว่วมารางๆ ทว่าจิตวิญญาณของเขาคล้ายจะจมลงสู่ความมืดมิดอันเป็นนิรันดร์แล้ว
…
เสียงนกขับขานไพเราะดังแว่วมา อากาศสดชื่นถูกสูดเข้าอก
เบื้องหน้าคือพื้นหญ้าเขียวขจีอันกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา แสงอาทิตย์อันอบอุ่นสาดส่องลงมายังเขตแดนที่ไร้ซึ่งผู้คน สายลมหนาวเย็นราวกับพัดทะลุใจคน ข้างหูยินเสียงคลื่นซัดสาด
เขาค่อยๆ เดินไปเบื้องหน้า รู้สึกว่าฝีเท้าของตนเบาบางดุจปุยนุ่น พริบตาเดียวก็มายืนอยู่หน้ามหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ทิวทัศน์เช่นนี้เขาเคยเห็นแต่ในตำราเท่านั้น มันมิใช่ลักษณะภูมิประเทศของแคว้นเหลียน แต่อยู่ในสถานที่ห่างไกล อย่างไรก็ตามทิวทัศน์เบื้องหน้ากลับแปรเปลี่ยน รอบด้านของตนเต็มไปด้วยบุปผางามหลากหลาย มองไปที่ใดก็เห็นทะเลบุปผาคล้ายสายรุ้ง
เขาเขียวผุดขึ้นมาจากพื้น ลำธารไหลผ่านข้างเท้า ผีเสื้อโบยบินอยู่ข้างกาย
ด้านหลังมีนกกระเรียนติดปีกโบยบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ภูเขาที่ถูกห้อมล้อมด้วยม่านเมฆซึ่งพริ้วไหวด้วยตนเองกลายเป็นทิวทัศน์งดงาม
นี่เขามาถึงแดนเซียนแล้วหรือไร? ทิวทัศน์ที่ไม่เคยพบเห็นสะท้อนเข้าสู่ม่านสายตา เขาราวกับเป็นเด็กน้อยที่ไม่เคยเห็นโลก มีความสุขเสียจนไม่รู้จะกล่าวเช่นไรดี
ชั่วขณะต่อมา บนไหล่กลับมีความเจ็บปวดแพร่ออกมา
“เด็กน้อย หากยังไม่รีบตื่นอีก ข้าจะไปคนเดียวแล้ว!”
“ซี้ด!” บุรุษบนเตียงสะดุ้งตัวลุกขึ้นนั่งฉับพลัน เจ็บปวดเสียจนหน้าขาวซีด ข้างกายมีเสียงเปี่ยมความกังวลแว่วมา “ท่านราชครู ทำเช่นนี้ บาดแผลเขาจะฉีกขาดได้”
ท่านราชครู? ท่านไป๋กระพริบตา ทัศนวิสัยเริ่มกระจ่างชัด หลุบตาลงมองพบร่างกายของตนถูกพันด้วยผ้าพันแผลจนแน่นเอี๊ยด ด้านข้างมีเงาร่างในอาภรณ์สีเงินนั่งอยู่
“ตื่นแล้วหรือ? ตื่นแล้วก็รีบบอกคุณหนูกงซุนเสียว่าอาการบาดเจ็บของเจ้าหายดีแล้ว ไปกับผู้ชราได้แล้ว”
ท่านราชครูลูบเคลาขาวของตนพลางแย้มยิ้ม ท่านไป๋จึงค่อยได้สติกลับมา พบว่าตนนอนอยู่ในห้องประณีตงดงามแห่งหนึ่ง ด้านข้าง นายน้อยกำลังมองมาที่เขาด้วยรอยยิ้มจางๆ ข้างกายคุณหนูกงซุนมีถ้วยยาวางอยู่
“ข้า นี่ข้า…”
“เด็กโง่ ผู้ชราให้เจ้าคิดเลือกเส้นทางเดินของตนเองให้ชัดเจน มิได้บอกให้เจ้าไปตาย! เจ้าจะให้ผู้ชราไร้ผู้สืบทอดจริงๆ หรือไร?” ท่านราชครูทำท่าจะสะบัดฝ่ามือลงมา แต่กลับถูกอวิ๋นซูขวางไว้
“บนร่างของท่านไป๋ยังมีลูกดอกอยู่อีกหลายแห่ง ตอนนี้ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ตามใจ ท่านราชครูโปรดไว้ไมตรีด้วย”
ในที่สุดท่านไป๋ก็มีปฏิกิริยา ตนมิได้อยู่ในความฝันจริงๆ เขาได้รับบาดเจ็บสาหัสเพียงนั้นแต่กลับไม่ตาย…จากนั้น จู่ๆ ความเจ็บปวดทั่วทั้งร่างพลันล้นทะลักออกมา ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
“รู้จักเจ็บแล้วหรือ? เสียทีที่ก่อนหน้านี้ผู้ชรากล่าวว่าเจ้าเป็นคนฉลาดเฉลียว มีที่ไหนกัน วางกับดักแล้วยังนำตัวเองเข้าไปติดกับอีก?” แต่ละประโยคแต่ละคำพูดของท่านราชครูล้วนเป็นคำตำหนิ แต่กลับมิอาจปกปิดความเสียใจและความโศกเศร้าได้เลย เขารู้ดีว่าหากตนมาช้าไปก้าวหนึ่ง ท่านไป๋จะเสียเลือดตายอยู่ริมผา กลายเป็นอาหารอันโอชะของสัตว์ร้ายในยามค่ำคืนไปจริงๆ
“ศิษย์เอง…ก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน…” บุรุษชุดดำผู้นั้นมักจะเคลื่อนไหวอยู่ในป่าหากตนวางกลไกจะต้องถูกเขาสังเกตุเห็นเป็นแน่ ดังนั้นจึงเลือกบริเวณริมผา
“ช่างเถิด เก็บชีวิตกลับมาได้นับว่าต้องขอบคุณคุณหนูกงซุนแล้ว เพื่อเป็นการตอบแทน เจ้าจะต้องรีบหายดี ผู้ชรายังมีงานให้เจ้าทำ”
ท่านไป๋เบนสายตาขึ้นด้วยความสงสัย พบเพียงแววตาเจือรอยยิ้มของท่านราชครู
“ผู้ชราพบสถานที่ดีๆ แห่งหนึ่ง น่าเสียดายที่ระยะทางห่างไกล ต้องมีเด็กรับใช้คอยปรนนิบัติร่วมทางไปด้ว อืม ท่าทางของเจ้าไม่เลว หากจะยกชาส่งน้ำปรนนิบัติดื่มกินให้ผู้ชราคงไม่มีปัญหากระมัง?”
เฟิ่งหลิงที่อยู่ด้านข้างกุมหน้าผากอย่างจนใจ ท่านอาจารย์ของเขาเป็นคนปากแข็งใจอ่อน ทั้งๆ ที่คิดพาท่านไป๋ไปด้วยกันแล้วแท้ๆ แต่กลับหยอกล้อผู้อื่นเช่นนี้
บางทีอาจเป็นเพราะอาการบาดเจ็บทำให้ท่านไป๋ไร้ซึ่งปฏิกิริยาไปชั่วครู่ “ความหมายของท่านราชครูก็คือ…”
“เฮ้อ หากเป็นไปได้ ผู้ชราก็มิอยากพาคนโง่เขลาเช่นนี้ร่วมทางไปด้วย! จะทำเช่นไรเล่า? หลิงเอ๋อร์ เร็ว รีบห้ามอาจารย์เร็วเข้า! อย่าปล่อยให้อาจารย์เลอะเลือนไปชั่วครู่จนตัดสินใจสิ่งที่จะทำให้เสียใจไปชั่วชีวิตออกมา!”
เฟิ่งหลิงเลี่ยงที่จะร่วมคละเคล้าไปกับท่านราชครู สายตาที่ใช้มองท่านไป๋เต็มไปด้วยความอ่อนโยน “วันหน้า อาจารย์ผู้พึ่งพาไม่ได้ของข้าคงต้องไหว้วานเจ้าแล้ว”