หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 939 ใช้เท็จแทนจริง
เล่มที่ 32 ตอนที่ 939 ใช้เท็จแทนจริง
ท่านไป๋มองท่าทีของเฟิ่งหลิง ในที่สุดก็เข้าใจความหมายในคำพูดของเขา ท่านราชครูคิดจะรับตนเป็นศิษย์ติดตามข้างกายหรือ?!
“นี่…ศิษย์มีคุณสมบัติเช่นนั้นที่ไหนกัน…” ท่านไป๋รู้ดีว่าท่านราชครูมีหลักการของตนเองมาโดยตลอด ตอนนี้ถึงกับคิดให้ตนติดตามข้างกาย เป็นเรื่องที่แม้ยามฝันเขาก็ยังมิกล้าคิด “โอ๊ย…” การเคลื่อนไหวอย่างกะทันหันของเขาทำให้บาดแผลฉีกขาดโดยไม่ตั้งใจ ท่านราชครูรีบหยุดเขาเอาไว้
“รักษาร่างกายให้ดี ข้ายุ่งมาก ไม่มีเวลาดูแลคนป่วยที่ดูแลแม้แต่ตนเองไม่ได้!”
“เป็นศิษย์ลำพองใจเกินไป…” ท่านไป๋ยากที่จะควบคุมอารมณ์ของตนในยามนี้ อย่างไรก็ตามไม่นานเขาก็คิดถึงอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ มองไปทางอวิ๋นซูด้วยความกังวล “แต่ว่า…อีกไม่นานท่านอาจารย์คงรู้เรื่องนี้แล้ว เขาต้องไม่ยอมจบง่ายๆ เป็นแน่ เกรงว่าจะคิดร้ายต่อคุณหนูกงซุนอีก”
เฟิ่งหลิงและอวิ๋นซูสบตากัน จากนั้นจึงแย้มยิ้มเล็กน้อย “อีกไม่นานพวกเราจะไปจากที่นี่แล้ว”
ไปจากที่นี่? “เกรงว่าท่านอาจารย์คงสั่งให้คนคอยจับตาดูหมู่บ้านนี้ทั้งหมู่บ้านแล้ว หากคิดจะไปคงไม่ง่ายดายเช่นนั้น…”
ท่านราชครูเดินมาข้างกายเขา ตบไหล่ท่านไป๋เบาๆ “เอาล่ะ ตอนนี้ผู้ที่ควรเป็นห่วงที่สุดก็คือตัวเจ้าเอง ข้าให้เวลาเจ้าสามวัน หากยังอยู่ในสภาพครึ่งเป็นครึ่งตายเช่นนี้อีก อาจารย์จะเดินทางเพียงผู้เดียวแล้ว!”
มือที่วางอยู่บนไหล่ของตนเจือไปด้วยความอบอุ่น บนใบหน้าของท่านไป๋อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มเขินอายออกมา ใช่แล้ว หากตนไม่รักษาร่างกายให้ดี ต่อให้ถึงเวลาที่ต้องช่วยเหลือนายน้อยก็เกรงว่าจะทำได้เพียงนำความยุ่งยากมาให้พวกเขา
อีกด้านหนึ่ง
บริเวณริมผา รอยเลือดบนพื้นแห้งกรังไปแล้ว บุรุษชุดดำหลายคนตรวจสอบตามร่องรอยที่หลงเหลือจากเมื่อตอนนั้นจนมาถึงที่นี่ แต่กลับหาสิ่งใดไม่พบ
“เรียนท่านมหาราชครู หาศพของท่านไป๋และชิวหยางไม่พบขอรับ”
ท่านมหาราชครูหลับตาลง เมื่อได้ยินข่าวนี้ก็มิได้มีปฏิกิริยาอันใด อยู่ไม่เห็นคนตายไม่เห็นศพหรือ? ลูกน้องของตนรายงานว่าที่ริมผามีร่องรอยของการใช้กลไก ดูแล้วพวกเขาคงต่อสู้กันอย่างดุเดือด และเกรงว่าชิงหลินคงได้เปรียบ
“ในเรือนนั้นมีการเคลื่อนไหวหรือไม่?”
“ไม่มีเรื่องน่าสงสัยอันใดขอรับ” เป็นอย่างที่ท่านไป๋คาดเดา ทั้งเรือนอยู่ในการจับตามองของท่านมหาราชครูแล้ว
“ไม่อนุญาตให้ผู้ใดไปจากหมู่บ้านแม้แต่คนเดียว หากมีเรื่องใดรีบกลับมารายงานข้าทันที”
“ขอรับ!”
เรือนพักอันเงียบสงบไม่แตกต่างอันใดจากวันปกติ สายตาจำนวนมากกำลังจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวด้านใน
ขณะนี้เอง ชาวบ้านหลายคนที่อยู่ไกลออกไปดึงดูดความสนใจของพวกเขา
“โอ๊ย…เจ็บจะตายอยู่แล้ว! เจ็บจะตายอยู่แล้ว…ท่านหมอเทวดา ท่านหมอเทวดา…”
คำเรียกเช่นนี้ทำให้มีเงาร่างที่แต่งกายเรียบง่ายปรากฏตัวออกมาจากในเรือนพัก ฮูหยินอวิ๋นออกมาดูด้านนอก “สะใภ้หลิว สะใภ้หวัง พวกท่านเป็นอะไรหรือ?”
พบว่าบุรุษและสตรีหลายคนล้อมอยู่นอกเรือนพักด้วยสีหน้าเจ็บปวด “ท่านหมอเทวดา ช่วยตรวจดูพวกเราด้วยเถิด ไม่รู้ว่ากินอะไรลงไปจึงได้ปวดท้องจนทนไม่ไหว ปวดจะตายอยู่แล้ว!”
“เข้ามาให้ข้าตรวจดูก่อนเถิด…”
ที่แท้ก็มีชาวบ้านมาตรวจรักษา บุรุษชุดดำในเงามืดหลายคนมองดูชาวบ้านทั้งหลายคนเข้าไปในเรือนโดยไม่สงสัยอะไร
ภายในห้องโถงอันเงียบสงบ คนทั้งหลายที่มีสีหน้าเจ็บปวดเมื่อครู่นี้ฟื้นคืนสู่ท่าทีปกติเรียบร้อยแล้ว
“คราวนี้ต้องขอบคุณสะใภ้และพี่ใหญ่ทั้งหลายจริงๆ”
อวิ๋นมู่และฮูหยินอวิ๋นคารวะพวกเขาด้วยความซาบซึ้งใจ ทว่าถูกชาวบ้านหลายคนเข้ามาหยุดไว้โดยพลัน
“ไม่ได้เด็ดขาด! ท่านหมอเทวดาช่วยพวกเราไว้มากมาย ก่อนหน้านี้พวกเราเกือบใช้ความแค้นตอบแทนบุญคุณไปแล้ว ตอนนี้ได้ทำประโยชน์ให้นายท่านทั้งหลาย นับว่าเป็นการตอบแทนบุญคุณของชาวบ้านอย่างพวกเราแล้ว!”
ที่แท้ชาวบ้านทั้งหลายได้รับการไหว้วานให้มาเยือนเรือนพักแห่งนี้โดยเฉพาะ เพื่อทำให้คนชุดดำเหล่านั้นสับสน
บุรุษผู้หนึ่งเดินออกมาจากโถงด้านใน บนร่างของเขาสวมชุดผ้าป่านหยาบกร้าน ใบหน้างดงามหล่อเหลาถูกทาด้วยผงถ่าน ดูแล้วเหมือนคนที่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานตลอดปีและถูกแดดเผาจนผิวไหม้
“อืม สภาพเช่นนี้ค่อยดูสบายตาเสียหน่อย”
ข้างกายมีเสียงหยอกล้อของเฟิ่งหลิงดังขึ้น หลานอวิ๋นกลับทำเพียงยิ้ม “นายพรานหล่อเหลาเช่นข้า เกรงว่าต่อให้จุดตะเกียงหาก็ยังไม่พบ” เขานำห่อสัมภาระที่จัดเตรียมไว้ยัดใส่สาบเสื้อ ท่าทีคล้ายชายวัยกลางคนดูเป็นธรรมชาติ หากมิใช่ว่ารู้จักเขาคงคิดว่าเขาเป็นชาวบ้านธรรมดาจริงๆ
ทั้งสองหัวเราะเบาๆ จากนั้นเฟิ่งหลิงจึงค่อยๆ มีสีหน้ามืดล้มลง “กลับไปเมืองหลวงคราวนี้ต้องระวังตัวให้ดี อีกไม่นานพวกเราจะได้เจอกันอีก ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ชีวิตสำคัญที่สุด”
ต่อให้ยามปกติเขาจะชอบต่อล้อต่อเถียงกับหลานอวิ๋น แต่ความสัมพันธ์ประดุจพี่น้องย่อมมิอาจเปลี่ยนแปลง
หลานอวิ๋นที่มือออกไปตบแขนเฟิ่งหลิงหนักๆ ครั้งหนึ่ง “วางใจเถิด หลังจากผ่านเคราะห์ร้ายมาแล้วย่อมเป็นความโชคดี กลับเป็นเจ้าเสียอีก ต้องดูแลคุณหนูกงซุนและฮองเฮาให้ดี ฝ่าบาทรอข่าวพวกเจ้าอยู่!
ชาวบ้านหลายคนล้อมเข้ามายืนอยู่ข้างกายหลานอวิ๋น ถึงกับไม่มีความรู้สึกแปลกแยก
ในเรือนพักมีการเคลื่อนไหว บุรุษชุดดำในความมืดเพิ่มความระมัดระวังอีกครั้ง
พบว่าชาวบ้านหลายคนที่เข้าไปก่อนหน้านี้เดินออกมาพร้อมพร่ำคำขอบคุณไม่หยุด “ขอบคุณท่านหมอเทวดา พวกเรารู้สึกดีขึ้นมาก…”
“นี่คือยาสำหรับสามวัน ต้มทานเช้าเย็น หากยังมีอาการไม่สบายอันใด ให้รีบมาจับชีพจรและรับยาที่นี่ทันที”
ห่อกระดาษในมือฮูหยินอวิ๋นถูกส่งไปให้สะใภ้หลิว ทว่าด้านในกลับเป็นยารักษาบาดแผลจำนวนหนึ่ง ป้องกันเผื่อหลานอวิ๋นเกิดอุบัติเหตุอันใดระหว่างทาง
คนกลุ่มนี้พากันไปจากเรือนพัก ไม่มีผู้ใดสังเกตเลยว่ามีคนเพิ่มขึ้นมาคนหนึ่ง ในเวลาเพียงพริบตาเดียว หลานอวิ๋นก็ติดตามกลุ่มชาวบ้านจนหายไปจากสายตาของฮูหยินอวิ๋น
“คุณหนูกงซุนฉลาดเฉลียวจริงๆ”
ภายในห้อง ท่านไป๋ที่ได้ฟังเรื่องนี้พลันต้องอุทานออกมาอย่างจริงใจ ที่แท้วิธีนี้เป็นวิธีของอวิ๋นซู สามารถส่งคนผู้หนึ่งออกไปจากเรือนพักได้อย่างราบรื่นโดยไม่ถูกคนชุดดำเหล่านั้นพบตัว
มุมปากของเฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ท่าทีเช่นนั้นราวกับกำลังกล่าวว่า ซูเอ๋อร์ของเขาย่อมฉลาดเฉลียวแน่นอน
“อะแฮ่ม”
บริเวณประตูมีเสียงดังแว่วมา พบว่าบุรุษแปลกหน้าผู้หนึ่งเดินเข้ามา แต่งตัวเป็นชายชราเหมือนชาวบ้าน ในมือยังถือปลาเอาไว้ตัวหนึ่ง ดวงตาเจือไปด้วยประกายสนุกสนาน ยืนอยู่ในห้องมาระยะหนึ่งแล้วทว่าท่านไป๋และเฟิ่งหลิงกลับมิได้พูดอะไร
“พวกเจ้า…รู้หรือไม่ว่าข้าคือผู้ใด?”
ท่านไป๋บนเตียงอดไม่ได้ที่จะมองไปทางเฟิ่งหลิง คล้ายกำลังถามว่าเขาควรตอบชายเบื้องหน้าเช่นไรดี
ไหนเลยจะรู้ว่าเฟิ่งหลิงกลับกล่าวออกไปโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย “ท่านอาจารย์ ท่านไม่ได้ย้อมขนคิ้ว”
การแปลงโฉมของท่านราชครูไม่เลวเลยจริงๆ แต่เขากลับลืมว่าตนเองมีคิ้วสีขาวอันโดดเด่น ทั้งๆ ที่ใบหน้าเป็นชายวัยกลางคนแต่กลับมีคิ้วสีขาวโพลน เกรงว่าหากเดินออกไปคงดึงดูดความสนใจของคนชุดดำทันที
“แค่กๆ เด็กคนนี้นี่ ไม่รู้จักแสร้งทำเป็นจำอาจารย์ไม่ได้หรือไร?”
ไม่ง่ายเลยกว่าที่ท่านราชครูจะมีท่าทีภาคภูมิใจเช่นนี้ แต่ทั้งหมดกลับถูกเฟิ่งหลิงผู้ยากจะคาดเดาทำลายสิ้น เขาทอดถอนใจเบาๆ มองไปทางท่านไป๋ “ชิงหลิน บอกมาตามจริง เมื่อครู่นี้เจ้าจำผู้ชราไม่ได้กระมัง?”
“…” ในเมื่อต้องการให้พูดตามจริง ท่านไป๋จึงจริงใจยิ่งนัก “ท่านราชครูลืมคิ้วไปจริงๆ ขอรับ”
“เฮ้อ เหตุใดข้าจึงรับศิษย์น่าเบื่ออย่างสามคนนี้มานะ!” เขาโกรธเกรี้ยวขึ้นมาโดยพลัน ใช้ปลาในมือตบลงไปบนโต๊ะ “เอาไปตุ๋นน้ำแกงปลาคืนนี้ พรุ่งนี้พวกเราจะออกเดินทางแล้ว!”
นี่เป็นปลาที่ท่านอาจารย์จับกลับมาให้เขาโดยเฉพาะหรือ? ในใจของท่านไป๋เกิดความรู้สึกอบอุ่นสายหนึ่ง คิดไม่ถึงว่าข้างหูกลับมีเสียงหัวเราะหยอกล้อดังแว่วมา
“ชิงหลิน ทานมื้อเย็นเสร็จแล้วก็มาลองชุดที่เจ้าต้องสวมพรุ่งนี้เสียหน่อย”
เฟิ่งหลิงก้มหน้าจิบชา แต่หางตากลับปรายมองไปยังชุดที่ท่านราชครูหยิบออกมา อดไม่ได้ที่จะชะงักไป
เป็นชุดกระโปรงยาวของสตรี! เฟิ่งหลิงมองไปทางท่านไป๋ที่แข็งทื่อไปทั้งร่างด้วยความเห็นอกเห็นใจ ไม่รู้ว่าเขาเสียใจที่รับปากไปกับท่านอาจารย์หรือไม่?
อาจารย์ผู้นี้ของตน หากคิดจะซุกซนขึ้นมาจริงๆ ก็สามารถทำให้ผู้อื่นทรมานจนปวดหัวได้เลยทีเดียว ดังนั้นตลอดมาเฟิ่งหลิงและหลานอวิ๋นจึง…ไม่สนใจเขา
“ท่านราชครูขอรับ นี่ นี่เป็นอาภรณ์ของสตรี…”
“ใช่แล้ว ด้วยรูปร่างของเจ้า เชื่อว่าหากก้าวออกไปคงถูกผู้อื่นจำได้ทันที ไม่ง่ายเลยกว่าอาจารย์จะคิดวิธีนี้ขึ้นมาได้ แต่งกายเจ้าเป็นสตรีชาวบ้านเสีย เชื่อว่าคนชุดดำเหล่านั้น แม้ยามฝันก็คงคิดไม่ถึงว่าเจ้าจะฉลาดเฉลียวเช่นนี้!” ดวงตาของท่านราชครูเต็มไปด้วยประกาย ราวกับเด็กน้อยพบของเล่นถูกใจ “เร็ว รีบเปลี่ยนดู…”
เฟิ่งหลิงลุกขึ้นยืนโดยพลัน “อืม ข้าต้องกลับไปดูแลซูเอ๋อร์แล้ว” เขาส่งสายตาเห็นใจไปให้ท่านไป๋แล้วเดินจากไป
“นายน้อย…”
ประตูถูกปิดลง เฟิ่งหลิงถอนใจเบาๆ ทว่ามุมปากกลับอดไม่ได้ที่จะยกขึ้น
“ดูท่านราชครูมีความสุขยิ่งนัก”
ข้างหูมีเสียงหัวเราะดังแว่วมา เฟิ่งหลิงเงยหน้าขึ้น พบว่าซูฉินยืนอยู่บริเวณนั้น ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มและความอ่อนโยน
“อืม ดูแล้วท่านอาจารย์ถูกใจท่านไป๋มากทีเดียว”
ในห้องอันเงียบสงบ เฟิ่งหลิงเริ่มเอ่ยปากขึ้นอีกครั้ง “เสด็จแม่มีอะไรจะกล่าวกับลูกหรือ?”
ซูฉินพยักหน้าเบาๆ สายตาทอดมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างอาลัยอาวรณ์ เฟิ่งหลิงสัมผัสได้ถึงความโศกเศร้าที่แผ่ออกมาจากร่างของอีกฝ่ายจางๆ
เสด็จแม่ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้วจริงๆ ตอนนี้กลับต้องวิ่งเข้าสู่วันเวลาอันยากลำบากอีกครั้ง เฟิ่งหลิงเริ่มสงสัยแล้วว่าตอนแรกตนไม่ควรติดต่อนางใช่หรือไม่?
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าว่าเสด็จพ่อของเจ้าจะตำหนิข้าหรือไม่?”
ดวงตาของเฟิ่งหลิงเปล่งประกาย พบว่าสตรีงดงามเบื้องหน้ากำลังแย้มยิ้มขมขื่น “ใช้ชีวิตอยู่ภายนอกเพียงลำพังเพื่อหลบซ่อนจากคลื่นลมมายี่สิบปี โยนทุกสิ่งทุกอย่างไปให้เสด็จพ่อของเจ้า ความจริงแม่…รู้สึกว่าตนเองเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก”
ซูฉินคิดเช่นนี้มาโดยตลอด ตอนแรกที่นางจากมาเพราะมองตนเองเป็นหลัก หลายปีมานี้นางมักจะคิดว่าฝ่าบาทอาจเกลียดชังนางก็เป็นได้ เกลียดชังที่นางทำลายคำมั่นสัญญาที่จะอยู่ร่วมเป็นร่วมตายกันเมื่อปีนั้น
ทั้งๆ ที่ไม่มีผู้ใดผิด แต่พวกเขากลับใช้ชีวิตจมจ่ออยู่กับการตำหนิตนเองอันไร้ที่สิ้นสุด เฟิ่งหลิงมองเห็นได้ชัดเจนยิ่ง ความจริงเสด็จพ่อและเสด็จแม่รักเดียวใจเดียวต่ออีกฝ่าย ไม่ใช่การหลีกหนีและความขี้ขลาดอันใด เป็นเพียงการเลือกที่เหมาะสมในช่วงเวลาที่เหมาะสม
ซูฉินรู้ดีว่าต่อให้พูดมากเพียงใด สิ่งที่ต้องเผชิญหน้าก็ย่อมมาถึง เพียงแต่เมื่อคิดว่าอีกไม่นานตนจะไปจากที่นี่ อีกไม่นานจะได้พบคนผู้นั้น จึงอดไม่ได้ที่จะรู้สึกโศกเศร้าขึ้นมา
“วันนี้ท่านราชครูบอกข่าวกับข้าเรื่องหนึ่ง ข้าคิดว่าอย่าให้ซูเอ๋อร์รู้จะดีที่สุด”
เฟิ่งหลิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย เกี่ยวกับซูเอ๋อร์หรือ?
“ก่อนหน้านี้ไท่ซ่างหวงสร้างตัวแทนของซูเอ๋อร์ขึ้นมาคนหนึ่ง ใช้ยั่วยุความสัมพันธ์ระหว่างจักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้และจักรพรรดิองค์ใหม่แห่งแคว้นเฉิน ตอนนี้ทั้งสองแคว้นกำลังเปิดศึกกัน”