หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 940 การเดินทางคร้้งใหม่
เล่มที่ 32 ตอนที่ 940 การเดินทางคร้้งใหม่
คราวนี้ตงฟางซวี่คิดจะสู้กับเซียวอี้เชินจริงๆ กองทหารแห่งแคว้นเฉินบุกเข้าชายแดนแคว้นอี้แล้ว เนื่องจากความวุ่นวายของแคว้นอี้ก่อนหน้านี้ยังไม่สิ้นสุด พลังของกองทัพจึงตกต่ำ กองทัพของแคว้นเฉินก็มีความกล้าหาญจนผิดปกติ ทำให้แคว้นอี้ต้องถอยครั้งแล้วครั้งเล่า ตอนนี้เสียเมืองชายแดนไปแล้วสองเมือง
“ก่อนหน้านี้ดูเหมือนซูเอ๋อร์จะเคยช่วยรัชทายาทแห่งแคว้นเฉินกระมัง?” คำพูดของซูฉินทำให้เฟิ่งหลิงเงียบไปครู่หนึ่ง เชื่อว่าข้อมูลเหล่านี้คงเป็นท่านอาจารย์บอกนางกระมัง เกรงว่ากระทั่งความรู้สึกที่ตงฟางซวี่มีต่ออวิ๋นซูเสด็จแม่ก็คงทราบแล้ว
“นั่นเป็นความสมัครใจของจักรพรรดิองค์ใหม่ ไม่เกี่ยวอะไรกับซูเอ๋อร์”
เมื่อเห็นเฟิ่งหลิงมีท่าทีปกป้องอวิ๋นซูเช่นนี้ ซูฉินก็แย้มยิ้ม นางได้ยินเรื่องอดีตของอวิ๋นซูมาจากท่านราชครูแล้ว รู้ว่าเด็กคนนี้เป็นบุตรีอนุภรรยาแห่งจวนโหวที่ไม่ได้รับความโปรดปราน เดินขึ้นสู่ตำแหน่งที่ทำให้สตรีทั่วหล้าคาดหวังทีละก้าว ในแคว้นอี้และแคว้นเฉินคล้ายจะไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของอวิ๋นซู
ถึงแม้ซูฉินจะไม่รู้ว่าเหตุใดบุตรีอนุภรรยาผู้หนึ่งต้องสิ้นเปลืองแรงใจคิดทำทุกวิถีทางเพื่อเข้าใกล้คนในราชวงศ์ แต่นางเชื่อว่าตนไม่ได้มองคนผิด อวิ๋นซูมิใช่สตรีที่หลงใหลมัวเมาในอำนาจ นางจะต้องมีความลำบากของตนเป็นแน่ ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้ว เช่นนั้นจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดปัญหาอีก
จักรพรรดิของสองแคว้นทำสงครามกันเพียงเพราะสตรีนางเดียว ไม่ต้องคิดก็รู้ว่าตอนนี้ชาวบ้านแห่งแคว้นอี้และแคว้นเฉินจะตกอยู่ในความสับสนวุ่นวายเช่นไร เกรงว่าต่อให้ก่อนหน้านี้อวิ๋นซูจะสร้างผลงานไว้ยิ่งใหญ่เพียงใด ตอนนี้คงเลือนหายไปกับสายลม กลับต้องแบกรับความผิดที่เป็นหญิงล่มแคว้น
“สถานการณ์ในปัจจุบันมิใช่อะไรที่ซูเอ๋อร์เพียงผู้เดียวจะสร้างได้ แม้ว่าไท่ซ่างหวงจะมีใจคิดยั่วยุก็ต้องให้จักรพรรดิทั้งสองยินยอมพร้อมใจเสียก่อน จุดประสงค์ที่เขาทำเช่นนี้เพราะต้องการบีบบังคับให้ซูเอ๋อร์อยู่ในแคว้นเหลียน ให้พวกเจ้าไม่มีทางหนีออกไปจากน้ำมือของเขา” ซูฉินมองได้ทะลุปรุโปร่งยิ่งนัก ทั้งสองแคว้นเริ่มทำสงครามกัน ย่อมมีคนนั่งรอรับผลประโยชน์ ในเมื่อจุดประสงค์ของจักรพรรดิเฉินและจักรพรรดิเซียวแห่งแคว้นอี้คืออวิ๋นซู เช่นนั้นขอเพียงอวิ๋นซูออกไปจากแคว้นเหลียน ไท่ซ่างหวงจะต้องสั่งให้คนไปแจ้งพวกเขาแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้นจะทำให้เกิดสงครามอันเลวร้ายยิ่งขึ้น
ส่วนอวิ๋นซูที่ถูกชาวบ้านมองเป็นนารีล่มแคว้น เกรงว่าคงยากจะก้าวเดินต่อไป ตกอยู่ในอันตรายได้ทุกเมื่อ
คำพูดของซูฉินทำให้เฟิ่งหลิงเข้าใจกระจ่าง มีเพียงแคว้นเหลียนที่อวิ๋นซูจะอยู่ได้อย่างปลอดภัย ดังนั้นพวกเขาจำเป็นต้องเอาชนะไท่ซ่างหวงที่ทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเสียก่อน คืนความสงบสุขให้แก่แคว้นเหลียน
เมื่อออกมาจากห้องของซูฉิน อารมณ์ของเฟิ่งหลิงแปรเปลี่ยนไปหนักอึ้ง เขารู้ว่าอวิ๋นซูไม่อยากให้แคว้นอี้และแคว้นเฉินทำสงครามกันเช่นนี้ ทั้งยังเกิดขึ้นเพราะนางอีกด้วย
ตงฟางซวี่และเซียวอี้เชิน… ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เฟิ่งหลิงจะไม่มอบอวิ๋นซูให้พวกเขาเป็นอันขาด
คิดกักขังสตรีที่ตนรักไว้ข้างกายโดยไม่สนวิธีการ ไม่แยแสความเป็นความตายของชาวประชา คนเช่นนี้ เฟิ่งหลิงคิดว่าตนจะไม่แพ้พวกเขาเป็นอันขาด
เสียงประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก ตอนนี้อวิ๋นซูอาจกลับไปพักผ่อนที่ห้องแล้วกระมัง
อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาเบนสายตาขึ้นมอง ทำให้ต้องแข็งทื่อไปทั้งร่าง
พบว่าในห้องมีสตรีผมขาวผู้หนึ่งยืนอยู่
นางหันกลับมา ดวงตาอันคุ้นเคยประทับเข้าสู่ห้องจิตใจของเฟิ่งหลิงอย่างลึกล้ำ เส้นผมที่เคยยาวสลวยดำขลับ ยามนี้กลับกลายเป็นสีขาวโพลนไปทั้งหมด ใบหน้าสุขุมเจือไปด้วยร่องรอยแห่งวัยมากมาย ผิวที่เคยขาวกระจ่างแปรเปลี่ยนเป็นหม่นแสง ประดุจก้อนหินที่ไหลไปตามกระแสแห่งธารเวลา ในใจของเฟิ่งหลิงหนักอึ้งขึ้นโดยพลัน
เดิมทีคิดจะข้ามผ่านชาติภพนี้ไปด้วยกัน เสพสุขกับการแก่ชราไปตามวัยด้วยกันกับนางช้าๆ จนถึงท้ายที่สุด แต่ภาพเบื้องหน้าที่ปรากฏกะทันหันทำให้เฟิ่งหลิงอดไม่ได้ที่จะใจสั่นอย่างรุนแรง
ราวกับมีของสำคัญอะไรบางอย่างถูกแย่งชิงไป กระทั่งจิตวิญญาณของตนก็ยังถูกดึงออกไป เฟิ่งหลิงเหม่อยลอย ร่างกายโอนเอนจนต้องยันขอบโต๊ะด้านข้าง บุรุษรูปงามเป็นเอกดวงตาแดงก่ำ ถึงกับมีน้ำตาไหลออกมาตามแก้มโดยไม่รู้ตัว
“เฟิ่งหลิง…”
อวิ๋นซูดวงตาสั่นไหว นางรู้ว่าตนทำเกินไปจึงรีบเดินเข้าไปเช็ดน้ำตาบนใบหน้าบุรุษอย่างรู้สึกผิด
“ขออภัย ข้า ข้ามิได้ตั้งใจ เมื่อครู่ข้าช่วยท่านราชครูแปลงโฉม จู่ๆ ก็เกิดรู้สึกอยากเปลี่ยนตนเองเป็นเช่นนี้ ข้าไม่ได้เป็นอะไร พิษไม่ได้กำเริบ ท่าน…” นางพยายามอธิบาย แม้ยามฝันก็คิดไม่ถึงว่าเฟิ่งหลิงจะตกใจจนมีสภาพเช่นนี้
ความโศกเศร้าและสั่นสะท้านในดวงตาของเขาทำให้อวิ๋นซูปวดใจ รู้สึกเสียใจยิ่งนัก ตนไม่ควรล้อเล่นเช่นนี้จริงๆ ทั้งๆ ที่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นห่วงสุขภาพของตนที่สุดแต่ยังทำให้เขาตกใจอีก
ไม่ใช่…พิษกำเริบ? เฟิ่งหลิงหอบหายใจอย่างยากลำบาก ถึงกับหายใจไม่ทันไปชั่วขณะ นึกว่าตนไม่ได้ปกป้องนางให้ดี นึกว่าช่วงเวลาแยกจากที่ตนไม่กล้าคิดมาถึงแล้ว
จู่ๆ เขาก็ดึงอวิ๋นซูเข้ามากอดไว้แน่น “ไม่ อย่าไปจากข้า…”
เสียงของเขาทั้งสั่นและแหบแห้ง ใช่แล้ว เมื่อครู่เขาคิดว่าตนจะสูญเสียนางไปเสียแล้ว เฟิ่งหลิงเคยคิดว่าตนเข้มแข็งเด็ดเดี่ยว ไม่นึกว่าเมื่อถึงเวลาเช่นนี้จะทำให้เขาสิ้นหวังยิ่งกว่าตาย
“ไม่หรอก ข้าจะไม่ไปจากท่าน ขออภัย ข้าทำเกินไปแล้ว…” นางทำร้ายความรู้สึกเขาเช่นนี้ได้อย่างไร อวิ๋นซูคิดว่าตนน่ารังเกียจยิ่งนัก รีบยื่นมือออกไปดึงหน้ากากบนใบหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้างดงามทว่าขาวซีด
“ไม่ เป็นข้าปกป้องเจ้าได้ไม่ดี…” ความรู้สึกผิดอันท่วมท้นเอ่อทะลักออกมา เฟิ่งหลิงคิดว่าอวิ๋นซูมีสภาพเช่นนี้เพราะตน หากตอนแรกเขาตั้งใจแน่วแน่ไม่ยอมให้นางนำตัวไปอยู่ในอันตรายคงไม่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้
เขากอดนางไว้ในอ้อมกอดอันสั่นเทา ราวกับต้องการให้นางหลอมรวมเข้าไปในจิตวิญญาณของตน
อวิ๋นซูไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่ตนเห็นน้ำตาของเฟิ่งหลิงด้วย ความเจ็บปวดและความสิ้นหวังเช่นนั้น อวิ๋นซูจะยอมให้เกิดขึ้นกับเฟิ่งหลิงได้อย่างไร ทว่าเรื่องที่ตนเป็นห่วงที่สุดกลับเกิดขึ้นแล้ว เดิมทีคิดว่าหากสวรรค์ต้องการให้นางรับโทษ หลังจากตนจากไป เฟิ่งหลิงจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง แต่ยามนี้จู่ๆ อวิ๋นซูก็เข้าใจ
“ข้ารับปากท่าน ข้าจะดีขึ้นแน่ ดังนั้น…อย่าได้เสียใจ อย่าได้ตำหนิตนเอง พวกเราจะผมขาวไปด้วยกัน จะมีลูกหลานเต็มบ้าน”
นี่คือคำสาบานที่นางมอบให้กับเฟิ่งหลิงอย่างจริงจัง นางไม่อยากคิดอะไรอีกต่อไป ขอเพียงให้เขามีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขต่อไปได้ก็พอ แม้ตนจะเปลี่ยนไปเช่นไรก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่ จะต้องไม่เป็นเช่นนั้นแน่ ไม่ว่าจะขาดใครไป อีกฝ่ายจะต้องใช้ชีวิตอยู่ในความมืดมิดไปตลอดกาล ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความสุขอันใดอีกเลย
ความสุขของพวกเขา มีเพียงอีกฝ่ายที่จะมอบให้ได้
เฟิ่งหลิงสูดหายใจลึก ไม่ง่ายเลยกว่าจะทำให้ตนปีนขึ้นมาจากหลุมบ่อแห่งความสิ้นหวังได้ ตอนนี้เขายิ่งรู้สึกว่าเวลาของพวกเขาเหลือไม่มากแล้ว พิษของอวิ๋นซูก็เหมือนกับอาวุธลับที่กลบฝังอยู่ในร่างกายของพวกเขา อาจเอาชีวิตพวกเขาไปได้ทุกเมื่อ
นิ้วทั้งสิบประสานกัน คนทั้งสองในห้องโอบกอดอีกฝ่ายแน่น ราวกับโลกหล้าเหลือเพียงเสียงใจเต้นของอีกฝ่าย
…
“ท่านหมอเทวดา ช่วยด้วย ช่วยพวกเราด้วย…”
ชาวบ้านหลายคนมาปรากฏตัวที่เรือนอีกครั้ง คนชุดดำที่อยู่ในความมืดมองภาพนี้ด้วยความสงสัย ระยะนี้หมู่บ้านเป็นอะไรไป เหตุใดชาวบ้านกลุ่มใหญ่จึงมาตรวจรักษาที่เรือนครั้งแล้วครั้งเล่า?
คนกลุ่มนั้นหายไปจากสายตาของคนชุดดำ ในสายลมมีเสียงร้องโอดครวญดังแว่วมา
“ดูเหมือนน้ำในหมู่บ้านมีปัญหาบางอย่าง ระยะนี้หากมีอาการปวดท้องอีกให้รีบมาตรวจกับพวกข้าที่นี่”
ฮูหยินอวิ๋นเอ่ยกำชับบริเวณประตู คนกลุ่มนั้นรีบพากันขอบคุณก่อนจะประคองกันออกไปจากเรือน
ท่านราชครูและท่านไป๋ที่ปลอมตัวเรียบร้อยแล้วปะปนเข้าไปกับกลุ่มคน มิได้ดึงดูดความสนใจของคนชุดดำเหล่านั้นจริงๆ
“ทั้งสองท่านเดินตามเส้นทางนี้ลงเขาไปก็จะไปจากที่นี่ได้แล้ว”
ชาวบ้านใจดีคนหนึ่งพาพวกเขามายังเส้นทางเล็กๆ ที่คนของท่านมหาราชครูไม่รู้จัก หนึ่งในนั้นเห็นสีหน้าขาวซีดของท่านไป๋จึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากด้วยความกังวล “สีหน้าของสะใภ้ใหญ่ท่านนี้ไม่ค่อยดีนัก ระหว่างทางก็ระวังตัวให้ดี”
สะใภ้ใหญ่?! ท่าทางของท่านไป๋แปรเปลี่ยนไปโดยพลัน ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปไหนเลยจะมองออกว่าพวกเขากำลังแปลงโฉมอยู่
ท่านราชครูหัวเราะอย่างเป็นธรรมชาติยิ่งนัก “ฮ่าๆๆ ขอบคุณที่ใส่ใจ! ตอนกลับไปเจ้าก็ระวังตัวให้ดี รบกวนดูแลท่านหมอเทวดาต่อไปด้วย”
“วางใจเถิดเจ้าค่ะ ตอนนี้ท่านหมอเทวดาพบความลำบาก พวกเราย่อมไม่อาจมองดูอยู่เฉยๆ เรื่องราวมิอาจรั้งรอ ท่านทั้งสองรีบไปเถิด เดี๋ยวพวกเรากลับไป จะต้องคิดกันอีกทีว่าจะผลัดเปลี่ยนให้ใครไปตรวจรักษาที่เรือน”
ไม่นานเหล่าชาวบ้านผู้ครึกครื้นก็จากไป ท่านราชครูและท่านไป๋สบตากัน เดินไปตามเส้นทางเล็กๆ อย่างไร้อาวรณ์
ท่านไป๋ดึงผ้าสองผืนที่ยัดอยู่ในอกของตนออกมาด้วยท่าทีกระอักกระอ่วน นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาแต่งกายเป็นสตรี ลมเย็นพัดมา เบื้องหน้าคือป่าเขากว้างไกลสุดลูกหูลูกตา เส้นทางเล็กๆ เบื้องหน้าทอดยาวไม่เห็นปลายทาง ท่านไป๋ในตอนนี้มีความรู้สึกแปลกประหลาดอย่างหนึ่ง คล้ายกับว่า…เขาพบที่ของตนแล้ว
“ท่านอาจารย์ ต่อไปพวกเราจะไปที่ใดหรือขอรับ? กลับเมืองหลวงหรือไม่?”
ท่านราชครูคล้ายจะชอบสภาพชายวัยกลางคนเช่นนี้ของตนยิ่งนัก แย้มยิ้มเล็กน้อย “ไปที่ชีพจรแห่งแคว้น”
ชีพจรแห่งแคว้น? ท่านไป๋ตอบรับ แต่ไม่นานก็เพิ่งรู้สึกตัวว่าตนได้ยินอะไรไป “ท่านอาจารย์ ท่าน ท่านกล่าวว่า…”
เขาย่อมรู้ว่าชีพจรแห่งแคว้นคืออะไร สิ่งที่ตระกูลมหาราชครูกุมอยู่ในมือมิใช่เบาะแสของชีพจรแห่งแคว้นหรือ? เขาอยู่เรียนรู้ข้างกายท่านมหาราชครูนานหลายปีเพียงนี้ แต่กลับไม่เคยได้ยินเรื่องเกี่ยวกับชีพจรแห่งแคว้นมาก่อน
“เด็กโง่ อย่าคิดว่าเป็นสถานที่ดีงามอะไรเล่า บางทีคงอันตรายยิ่งกว่าสถานการณ์ก่อนหน้านี้ของเจ้าเสียอีก บางทีที่นั่นเจ้าอาจมีโอกาสใช้สิ่งที่ได้เรียนรู้มา หากตอนนี้เสียใจ อาจารย์ยังหาสถานที่สงบๆ ให้เจ้าได้…”
“ไม่! ศิษย์ยินดีติดตามท่านอาจารย์!” ท่านไป๋ปฏิเสธความหวังดีของท่านราชครูด้วยดวงตาแวววาว ได้ใช้สิ่งที่เรียนรู้มาหรือ? ไม่นานเขาก็เข้าใจว่าจุดมุ่งหมายของพวกเขาเป็นสถานที่เช่นไร ในเมื่อเป็นชีพจรแห่งแคว้นเหลียน เชื่อว่าจะต้องมีค่ายกลอยู่เป็นแน่ เป็นเส้นทางอันตรายหาใดเปรียบเช่นที่ท่านราชครูกล่าว
“ไปเถิด อย่าทำให้ฮองเฮาผิดหวัง นี่คือไพ่ตายสุดท้ายของพวกเรา”
ลมเย็นพัดมา ท่านไป๋หันกลับไปมองเส้นทางที่ค่อยๆ ห่างไกลออกไป ที่นั่นมีนายน้อยและฮองเฮาซึ่งเป็นผู้มอบความหวังมากมายให้แก่เขาอยู่ เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าบนร่างของตนกำลังแบกรับภาระกิจอันยิ่งใหญ่ เมื่อคิดถึงคำพูดของเฟิ่งหลิง ท่านไป๋รู้สึกราวกับตนได้รับชีวิตใหม่
นี่คือเส้นทางที่เขาเลือก ในที่สุดเขาก็มั่นใจว่าคนที่ตนต้องการซื่อสัตย์ภักดีด้วยคือผู้ใดกันแน่ คือคนที่เป็นดั่งหัวใจของเขา คือคนที่เป็นดั่งหลักการในใจเขา คือคนที่ผู้ห้อมล้อมมอบความเชื่อมั่นทั้งหมดให้แก่เขา
ท่านไป๋สูดหายใจลึก เขาจะไม่เสียใจในเส้นทางใหม่ที่ตนเลือกเดิน
Pennybull
เป็นห่วงอวิ๋นซูมาก เมื่อไหร่จะหายจากยาพิษเสียที 🙃