หมอพิษชั้นหนึ่ง - เล่มที่ 32 ตอนที่ 941 ปัจจุบันอันน่าหวงแหน
เล่มที่ 32 ตอนที่ 941 ปัจจุบันอันน่าหวงแหน
“ยังหาชิงหลินไม่เจออีกหรือ?” ภายในห้อง เสียงของมหาราชครูดังก้องด้วยความโกรธเกรี้ยว
บุรุษชุดดำทั้งหลายก้มหน้า ตอบรับคำหนึ่ง “ขอรับ!
คิดไม่ถึงว่าวรยุทธ์ที่ลูกศิษย์คนนี้ของเขาเก็บงำไว้จะยอดเยี่ยมเพียงนี้ เพียงแต่นี่ไม่เหมือนนิสัยของชิงหลิน หากเขายังมีชีวิตอยู่ เชื่อว่าต้องกลับไปข้างกายหลิงเอ๋อร์เป็นแน่ คงไม่หายไปโดยไร้ร่องรอยเช่นนี้
“ที่เรือนหลังนั้นมีอะไรผิดปกติหรือไม่?”
“ตอบใต้เท้า ทุกคนใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่มีคนในหมู่บ้านมาตรวจรักษามากขอรับ”
ชาวป่าชาวเขาเหล่านี้ย่อมมีเรื่องให้ทำมากมาย ท่านมหาราชครูไม่วางใจนัก “เห็นฮองเฮาหรือไม่?”
“ฮองเฮายังอยู่ข้างกายฮูหยินท่านนั้น ไม่ได้มีการเคลื่อนไหวใดเป็นพิเศษ ผู้น้อยนำคำพูดของใต้เท้าไปบอกต่อฮองเฮาแล้ว เพียงแต่…”
ดูท่าทางบุตรีคนนี้ยังคงไม่เข้าใจสถานการณ์ของตนเอง
หากยังคงแข็งกร้าวเช่นนี้ต่อไป นางก็ทำได้เพียงอยู่ในเรือนแห่งนั้นไปตลอดกาล นี่คือความต้องการของนางหรือ?
ความจริงบุรุษชุดดำทั้งหลายมิได้รายงานตามความเป็นจริง ฮองเฮาให้พวกเขาบอกต่อท่านมหาราชครูว่าให้เขายอมแพ้เสีย นางจะไม่ยอมรับคำข่มขู่เช่นนี้เป็นแน่ คนทั้งหลายหารือกันนาน สุดท้ายจึงตัดสินใจว่าจะไม่นำคำพูดของฮองเฮามาบอกต่อใต้เท้า
“เช่นนั้นก็ปล่อยให้พวกเขาถ่วงเวลาไป จะอย่างไรเวลาก็มีประโยชน์กับพวกเรามากที่กว่า”
ตอนนี้จักรพรรดิเหลียนและไท่ซ่างหวงต่อสู้กันอย่างดุเดือดรุนแรง เขาไม่เชื่อว่าซูฉินและเฟิ่งหลิงจะไม่ร้อนใจและอยู่เสียเวลาในหมู่บ้านห่างไกลเช่นนี้ พวกเขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อไปจากที่นี่ ทว่าเขาจะไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายหนีไปจากน้ำมือของตนแน่นอน
ขณะนี้ ภายในเรือนพักดูเงียบเป็นพิเศษ
นายท่านทั้งหลายนั่งอยู่ในห้องโถงใหญ่ด้วยสีหน้าหนักอึ้ง มองไปยังอวิ๋นมู่และฮูหยินอวิ๋นกำลังเดินเข้ามาจากด้านนอก
“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้”
อวิ๋นมู่พยักหน้าเล็กน้อย “ระยะนี้ลำบากพวกเจ้าแล้ว”
“พี่ใหญ่อย่าได้กล่าวเช่นนี้เลย พวกเราล้วนเป็นคนตระกูลอวิ๋นย่อมมีหัวใจดวงเดียวกัน” ผู้ที่กล่าวเป็นคนแรกคือนายท่านตระกูลสาขา เขาไม่ใช่คนถ่อยเห็นแก่ตัวที่คิดแต่จะทำให้ตำแหน่งของตนในตระกูลอวิ๋นมั่นคงผู้นั้นอีกต่อไปแล้ว
อวิ๋นมู่ยิ้มอย่างภูมิใจ ในที่สุดตอนนี้เขาก็ได้เห็นความหวังที่แท้จริงของตระกูลอวิ๋นแล้ว มิใช่เกียรติยศอันใด และมิใช่อำนาจอันใด แต่เป็นการร่วมแรงร่วมใจของตระกูลอวิ๋นทั้งหมด ขอเพียงพวกเขารวมเป็นหนึ่ง ย่อมไม่มีเรื่องใดที่คนตระกูลอวิ๋นทำไม่ได้
“ทางด้านฮูหยินของทุกคน จัดการเหมาะสมแล้วหรือไม่?”
“ขอรับ ดีที่มีการช่วยเหลือจากชาวบ้าน ตอนนี้ส่งพวกนางออกนอกหมู่บ้านอย่างปลอดภัยแล้ว”
ความเมตตาของฮูหยินอวิ๋นทำให้พวกเขาแปลกใจยิ่งนัก ถึงกับทำให้ชาวบ้านพยายามช่วยเหลือสุดความสามารถ หลายวันมานี้มีคนมาตรวจรักษาแล้วจากไปไม่หยุด ทำให้เหล่าภรรยาของนายท่านทั้งหลายถูกส่งออกไปอย่างปลอดภัย มิได้ดึงดูดความสงสัยของคนชุดดำและมิได้ถูกขัดขวาง
“เช่นนั้นได้เวลาแยกกับพี่น้องทั้งหลายที่นี่แล้ว”
อะไรนะ?! นายท่านทั้งหลายหน้าเปลี่ยนสีโดยพลัน “พี่ใหญ่ นี่ท่านหมายความว่าอย่างไร?”
อวิ๋นมู่มองใบหน้าแต่ละคน จากนั้นจึงสูดหายใจลึก “ข้ากับฮูหยินคิดจะตามองค์ชายใหญ่และซูเอ๋อร์ไปเมืองหลวง พิษของซูเอ๋อร์ยังไม่ถูกรักษา พวกเจ้าไปยังที่อยู่ของภรรยาเถิด เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสม ข้าจะสั่งให้คนติดต่อพวกเจ้าอีกครั้ง”
“พี่ใหญ่คงไม่ได้คิดทิ้งพวกเราไปแล้วเผชิญอันตรายเพียงลำพังกระมัง?!” นายท่านทั้งหลายคิดว่าอวิ๋นมู่ไม่อยากลากพวกเขาไปพัวพัน แต่พวกเขาไม่สนใจสิ่งเหล่านี้
“ไม่ เพียงแต่ตอนนี้เป็นเวลาที่ตระกูลอวิ๋นของพวกเราต้องการพักฟื้นเพิ่มกำลัง สักวันหนึ่งการต่อสู้ของราชวงศ์แห่งแคว้นเหลียนจะต้องยืมแรงคนตระกูลอวิ๋นของพวกเราเป็นแน่ ตระกูลอู่เป็นผู้ทรยศของตระกูลอวิ๋น ย่อมสมควรให้คนตระกูลอวิ๋นเป็นผู้เก็บกวาด เพื่อไม่ให้พวกเขาคิดใช้วิชาชั่วร้ายอันใดไปทำร้ายผู้บริสุทธิ์อีก หากพวกเจ้าทุกคนรวมตัวอยู่ด้วยกันทั้งหมดคงดึงดูดความสนใจผู้อื่นได้ง่าย ดังนั้นจึงให้หลีกเลี่ยงชั่วคราว ในเวลาสำคัญ ข้ายังจำเป็นต้องใช้พลังและการสนับสนุนจากพวกเจ้า”
นายท่านทั้งหลายสบตากัน คิดว่าคำพูดของอวิ๋นมู่มีเหตุผล หากพวกเขาไปด้วยกันคงทำได้เพียงเพิ่มความยุ่งยากให้องค์ชายใหญ่ มิสู้ต่างคนต่างไป หาที่ปลอดภัยรอคำสั่งจากพี่ใหญ่เสียยังจะดีกว่า ตระกูลอวิ๋นในตอนนี้ยังจะกลัวการแยกจากที่ไหนกัน ความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวมิอาจเปลี่ยนแปลงง่ายๆ
“เช่นนั้นพี่ใหญ่พี่สะใภ้ พวกท่านต้องรักษาตัวให้ดีนะขอรับ พวกเราจะรอเวลารับคำสั่งจากพวกท่าน!”
“องค์ชายใหญ่มีบุญคุณให้ชีวิตใหม่กับตระกูลอวิ๋นของพวกเรา ย่อมต้องตอบแทนให้ดีที่สุด หวังเพียงว่าเมื่อถึงเวลาพี่ใหญ่จะไม่กันพวกเราออกไป ข้าเชื่อว่าด้วยพลังของพวกเราทุกคน ต้องจัดการคนทรยศตระกูลอู่เหล่านั้นได้แน่!”
ฮูหยินอวิ๋นและอวิ๋นมู่สบตากัน จากนั้นจึงกำมือที่อยู่ในแขนเสื้อของตนแน่น
อีกด้านหนึ่ง
“องค์ชาย!” องครักษ์เงาที่แปลงโฉมเป็นชาวบ้านธรรมดามารวมตัวกันที่นี่เรียบร้อยแล้ว วิธีการใช้เท็จแทนจริงไม่เพียงแต่จะพาคนในเรือนพักออกไปได้ ทั้งยังคนพาคนนอกเข้ามาได้อีกด้วย
“ทุกสิ่งทุกอย่างถูกเตรียมการไว้ดีแล้ว ที่เหลือข้าขอมอบหมายให้พวกเจ้า พยายามซื้อเวลาให้ได้มากที่สุด อย่าถูกพวกเขาพบตัว”
“ขอรับ!”
ทุกคนถอดหน้ากากหนังมนุษย์ออกแล้ววางลงบนโต๊ะ จากนั้นจึงทำการเลือกคนจากรูปร่างเพื่อมาเป็นตัวแทนของตน
“พวกเจ้าหลบอยู่ในเรือนนี้ไปก่อนชั่วคราว อย่าได้แหวกหญ้าให้งูตื่น”
ประตูค่อยๆ ถูกเปิดออก ซูฉินเดินเข้ามา สายตาของนางหยุดอยู่ที่องครักษ์เงาทั้งหลาย พวกเขารีบคารวะอย่างเคารพนอบน้อม “ถวายพระพรฮองเฮาพ่ะย่ะค่ะ!”
“ไม่จำเป็นต้องมากมารยาท ลำบากทุกคนแล้ว หลิงเอ๋อร์ ข้ามีงานจะมอบหมายให้พวกเขา”
เฟิ่งหลิงพยักหน้า จากนั้นจึงมอบเวลาที่เหลือให้ซูฉิน ส่วนตนเดินถอยออกไปเพียงผู้เดียว
ภายในห้องอีกด้านหนึ่ง อวิ๋นซูกำลังศึกษาเทียบยาในมือ
เทียบยาสุดท้ายที่ท่านพ่อและนายท่านทั้งหลายพัฒนาออกมามีความใกล้เคียงมากที่สุด แต่เหตุใดกลับไม่ให้ผลลัพธ์อะไรเป็นพิเศษ นางม้วนแขนเสื้อของตนขึ้น มองไปยังผิวที่แขนซึ่งปรากฏรอยเหี่ยวย่นออกมาบ้างแล้ว ในใจรู้สึกกดดันอย่างบอกไม่ถูก
ในตอนที่เห็นท่าทีเจ็บปวดสิ้นหวังของเฟิ่งหลิงยามนั้น ทำให้ความตำหนิตนเองและความปรารถนาที่จะมีชีวิตอยู่ของอวิ๋นซูเพิ่มมากยิ่งขึ้น นางต้องทำให้ตนมีชีวิตรอดต่อไปให้ได้! ร่างกายของนางในตอนนี้ นอกจากปรากฏรอยเหี่ยวย่นช้าๆ แล้วก็ไม่มีความผิดปกติอื่นใดอีก กระทั่งจับชีพจรก็เหมือนกับคนทั่วไปไม่แตกต่าง ก่อนหน้านี้มีอุณหภูมิร่างกายค่อนข้างสูง ตอนนี้ก็ค่อยๆ ลดลงแล้ว หากกล่าวกันตามเหตุผล พิษของยาอายุวัฒนะในร่างของนางสมควรถูกกำจัดออกไปแล้วถึงจะถูก
สตรีที่นั่งอยู่หน้าโต๊ะมีท่าทีจริงจัง ไม่ได้สังเกตเห็นเลยว่าเฟิ่งหลิงยืนอยู่หลังนางนานแล้ว
เขามองไปยังใบหน้าสุขุมเยือกเย็น รู้ดีว่าสภาพในยามที่เขาควบคุมตนเองไม่ได้ทำให้อวิ๋นซูเกิดความกดดันมากมาย กระทั่งตนก็คิดไม่ถึงว่าความหวาดกลัวที่จะสูญเสียนางจะทำให้เขารู้สึกราวกับทุกอย่างเปลี่ยนไปมืดมิด กระทั่งจิตวิญญาณยังถูกกระชากออกไปสามส่วน เขาไม่สมควรเป็นเช่นนั้น ไม่สมควรต้องให้นางมาแบกรับเช่นนี้
“ซูเอ๋อร์”
เหนือศีรษะมีเสียงอันคุ้นเคยดังแว่วมา อวิ๋นซูจึงค่อยได้สติกลับมา
“ท่านกลับมาแล้วหรือ?”
“อืม พรุ่งนี้พวกเราจะไปจากที่นี่แล้ว ทุกคนเตรียมตัวเรียบร้อยแล้ว” เขายื่นมือออกไปดึงสตรีเข้าสู่อ้อมกอด “ไม่ต้องกังวล ข้าต้องทำได้แน่”
อวิ๋นซูเข้าใจดี ความหมายของเฟิ่งหลิงก็คือเขาจะพยายามยอมรับทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาทั้งสองต้องเผชิญหน้าในเวลาต่อไปให้ได้แน่นอน เขาต้องการให้ตนผ่อนคลาย ไม่ต้องแบกรับทุกเรื่อง
“เฟิ่งหลิง ข้าไม่เคยอยากมีชีวิตอยู่มากเพียงนี้มาก่อน”
เฟิ่งหลิงไม่ได้พูดอะไร ทำเพียงวางคางของตนไว้บนผมของอวิ๋นซูเบาๆ
“ดังนั้นพวกเราจะยอมแพ้ไม่ได้ จะไม่มีเรื่องใดมาแยกจากพวกเราได้แน่” อวิ๋นซูจับมือเขาแน่น ราวกับมีพลังขุมหนึ่งถูกส่งผ่านมาอย่างเชื่องช้า
“ซูเอ๋อร์ ข้ารู้สึกขอบคุณอุปสรรคที่พวกเราต้องเผชิญจริงๆ หากพวกเราฝ่าฟันอุปสรรคหนักหนาไปด้วยกันได้ ย่อมทำให้พวกเราหวงแผนทุกช่วงเวลามากขึ้น กว่าจะมีความสุขไม่ง่ายเลย พวกเราจึงพอใจและอยู่กับความเป็นจริงได้ยิ่งกว่าผู้อื่น ได้พบกับเจ้า นับเป็นวาสนาที่ดีที่สุดที่สวรรค์ประทานให้ข้าแล้ว”
เขาพูดความรู้สึกในใจตนออกมา เขารู้สึกขอบคุณสวรรค์ที่ส่งสตรีเช่นนี้มาทำให้เขาเป็นห่วง ทำให้เขาร้อนใจ ทำให้เขาได้สัมผัสความเจ็บปวดและสิ้นหวัง
ชีวิตของคนเราจะสมบูรณ์ได้เพราะเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เฟิ่งหลิงเคยคิดว่าหากตนมิได้พบอวิ๋นซู เกรงว่าชีวิตนี้คงไม่น่าพึงพอใจเช่นนี้ คงไม่เต็มไปด้วยความทรงจำอันยากจะลืมเลือนเช่นนี้ คนเราต้องผ่านประสบการณ์มากมายจึงจะเกิดความหวงแหน
อวิ๋นซูหันกลับมาสบเข้ากับดวงตาอ่อนโยนของบุรุษ ความรักและความรู้สึกขอบคุณแผ่ออกมาในดวงตาพร้อมกับความอบอุ่นสายนั้น
นางเดินเข้ามาจุมพิตลงบนริมฝีปากอย่างบางเบาอ่อนโยน เต็มไปด้วยความรู้สึกหวงแหน
หากมีชีวิตหน้า นางหวังว่าตนจะได้พบคนผู้นี้อีกครั้ง จะได้พบกับบุรุษที่ทำให้นางมีความสุขทุกช่วงเวลา ทั้งยังมอบความหวังอันไร้ขีดจำกัดให้นางอีกครั้ง
…
“หมู่บ้านนี้บ้าไปแล้วหรือไร?!”
ชาวบ้านกลุ่มใหญ่พากันมาตรวจรักษาอีกแล้ว กลุ่มคนเอะอะโวยวาย ล้อมอยู่รอบเรือนจนแม้แต่น้ำก็ยังไหลผ่านไม่ได้
บุรุษชุดดำในความมืดจับจ้องความวุ่นวายเขม็ง คิดว่าคงมิใด้เกิดโรคระบาดอะไรขึ้นกระมัง? ระยะนี้มีอาการป่วยแปลกประหลาดเกิดขึ้นต่อเนื่อง กระทั่งพวกเขาก็ยังหวาดกลัวจนขนลุก
“ซูเอ๋อร์ เตรียมตัวแล้วหรือไม่?”
บุรุษผมขาวโพลนผู้หนึ่งปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าอวิ๋นซู มุมปากของเฟิ่งหลิงยกขึ้นเล็กน้อย มองดูความแปลกใจในดวงตาของอีกฝ่ายด้วยความพึงพอใจ
“ท่าน…”
เฟิ่งหลิงก้มหน้าลงมองเส้นผมสีขาวที่ประอยู่บริเวณหน้าอกของตน “ข้าก็อยากทำให้ซูเอ๋อร์เห็นเสียหน่อยว่าตอนข้าแก่เป็นอย่างไร เช่นนี้จึงจะนับว่ายุติธรรม” เขาหัวเราะ ดวงตาดุจดาราพร่างพราวเต็มไปด้วยประกายได้ใจ ทั้งๆ ที่เป็นใบหน้าแก่ชราทว่ายังคงมีเค้างดงามหล่อเหลา
อวิ๋นซูหัวเราะ นางเข้าใจดี เฟิ่งหลิงพยายามทำให้เงามืดในใจพวกเขาหายไป ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามธรรมชาติ ทว่าพวกมันได้นำความคาดหวังต่ออนาคตของพวกเขากลับมาด้วย
“เช่นนั้นฮูหยินคนงาม ยินดีเดินเล่นในชนบทกับร่างกายแก่ชราเช่นนี้ของข้าเพื่อไปชมพระอาทิตย์ขึ้นด้วยกันหรือไม่” เขาค่อยๆ เดินมาเบื้องหน้าอวิ๋นซู ยื่นมืออันเหี่ยวย่นออกไป มีลักษณะดุจจักรพรรดิ
อวิ๋นซูหัวเราะ ยื่นมือตนไปวางในฝ่ามือของอีกฝ่าย “ยินดีเป็นอย่างยิ่ง”
ทั้งสองสบตากัน มีความสุขและความเข้าใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยไหลเวียนอยู่รอบตัวจนทำให้ผู้อื่นรู้สึกอิจฉา
…
“วันนี้มีชาวบ้านกลุ่มใหญ่ไปตรวจรักษาที่เรือนนั้นอีกแล้วขอรับ”
หวงฝู่เฉินขมวดคิ้ว ความรู้สึกรังเกียจที่มีต่อชาวบ้านเพิ่มมากขึ้น หากเป็นโรคติดต่อร้ายแรงจริงๆ พวกเขาไปรบกวนพวกซูฉินครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ เกรงว่าคงนำพาโรคติดต่อนี้ไปด้วย
ความคิดถึงในหลายวันมานี้คงพอเป็นข้ออ้างได้ หวงฝู่เฉินสะบัดแขนเสื้อ ไม่นานก็หายไปท่ามกลางความมืดยามค่ำคืน
เรือนพักในวันนี้ดูสับสนเป็นพิเศษ ตอนกลางวันส่งชาวบ้านออกไป ตอนกลางคืนเงียบจนผิดปกติ
หวงฝู่เฉินยืนอยู่ในป่านอกห้องซูฉิน จ้องมองไปยังหน้าต่างที่มีแสงเทียนส่องสว่าง
แม้ท่านมหาราชครูจะกล่าวว่าให้เวลานางใคร่ครวญอีกสักหลายวัน แต่หวงฝู่เฉินมิอาจต่อต้านความคิดถึงในใจตน เขาเดินไปเบื้องหน้า ตะโกนผ่านหน้าต่างเสียงดังชัดเจน “ซูฉิน เจ้าอยู่หรือไม่?”